หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (จบ)

[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

การลงทุนสองประเภทที่เราได้กล่าวไปจะได้รับความนิยมสูงสุดในเวลาที่ความกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ความหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจจะล่มสลาย ทำให้ผู้คนพากันไปถือสินทรัพย์ที่อิงกับค่าเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎข้อบังคับต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาและความกลัวว่าค่าเงินจะล่มสลาย เป็นสิ่งที่ทำให้คนแห่กันไปหาทรัพย์สินที่เคลื่อนไหวไม่ได้อย่างทองคำมากที่สุด

เราได้ยินคำว่า “เงินสดคือพระเจ้า” (Cash is King) ในปี 2008 ซึ่งเป็นเวลาที่เราควรเอาเงินสดออกมาลงทุน ไม่ใช่เก็บไว้ เราได้ยินคำว่า “เงินสดคือขยะ” ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 อันเป็นเวลาที่การลงทุนแบบตรึงกับค่าเงินดอลล่าร์อยู่ในระดับที่น่าดึงดูดในที่สุดในความทรงจำ

ในช่วงเวลานั้น นักลงทุนที่จะทำอะไรก็ต้องรอให้ฝูงชนเห็นด้วยเสียก่อน จึงพลาดโอกาสงามๆ ครั้งใหญ่ในชีวิตไป

สำหรับความชอบส่วนตัวของผม ได้แก่ การลงทุนในประเภทที่สาม ซึ่งคุณก็รู้ว่าคืออะไร นั่นก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลิตผล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ เรือกสวนไร่นา หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยอุดมคติแล้ว ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้มีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนอันทำให้ผู้เป็นเจ้าของมันยังคงรักษาอำนาจซื้อไว้ได้แม้ในเวลาที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ โดยมีจำเป็นน้อยมากที่จะต้องเอาทุนใส่เพิ่มเข้าไป

เรือกสวนไร่นา อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจต่างๆ เช่น โคคาโคล่า ไอบีเอ็ม รวมทั้ง ซีส์ แคนดี ของเรา ได้ผ่านการทดสอบในช่วงที่เงินเฟ้อเป็นเลขสองหลักมาแล้ว ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ก็มีบ้างที่แพ้เงินเฟ้อ เพราะต้องเอาเงินลงทุนใส่เพิ่มเข้าไปค่อนข้างมากเพื่อจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เจ้าของสินทรัพย์เหล่านั้นจึงต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้มากขึ้น แม้กระนั้น การลงทุนเหล่านี้ก็ยังเหนือกว่าพวกสินทรัพย์ที่ไม่สร้างผลิตผลและสินทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินทั้งหลาย

ไม่ว่าค่าเงินในหนึ่งศตวรรษต่อจากนี้ไปจะอิงอยู่กับทองคำ เปลือกหอย ฟันฉลาม หรือกระดาษ (เหมือนที่เป็นอยู่ในวันนี้) ผู้คนก็พร้อมที่จะเอาแรงกายของตนเองในแต่ละวันเพื่อแลกกับโคคาโคล่าสักกระป๋องหรือถั่วของซีส์

ในอนาคต ประชากรอเมริกันที่เพิ่มจำนวนขึ้นย่อมจะบริโภคสินค้ามากขึ้น กินอาหารมากขึ้น และต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้นกว่าทุกวันนี้ ผู้คนย่อมจะแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองผลิตได้กับสิ่งที่คนอื่นผลิตได้ตลอดไป ธุรกิจในประเทศของเราจะยังคงนำส่งสินค้าและบริการที่เป็นที่ต้องการให้กับประชาชนต่อไป

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ธุรกิจเหล่านี้ก็คือ “วัว” ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกเป็นร้อยๆ ปี และให้ “นม” เราได้อีกมากมาย มูลค่าของมันมิได้วัดโดยตัวกลางในการแลกเปลี่ยนใดๆ แต่วัดจากความสามารถในการผลิตนมของมัน ยอดขายนมที่เพิ่มขึ้นจะทบต้นเป็นผลประโยชน์ของเจ้าของวัว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อศตวรรษที่ 20 ที่ดาวเพิ่มจาก 66 ถึง 11,497 จุด (และให้ปันผลมากมายเช่นกัน)

เป้าหมายของเบิร์คไชร์ คือสะสมธุรกิจชั้นนำเข้ามาในพอร์ทให้มากขึ้น ทางเลือกแรกของเราคือเป็นเจ้าของมันทั้งหมด แต่อีกทางหนึ่งก็คือ เป็นเจ้าของโดยถือหุ้นซึ่งซื้อขายเปลี่ยนมือได้ของบริษัทนั้นในสัดส่วนพอสมควร

ผมเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็น “ผู้ชนะ” เหนือกว่าสินทรัพย์ในอีกสองประเภทที่เราได้อรรถาธิบายให้ฟังแล้ว ที่สำคัญกว่าก็คือ มันจะเป็นการลงทุนที่ ปลอดภัยกว่ามาก

– จบ –

หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (3)

[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

การลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่ไม่มีวันจะทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย แต่ผู้คนกลับชอบที่จะซื้อหา เนื่องจากผู้ซื้อมีความหวังว่าใครสักคน ซึ่งย่อมรู้เช่นเดียวกันว่าสินทรัพย์ชนิดนี้จะไม่มีวันทำให้เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ จักยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อซื้อมัน อาทิเช่น ดอกทิวลิป ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 17

