นี่คือ page “Buffett Watch” ของ Club VI มีจุดมุ่งหมายที่จะติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ อย่างใกล้ชิด แล้วเอามาสรุปรวมความเป็นภาษาไทยไว้ที่นี่ เพราะเราเชื่อว่าทุกการกระทำ ทุกคำคมๆ จากปากของบัฟเฟตต์ ล้วนมีประโยชน์ต่อ VI ทุกคนอย่างยิ่ง ดังนั้น อย่าลืมคลิ๊กเข้ามาเรื่อยๆ นะครับ
เราจะ “ตามรอยปู่” อย่างใกล้ชิด เก็บตกอะไรดีๆ จาก Idol ผู้นี้ให้หมดทุกเม็ดครับ
หมายเหตุ – เนื้อหาในส่วน Buffett Watch นี้ รวบรวมมาจากหลายเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง www.CNBC.com โดยของ CNBC จะมี Section “Warren Buffett Watch” โดยเฉพาะ ตามไปดูได้ที่ลิงก์นี้ www.cnbc.com/id/19206666/ (มีข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับปู่บัฟฟ์มากมาย ซึ่งคงเอามาเรียบเรียงไว้ในที่นี้ทั้งหมดไม่ไหว) รวมทั้ง www.Bloomberg.com และ http://asia.wsj.com เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ครับ
————————-
[12 ธ.ค.2554]
เมื่อวันก่อน “60 Minutes” รายการโทรทัศน์ชื่อดังระดับตำนานทางสถานี CBS ได้นำเสนอเรื่องราวชีวิตของ “โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์” ลูกชายคนกลางของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย
โฮเวิร์ด (ที่จริงแล้ว พ่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ชื่อ “โฮเวิร์ด” เช่นกัน โดยวอร์เรนได้เอาชื่อของพ่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อลูก) ในวัย 57 ปี เป็นลูกคนที่สองของวอร์เรน ต่อจาก ซูซาน บัฟเฟตต์ พี่สาวของเขา และมีน้องชายหนึ่งคน คือ ปีเตอร์ บัฟเฟตต์
“โฮวี่” มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากวอร์เรนผู้พ่อ โดยสิ้นเชิง เขาใช้ชีวิตในฐานะ “ชาวไร่” ทำไร่ข้าวโพดและถั่วเหลือง ต่างจากวอร์เรน พ่อของเขา ซึ่งเป็นนักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด
สิ่งหนึ่งที่โฮเวิร์ดมีเหมือนกับพ่อก็คือ เขาเป็น “นักการกุศล” (Philanthropist) ตัวยงคนหนึ่ง โฮวี่มีมูลนิธิของตัวเอง ซึ่งขับเคลื่อนได้ด้วยเงินทุนจากหุ้นของ เบิร์คชัวร์ ฮาแธเวย์ ที่เขาได้จากบิดา
มูลนิธิของโฮเวิร์ดใช้เงินราว 50 ล้านเหรียญต่อปี เพื่อช่วยเหลือคนจนในการต่อสู้กับความอดอยากหิวโหย โดยตัวเขาเองได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ เพื่อคลุกคลีกับผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น
แม้โฮเวิร์ดจะเคยพูดว่า “ไม่ว่าผมจะทำอะไร ก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จเหมือนที่พ่อทำ” แต่ที่จริงแล้ว เขาหมายถึงความสำเร็จในสายตาของคนทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาไม่เก่ง ทว่าเขาเลือกเดินคนละทางกับพ่อ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบิดา โฮวี่มองว่าเรื่องแบบนี้ ชีวิตใคร ชีวิตมัน
