นี่คือ page “Buffett Watch” ของ Club VI มีจุดมุ่งหมายที่จะติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ อย่างใกล้ชิด แล้วเอามาสรุปรวมความเป็นภาษาไทยไว้ที่นี่ เพราะเราเชื่อว่าทุกการกระทำ ทุกคำคมๆ จากปากของบัฟเฟตต์ ล้วนมีประโยชน์ต่อ VI ทุกคนอย่างยิ่ง ดังนั้น อย่าลืมคลิ๊กเข้ามาเรื่อยๆ นะครับ
เราจะ “ตามรอยปู่” อย่างใกล้ชิด เก็บตกอะไรดีๆ จาก Idol ผู้นี้ให้หมดทุกเม็ดครับ
หมายเหตุ – เนื้อหาในส่วน Buffett Watch นี้ รวบรวมมาจากหลายเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง www.CNBC.com โดยของ CNBC จะมี Section “Warren Buffett Watch” โดยเฉพาะ ตามไปดูได้ที่ลิงก์นี้ www.cnbc.com/id/19206666/ (มีข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับปู่บัฟฟ์มากมาย ซึ่งคงเอามาเรียบเรียงไว้ในที่นี้ทั้งหมดไม่ไหว) รวมทั้ง www.Bloomberg.com และ http://asia.wsj.com เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ครับ
————————-
[12 ธ.ค.2554]
เมื่อวันก่อน “60 Minutes” รายการโทรทัศน์ชื่อดังระดับตำนานทางสถานี CBS ได้นำเสนอเรื่องราวชีวิตของ “โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์” ลูกชายคนกลางของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย
โฮเวิร์ด (ที่จริงแล้ว พ่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ชื่อ “โฮเวิร์ด” เช่นกัน โดยวอร์เรนได้เอาชื่อของพ่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อลูก) ในวัย 57 ปี เป็นลูกคนที่สองของวอร์เรน ต่อจาก ซูซาน บัฟเฟตต์ พี่สาวของเขา และมีน้องชายหนึ่งคน คือ ปีเตอร์ บัฟเฟตต์
“โฮวี่” มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากวอร์เรนผู้พ่อ โดยสิ้นเชิง เขาใช้ชีวิตในฐานะ “ชาวไร่” ทำไร่ข้าวโพดและถั่วเหลือง ต่างจากวอร์เรน พ่อของเขา ซึ่งเป็นนักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด
สิ่งหนึ่งที่โฮเวิร์ดมีเหมือนกับพ่อก็คือ เขาเป็น “นักการกุศล” (Philanthropist) ตัวยงคนหนึ่ง โฮวี่มีมูลนิธิของตัวเอง ซึ่งขับเคลื่อนได้ด้วยเงินทุนจากหุ้นของ เบิร์คชัวร์ ฮาแธเวย์ ที่เขาได้จากบิดา
มูลนิธิของโฮเวิร์ดใช้เงินราว 50 ล้านเหรียญต่อปี เพื่อช่วยเหลือคนจนในการต่อสู้กับความอดอยากหิวโหย โดยตัวเขาเองได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ เพื่อคลุกคลีกับผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น
แม้โฮเวิร์ดจะเคยพูดว่า “ไม่ว่าผมจะทำอะไร ก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จเหมือนที่พ่อทำ” แต่ที่จริงแล้ว เขาหมายถึงความสำเร็จในสายตาของคนทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาไม่เก่ง ทว่าเขาเลือกเดินคนละทางกับพ่อ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบิดา โฮวี่มองว่าเรื่องแบบนี้ ชีวิตใคร ชีวิตมัน
“พ่อเล่นเกมของพ่อ ผมเล่นเกมของผม” เขาบอกอย่างนั้น
วิถีชีวิตในวัยหนุ่มของโฮวี่อาจไม่ได้เลิศหรูนัก เขาเรียนไม่เก่ง ดร็อปเรียนจากมหาวิทยาลัยถึงสองแห่ง แต่วอร์เรนผู้พ่อก็ไม่ห่วง เขาบอกว่าตอนนั้นลูกของเขากำลังค้นหาตัวเอง หาว่าตัวเองอยากทำอะไร และอันที่จริง เด็กวัยรุ่นอีกมากมายก็ไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่เห็นจะเป็นปัญหา
ทว่าสิ่งหนึ่งที่วอร์เรนเน้นกับลูกชายตลอดก็คือ ต้อง “ทำในสิ่งที่รัก” หาไม่แล้ว ชีวิตจะไม่มีความสุข ทำอะไรก็ไม่ได้ดี
ที่สำคัญคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่อยากให้ลูกมองโลกนี้ด้วยเลนส์ของพวก “ซุปเปอร์ริช” คือมองอะไรแบบ “ลูกเศรษฐี” เขาอยากให้ลูกมีชีวิตแบบ “คนเดินดิน” ซึ่งจะทำให้เข้าใจโลกได้อย่างแท้จริง
โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ ไม่ใช่เพียงเป็นลูกชายของสุดยอดนักลงทุนระดับตำนาน แต่เป็นเพราะเขาได้รับมอบหมายให้สืบทอดตำแหน่งประธานของเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ หลังจากวอร์เรนตาย เนื่องจากปู่บัฟฟ์ต้องการให้โฮวี่รักษาวัฒนธรรมขององค์กรเอาไว้
ที่สำคัญกว่าและยังไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัดก็คือ ใครจะมาเป็น CEO และทำหน้าที่ “เลือกหุ้น” ให้กับเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ๆ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำได้ดีที่สุดในโลกนั่นเอง