การลงทุนจำพวกนี้ ต้องมีกลุ่มของผู้ซื้อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อถูกล่อให้แห่กันเข้ามาด้วยความเชื่อที่ว่ากลุ่มของคนที่เป็นแบบพวกเขาจะขยายตัวต่อไปอีก

ผู้ถือสินทรัพย์ชนิดนี้มิได้มีแรงบันดาลใจว่าตัวสินทรัพย์ที่พวกเขาถือจะสร้างผลผลิตใดๆ ทั้งยังรู้ดีกว่าสินทรัพย์นั้นจะยังคงไร้ชีวิตตลอดไป พวกเขาเพียงหวังว่าคนอื่นๆ จะปรารถนามันมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ในบรรดาสินทรัพย์จำพวกนี้ อันดับหนึ่งคือ “ทองคำ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนที่กลัวสินทรัพย์อื่นๆ แทบจะทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกระดาษ (อันที่จริง สินทรัพย์หลายชนิดก็มีเหตุผลควรที่สมควรจะกลัวอยู่)

อย่างไรก็ตาม ทองคำมีจุดอ่อนอยู่สองประการ คือ ตัวมันเองเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่ทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย จริงอยู่ที่ทองคำมีประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับได้ แต่อุปสงค์ในแง่ดังกล่าวมีอยู่จำกัด และไม่สามารถทำให้ทองเพิ่มปริมาณขึ้นได้

ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน

สิ่งสำคัญที่ดึงดูดแฟนพันธุ์แท้ทองคำคือความเชื่อที่ว่า ผู้คนจะเกิดความกลัวในสินทรัพย์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความเชื่อดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง

ยิ่งไปกว่านั้น ราคาที่สูงขึ้นของทองคำก็ยิ่งทำให้คนมีความกระตือรือร้นอยากจะซื้อมัน จนดึงดูดให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองเป็นไปตามข้อสรุปทางการลงทุนที่สมเหตุสมผลแล้ว

นักลงทุนที่ชอบแห่ตามกันไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหน มักจะสร้างความจริงของตัวเองขึ้นมาเสมอ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งหุ้นอินเทอร์เน็ตและบ้านได้แสดงให้เห็นถึงภาวะความเฟ้อเกินไป อันเป็นผลมาจากการผสมผสานกันระหว่างข้อสรุปที่มีเหตุผลกับราคาที่เกินกว่าเหตุ

ในภาวะฟองสบู่ มหาชนที่เคยลังเลสงสัย มักยอมศิโรราบต่อ “ข้อพิสูจน์” ที่ตลาด “จัดให้” และกลุ่มของผู้ซื้อก็จะขยายตัวออกไปอย่างใหญ่หลวง จนเพียงพอที่จะทำให้พฤติกรรมแห่ตามกันนั้นหมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วฟองสบู่ที่โตเกินก็จะแตกโพละออก และเมื่อนั้น ภาษิตโบราณก็จักได้รับการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง …

“สิ่งที่คนฉลาดทำในตอนเริ่มต้น คนโง่จะทำมันในท้ายที่สุด”

ณ วันนี้ คลังทองคำของโลกมีอยู่ประมาณ 170,000 เมตริกตัน หากเอาทองทั้งหมดมาหลอมรวมกัน เราจะได้ลูกบาศก์ทองคำที่มีความกว้างยาวลึกด้านละ 68 ฟุต (เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขนาดของมันวางลงบนสนามเบสบอลได้พอดิบพอดี) ณ ราคา 1,750 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ ในเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ราคาของทองคำทั้งหมดในโลกจะมีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ก้อน A”

เอาล่ะ ทีนี้มาสร้าง “ก้อน B” กันบ้าง ก้อน B ที่ว่านี้มีราคาเท่ากับก้อน A แต่เราสามารถใช้มันซื้อไร่นาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา (จำนวน 400 ล้านเอเคอร์ ทำรายได้รวมกัน 2 แสนล้านเหรียญต่อปี) บวกกับบริษัท Exxon Mobil จำนวน 16 บริษัท (Exxon Mobil คือบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก โดยสมมุติว่าเรามีบริษัทนี้อยู่ 16 แห่ง แต่ละแห่งทำกำไรได้ปีละ 4 หมื่นล้านเหรียญ) หลังจากซื้อของดังกล่าวแล้ว เราจะยังเหลือเงินติดตัวไว้ใช้ราวๆ หนึ่งล้านล้านดอลล่าร์ (สมมุติว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินเกินตัว)

คุณพอจะใช้จินตนาการได้ไหมว่า จะมีนักลงทุนคนไหนในโลกที่มีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ แล้วจะเลือกซื้อก้อน A แทนที่จะซื้อก้อน B ?!!