“พ่อเล่นเกมของพ่อ ผมเล่นเกมของผม” เขาบอกอย่างนั้น
วิถีชีวิตในวัยหนุ่มของโฮวี่อาจไม่ได้เลิศหรูนัก เขาเรียนไม่เก่ง ดร็อปเรียนจากมหาวิทยาลัยถึงสองแห่ง แต่วอร์เรนผู้พ่อก็ไม่ห่วง เขาบอกว่าตอนนั้นลูกของเขากำลังค้นหาตัวเอง หาว่าตัวเองอยากทำอะไร และอันที่จริง เด็กวัยรุ่นอีกมากมายก็ไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่เห็นจะเป็นปัญหา
ทว่าสิ่งหนึ่งที่วอร์เรนเน้นกับลูกชายตลอดก็คือ ต้อง “ทำในสิ่งที่รัก” หาไม่แล้ว ชีวิตจะไม่มีความสุข ทำอะไรก็ไม่ได้ดี
ที่สำคัญคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่อยากให้ลูกมองโลกนี้ด้วยเลนส์ของพวก “ซุปเปอร์ริช” คือมองอะไรแบบ “ลูกเศรษฐี” เขาอยากให้ลูกมีชีวิตแบบ “คนเดินดิน” ซึ่งจะทำให้เข้าใจโลกได้อย่างแท้จริง
โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ ไม่ใช่เพียงเป็นลูกชายของสุดยอดนักลงทุนระดับตำนาน แต่เป็นเพราะเขาได้รับมอบหมายให้สืบทอดตำแหน่งประธานของเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ หลังจากวอร์เรนตาย เนื่องจากปู่บัฟฟ์ต้องการให้โฮวี่รักษาวัฒนธรรมขององค์กรเอาไว้
ที่สำคัญกว่าและยังไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัดก็คือ ใครจะมาเป็น CEO และทำหน้าที่ “เลือกหุ้น” ให้กับเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ๆ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำได้ดีที่สุดในโลกนั่นเอง
[3 ธ.ค. 2011]
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เอาอีกแล้วครับ หลังจากซื้อ “ไฮเทค” อย่าง IBM ไปหมาดๆ ก็กลับมาซื้อ “โลว์เทค” อีกครั้ง แถมเป็น “โลว์เทคใกล้บ้าน” เสียด้วยนั่นคือ “Omaha World-Herald” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของโอมาฮา
ใน News Release ของ เบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ บัฟเฟตต์บอกว่า World Herald “ทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่บริหารงานดีที่สุดในอเมริกา” โดยบอกด้วยว่า การเข้าซื้อครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหนังสือพิมพ์ (ดังนั้น จึงไม่ใช่ Hostile Takeover อย่างแน่นอน)
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ บัฟเฟตต์เองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ วอชิงตัน โพสต์ (WPC) เคยยอมรับว่า ธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่เขารักมาตลอดไม่ได้มีอนาคตที่สดใสอีกต่อไปแล้ว ถึงขนาดบอกว่า สภาพแวดล้อมของการรับข่าวสารในปัจจุบัน อาจทำให้อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ต้องเจอกับ “การขาดทุนที่ไม่มีวันสิ้นสุด” แต่ก็ไม่วาย เข้าซื้อบริษัทหนังสือพิมพ์อีกจนได้
