เล่าเรื่อง ทิวลิปเมเนีย (๑)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“ทิวลิปเมเนีย” (Tulip Mania หรือ Tulipomania) เกิดขึ้นใน “ยุคทอง” (Golden Age) ของเนเธอร์แลนด์ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1630 ซึ่งราคาค่าสัญญาสำหรับสิทธิ์ในการซื้อดอกทิวลิปพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ก่อนจะล่มสลายลงในที่สุด

ณ จุดสูงสุดของทิวลิปเมเนีย เมื่อเดือน ก.พ. ปี 1637 ทิวลิปบางดอกขายกันอยู่ที่ราคาสูงกว่า 10 เท่าของค่าจ้างรายวันของแรงงานชั้นดี

แม้ในภาพยนตร์เรื่อง Wall Street: Money Never Sleeps ตัวละครเอกของหนังคือ กอร์ดอน เกคโค ยังพูดกับว่าที่ลูกเขยตัวเองซึ่งเป็นเทรดเดอร์ดาวรุ่ง ถึงปรากฏการณ์ “ทิวลิปเมเนีย” ว่า ราคาของทิวลิปบางดอกในยุคนั้น สามารถเอาไปซื้อคฤหาสถ์หรูริมน้ำได้เลยทีเดียว

“ทิวลิป” เข้ามาในยุโรปครั้งแรก เมื่อทูตของประเทศตุรกีนำดอกของมันพร้อมเมล็ดพันธุ์เข้ามาในเมืองเวียนนา ปัจจุบันคือประเทศออสเตรีย จากนั้น ทิวลิปได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองใหญ่ รวมทั้งในอัมสเตอร์ดัม

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความนิยมที่ผู้คนมีต่อทิวลิปได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการค้าของเนเธอร์แลนด์ที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด จนเรียกกันว่าเป็น “ยุคทอง” ว่ากันว่าพ่อค้าวาณิชชาวดัตช์เพียงล่องเรือออกไปค้าขายเที่ยวหนึ่ง ก็สามารถทำกำไรจากการขายสินค้าได้ถึง 400 เปอร์เซ็นต์ จนมี “เศรษฐีใหม่” ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด

เมื่อมีเงินแล้ว เศรษฐีใหม่เหล่านั้นก็เริ่มมีค่านิยมในการสร้างบ้านหลังใหญ่ๆ โดยปลูกสวนดอกไม้ไว้รอบๆ บ้าน เพื่อแสดงฐานะ และดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของความมั่งคั่งได้ดีที่สุด ก็คือ “ทิวลิป” นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จาก “พฤกษางาม” ธรรมดา ทิวลิปจึงกลายเป็น “ของมีค่า” ไปโดยปริยาย

(ติดตามต่อตอนหน้า)

อ้างอิงhttp://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/aconite/tulipomania.html  http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_mania

บัฟเฟตต์เฉลย ใยจึงเมิน Apple และ Google

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช / ที่มา CNBC.com

ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2012 ของ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ที่ผ่านมา บัฟเฟตต์บอกว่า เขาจะ “ไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย” หากหุ้น Apple จะราคา “สูงขึ้นอีกมาก” ในสิบปีข้างหน้า แต่เขายังคงยืนยันว่า การซื้อหุ้น Apple นั้น เสี่ยงเกินไปสำหรับเบิร์คไชร์ อย่างไรก็ตาม ปู่บัฟฟ์บอกว่า “ผมไม่กล้าชอร์ตหุ้นพวกนั้นแน่นอน”

บัฟเฟตต์และชาร์ลี มังเกอร์ กล่าวกับผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนว่า …

พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับ Google และ Apple อย่างเพียงพอ ไม่รู้เกี่ยวกับคู่แข่ง และไม่รู้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไรต่อไป จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า Google และ Apple จะเป็นสุดยอดหุ้นที่มีความแน่นอนขนาดไหนในระยะยาว

ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองมองว่า การที่เบิร์คไชร์เข้าไปซื้อหุ้น IBM ด้วยเงิน 13,000 ล้านเหรียญ นั้น เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่ามาก แม้ว่า IBM จะถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีเช่นกัน

(ปู่บัฟฟ์เคยอธิบายถึงสาเหตุที่เข้าไปซื้อ IBM ว่าเป็นเพราะปัจจุบัน IBM ทำหน้าที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาและวางระบบ ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเทคโนโลยีเหมือนแต่ก่อนแล้ว)