นอกจากมูลค่าของทองจะถูกประเมินอย่างไม่สมเหตุสมผลแล้ว ราคาปัจจุบันยังทำให้ตัวมันถูกผลิตขึ้นปีละคิดเป็นมูลค่า 160,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับหรือซื้อไปใช้ในทางอุตสาหกรรม รวมทั้งคนที่กำลังกลัวและนักเก็งกำไร จะค่อยๆ รับเอาอุปทานส่วนเพิ่มนี้ไว้เรื่อยๆ ก่อนที่ราคา ณ ปัจจุบันจะกลายเป็นราคาสมดุลในที่สุด

ในเวลาหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ ที่ดิน 400 ล้านเอเคอร์จะผลิตข้าวโพด ธัญพืช ค้อตต้อน และพืชผลอื่นๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก และจะผลิตผลผลิตที่มีคุณค่าเหล่านั้นต่อไป ไม่ว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Exxon Mobil จะทำเงินปันผลให้กับเจ้าของอีกนับล้านล้านเหรียญ และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านเหรียญเช่นกัน (อย่าลืมว่าคุณมี Exxon อยู่ 16 บริษัท) ในขณะที่ทองคำ 170,000 ตัน จะไม่เพิ่มปริมาณขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่สามารถสร้างผลิตผลอะไรใดๆ ได้ทั้งสิ้น

คุณอาจลูบคลำก้อนทองคำนี้ด้วยความรัก แต่มันจะไม่มีปฏิกริยาตอบสนองใดๆ แน่นอน

ต้องยอมรับว่า เมื่อคนในยุคหนึ่งร้อยปีนับจากนี้รู้สึกกลัว พวกเขาก็จะยังกระโดดเข้าหาทองคำอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ก้อน A ที่มีมูลค่า 9.6 ล้านล้านเหรียญ จะทวีมูลค่าต่อไปในอนาคตในอัตราที่ด้อยกว่าก้อน B อย่างมากเป็นแน่แท้

หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (2)

[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

การลงทุนต่างๆ ที่อิงกับค่าเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) พันธบัตร การจดจำนอง เงินฝากธนาคาร และอื่นๆ มักถูกเข้าใจว่ามี “ความปลอดภัย” แต่ที่จริงแล้ว พวกมันคือสินทรัพย์ที่อันตรายที่สุด ค่าเบต้าของมันอาจจะเป็นศูนย์ แต่ความเสี่ยงนั้นมากมายเหลือเกิน

ในศตวรรษที่ผ่านมา เครื่องมือเหล่านี้ได้ทำลายอำนาจซื้อของนักลงทุนในหลายต่อหลายประเทศ แม้ว่าคนที่ถือมันอยู่จะได้รับผลตอบแทนเป็นระยะๆ ทั้งในรูปของดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ผลลัพธ์อันอัปลักษณ์จะยังคงอยู่ตลอดไป  รัฐบาลเป็นผู้กำหนดมูลค่าของเงินตรา แต่ระบบที่เป็นอยู่จะบีบบังคับให้รัฐบาลต้องไหลตามน้ำ โดยใช้นโยบายที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ และมีหลายครั้งหลายหนที่นโยบายเหล่านั้นหลุดออกไปอยู่เหนือความควบคุม

แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ผู้คนคาดหวังว่าค่าเงินน่าจะมีความแข็งแกร่ง เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังลดค่าลงถึง 86% ตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเข้ามาบริหารเบิร์คไชร์ ณ วันนี้ เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ดอลล่าร์ เพื่อซื้อสิ่งที่เราเคยซื้อได้ด้วยเงิน 1 ดอลล่าร์ ในเวลานั้น

ด้วยเหตุนี้ กองทุนหรือสถาบันการเงินใดๆ ที่ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษี จึงต้องทำดอกเบี้ยให้ได้ถึง 4.3% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว จึงจะสามารถรักษาอำนาจซื้อของตัวเองไว้ได้ ผู้จัดการของกองทุนหรือสถาบันการเงินเหล่านั้นคงกำลังหลอกตัวเองแน่ๆ ถ้าพวกเขาจะเรียกดอกเบี้ยที่ได้รับว่า “รายได้”

สำหรับนักลงทุนที่ต้องจ่ายภาษีอย่างคุณและผม ภาพที่เห็นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา ตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.7% ต่อปี ฟังดูแล้วเหมือนจะน่าพอใจ แต่ถ้านักลงทุนแต่ละคนจ่ายภาษีในอัตรา 25% ต่อปี ผลตอบแทน 5.7% นี้ จะทำให้พวกเขาไม่ได้อะไรเลยในแง่ของรายได้ที่แท้จริง

ภาษีเงินได้ที่พวกเขาต้องจ่าย จะกินผลตอบแทนที่ว่าไปถึง 1.4% ในขณะที่ “ภาษีเงินเฟ้อ” ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะกัดกินผลตอบแทนอีก 4.3% ที่เหลือจนหมดสิ้น ที่น่าสังเกตก็คือ ภาษีเงินเฟ้อ มีค่ามากกว่าภาษีเงินได้ธรรมดาที่นักลงทุนคิดว่าเป็นภาระหลักของพวกเขาถึงเกือบ 3 เท่า

ในธนบัตรอาจมีคำว่า “เราเชื่อมั่นในพระเจ้า”  (In God We Trust) อยู่ก็จริง แต่มือที่ทำให้เครื่องพิมพ์เงินของประเทศเราพิมพ์ธนบัตรออกมานั้น เป็นมือของคนเดินดินธรรมดาๆ นี่เอง

แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยสูงๆ จะช่วยชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากการลงทุนซึ่งอิงกับค่าเงินได้ และอัตราดอกเบี้ยในทศวรรษที่ 80 ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะครอบคลุมความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจซื้อดังกล่าวได้เลยแม้แต่น้อย ที่จริงแล้ว พันธบัตรควรมีฉลากคำเตือนให้ระวังอันตรายแปะอยู่ด้วยซ้ำ