[3 ธ.ค. 2011]
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เอาอีกแล้วครับ หลังจากซื้อ “ไฮเทค” อย่าง IBM ไปหมาดๆ ก็กลับมาซื้อ “โลว์เทค” อีกครั้ง แถมเป็น “โลว์เทคใกล้บ้าน” เสียด้วยนั่นคือ “Omaha World-Herald” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของโอมาฮา
ใน News Release ของ เบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ บัฟเฟตต์บอกว่า World Herald “ทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่บริหารงานดีที่สุดในอเมริกา” โดยบอกด้วยว่า การเข้าซื้อครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหนังสือพิมพ์ (ดังนั้น จึงไม่ใช่ Hostile Takeover อย่างแน่นอน)
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ บัฟเฟตต์เองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ วอชิงตัน โพสต์ (WPC) เคยยอมรับว่า ธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่เขารักมาตลอดไม่ได้มีอนาคตที่สดใสอีกต่อไปแล้ว ถึงขนาดบอกว่า สภาพแวดล้อมของการรับข่าวสารในปัจจุบัน อาจทำให้อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ต้องเจอกับ “การขาดทุนที่ไม่มีวันสิ้นสุด” แต่ก็ไม่วาย เข้าซื้อบริษัทหนังสือพิมพ์อีกจนได้
โดย เทอร์รี่ โครเกอร์ CEO ของ Omaha World Herald บอกว่า การเข้ามาของบัฟเฟตต์ จะทำให้บริษัทมีเงินเพื่อเอาไปซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น และสามารถรักษาไว้ซึ่งเจตนารมณ์ดั้งเดิมของสื่อรายนี้
เหมือนจะ “เปลี่ยนแนว” แต่ก็ยัง “ไม่เปลี่ยน” บอกว่าหนังสือพิมพ์ “ไม่ดีแล้ว” แต่ก็ยัง “เข้าไปซื้อ” …นี่ถ้าเป็นจอมยุทธ์ในหนังจีน ต้องถือว่าปู่บัฟฟ์เป็น “จอมยุทธ์ไร้กระบวนท่า” คือไม่ใช่ “มั่ว” แต่ “จับทางยาก” ที่สุดจริงๆ ครับ
Buffett in Japan
ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากประเทศญี่ปุ่น โดยสถานีโทรทัศน์ CNBC ซึ่งบัฟเฟตต์ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดโรงงานใหม่ของ “ทังกาลอย” (Tungaloy) บริษัทผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรมในเครือของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2011 ที่ผ่านมา โดยมีใจความสำคัญดังนี้ครับ
บัฟเฟตต์บอกว่า นี่เป็นทริปแรกที่ญี่ปุ่นของเขา เดิมทีเขาวางแผนว่าจะเดินทางมาเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว แต่เกิดสึนามิและแผ่นดินไหวเสียก่อน ทำให้เขาถูกห้ามไม่ให้มา แม้จะอยากมาก็ตาม แต่ในที่สุดโรงงานของทังกาลอยด์ก็ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขายังบอกอีกว่า ตอนนี้หุ้นญี่ปุ่นเริ่มน่าสนใจแล้ว หลังจากตัวเขาเคยไปลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีก่อนหน้านี้
เมื่อพิธีกรถามว่า เขาจะซื้อหุ้น BYD เพิ่มหรือไม่ (BYD คือบริษัทผลิตรถยนต์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ทำให้บัฟเฟตต์ขาดทุนอย่างหนัก เพราะหลังจากเข้าไปซื้อ BYD กำไรก็ลดลงอย่างมโหฬาร เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่ลดลง ทำให้ผลประกอบการของเบิร์คไชร์ย่ำแย่ลงไปด้วย)
ประเด็นนี้บัฟเฟตต์ตอบไม่ชัดเจนนัก โดยบอกว่า BYD อาจจะมีการเพิ่มทุน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของเขาลดลง แต่ที่แน่ๆ คือเขาจะไม่ซื้อหรือขายหุ้นในตลาดเปิด (Open Market) อย่างแน่นอน และบอกว่าคงยากที่ BYD จะเข้ามาขายรถยนต์ในอเมริกาได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นธุรกิจที่ยาก แต่ BYD ก็ยังคงมีผู้บริหารที่ดีอยู่
นอกจากนี้ เมื่อพิธีกรถามว่า แม้จีนจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก แต่บริษัทเทคโนโลยีของต่างชาติมักไม่ค่อยกล้าเข้าไปลงทุนในประเทศจีน เพราะหากถอนตัวออกมาแค่ 3-4 ปี ก็จะเจอเทคโนโลยีที่เหมือนกันอยู่ในประเทศจีน (พูดง่ายๆ คือโดน Copy) ข้อนี้บัฟเฟตต์มองอย่างไร ปู่บัฟต์พูดกว้างๆ ว่า ธุรกิจหลายๆ อย่างนั้นไม่ง่าย แต่ผู้บริหารที่ดีก็น่าจะทำให้บริษัทผ่านพ้นทุกอย่างไปได้
ทีนี้ มาเข้าประเด็นกันเลย โดยพิธีกรหนุ่มในห้องส่งที่สหรัฐฯ ได้ถามว่า จากเดิมที่บัฟเฟตต์เคยบอกว่าเขาไม่เคยสนใจในหุ้นยุโรป ตอนนี้เริ่มมองเห็นอะไรน่าสนใจบ้างหรือยัง?