“โอกาสที่ IBM จะเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดนั้นมีอยู่น้อยกว่าโอกาสที่ Google และ Apple จะเป็นการลงทุนที่ผิดพลาด อย่างน้อยก็สำหรับพวกเรา”

ปัจจุบัน ราคาหุ้น Apple [AAPL] อยู่ที่ 569.03 USD และ Google[GOOG] อยู่ที่ 611.50 USD

ที่มา : http://www.cnbc.com/id/47307200

ด้วยรัก จาก “ปู่บัฟเฟตต์” ถึง “หลานมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก”

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เปิดเผยกับ เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวสวยแห่ง CNBC ว่า เขาได้พูดคุยกับ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มหาเศรษฐีหนุ่มผู้ก่อตั้ง Facebook แบบส่วนตัวเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยเขาคิดว่ามาร์คทำถูกแล้ว ที่จะถือหุ้นของ Facebook ไว้คนเดียวเป็นจำนวนถึง 56.9% หลังจากเข้าตลาดฯ

ปู่บัฟฟ์ได้ให้สัมภาษณ์สด หลังจากตอบคำถามของผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2012 ของ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เป็นเวลาหกชั่วโมงรวดเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ปู่ทำมาแล้วหลายปีดีดัก

โดยปู่พูดถึงซัคเคอร์เบิร์กว่า “เขาเป็นเด็กที่ฉลาดมาก เขาสร้างบริษัทที่เหลือเชื่อขึ้นมา ผมคิดว่าเขาจะรักษาอำนาจในการควบคุมบริษัทไว้ต่อไปอย่างแน่นอน เพื่อที่เขาจะได้วาดภาพที่เขาอยากวาด ผมได้บอกเจ้าของธุรกิจทั้งหลายเสมอว่า ให้พยายามกุมอำนาจในบริษัทเอาไว้ และตัวผมเองก็โชคดีที่สามารถกุมอำนาจในเบิร์คไชร์ได้มาโดยตลอด”

เมื่อถูกถามว่าการ “กอดบริษัทไว้แน่น” ของซัคเคอร์เบิร์ก จะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ หรือไม่ ปู่บัฟฟ์บอกว่า โดยทั่วไปแล้วมักเป็นผลดี ด้วยเหตุผลว่า

“…ถ้าคุณได้คนอย่างเขา (ซัคเคอร์เบิร์ก) มาบริหารบริษัทให้คุณ คุณก็น่าจะอยากให้เขาเป็นคนบริหารเองนะ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อโดนยิงคำถามว่า แล้ว (ในเมื่อดีขนาดนี้) ปู่จะซื้อหุ้นของ Facebook ไว้บ้างหรือไม่ ท่านคิดว่าบัฟเฟตต์จะตอบว่ายังไงครับ?

ถูกต้องครับ คำตอบคือ …

 “ไม่ซื้อแน่นอน”

[ เรียบเรียงจาก : http://www.cnbc.com/id/47308296 ]

ส่องตัวตนของคุณผ่าน 3 คำถาม

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ผมเคยเห็นแบบสอบถามที่วัดบุคลิกของนักลงทุน แต่เขาถามกันเป็นสิบข้อ แล้วก็ยืดยาวมากมาย จึงมาคิดว่ามีทางมั้ยที่เราจะถามสั้นตอบสั้น แต่ “โดน” เต็มๆ แบบไม่ต้องเยิ่นเย้อ… ที่สุดแล้วจึงออกมาเป็น 3 คำถามสั้นๆ ดังแผนภาพ

วิธีใช้ไม่ยากอะไรเลย เริ่มต้นจากคำถามแรก จากนั้นก็ไล่เรียงไปว่าคุณตอบอะไร คำตอบของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าคำถามต่อไปคืออะไร สำคัญตรงที่ว่าให้ “ตอบตามความเป็นจริง” เท่านั้นเอง คำถามไหนที่อาจกำกวมผมจะมีหมายเหตุแปะไว้ด้านล่างครับ

ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย

อย่างที่เห็นนะครับ เราจะได้บทสรุปภายในคำถามไม่เกิน 3 ข้อ เมื่อได้คำตอบแล้วว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภท A, B, C, D, E หรือ F …แล้วนักลงทุนแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไรกันบ้าง