ภายใต้สภาวการณ์ทุกวันนี้  ผมจึงไม่ชอบการลงทุนใดๆ ที่อิงกับค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ก็ยังมีการลงทุนเหล่านั้นอยู่พอสมควรในรูปแบบของการลงทุนระยะสั้นต่างๆ สำหรับ เบิร์คไชร์ สภาพคล่องจำนวนมหาศาลถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่เรา ไม่มีทาง จะละเลย

เราจำเป็นต้องมองข้ามอัตราผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งสภาพคล่องมหาศาล เราจึงถือตั๋วเงินคลัง ซึ่งเป็นการลงทุนประเภทเดียวที่พอจะไว้วางใจได้ในเรื่องของสภาพคล่อง ภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่แสนจะสับสนอลหม่านดังเช่นในปัจจุบัน บนหน้าตักของเราในเวลานี้มีอยู่ราวๆ 2 หมื่นล้านดอลล่าร์ และอย่างน้อยที่สุดต้องมี 1 หมื่นล้านดอลล่าร์สำรองไว้เสมอ

นอกเหนือจากความจำเป็นในเรื่องของสภาพคล่องและกฎระเบียบต่างๆ แล้ว เราจะซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินก็ต่อเมื่อมีโอกาสที่มันจะให้ผลตอบแทนในระดับที่สูงผิดปกติเท่านั้น เช่น เมื่อมีการตั้งราคาสินเชื่อผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาของวิกฤตการเงิน จนเกิดเป็นพันธบัตรขยะ (Junk Bonds) มากมาย หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง จนเราสามารถที่จะทำกำไรจากพันธบัตรชั้นดีได้ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง

แม้ว่าในอดีต เราจะเคยศึกษาถึงโอกาสที่ทั้งสองเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น และอาจทำการศึกษาซ้ำอีกในอนาคต แต่ตอนนี้ เราแทบไม่เห็นว่าความคาดหวังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เลย

ณ วันนี้ ความเห็นของ เชลบี้ คัลลอม คนในวอลล์สตรีทที่เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน

“พันธบัตรที่เชื่อกันว่าให้ผลตอบแทนโดยไม่มีความเสี่ยง กำลังถูกตั้งราคาราวกับมันเป็นสิ่งที่ให้ความเสี่ยงโดยไม่มีผลตอบแทน”

หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (1)

[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต

แต่ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

ด้วยนิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน มิอาจวัดได้โดยค่าเบต้า (อันเป็นค่าที่คนในวอลล์สตรีทชอบใช้กัน) หากแต่วัดได้โดยหลักความน่าจะเป็น แต่ต้องเป็น ความน่าจะเป็นอย่างมีเหตุผล ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินจะสูญเสียอำนาจซื้อหลังจากถือสินทรัพย์นั้นไประยะหนึ่ง

ทั้งนี้ ราคาของสินทรัพย์อาจผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใด หากว่ามันยังคงเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ถือสินทรัพย์นั้นอย่างมั่นคงและแน่นอน หลังจากถือมันไว้ระยะหนึ่ง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า แม้สินทรัพย์ที่ราคาไม่ผันผวนเลย ก็อาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงได้

ความน่าจะเป็นในการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายและหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณลักษณะของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท เรามาดูกันเถอะครับ

(ต่อตอนหน้า)

หุ้นเติบโต

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

เชื่อว่าหลายคนคงมีประสบการณ์เวลาจะซื้อ “หุ้นเติบโตเร็ว” หรือ “Growth Stock” แต่แล้วก็ออกอาการ “จดๆ จ้องๆ” ไม่กล้าซื้อเสียที ใจหนึ่งก็อยากได้เพราะรู้ว่าหุ้นมันโต แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่านี่เราจะซื้อแพงไปรึเปล่า?!

สมมติหุ้นค้าปลีกตัวหนึ่ง ราคาของมันป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 11-12 บาท ต่อมามันก็พุ่งขึ้นไปเท่าตัว จนผู้คน (แม้กระทั่งกูรูในทีวี) บอกว่า 24 บาทเป็นราคาที่แพงมาก และหุ้นตัวนี้คงจะต้องตกกลับลงมาที่เดิม

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาหุ้นกลับยังคงเพิ่มขึ้นวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ผ่าน 30 ผ่าน 40 ผ่าน 50 บาท … โดยไม่เหลียวกลับมามองอดีตของมันอีกเลย

ทำไมต้องแพงขึ้นทุกวัน? หากเราตัดเรื่องหุ้นออกไปเลย แล้วย้อนกลับมาดูที่ตัวกิจการ เราจะพบว่าในแต่ละวันที่ผ่านไป บริษัทเพิ่มยอดขายและทำกำไรได้อย่างไม่หยุดหย่อน

สมมติวันที่ 1 มกราคม บริษัทนี้มีมูลค่า 8,000 ล้านบาท และเติบโตได้ในอัตรา 30% ต่อปี ถามว่าถึงสิ้นปีมันควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่?

ถ้าคำนวณแบบง่ายๆ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระหว่างปีเท่ากับ 8,000 x 30% = 2,400 ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่งบริษัทนี้ควรมีมูลค่า 10,400 ล้านบาท ณ สิ้นปี

ย้อนกลับมาที่ตัวหุ้นกันบ้าง หากต้นปีราคาหุ้นอยู่ที่ 80 บาทต่อหุ้น เทียบกับค่า P/E เท่าเดิม ถึงสิ้นปีหุ้นตัวนี้ “น่าจะ” มีราคา 104 บาทได้ไม่ยาก เราจึงมีโอกาสเห็นราคาหุ้นวิ่งจาก 80 ไป 85 ไป 90 ไป 95 แล้วก็คิดว่านี่มันบ้าไปแล้ว …

เพียงเพราะเรามัวแต่เทียบกับราคาตั้งต้น 80 บาท?!