บัฟเฟตต์บอกว่าก่อนจะออกจากโอมาฮามา เขาได้สั่งซื้อหุ้นยุโรปตัวหนึ่ง และจะยังซื้อเพิ่มอีก ในวันพรุ่งนี้ ในสัปดาห์หน้า ในเดือนหน้า เช่นเดียวกับที่เขาซื้อ Tesco เมื่อต้นปี และจะยังเก็บเพิ่มอีกเรื่อยๆ
ปู่บัฟฟ์บอกอีกว่า มีหุ้นยุโรปที่น่าสนใจอยู่เป็นโหลๆ แต่ต้องดูว่าราคาของมันน่าสนใจกว่าหุ้นอเมริกาหรือไม่ เมื่อเทียบกับวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ ถ้ากิจการดี ราคาดี เขาก็จะซื้อให้มากๆ
จากนั้น บัฟเฟตต์ได้สาธยายถึงหลักการลงทุนที่เป็นเสมือน Trademark ของเขา โดยบอกว่า ในการหาหุ้นของเขา เขาใช้เกณฑ์ที่ เบน เกรแฮม เคยสอนไว้เมื่อ 60 ปีที่แล้ว และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด นั่นคือ
1. มองหาบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันสูง
2. มองหาบริษัทใหญ่ เพราะเขาต้องการ “Move the Needle” คือทำให้เกิด Impact (ถ้าซื้อหุ้นตัวเล็ก ต่อให้ได้กำไรมากมายก็แทบไม่ส่งผลอะไรต่อเบิร์คไชร์)
3. มองหาบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถ
4. มองหาบริษัทที่ขายกันอยู่ ณ ราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งตอนนี้ราคาของหุ้นยุโรปสมเหตุสมผลกว่าเดิมมาก
เมื่อพิธีกรถามว่า เขามองว่ายูโรทั้ง 17 ประเทศ จะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ในอีก 10 หรือ 20 ปี ข้างหน้า บัฟเฟตต์บอกว่า นี่เป็นคำถามที่ดี แต่เขาตอบไม่ได้
คุณปู่บอกว่าระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้นั้นไม่เวิร์ค และต้องจัดระเบียบกันใหม่ แต่เขาไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ สถานการณ์ตอนนี้คือพื้นฐานของทั้ง 17 ประเทศในยูโรโซนมีความแตกต่างกันมาก ต่างคนต่างออกพันธบัตรในค่าเงินตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนกับสหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพกว่าเยอะ จะออกพันธบัตรก็ทำได้ทันที
เมื่อพิธีกรถามว่า ในทางมหภาคแล้ว เศรษฐกิจโลกตอนนี้ดูมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งเรื่องภายในของสหรัฐฯเองด้วย ดังนั้น เขาจะยังคงลงทุนหนักๆ เหมือนที่ลงทุนใน IBM อีกหรือไม่
บัฟเฟตต์บอกว่า ใน Q2-Q3 หุ้นสหรัฐฯ ถูกลงมากแล้ว เขาจึงใส่เงินเพิ่มเข้าไปในหุ้นอยู่เรื่อยๆ แทบทุกไตรมาส ทั้งนี้ เขาไม่เคยคาดการณ์ภาพรวมของตลาดเลย เขาบอกอีกว่า โลกนี้มีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ในบางครั้งเราอาจไม่เข้าใจมัน แต่เขาไม่เคยใช้ความไม่แน่นอนนั้นมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อหุ้นเลย
คุณปู่บอกต่อไปว่า เมื่อหุ้นราคาถูกลง แกจะซื้อเพิ่ม “Anytime stocks got cheaper, I buy more. I like buying things on sale.” เมื่อไรก็ตามที่หุ้นถูกลง ผมจะซื้อ ผมชอบซื้อของลดราคา ไม่ชอบของแพง
ปู่บัฟฟ์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีอนาคตอยู่ ตัวเขาเองเกิดในปี 1930 นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ลดลงไปถึง 94% แต่เขายังโอเค นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของโลกแต่อย่างใด
แค่ซื้อธุรกิจที่ดี มีบริหารที่เก่งและซื่อสัตย์ ในราคาที่เหมาะสม และอย่าใช้มาร์จิ้นซื้อ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะทำเงินได้เสมอ บัฟเฟตต์ใช้คำว่า “ผมรับประกัน”
[14 พ.ย. 54]
นั่งดูคลิปย้อนหลังของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ให้สัมภาษณ์ CNBC เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนแล้วสนุกดีครับ นอกจากจะสร้างความฮือฮาด้วยการ “เฉลยชื่อหุ้น” ที่ตัวเองซื้อ เป็นหุ้นบริษัทที่หลายคนคิดไม่ถึงว่าแกจะซื้อ ปู่บัฟฟ์ยังทำให้เราได้เห็นถึง “ความเป็นเด็ก” ในตัวแก ที่มาพร้อมกับรสนิยมบางประการ
เรื่องของเรื่องคือ บัฟเฟตต์ได้ประกาศกลางรายการ “Squawk Box” ว่า ตัวเองเพิ่งซื้อหุ้นของบริษัทๆ หนึ่ง เป็นบริษัทซึ่งใครๆ ก็รู้จักดี พิธีกรทั้ง 3 คนที่นั่งอยู่หน้าจอจึงพยายามซักว่าหุ้นตัวนั้นคืออะไร ไอ้ครั้นจะบอกง่ายๆ ก็กระไรอยู่ ดูเหมือนจะไม่ไว้ลาย ปู่บัฟฟ์จึงทิ้งปริศนาไว้ให้ได้ทายกัน ก่อนจะไปเฉลยในช่วงท้ายรายการ
แกบอกมาคำเดียวครับ “Harold”
ไม่รู้จะอุบไว้ทำไม ป่านนี้ใครๆ ก็คงรู้กันหมดแล้วว่าหุ้นตัวนั้นหมายถึง “IBM” แต่ใครพอจะเดาได้บ้างครับ ว่าคำว่า “Harold” เกี่ยวข้องกับ “IBM” ยังไง ?