ข้อ A – Professional Trader

คุณมีลักษณะของนักเทรดมืออาชีพ แม้คุณจะไม่ได้มองหุ้นในแบบเจ้าของกิจการและไม่ได้สนใจว่าบริษัททำมาหากินอะไร แต่คุณรู้ว่าจะทำอย่างไรกับราคาหุ้นที่เคลื่อนไหว ความรู้ที่ว่าไม่ได้โผล่ขึ้นมาเอง ทว่าเป็นผลพวงมาจากความมานะและอดทนที่จะอ่านตำรับตำรา และที่สำคัญคุณอ่านแล้วเอามาใช้ด้วย มีคนไม่มากที่เทรดหุ้น “ตามระบบ” อย่างต่อเนื่องและมีวินัย ยินดีด้วยครับ ความสำเร็จรอคุณอยู่

ข้อ B – Educated Mao

แม้สมญานาม “เม่าผู้มีความรู้” จะยังไม่ใช่ความฝันอันสูงสุดของแมงเม่าทั้งหลาย แต่อย่างน้อยคุณก็โผล่พ้นความเป็นเม่าสามัญมาแล้ว คุณมองออกว่าการอ่านเพียงแค่หนังสือพ็อกเกตบุ๊กดาษๆ เกี่ยวกับหุ้นไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณสร้าง “แก่นสาร” ที่จะทำกำไรอย่างมั่นคงได้ คุณจึงศึกษาวิธีการเทรดหุ้นต่างๆ นานา ขาดอยู่เพียงการค้นพบระบบการเทรดที่ใช้ได้และเหมาะกับตัวเอง รวมทั้งทำตามมันไปด้วยความมุ่งมั่นเท่านั้น

ข้อ C – Ordinary Mao

อย่าวิตกกังวลไป เพราะเม่าสามัญเป็นสถานะของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น คุณอาจเคยได้กำไรก้อนโต เคยติดดอย เทรดหุ้นตามข่าว ตกรถ หรือแม้แต่หันหลังให้กับตลาดมาแล้ว แต่น้อยครั้งมากที่คุณจะระบุได้ชัดๆ ว่าทำไมคราวนั้นถึงกำไร ทำไมคราวนี้ถึงขาดทุน แล้วในระยะยาวเราจะเป็นอย่างไร ฯลฯ บางทีคุณอาจต้องการความรู้ที่สูงขึ้น ประสบการณ์ที่มากขึ้น และจิตวิทยาการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น คุณต้องศึกษาให้มากขึ้น และ shortcut ที่เร็วที่สุดก็คือ ไปอ่านงานเขียนของคนเก่งๆ ที่เป็นไอด้อลของคุณไง

ข้อ D – Confused Mao

เม่าที่สับสนตัวเอง เกิดจากคนที่อยากลงทุนในหุ้นตามแบบเจ้าของกิจการหรืออาจจะอยากเป็น VI (value investor) แต่แล้วเกิดขี้เกียจขึ้นมาหรือตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสีในตลาดหุ้นอย่างไรไม่ทราบ จึงละทิ้งความสนใจจากตัวกิจการไปเสียดื้อๆ ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะว่าการอ่านรายงานประจำปีนั้นจัดว่าเป็น “ภาคบังคับ” ของ VI ทุกคน ในเมื่อบริษัทเป็นคนเขียนเอง บทวิเคราะห์ไหนๆ ก็ไม่มีทางสู้ได้ บางทีอาจต้องลองทบทวนดูว่าจะไปต่อในแนว VI หรือจะเบนเข็มไปเป็นนักเทรดหุ้น

ข้อ E – Failed VI

อย่างน้อยการอ่านรายงานประจำปี (รวมถึงงบการเงิน และหมายเหตุประกอบงบด้วยนะครับ) ก็บ่งบอกได้ว่าคุณมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นมาเป็น VI เต็มตัว อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้ว VI ที่ลงทุนมานาน 3-5 ปีขึ้นไปควรจะมีพอร์ตเขียวขจี และเหตุที่เขียวก็เพราะว่า VI ตัวจริงจะ “เตะ” หุ้นตัวที่วิเคราะห์ผิดพลาดออกไปแล้วถือหุ้นชั้นเยี่ยมเอาไว้ ส่วนที่ถือไว้หลายปีแล้วยังพอร์ตแดงเถือกนั้นโดยมากเป็นกรณีติดดอยเสียมากกว่า ซึ่งการถือหุ้นติดดอยเป็นเบือก็คงบอกได้เลาๆ ว่าตอนเข้าซื้อนั้นวิเคราะห์ไม่แม่นจึงมี margin of safety น้อย แบบนี้ต้องรีบปรับปรุงครับ เสียดายความมุ่งมั่นที่มี