โดย เทอร์รี่ โครเกอร์ CEO ของ Omaha World Herald บอกว่า การเข้ามาของบัฟเฟตต์ จะทำให้บริษัทมีเงินเพื่อเอาไปซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น และสามารถรักษาไว้ซึ่งเจตนารมณ์ดั้งเดิมของสื่อรายนี้
เหมือนจะ “เปลี่ยนแนว” แต่ก็ยัง “ไม่เปลี่ยน” บอกว่าหนังสือพิมพ์ “ไม่ดีแล้ว” แต่ก็ยัง “เข้าไปซื้อ” …นี่ถ้าเป็นจอมยุทธ์ในหนังจีน ต้องถือว่าปู่บัฟฟ์เป็น “จอมยุทธ์ไร้กระบวนท่า” คือไม่ใช่ “มั่ว” แต่ “จับทางยาก” ที่สุดจริงๆ ครับ
Buffett in Japan
ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากประเทศญี่ปุ่น โดยสถานีโทรทัศน์ CNBC ซึ่งบัฟเฟตต์ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดโรงงานใหม่ของ “ทังกาลอย” (Tungaloy) บริษัทผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรมในเครือของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2011 ที่ผ่านมา โดยมีใจความสำคัญดังนี้ครับ
บัฟเฟตต์บอกว่า นี่เป็นทริปแรกที่ญี่ปุ่นของเขา เดิมทีเขาวางแผนว่าจะเดินทางมาเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว แต่เกิดสึนามิและแผ่นดินไหวเสียก่อน ทำให้เขาถูกห้ามไม่ให้มา แม้จะอยากมาก็ตาม แต่ในที่สุดโรงงานของทังกาลอยด์ก็ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขายังบอกอีกว่า ตอนนี้หุ้นญี่ปุ่นเริ่มน่าสนใจแล้ว หลังจากตัวเขาเคยไปลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีก่อนหน้านี้
เมื่อพิธีกรถามว่า เขาจะซื้อหุ้น BYD เพิ่มหรือไม่ (BYD คือบริษัทผลิตรถยนต์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ทำให้บัฟเฟตต์ขาดทุนอย่างหนัก เพราะหลังจากเข้าไปซื้อ BYD กำไรก็ลดลงอย่างมโหฬาร เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่ลดลง ทำให้ผลประกอบการของเบิร์คไชร์ย่ำแย่ลงไปด้วย)
ประเด็นนี้บัฟเฟตต์ตอบไม่ชัดเจนนัก โดยบอกว่า BYD อาจจะมีการเพิ่มทุน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของเขาลดลง แต่ที่แน่ๆ คือเขาจะไม่ซื้อหรือขายหุ้นในตลาดเปิด (Open Market) อย่างแน่นอน และบอกว่าคงยากที่ BYD จะเข้ามาขายรถยนต์ในอเมริกาได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นธุรกิจที่ยาก แต่ BYD ก็ยังคงมีผู้บริหารที่ดีอยู่
นอกจากนี้ เมื่อพิธีกรถามว่า แม้จีนจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก แต่บริษัทเทคโนโลยีของต่างชาติมักไม่ค่อยกล้าเข้าไปลงทุนในประเทศจีน เพราะหากถอนตัวออกมาแค่ 3-4 ปี ก็จะเจอเทคโนโลยีที่เหมือนกันอยู่ในประเทศจีน (พูดง่ายๆ คือโดน Copy) ข้อนี้บัฟเฟตต์มองอย่างไร ปู่บัฟต์พูดกว้างๆ ว่า ธุรกิจหลายๆ อย่างนั้นไม่ง่าย แต่ผู้บริหารที่ดีก็น่าจะทำให้บริษัทผ่านพ้นทุกอย่างไปได้
ทีนี้ มาเข้าประเด็นกันเลย โดยพิธีกรหนุ่มในห้องส่งที่สหรัฐฯ ได้ถามว่า จากเดิมที่บัฟเฟตต์เคยบอกว่าเขาไม่เคยสนใจในหุ้นยุโรป ตอนนี้เริ่มมองเห็นอะไรน่าสนใจบ้างหรือยัง?