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ (ทำใจให้สบายๆ จะได้ไม่งง)
Harold เป็นชื่อของฝรั่ง
ชื่อเล่นส่วนใหญ่ของคนชื่อ Harold คือ “Hal” (เหมือนที่คนชื่อ David ชื่อเล่นชื่อ Dave หรือ Robert ชื่อเล่น Robby นั่นแหล่ะ)
“Hal 9000″ เป็นชื่อของเจ้าคอมพิวเตอร์สมองกลอัจฉริยะในหนังเรื่อง “2001: Space Odyssey” ซึ่งออกฉายเมื่อปี 1968 หรือประมาณ 44 ปีที่แล้ว (ไม่ได้ฉายในปี 2001 นะครับ แต่เป็นหนังไซไฟ บอกเล่าเรื่องราวในปี 2001)
ทีนี้ ไอ้คำว่า “Hal” นี่ ประกอบด้วยตัวอักษรสามตัว คือ “H” “A” และ “L”
เมื่อเรา “บวกหนึ่ง” เข้าไป หรือพูดง่ายๆ คือ เลือกเอาอักษรที่ถัดจากอักษรทั้งสามตัว
อักษรที่ถัดจาก H คือ “I”
อักษรที่่ถัดจาก A คือ “B”
อักษรที่ถัดจาก L คือ “M”
ดังนั้น หุ้นที่บัฟเฟตต์ซื้อก็คือ “IBM” นั่นเอง
(อย่างไรก็ตาม คนที่ทำหนังเรื่องนี้บอกว่า ชื่อ Hal ไม่ได้มีเจตนาจะสื่อถึง IBM แต่อย่างใด และถ้ารู้ก่อนหน้าว่ามันจะโยงถึงกันได้ เขาคงเปลี่ยนชื่อไปแล้ว)
เอากะปู่แกสิครับ เห็นหรือยังว่าคนอย่างบัฟเฟตต์นั้นมองอะไรหลายชั้น ไม่มีทางอ่านกันได้ง่ายๆ ขนาดคำใบ้หุ้น ยังทำเอาพิธีกร CNBC รวมถึงเราๆ งงกันเป็นแถบ
นอกจากนี้ ยังทำให้เราได้เห็น “ความเป็นเด็ก” ในตัวปู่แก ที่ยังประทับใจกับหนังเรื่องเดิมๆ ที่เคยดูในสมัยหนุ่ม (เมื่อปี 1968 บัฟเฟตต์อายุราวๆ 36 ปี)
มุขเยอะจริงๆ นะปู่
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
หลังจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายเพื่อเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และประธานาธิบดีบารัค โอบามา เอาไปผลักดันต่อ จนแทบจะกลายเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาไปแล้วนั้น
ล่าสุด ปู่บัฟฟ์ของเราได้ถูก ส.ว. มิตช์ แม็คคอนเนลล์ จากรีพับลิกันออกมาโต้ โดยบอกว่า ถ้ารู้สึก ผิดนักหนาว่าตัวเองจ่ายภาษีน้อยไป ก็ “เขียนเช็ค” ให้รัฐเสียเลยสิ สิ้นเรื่องสิ้นราว อันเป็นการตอบโต้ที่ทำให้พวกหมั่นไส้บัฟเฟตต์สะใจกันนักหนา
แต่แล้ว เมื่อนิตยสาร Time ไปสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ปู่แกก็ไม่รอช้า สวนหมัดกลับไปยัง แม็คคอนเนลล์ โดยพลัน โดยบอกว่า ถ้าจะท้าทายกันเรื่อง “การบริจาค” นี่ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว
แถมยังท้ากลับอีกว่า หากสมาชิกสภาคองเกรสของรีพับลิกันทุกคนยอมควักเงินส่วนตัวบริจาคเป็นยอดรวมกันเท่าไร แกจะ “เบิ้ล” ให้ คือยอมจ่ายเป็นจำนวนเท่ากัน!!