ข้อ F – Successful VI

คุณสมบัติของคุณคู่ควรกับการเป็น VI ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าพอร์ตคุณจะใหญ่หรือเล็ก แต่การมาถูกทางจะช่วยให้คุณมั่งคั่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง คุณมีจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของกิจการ มีความมุ่งมั่น และยังลงทุนลงแรงอย่างคุ้มค่า ผลงานในระยะยาวของคุณเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี ขอเพียงทำต่อไปเรื่อยๆ และอย่าก้าวข้ามขอบข่ายแห่งความชำนาญ (circle of competence) ของคุณออกมาก็แล้วกัน

จาก โอบามา ถึง บัฟเฟตต์

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนในคุณค่า

โดย บารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1942 เด็กผู้ชายอายุ 11 ปี คนหนึ่ง ได้เริ่มต้นลงทุนครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยรวบรวมเงินเกือบทั้งหมดที่เขามีได้ราวๆ 120 เหรียญ เพื่อซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของบริษัท ซีตีส์ เซอร์วิส พอถึงเดือนมิถุนายน หุ้นนั้นตกฮวบลง ทำให้การลงทุนของเขาเสียหายอย่างหนัก

อาจกล่าวได้ว่า หลังจากนั้น สถานการณ์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็เริ่มดีขึ้น หุ้นที่เขาถือฟื้นกลับขึ้นมา เขาจึงขายมันทิ้งไปโดยได้กำไรเล็กน้อย และเขาก็ได้ใช้เวลาเจ็ดทศวรรษนับจากนั้นเพื่อค้นหามูลค่า

วอร์เรนได้เห็นแฟชั่นการลงทุนที่หวือหวาผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่เขายังคงมุ่งมั่นที่จะหาบริษัทที่น่าไว้วางใจ และลงทุนในบริษัทเหล่านั้นด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา

จนถึงวันนี้ ชัดเจนแล้วว่า นั่นคือสูตรสำเร็จแห่งชัยชนะ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่เพียงเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ยังเป็นคนที่ได้รับความชื่นชมและนับถือมากที่สุดคนหนึ่ง

เขาเสียสละความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของตนซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเพื่อช่วยเหลือผู้คนทั่วโลกที่กำลังทุกข์ทรมาน เจ็บป่วย หรือต้องการความช่วยเหลือ และเขายังใช้สถานะความเป็นผู้นำ กระตุ้นให้คนอื่นซึ่งมีกำลังความสามารถ ทำในสิ่งเดียวกันกับเขา

เทพเจ้าแห่งโอมาฮาได้ให้บทเรียนกับเราหลายประการตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ณ วันนี้ ขณะอายุ 81 ปี เขาได้ย้ำเตือนเราว่า ชีวิตมีใช่เพียงการ “ค้นหาคุณค่า” เท่านั้น แต่ยังมี “คุณค่า” ที่เราต้องยืนหยัดเพื่อมันอีกด้วย

[ข้อเขียนนี้ เป็นของ บารัค โอบามา เขียนเพื่อสดุดีวอร์เรน บัฟเฟตต์ ในโอกาสที่นิตยสาร TIME ยกย่องบัฟเฟตต์เป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลก สั้นๆ ง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง เป็นผมจึงแปลเป็นไทยไว้ให้ได้อ่านกันครับ]

อ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.time.com/time/specials/packages/article/0,28804,2111975_2111976_2112005,00.html

บัฟเฟตต์เป็นมะเร็ง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาแถลงต่อสาธารณะเมื่อวานนี้ (18 เม.ย.) ว่า เขาถูกตรวจพบว่าเป็น “มะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก”

หลังจากทำ CAT Scan และ Bone Scan รวมทั้งทำ MRI บัฟเฟตต์จึงออกมาแถลงดังกล่าว ทั้งๆ ที่เพิ่งตรวจพบไม่ถึงสัปดาห์ (ตรวจเจอเมื่อวันพุธก่อนหน้า)