บัฟเฟตต์บอกว่าก่อนจะออกจากโอมาฮามา เขาได้สั่งซื้อหุ้นยุโรปตัวหนึ่ง และจะยังซื้อเพิ่มอีก ในวันพรุ่งนี้ ในสัปดาห์หน้า ในเดือนหน้า เช่นเดียวกับที่เขาซื้อ Tesco เมื่อต้นปี และจะยังเก็บเพิ่มอีกเรื่อยๆ
ปู่บัฟฟ์บอกอีกว่า มีหุ้นยุโรปที่น่าสนใจอยู่เป็นโหลๆ แต่ต้องดูว่าราคาของมันน่าสนใจกว่าหุ้นอเมริกาหรือไม่ เมื่อเทียบกับวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ ถ้ากิจการดี ราคาดี เขาก็จะซื้อให้มากๆ
จากนั้น บัฟเฟตต์ได้สาธยายถึงหลักการลงทุนที่เป็นเสมือน Trademark ของเขา โดยบอกว่า ในการหาหุ้นของเขา เขาใช้เกณฑ์ที่ เบน เกรแฮม เคยสอนไว้เมื่อ 60 ปีที่แล้ว และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด นั่นคือ
1. มองหาบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันสูง
2. มองหาบริษัทใหญ่ เพราะเขาต้องการ “Move the Needle” คือทำให้เกิด Impact (ถ้าซื้อหุ้นตัวเล็ก ต่อให้ได้กำไรมากมายก็แทบไม่ส่งผลอะไรต่อเบิร์คไชร์)
3. มองหาบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถ
4. มองหาบริษัทที่ขายกันอยู่ ณ ราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งตอนนี้ราคาของหุ้นยุโรปสมเหตุสมผลกว่าเดิมมาก
เมื่อพิธีกรถามว่า เขามองว่ายูโรทั้ง 17 ประเทศ จะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ในอีก 10 หรือ 20 ปี ข้างหน้า บัฟเฟตต์บอกว่า นี่เป็นคำถามที่ดี แต่เขาตอบไม่ได้
คุณปู่บอกว่าระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้นั้นไม่เวิร์ค และต้องจัดระเบียบกันใหม่ แต่เขาไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ สถานการณ์ตอนนี้คือพื้นฐานของทั้ง 17 ประเทศในยูโรโซนมีความแตกต่างกันมาก ต่างคนต่างออกพันธบัตรในค่าเงินตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนกับสหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพกว่าเยอะ จะออกพันธบัตรก็ทำได้ทันที
เมื่อพิธีกรถามว่า ในทางมหภาคแล้ว เศรษฐกิจโลกตอนนี้ดูมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งเรื่องภายในของสหรัฐฯเองด้วย ดังนั้น เขาจะยังคงลงทุนหนักๆ เหมือนที่ลงทุนใน IBM อีกหรือไม่
บัฟเฟตต์บอกว่า ใน Q2-Q3 หุ้นสหรัฐฯ ถูกลงมากแล้ว เขาจึงใส่เงินเพิ่มเข้าไปในหุ้นอยู่เรื่อยๆ แทบทุกไตรมาส ทั้งนี้ เขาไม่เคยคาดการณ์ภาพรวมของตลาดเลย เขาบอกอีกว่า โลกนี้มีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ในบางครั้งเราอาจไม่เข้าใจมัน แต่เขาไม่เคยใช้ความไม่แน่นอนนั้นมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อหุ้นเลย
คุณปู่บอกต่อไปว่า เมื่อหุ้นราคาถูกลง แกจะซื้อเพิ่ม “Anytime stocks got cheaper, I buy more. I like buying things on sale.” เมื่อไรก็ตามที่หุ้นถูกลง ผมจะซื้อ ผมชอบซื้อของลดราคา ไม่ชอบของแพง