และสำหรับแม็คคอนเนลล์ เขาจะยอม “จ่ายสามเท่า” คือถ้าแม็คคอนเนลล์ให้ 1 เหรียญ เขาจะยอมให้ถึง 3 เหรียญเลยทีเดียว
โดยก่อนหน้านี้ แม็คคอนเนลล์เคยกล่าวว่า คนอเมริกันมีสปิริตพอที่จะยอมบริจาคเงินเพื่อใช้หนี้ของประเทศ 1.2 ล้านล้านเหรียญ โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีแต่อย่างใด ซึ่งทำให้บัฟเฟตต์บอกว่า เขารู้สึก “ซาบซึ้ง” (ใช้คำว่า Touched) ที่แม็คคอนเนลล์คิดเช่นนั้น แถมยังแซวอีกว่า “ไอ้นโยบายแบบนี้ คงมีแต่รีพับลิกันเท่านั้นกระมังจึงจะคิดได้”
ท้าบัฟเฟตต์ ท้าอะไรท้าได้ ดันมาท้าเรื่องบริจาคเงิน มารูปนี้ ท่าจะต้องซัดกันอีกหลายยกครับ
อ้อ … สุดท้าย ปู่บัฟฟ์ยังย้ำอีกว่า
“ที่เสนอไปนั่น ผมเอาจริงนะ”
แสบไหมเล่า อิอิ
เรียบเรียงจาก http://www.cnbc.com/id/45961945 และนิตยสาร Time
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
วันก่อน ได้ชม วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้สัมภาษณ์สด 3 ชั่วโมงในรายการ Squawk Box ทางช่อง CNBC ซึ่งปู่บัฟฟ์จะให้สัมภาษณ์ยาวเหยียดเช่นนี้เพียงปีละครั้งเท่านั้นในช่วงต้นปี ก่อนจะถึงการประชุมประจำปีของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์
การได้ฟังปู่บัฟฟ์ 3 ชั่วโมงรวด ปีละหนึ่งครั้ง เหมือนกับชม “ซูเปอร์โบวล์” ของโลกการเงินยังไงยังงั้นเลยครับ ตัวผมซึ่งตั้งหน้าตั้งตารอมาหลายวัน เลยนั่งฟังตั้งแต่ต้นจนจบ มีสมุดกับปากกาในมือ เรียกได้ว่าจดกันยิกเลยทีเดียว
ประเด็นที่น่าสนใจในการคุยกันคราวนี้มีเยอะอยู่ ขอเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน
เรื่องของเรื่องก็คือ ในช่วงต้นรายการ บัฟเฟตต์ได้เอ่ยชื่อบริษัท Apple เพื่อตอบคำถามที่ถามว่าเขาได้ตัวคนที่จะมาบริหารเบิร์คไชร์แทนหรือยัง โดยปู่ได้ย้อนถามว่า “แล้วคุณรู้ไหมล่ะว่าใครจะมาแทน ทิม คุก ที่ Apple”
ความหมายก็คือ การที่แกยังไม่เปิดเผยว่าใครจะมาบริหารเบิร์คไชร์แทนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ต้องกังวลอะไร ก็เหมือนกับที่เราไม่รู้ว่าใครจะมาแทน ทิม คุก ที่ Apple แต่องค์กรยักษ์ใหญ่ดังกล่าวก็ย่อมจะอยู่ต่อไปได้นั่นเอง
ในช่วงต่อมา พิธีกรจึงถามว่า เมื่อครู่ที่คุณพูดถึง Apple คุณเคยคุยกับ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ล่วงลับหรือไม่ และคำตอบของบัฟเฟตต์ก็น่าสนใจมากครับ
สุดยอดนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกบอกว่า เขาเคยคุยกับจ็อบส์ไม่กี่ครั้ง โดยมีอยู่ครั้งหนึ่ง (เข้าใจว่าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจ็อบส์ตาย) จ็อบส์เป็นฝ่ายโทรมาหาเขา และขอไอเดียเกี่ยวกับการใช้เงินสดของ Apple ที่มีอยู่มากเกินไป
“เป็นการคุยกันที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้คุยกับเขานานมาก เขาบอกผมว่า เรามีเงินสดเหลือเยอแยะ ผมจะใช้ยังไงดี เราก็เลยคุยกันถึงทางเลือกที่มี ซึ่งน่าสนใจทีเดียว” บัฟเฟตต์กล่าว
ปู่บัฟฟ์บอกเจ้าพ่อ Apple ว่า วิธีจัดการกับสภาพคล่องที่ล้นเกินของบริษัทมีอยู่ 4 วิธี คือ
1. ซื้อหุ้นคืน 2. จ่ายปันผล 3. ซื้อกิจการอื่น หรือ 4. นั่งทับมันไว้เฉยๆ
บัฟเฟตต์เล่าว่า แกได้อธิบายให้จ็อบส์ฟังถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี แต่จ็อบส์บอกว่า เรื่องการซื้อกิจการนั้นคงไม่ได้ เพราะเขาไม่เห็นว่ามีกิจการไหนที่ควรจะซื้อและมีขนาดใหญ่พอให้ซื้อโดยใช้เงินเยอะๆ ได้เลย
คุณปู่เราได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า “เป็นผมคงซื้อหุ้นคืนมา ถ้าคิดว่าหุ้นของตัวเองต่ำกว่ามูลค่า” แล้วเขาก็ถามจ็อบส์ว่า มองราคาหุ้น Apple ตอนนี้เป็นยังไง จ็อบส์บอกว่า “ผมว่าหุ้นของผมต่ำกว่ามูลค่าไปมาก”
ฟังดูเหมือนจ็อบส์น่าจะได้ไอเดียแล้วใช่ไหมครับ แต่เปล่าเลย จ็อบส์กลับถามปู่ต่อไปว่ามีวิธีใช้เงินอย่างอื่นอีกไหม โดยไม่ได้ถามถึงการซื้อหุ้นคืนอีก อาจเรียกได้สิ่งที่ปู่บอกแทบไม่ได้เข้าหูเขาเลย
แล้วบัฟเฟตต์ก็เล่าต่อไป ซึ่งทำให้เรารู้ว่าจ็อบส์ไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องการเงินการลงทุนเลยแม้แต่น้อย โดยบอกว่า
“แล้วเราก็คุยกันต่อ แต่เขาไม่เคยทำอะไรเลย เขาชอบที่จะเก็บเงินไว้อย่างนั้น ที่ผมแปลกใจก็คือ หลังจากนั้น เขาไปพูดว่า ผมเห็นด้วยที่เขาไม่ทำอะไรกับเงินสดที่มีเลย (หัวเราะ) เขาไม่ยอมซื้อหุ้นคืน แม้จะเชื่ออย่างเต็มที่ว่าหุ้นของตัวเอง ณ ราคา 200 หรือเท่าไรก็ตามในตอนนั้น มันถูกเกินไปมากๆ”