ที่จริงถ้าเราเอามูลค่าที่เพิ่มขึ้นทั้งปี 24 บาทต่อหุ้น หารด้วย 12 จะพบว่ามูลค่าของมันสมควรอย่างยิ่งที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 2 บาท ดังนั้นเมื่อเรามองมันในเดือนมิถุนายน เราต้องเทียบราคาขณะนั้นกับ 92 บาท ไม่ใช่ 80 บาท แต่ด้วยกลไกของสมอง เราจะเทียบมันกับจุดอ้างอิงอันใดอันหนึ่ง เช่น ราคาตอนต้นปี ราคา high หรือ low ล่าสุด ฯลฯ แทนที่จะปรับมูลค่าให้กับหุ้นตลอดเวลาที่ผ่านไป

ถ้าหุ้นเติบโตไม่แพงขึ้น ผมมักเห็นนักลงทุนบ่นเวลาที่ราคาหุ้นไม่ไปไหน ทั้งที่จริงแล้วการที่ราคาของหุ้นเติบโตยังอยู่ที่เดิมน่าจะถือเป็นข่าวดีเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นโอกาสในการซื้อที่ดีเยี่ยม ในขณะที่มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้นทุกวัน การที่ราคาหุ้นย่ำอยู่กับที่เท่ากับว่า “มันถูกลง” ส่อให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดละเลยผลของการเติบโตและเปิดช่องให้เราซื้อของดีในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ

ผมไม่อาจการันตีได้ว่านั่นคือราคาที่ถูกแล้วหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็ถูกลง จากตัวอย่างที่ผ่านมา หากคุณมองว่าราคาหุ้น 80 บาทตอนต้นปีเป็น fair price ผมก็คงต้องบอกว่าราคา 80 บาทตอนเดือนมิถุนายนถือได้ว่าเป็นราคา “on sale” และยิ่งผู้คนเบื่อหน่ายขายหุ้นทิ้งก็ยิ่งดี เพราะมันจะได้ลดราคาหนักขึ้นไปอีก

การซื้อหุ้นเติบโตมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ แม้คุณจะเข้าซื้อผิดจังหวะและซื้อแพงไปบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป (ไม่นาน) มูลค่าหุ้นจะเติบโตขึ้นมาจนทันราคาที่คุณซื้อในที่สุด

สำหรับหุ้นเติบโตแล้วยิ่งถือนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น การพยายาม “เล่นรอบ” กับหุ้นเติบโตจึงมักจบลงด้วยการต้องไล่ซื้อกลับมาในราคาที่แพงกว่าเดิม หรือไม่ก็ยืนมองมันพุ่งทะลุฟ้าตาปริบๆ

เหตุผลเดียวที่คุณจะขายหุ้นเติบโตก็คือ มันกำลังจะหยุดโต หรือโตน้อยลงกว่าเดิม ส่วนเหตุผลที่คุณจะซื้อหุ้นเติบโตก็คือ มันจะยังเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และมีราคาไม่สูงจนเกินไป

การบ้านของนักลงทุนก็คือ วิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าการเติบโตที่คุณเห็นนั้นมันจะยืนยาวได้สักกี่ปี ถ้าการเติบโตเกิดจากกลยุทธ์หรือความสามารถของกิจการ จะจัดเป็นการเติบโตระยะยาว ทำให้เรามีแต้มต่อในการถือหุ้นได้อย่างสบายใจ

และนี่คือสิ่งที่เราควรมองหามากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ระยะสั้น พอจบข่าวก็ต้องย้ายหาหุ้นตัวใหม่เรื่อยไป อย่างนั้นไม่ใช่แต้มต่อและไม่ใช่หุ้นเติบโตครับ

รักแท้ของวอร์เรน

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ภรรยาคนแรกของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ ซูซาน ธอมป์สัน บัฟเฟตต์ หรือ “ซูซี่” เธอเป็นสุภาพสตรีคนเดียวที่วอร์เรนรักและนับถือ เป็นผู้หญิงที่เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ซูซี่ เสียชีวิตลงในปี 2004 ขณะอายุได้ 72 ปี ซึ่งทำให้วอร์เรนเศร้าโศกเสียใจมาก

ทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามถึงอดีตภรรยาผู้เป็นที่รัก เขาจะร้องไห้ทุกครั้ง วอร์เรนบอกว่าการตายของเธอเป็นสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของเขา เป็นเหตุการณ์ที่เขาไม่มีวันลืมได้ลง

ซูซี่รู้จักกับวอร์เรนในปี 1950 โดยเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเบอร์ตี้ น้องสาวของวอร์เรน ก่อนที่ทั้งคู่จะพบรักและแต่งงานกันสองปีหลังจากนั้น

อย่างที่ได้บอกแล้วว่า วอร์เรนเป็นคนเนิร์ดๆ เป็นผู้ชายที่สนใจแต่เรื่องการลงทุน ชอบแต่เรื่องของตัวเลข ไม่ค่อยดูแลตัวเอง จนเมื่อซูซี่ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอได้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ทั้งเรื่องการแต่งตัว เรื่องบ้าน และเลี้ยงลูกทั้งสามคน คือ ซูซี่จูเนียร์ โฮเวิร์ด และปีเตอร์ จนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี

แม้แต่ “เลล่า” แม่ของวอร์เรน ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย ก็ถูกซูซี่จัดการเสียอยู่หมัด ทำให้วอร์เรนมุ่งเน้นความสนใจของเขาไปในการ “การลงทุน” ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียสมาธิกับสิ่งรบกวนรอบตัว สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งได้มากมายมหาศาล

วอร์เรนบอกว่า “ซูซี่ทำให้ชีวิตผมเข้าที่เข้าทาง”

ปัญหาก็คือ โลกของวอร์เรนกับซูซี่จะเป็นคนละโลกกัน ซูซี่เป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือสังคม เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยงคนหนึ่ง ชอบศึกษาประวัติศาสตร์และสนใจศิลปะอย่างลึกซึ้ง ส่วนวอร์เรนไม่ทำอย่างอื่นเลย นอกจากนั่งอยู่ในห้องที่บ้าน และ “หาหุ้น” อย่างเดียวเท่านั้น

แม้ซูซี่จะพยายามเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับสามี โดยบอกวอร์เรนว่า “ในโลกนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่นั่งหาเงินอยู่ในห้อง” แต่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเขาได้ยาก จนทั้งสองเริ่มจะ “จูน” กันไม่ติด เพราะต่างคนต่างมีความปรารถนาของตัวเอง มีโลกที่ต้องแสวงหา

ด้วยความแตกต่างกันอย่างมากนี้ ทำให้ในที่สุด ซูซี่จำต้องขอแยกทางเดินกับวอร์เรน และนั่นเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสในชีวิตของเขา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนที่ดี มีความห่วงใย ให้กัน

ที่น่าแปลกคือ เชื่อไหมครับว่าก่อนจะหย่าร้างกัน ซูซี่ถึงขนาดพา “เอสทริด เมิงส์” เพื่อนของเธอมาแนะนำให้วอร์เรนรู้จัก โดยขอให้เอสทริดอยู่ร่วมชายคา ทำหน้าที่เสมือนภรรยาคนใหม่ ช่วยดูแลอดีตสามีแทนเธอด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่หลายคนมองว่า “ใจกว้าง” จนไม่น่าเชื่อ และทั้งสามก็ยังคงติดต่อกันด้วยความรักและผูกพันตลอดมา

แต่แล้ว เหมือนโชคชะตาฟ้ากลั่นแกล้ง ในปี 2003 ซูซี่ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในช่องปาก และป่วยหนักอยู่หนึ่งปีเต็ม ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่อปี 2004 โดยวอร์เรนดูแลเธออยู่ข้างเตียงแทบจะทุกนาที ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

เรื่องราวความรักของวอร์เรนและซูซี่ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า “เบื้องหลังผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ มีผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่” อันเป็นคำกล่าวที่เป็นความจริงอยู่เสมอ

วอร์เรน บอกว่า เขาจะไม่มีวันมีทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในวันนี้ ถ้าไม่มีซูซี่ ความรักของทั้งคู่ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบ ทั้งคู่สร้างครอบครัวขึ้นมาจากความ “แตกต่าง” อย่างสุดขั้ว แม้ในที่สุดจะต้องแยกทางกันเดิน แต่พวกเขาก็ยังคง “รัก” กัน

จะมีผู้ชายคนไหนเล่า ที่แม้จะมีเงินล้นฟ้า แต่ยังคิดถึงภรรยาเก่าทุกเช้าค่ำเป็นเวลาหลายสิบปี แม้เธอตายไปแล้วก็ยังน้ำตานองหน้าทุกครั้งเมื่อมีใครถามถึง

จะมีผู้หญิงคนไหนเล่า ที่เป็นคนขอแยกทางกับสามีผู้เป็นอภิมหาเศรษฐี แต่กลับอุตส่าห์หาผู้หญิงคนใหม่มาดูแลเขา เพราะกลัวเขาจะลำบาก โดยไม่ห่วงเลยว่าทรัพย์สินมหาศาลของผู้เป็นสามีจะถูกแบ่งสรรปันส่วนไป

ชีวิตรักของวอร์เรนและซูซี่ ไม่ได้สวยงามเพียบพร้อมดุจนิยาย แต่เป็นความรักที่แท้จริง ประจักษ์แก่สายตา ไม่ต้องสร้างภาพ ความรักอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่มันจะเติบโตขึ้นได้ ย่อมต้องผ่านการเดินทางร่วมกัน ต่อสู้ฝ่าฟันผ่านพ้นสิ่งต่างๆ ด้วยกันตามกาลเวลา

ตรงกันข้ามกับความรักที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “เงิน” ย่อมพร้อมจะหายไปพร้อมๆ กับ “เงิน” เช่นเดียวกัน

เรื่องของปู่บัฟฟ์นี่ ไม่ใช่เฉพาะการลงทุน แม้แต่ความรักก็ยังน่าศึกษา น่านับถือ และสมควรเอาเป็นแบบอย่างจริงๆ ครับ

การตากผ้า กับปรัชญาการเล่นหุ้น

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

“ฝนลงเม็ดแล้ว ซักเสื้อผ้าตัวที่บางๆ ดีกว่า”

หากคุณเอาผ้าไปซักในขณะที่ฝนเริ่มลงเม็ด ใครๆ ก็คงบอกว่าคุณบ้าไปแล้ว ถึงแม้คุณจะพยายามอ้างว่าผ้าที่เอามาซักนั้นเป็นผ้าเนื้อบางที่แห้งง่ายก็ตามที ซึ่งก็แหงล่ะ ต่อให้ผ้าเนื้อบางขนาดไหนแต่ถ้าเราเอาไป “ตากฝน” มันก็คงไม่แห้ง