ปู่บัฟฟ์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีอนาคตอยู่ ตัวเขาเองเกิดในปี 1930 นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ลดลงไปถึง 94% แต่เขายังโอเค นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของโลกแต่อย่างใด
แค่ซื้อธุรกิจที่ดี มีบริหารที่เก่งและซื่อสัตย์ ในราคาที่เหมาะสม และอย่าใช้มาร์จิ้นซื้อ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะทำเงินได้เสมอ บัฟเฟตต์ใช้คำว่า “ผมรับประกัน”
[14 พ.ย. 54]
นั่งดูคลิปย้อนหลังของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ให้สัมภาษณ์ CNBC เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนแล้วสนุกดีครับ นอกจากจะสร้างความฮือฮาด้วยการ “เฉลยชื่อหุ้น” ที่ตัวเองซื้อ เป็นหุ้นบริษัทที่หลายคนคิดไม่ถึงว่าแกจะซื้อ ปู่บัฟฟ์ยังทำให้เราได้เห็นถึง “ความเป็นเด็ก” ในตัวแก ที่มาพร้อมกับรสนิยมบางประการ
เรื่องของเรื่องคือ บัฟเฟตต์ได้ประกาศกลางรายการ “Squawk Box” ว่า ตัวเองเพิ่งซื้อหุ้นของบริษัทๆ หนึ่ง เป็นบริษัทซึ่งใครๆ ก็รู้จักดี พิธีกรทั้ง 3 คนที่นั่งอยู่หน้าจอจึงพยายามซักว่าหุ้นตัวนั้นคืออะไร ไอ้ครั้นจะบอกง่ายๆ ก็กระไรอยู่ ดูเหมือนจะไม่ไว้ลาย ปู่บัฟฟ์จึงทิ้งปริศนาไว้ให้ได้ทายกัน ก่อนจะไปเฉลยในช่วงท้ายรายการ
แกบอกมาคำเดียวครับ “Harold”
ไม่รู้จะอุบไว้ทำไม ป่านนี้ใครๆ ก็คงรู้กันหมดแล้วว่าหุ้นตัวนั้นหมายถึง “IBM” แต่ใครพอจะเดาได้บ้างครับ ว่าคำว่า “Harold” เกี่ยวข้องกับ “IBM” ยังไง ?
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ (ทำใจให้สบายๆ จะได้ไม่งง)
Harold เป็นชื่อของฝรั่ง
ชื่อเล่นส่วนใหญ่ของคนชื่อ Harold คือ “Hal” (เหมือนที่คนชื่อ David ชื่อเล่นชื่อ Dave หรือ Robert ชื่อเล่น Robby นั่นแหล่ะ)
“Hal 9000″ เป็นชื่อของเจ้าคอมพิวเตอร์สมองกลอัจฉริยะในหนังเรื่อง “2001: Space Odyssey” ซึ่งออกฉายเมื่อปี 1968 หรือประมาณ 44 ปีที่แล้ว (ไม่ได้ฉายในปี 2001 นะครับ แต่เป็นหนังไซไฟ บอกเล่าเรื่องราวในปี 2001)
ทีนี้ ไอ้คำว่า “Hal” นี่ ประกอบด้วยตัวอักษรสามตัว คือ “H” “A” และ “L”
เมื่อเรา “บวกหนึ่ง” เข้าไป หรือพูดง่ายๆ คือ เลือกเอาอักษรที่ถัดจากอักษรทั้งสามตัว
อักษรที่ถัดจาก H คือ “I”
อักษรที่่ถัดจาก A คือ “B”
อักษรที่ถัดจาก L คือ “M”
ดังนั้น หุ้นที่บัฟเฟตต์ซื้อก็คือ “IBM” นั่นเอง
(อย่างไรก็ตาม คนที่ทำหนังเรื่องนี้บอกว่า ชื่อ Hal ไม่ได้มีเจตนาจะสื่อถึง IBM แต่อย่างใด และถ้ารู้ก่อนหน้าว่ามันจะโยงถึงกันได้ เขาคงเปลี่ยนชื่อไปแล้ว)
เอากะปู่แกสิครับ เห็นหรือยังว่าคนอย่างบัฟเฟตต์นั้นมองอะไรหลายชั้น ไม่มีทางอ่านกันได้ง่ายๆ ขนาดคำใบ้หุ้น ยังทำเอาพิธีกร CNBC รวมถึงเราๆ งงกันเป็นแถบ
นอกจากนี้ ยังทำให้เราได้เห็น “ความเป็นเด็ก” ในตัวปู่แก ที่ยังประทับใจกับหนังเรื่องเดิมๆ ที่เคยดูในสมัยหนุ่ม (เมื่อปี 1968 บัฟเฟตต์อายุราวๆ 36 ปี)
มุขเยอะจริงๆ นะปู่