ได้ทราบเรื่องของ สตีฟ จ็อบส์ จากปากของปู่บัฟฟ์แล้ว พาลให้นึกถึงคนรอบๆ ตัว คนรู้จักผมบางคนเป็นหมอ รายได้สูงมาก ผู้ใหญ่บางคนที่ผมคุ้นเคยก็มีธุรกิจส่วนตัว เงินสดเหลือเยอะ แต่พวกเขากลับไม่ได้สนใจเรื่องของการเงินการลงทุน ทำได้เพียงเอาเงินไปฝากประจำ ซึ่งก็เหมือนกับการ “นั่งทับเงินไว้เฉยๆ” ดังข้อ 4 ที่ปู่บัฟฟ์บอก
คนบางคน ความสามารถมาก ฉลาดปราดเปรื่อง แต่เรื่องการลงทุนเขาไม่สนใจ เพื่อนผมหลายคนเป็นแบบนี้ เอาช้างลากก็ไม่มา ไอ้เรามันพอจะรู้อะไรอยู่บ้าง บางทีเห็นแล้วก็อดเสียดายแทนไม่ได้ แต่อย่างว่าแหล่ะ เราอยู่คนละโลกกัน
เหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์ “เทพเจ้าแห่งการลงทุน” อยู่คนละโลกกับ สตีฟ จ็อบส์ “ศาสดาแห่งโลกนวัตกรรม” (ตั้งแต่จ็อบส์ยังไม่ตาย) นั่นแหล่ะครับ
[ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cnbc.com/id/46544809 ]
คราวที่แล้ว ผมได้หยิบยกเอาเรื่องที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถึง สตีฟ จ็อบส์ ในรายการ Squawk Box ช่อง CNBC มาคุยให้ฟัง ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก วันนี้ ขอเอาอีกประเด็นหนึ่งซึ่งมีความน่าสนใจไม่แพ้กันมาเล่าบ้างนะครับ
ก่อนหน้านี้ เราเคยคุยกันไปแล้วว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้กลับสู่ “โลว์เทค” อีกครั้งหนึ่ง โดยเข้าไปซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์ Omaha World-herald สื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่นของโอมาฮา ซึ่งทำให้หลายคนประหลาดใจมาก (อ่านย้อนหลังที่ http://clubvi.com/2011/12/05/buffett-back-to-low-tech/)
แม้จะเป็นที่ทราบกันดีกว่าปู่บัฟฟ์คุ้นเคยกับธุรกิจหนังสือพิมพ์ขนาดไหน โดยเขาเคยส่งหนังสือพิมพ์หารายได้มาตั้งแต่สมัยเรียน พอโตขึ้นก็ไปซื้อหุ้น Washington Post แต่เราๆ ท่านๆ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรม “ขาลง” ก็ไม่น่าจะเหมาะสม มิใช่หรือ (ดังที่เขาเคยพลาดมาแล้ว ตอนซื้อหุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมสิ่งทออย่าง เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ซึ่งต่อมาก็จำต้องแปลงสภาพเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์)
ด้วยเหตุนี้ พิธีกรสาวสวยของ CNBC อย่าง Becky Quick ซึ่งบินตรงไปคุยสดกับปู่บัฟฟ์ ถึงที่ทำการของ Omaha World-herald จึงเลือกที่จะคำถามนี้เป็นคำถามแรกของการสัมภาษณ์ 3 ชั่วโมงว่า บัฟเฟตต์ซื้อหนังสือพิมพ์อีกทำไม
คำตอบของปู่บัฟฟ์ก็คือ ณ เวลานี้ มีปัญหาที่เกิดขึ้นกับธุรกิจหนังสือพิมพ์สามประการ สองในสามของปัญหาที่ว่า เป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ แต่อีกปัญหาหนึ่งสามารถแก้ไขได้
สามปัญหานั้น ได้แก่
หนึ่ง หนังสือพิมพ์ได้สูญเสีย “Primariness” หรือความเป็น “แหล่งข้อมูลหลัก” ของผู้คนไปแล้ว ในสมัยก่อน เมื่อคนต้องการทราบราคาหุ้นหรืออยากรู้ผลการแข่งขันเบสบอล ก็ต้องไปซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง อ่านในอินเตอร์เน็ตได้
อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ยังมีความสำคัญอยู่ในหลายๆ แง่ เช่น ข่าวสารการเมืองท้องถิ่น ผลฟุตบอลในแนบราสก้า ข่าวสารในชุมชน ซึ่งอินเตอร์เน็ตให้คุณได้ไม่เท่ากับหนังสือพิมพ์ ฯลฯ
สอง หนังสือพิมพ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ “แพง” (ความหมายของปู่บัฟฟ์หมายถึง ต้นทุนสูง) กระบวนการผลิตของมันเริ่มจากการตัดต้นไม้ในแคนาดา จนกลายเป็นกระดาษปึกหนึ่งที่เด็กส่งหนังสือพิมพ์เอามาโยนไว้หน้าบ้านของคุณทุกๆ เช้า และเดี๋ยวนี้ก็ยังแพงอยู่ ตรงกันข้ามกับอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งราคาถูกมาก
นั่นคือปัญหาสองประการที่แก้ไขไม่ได้
ปัญหาประการที่สาม ซึ่งบัฟฟ์บอกว่าแก้ได้ คือ ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ทั้งหลายไม่ควรเอาเนื้อหาในกระดาษไปให้คนอ่านออนไลน์แบบฟรีๆ นั่นไม่ใช่ Business Model ที่ถูกต้องเลย มีหลายบริษัททำเช่นนั้นอยู่ ซึ่งไม่ดี