ในบางโอกาสการไม่ทำอะไรเลยอาจจะดีกว่าการพยายามทำอะไรบางอย่าง ตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ คือการพยายามซื้อหรือแม้แต่ถือหุ้นในภาวะตลาดขาลง การซื้อหุ้นในตลาดขาลงไม่แตกต่างอะไรกับการออกไปตากผ้าในวันฝนตก แต่อย่าคิดว่าคนที่ตากผ้าในวันฝนตกไม่มีอยู่จริงนะครับ คุณอาจคาดไม่ถึงว่าในแวดวงการลงทุนก็มีคนที่ทำบ้าๆ อย่างนั้นอยู่เหมือนกัน และเขาก็คือ “ผู้จัดการกองทุน”

เพื่อความเป็นธรรมต่อวิชาชีพนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้จัดการกองทุนจำต้องบริหารเงินที่หลั่งไหลเข้ามาให้สอดคล้องกับกฏระเบียบและนโยบายของกองทุน บางครั้งเขาจึงต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยฉลาดนัก เป็นต้นว่าเข้าซื้อหุ้นในขณะที่ภาวะตลาดขาลงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นไม่นาน (ส่วนใหญ่พอหุ้นตกปุ๊บ พวกเราก็จะรีบวิ่งไปซื้อ LTF จริงมั๊ย) ผู้จัดการกองทุนไม่กล้าเก็บเงินไว้รอโอกาสที่เจ๋งสุดๆ แล้วเสี่ยงกับการต้องออกไปอธิบายกับนักลงทุนว่า เนี่ย หกเดือนที่ผ่านมาสภาพตลาดไม่อำนวย ผมจึงยังไม่ได้ซื้อหุ้นตัวไหนเลย… (แต่กองทุนก็เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ 1.75% เท่าเดิม)

ผู้จัดการกองทุนมีอาชีพและหน้าที่ที่จะต้อง “ออกไปทำงานและทำอะไรบางอย่าง” พร้อมกลับมารายงานให้พวกเราได้รับฟัง ดังนั้นไม่ว่าฝนจะตกอย่างไรเขาก็จะยังคงตากผ้าต่อไปด้วยการ “ซื้อหุ้นเชิงรับ” เช่น หุ้นค้าปลีก หุ้นสาธารณูปโภค ฯลฯ และทำให้เราเชื่อว่าเงินของเราถูกเอาไปลงทุนอย่างชาญฉลาด

ชาญฉลาดเหรอ? ถ้าผู้จัดการกองทุนของคุณบอกว่า เอ้า ฝนเริ่มจะตกแล้วนะ ผมจะซักผ้าให้คุณโดยเลือกซักเฉพาะเสื้อผ้าตัวบางๆ จะได้ชื้นและเหม็นอับน้อยหน่อย …ฟังดูไม่ค่อยโสภาใช่มั๊ยครับ ตลาดขาลงคราวหน้าคุณก็อย่าทำแบบนั้นเสียเองล่ะ

ลองพลิกผ้าดูสิ

สิ่งหนึ่งที่คนตากผ้าเกินกว่า 90% ทำกันก็คือ เอาผ้าที่ซักแล้วมาตากบนราว จากนั้นก็ไปทำกิจกรรมอื่นครึ่งค่อนวัน พอผ้าแห้งก็ค่อยมาเก็บ แต่นี่คือวิธีที่ดีที่สุดหรือเปล่า… ผมสังเกตว่าเสื้อผ้าด้านที่โดนแดดโดยตรงจะแห้งก่อน ดังนั้นหลังจากเริ่มตากผ้าไปแล้วชั่วโมงกว่าๆ หากเราพลิกผ้าอีกด้านให้โดนแดดบ้าง เสื้อผ้าหนาๆ ของผมก็จะแห้งเร็วขึ้นและมีเวลาที่จะกลายร่างเป็นผ้าหอมๆ นานขึ้น

สำหรับการลงทุน สิ่งที่เราต้องทำก็คือการใส่ใจ และการพลิกผ้าก็คือการใส่ใจ

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ให้ความสำคัญกับ margin of safety หรือ ส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับมูลค่าหุ้น การซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในขณะที่ราคาตลาดอยู่ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นมากๆ ช่วยให้เงินของเรามีความปลอดภัยในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ถ้าหลังจากซื้อหุ้นแล้วราคามีการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจน margin of safety ค่อยๆ หดหายไป VI ที่มีความใส่ใจย่อมมองหาหุ้นตัวใหม่ที่ให้ margin of safety สูงกว่า และนี่ก็คือการพลิกผ้าเพื่อให้มันแห้งเร็วนั่นเอง

เรื่องนี้อาจขัดกับความคิดดั้งเดิมของหลายๆ คนที่เข้าใจว่า VI ต้องซื้อแล้วถือยาวโดยไม่สนใจราคาตลาด แต่ถ้าเราเข้าใจ margin of safety ซึ่งเป็นแก่นแท้ของการเป็น VI ก็จะนึกออกว่าการถือหุ้น “นานๆ” นั้นเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยมาก แต่แก่นจริงๆ มันอยู่ที่ margin of safety ครับ