บัฟเฟตต์อ้างคำพูดหมอว่า อาการของเขา “อยู่ห่างไกลจากการเป็นภัยคุกคามต่อชีวิต และไม่ได้ทำให้ร่างกายทรุดโทรมอย่างมีนัยยะสำคัญเสียด้วยซ้ำ”

และในการทดสอบครั้งล่าสุด ก็ไม่พบมะเร็ง ณ จุดอื่นของร่างกาย นอกจากนี้ ปู่บัฟฟ์ยังบอกอีกว่า เขายังรู้สึกแข็งแรงดีทุกประการ โดยเรี่ยวแรงในตัวไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย

ที่สำคัญ ปู่ได้ให้คำมั่นสัญญาด้วยว่า จะบอกให้ผู้ถือหุ้นทราบ “ทันที” หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงกับสุขภาพของเขา

“แน่นอน สักวันต้องเกิดขึ้น แต่ผมเชื่อว่าคงอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น” บัฟฟ์กล่าว

ทั้งนี้ บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ในปี 2009 ว่า สักวันถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย เขาจะประกาศต่อสาธารณชนให้เร็วที่สุด และเมื่อมันเกิดขึ้นในวันนี้ ปู่ก็ได้ทำตามที่เคยลั่นวาจาไว้ทุกประการ โดยไม่แคร์ว่าหุ้น Berkshire จะถูกกระทบ

เป็นความโปร่งใสที่ทำได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงร้ายๆ ของชีวิต ขอน้อมคารวะจากใจจริงครับ

(เรียบเรียงข้อมูลจาก CNBC.com และ Bloomberg.com)

 

ROBINS

 

บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน)

ประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้าในนาม “โรบินสัน” เป็นห้างฯ เก่าแก่ของคนไทย ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 และเป็นห้างสรรพสินค้าแรกของประเทศไทยที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2535 ในปี 2554 ROBINS มีสาขาเปิดให้บริการ 25 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 9 สาขา ต่างจังหวัด 16 สาขา

V-Strength

แม้จะไม่ใช่ห้างฯชั้นนำระดับเซ็นทรัลหรือเดอะมอลล์ แต่โรบินสันก็เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคเสมอมา โดยเฉพาะลูกค้าระดับกลางลงไป  บริษัทฯเคยประสบปัญหาทางการเงินในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ก็ได้ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการจนเป็นที่เรียบร้อย การมีกลุ่มเซ็นทรัลถือหุ้นใหญ่ ทำให้มั่นใจได้ว่าโรบินสันมีความแข็งแกร่งพอที่จะผ่านพ้นอุปสรรคใดๆ อันอาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต นอกจากนี้ ROBINS ได้ทำการปรับลุคให้ทันสมัย เป็นไปตามเทรนด์ใหม่มากขึ้น

ค่าทดสอบ 86 เต็ม 100

V-Growth

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ROBINS มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 บริษัทฯ ได้เปิด 3 สาขาใหม่ คือ เชียงราย พิษณุโลก และพระราม 9 โดยเฉพาะสาขาพระราม 9 ที่ลงทุนร่วมกับ CPN และตั้งใจให้เป็น Flagship แห่งใหม่ แทนสาขารัชดาที่สัญญาเช่ากำลังจะหมด แม้รายได้และกำไรของ ROBINS จะมีความไม่สม่ำเสมออยู่บ้างเมื่อมองย้อนหลังไป 5 ปี แต่ศักยภาพในการเติบโตต่อไปต้องถือว่าสดใสพอสมควร

ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

V-Management

ผู้บริหารของ ROBINS มีประสบการณ์และความชำนาญ โดยส่วนหนึ่งเคยบริหารห้างอื่นมาก่อน อย่างไรก็ตาม การที่โรบินสันทำธุรกิจเดียวกับเซ็นทรัล ทั้งยังมีกรรมการหลายคนมาจากตระกูลจิราธิวัฒน์ซึ่งก็เป็นผู้บริหารของเครือเซ็นทรัล เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก

ค่าทดสอบ 73 เต็ม 100

V-Potential

ณ วันที่ 4 เม.ย. ราคาของ ROBINS อยู่ที่ 50.50 บาท PE 38.6 Dividend Yield 2.6% CAGR 3 ปี อยู่ที่ 25.25%

ค่าทดสอบ 23.4 เต็ม 100