พิธีกรถามต่อว่า ถ้าเช่นนั้น หมายความว่าบัฟเฟตต์ก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ รูเพิร์ต เมอร์ด็อค กำลังทำ คือเรียกเก็บเงินจากเนื้อหาออนไลน์ใช่หรือไม่ ปู่บัฟฟ์บอกว่า ใช่แล้ว เขาเห็นด้วย และบอกว่าที่จริง Dow Jones ทำมาก่อนรูเพิร์ตเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่ New York Times เองลังเลอยู่นาน แต่ตอนนี้ก็ได้เริ่มต้นทำอย่างเอาจริงเอาจัง
ปู่บัฟฟ์ตบท้ายว่า “และสิ่งนี้เอง ที่จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของธุรกิจหนังสือพิมพ์”
[ดูคลิปได้ที่ http://www.cnbc.com/id/46541258]
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาแถลงต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ว่า เขาถูกตรวจพบว่าเป็น “มะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก”
หลังจากทำ CAT Scan และ Bone Scan รวมทั้งทำ MRI บัฟเฟตต์จึงออกมาแถลงดังกล่าว ทั้งๆ ที่เพิ่งตรวจพบไม่ถึงสัปดาห์ (ตรวจเจอเมื่อวันพุธก่อนหน้า)
บัฟเฟตต์อ้างคำพูดหมอว่า อาการของเขา “อยู่ห่างไกลจากการเป็นภัยคุกคามต่อชีวิต และไม่ได้ทำให้ร่างกายทรุดโทรมอย่างมีนัยยะสำคัญเสียด้วยซ้ำ”
และในการทดสอบครั้งล่าสุด ก็ไม่พบมะเร็ง ณ จุดอื่นของร่างกาย นอกจากนี้ ปู่บัฟฟ์ยังบอกอีกว่า เขายังรู้สึกแข็งแรงดีทุกประการ โดยเรี่ยวแรงในตัวไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย
ที่สำคัญ ปู่ได้ให้คำมั่นสัญญาด้วยว่า จะบอกให้ผู้ถือหุ้นทราบ “ทันที” หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงกับสุขภาพของเขา
“แน่นอน สักวันต้องเกิดขึ้น แต่ผมเชื่อว่าคงอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น” บัฟฟ์กล่าว
ทั้งนี้ บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ในปี 2009 ว่า สักวันถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย เขาจะประกาศต่อสาธารณชนให้เร็วที่สุด และเมื่อมันเกิดขึ้นในวันนี้ ปู่ก็ได้ทำตามที่เคยลั่นวาจาไว้ทุกประการ โดยไม่แคร์ว่าหุ้น Berkshire จะถูกกระทบ
เป็นความโปร่งใสที่ทำได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงร้ายๆ ของชีวิต ขอน้อมคารวะจากใจจริงครับ
(เรียบเรียงข้อมูลจาก CNBC.com และ Bloomberg.com)
วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนในคุณค่า
โดย บารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา
แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1942 เด็กผู้ชายอายุ 11 ปี คนหนึ่ง ได้เริ่มต้นลงทุนครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยรวบรวมเงินเกือบทั้งหมดที่เขามีได้ราวๆ 120 เหรียญ เพื่อซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของบริษัท ซีตีส์ เซอร์วิส พอถึงเดือนมิถุนายน หุ้นนั้นตกฮวบลง ทำให้การลงทุนของเขาเสียหายอย่างหนัก
อาจกล่าวได้ว่า หลังจากนั้น สถานการณ์ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็เริ่มดีขึ้น หุ้นที่เขาถือฟื้นกลับขึ้นมา เขาจึงขายมันทิ้งไปโดยได้กำไรเล็กน้อย และเขาก็ได้ใช้เวลาเจ็ดทศวรรษนับจากนั้นเพื่อค้นหามูลค่า
วอร์เรนได้เห็นแฟชั่นการลงทุนที่หวือหวาผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่เขายังคงมุ่งมั่นที่จะหาบริษัทที่น่าไว้วางใจ และลงทุนในบริษัทเหล่านั้นด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา
จนถึงวันนี้ ชัดเจนแล้วว่า นั่นคือสูตรสำเร็จแห่งชัยชนะ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่เพียงเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ยังเป็นคนที่ได้รับความชื่นชมและนับถือมากที่สุดคนหนึ่ง
เขาเสียสละความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของตนซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเพื่อช่วยเหลือผู้คนทั่วโลกที่กำลังทุกข์ทรมาน เจ็บป่วย หรือต้องการความช่วยเหลือ และเขายังใช้สถานะความเป็นผู้นำ กระตุ้นให้คนอื่นซึ่งมีกำลังความสามารถ ทำในสิ่งเดียวกันกับเขา
เทพเจ้าแห่งโอมาฮาได้ให้บทเรียนกับเราหลายประการตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ณ วันนี้ ขณะอายุ 81 ปี เขาได้ย้ำเตือนเราว่า ชีวิตมีใช่เพียงการ “ค้นหาคุณค่า” เท่านั้น แต่ยังมี “คุณค่า” ที่เราต้องยืนหยัดเพื่อมันอีกด้วย
[ข้อเขียนนี้ เป็นของ บารัค โอบามา เขียนเพื่อสดุดีวอร์เรน บัฟเฟตต์ ในโอกาสที่นิตยสาร TIME ยกย่องบัฟเฟตต์เป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลก สั้นๆ ง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง เป็นผมจึงแปลเป็นไทยไว้ให้ได้อ่านกันครับ]
อ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.time.com/time/specials/packages/article/0,28804,2111975_2111976_2112005,00.html
เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เปิดเผยกับ เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวสวยแห่ง CNBC ว่า เขาได้พูดคุยกับ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มหาเศรษฐีหนุ่มผู้ก่อตั้ง Facebook แบบส่วนตัวเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยเขาคิดว่ามาร์คทำถูกแล้ว ที่จะถือหุ้นของ Facebook ไว้คนเดียวเป็นจำนวนถึง 56.9% หลังจากเข้าตลาดฯ
ปู่บัฟฟ์ได้ให้สัมภาษณ์สด หลังจากตอบคำถามของผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2012 ของ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เป็นเวลาหกชั่วโมงรวดเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ปู่ทำมาแล้วหลายปีดีดัก
โดยปู่พูดถึงซัคเคอร์เบิร์กว่า “เขาเป็นเด็กที่ฉลาดมาก เขาสร้างบริษัทที่เหลือเชื่อขึ้นมา ผมคิดว่าเขาจะรักษาอำนาจในการควบคุมบริษัทไว้ต่อไปอย่างแน่นอน เพื่อที่เขาจะได้วาดภาพที่เขาอยากวาด ผมได้บอกเจ้าของธุรกิจทั้งหลายเสมอว่า ให้พยายามกุมอำนาจในบริษัทเอาไว้ และตัวผมเองก็โชคดีที่สามารถกุมอำนาจในเบิร์คไชร์ได้มาโดยตลอด”
เมื่อถูกถามว่าการ “กอดบริษัทไว้แน่น” ของซัคเคอร์เบิร์ก จะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ หรือไม่ ปู่บัฟฟ์บอกว่า โดยทั่วไปแล้วมักเป็นผลดี ด้วยเหตุผลว่า
“…ถ้าคุณได้คนอย่างเขา (ซัคเคอร์เบิร์ก) มาบริหารบริษัทให้คุณ คุณก็น่าจะอยากให้เขาเป็นคนบริหารเองนะ”
อย่างไรก็ตาม เมื่อโดนยิงคำถามว่า แล้ว (ในเมื่อดีขนาดนี้) ปู่จะซื้อหุ้นของ Facebook ไว้บ้างหรือไม่ ท่านคิดว่าบัฟเฟตต์จะตอบว่ายังไงครับ?
ถูกต้องครับ คำตอบคือ …
“ไม่ซื้อแน่นอน”
[ เรียบเรียงจาก : http://www.cnbc.com/id/47308296 ]
เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช / ที่มา CNBC.com
ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2012 ของ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ที่ผ่านมา บัฟเฟตต์บอกว่า เขาจะ “ไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย” หากหุ้น Apple จะราคา “สูงขึ้นอีกมาก” ในสิบปีข้างหน้า แต่เขายังคงยืนยันว่า การซื้อหุ้น Apple นั้น เสี่ยงเกินไปสำหรับเบิร์คไชร์ อย่างไรก็ตาม ปู่บัฟฟ์บอกว่า “ผมไม่กล้าชอร์ตหุ้นพวกนั้นแน่นอน”
บัฟเฟตต์และชาร์ลี มังเกอร์ กล่าวกับผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนว่า …
พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับ Google และ Apple อย่างเพียงพอ ไม่รู้เกี่ยวกับคู่แข่ง และไม่รู้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไรต่อไป จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า Google และ Apple จะเป็นสุดยอดหุ้นที่มีความแน่นอนขนาดไหนในระยะยาว
ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองมองว่า การที่เบิร์คไชร์เข้าไปซื้อหุ้น IBM ด้วยเงิน 13,000 ล้านเหรียญ นั้น เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่ามาก แม้ว่า IBM จะถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีเช่นกัน
(ปู่บัฟฟ์เคยอธิบายถึงสาเหตุที่เข้าไปซื้อ IBM ว่าเป็นเพราะปัจจุบัน IBM ทำหน้าที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาและวางระบบ ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเทคโนโลยีเหมือนแต่ก่อนแล้ว)
“โอกาสที่ IBM จะเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดนั้นมีอยู่น้อยกว่าโอกาสที่ Google และ Apple จะเป็นการลงทุนที่ผิดพลาด อย่างน้อยก็สำหรับพวกเรา”
ปัจจุบัน ราคาหุ้น Apple [AAPL] อยู่ที่ 569.03 USD และ Google[GOOG] อยู่ที่ 611.50 USD
ที่มา : http://www.cnbc.com/id/47307200