10 เรื่องน่ารู้ของปู่บัฟฟ์

ได้อ่านนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด มีเรื่องเด่นเป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากประเด็นหลักๆ อันเกี่ยวโยงกับนโยบายการคลังของชาติแล้ว ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับชีวิตของเขาซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง ผมจึงเอามาเรียบเรียงไว้ ณ ที่นี้สัก 10 ข้อนะครับ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์

  1. หนังเรื่องโปรดของเขาคือภาพยนตร์อังกฤษที่ชื่อว่า The Bridge on the River Kwai หรือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” เป็นเรื่องราวของเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดขึ้นในประเทศไทย
  2. โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ พ่อของวอร์เรนเป็นพวกอนุรักษ์นิยม และเป็น ส.ส. 4 สมัยของพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีฐานเสียงเป็นผู้มีอันจะกิน แต่วอร์เรนกลับสนับสนุนพรรคเดโมแครต อันเป็นพรรคขวัญใจคนชั้นล่าง ทว่าความแตกต่างทางการเมืองนี้ไม่เคยทำให้ทั้งสองพ่อลูกต้องขัดแย้งกันเลย
  3. วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีรสนิยมแบบโบราณ ผู้หญิงสวยในอุดมคติของเขา คือ โซเฟีย ลอเรน
  4. สมัยหนุ่ม บัฟเฟตต์กลัวการพูดต่อหน้าสาธารณชนมาก เขาจึงไปเข้าคอร์สของ เดล คาร์เนกี้ กูรูด้านจิตวิทยาระดับโลก เป็นหลักสูตรที่มีชื่อว่า “How to Win Friends and Influence People หลังจากนั้นจึงไปสมัครเป็นอาจารย์ เพื่อหวังที่จะเอาชนะความกลัวในการพูดต่อหน้าคนมากๆ และในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ
  5. ซูซี่ บัฟเฟตต์ ภรรยาของวอร์เรน เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยง เธอมีส่วนอย่างมากในการทำให้วอร์เรนเริ่มหันมาสนใจคนจน คนด้อยโอกาส และผู้ถูกกดขี่ทั้งปวง และทำให้วอร์เรนกลายเป็น “ผู้ให้” จนถึงทุกวันนี้
  6. บัฟเฟตต์ซื้อบ้านของเขามาด้วยราคา 31,500 เหรียญ ในปี 1958 และยังคงอยู่ในบ้านหลังเดิมจนถึงปัจจุบัน ไม่คิดจะย้ายไปสร้างคฤหาสน์ที่ไหน เขาบอกว่า บ้านคือการลงทุนครั้งใหญ่อันดับที่สามในชีวิตของเขา ต่อจากแหวนแต่งงาน 2 วง ที่ให้กับภรรยา 2 คน
  7. บัฟเฟตต์ดื่มโค้กวันละเกือบ 2 ลิตร และถือหุ้นบริษัท โคคาโคล่า อยู่ 8.6%
  8. บัฟเฟตต์ขับรถ คาดิลแล็ค DTS ปี 2006 เขาบอกว่า มันเป็น “การลงทุนคุ้มค่า และดูดีเป็นบ้าเลย”
  9. บัฟเฟตต์มีเครื่องบินส่วนตัว ที่เขาตั้งชื่อว่า “Indefensible” และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศประมาณ 1 ล้านเหรียญต่อปี
  10. ค่าใช้จ่ายต่อปีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถ้าไม่นับเรื่องของเครื่องบินส่วนตัวและการเดินทางทางอากาศ อยู่ที่ราวๆ 150,000 เหรียญเท่านั้น เป็นเงินที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับทรัพย์สิน 45,000 ล้านเหรียญของเขา

เรียบเรียงจากนิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 23 ม.ค. 2012

ปู่บัฟฟ์สวนหมัด

Club VI – หลังจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายเพื่อเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และประธานาธิบดีบารัค โอบามา เอาไปผลักดันต่อ จนแทบจะกลายเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาไปแล้วนั้น

ล่าสุด ปู่บัฟฟ์ของเราได้ถูก ส.ว. มิตช์ แม็คคอนเนลล์ จากรีพับลิกันออกมาโต้ โดยบอกว่า ถ้ารู้สึก ผิดนักหนาว่าตัวเองจ่ายภาษีน้อยไป ก็ “เขียนเช็ค” ให้รัฐเสียเลยสิ สิ้นเรื่องสิ้นราว อันเป็นการตอบโต้ที่ทำให้พวกหมั่นไส้บัฟเฟตต์สะใจกันนักหนา

แต่แล้ว เมื่อนิตยสาร Time ไปสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ปู่แกก็ไม่รอช้า สวนหมัดกลับไปยัง แม็คคอนเนลล์ โดยพลัน โดยบอกว่า ถ้าจะท้าทายกันเรื่อง “การบริจาค” นี่ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว

แถมยังท้ากลับอีกว่า หากสมาชิกสภาคองเกรสของรีพับลิกันทุกคนยอมควักเงินส่วนตัวบริจาคเป็นยอดรวมกันเท่าไร แกจะ “เบิ้ล” ให้ คือยอมจ่ายเป็นจำนวนเท่ากัน!!

และสำหรับแม็คคอนเนลล์ เขาจะยอม “จ่ายสามเท่า” คือถ้าแม็คคอนเนลล์ให้ 1 เหรียญ เขาจะยอมให้ถึง 3 เหรียญเลยทีเดียว

โดยก่อนหน้านี้ แม็คคอนเนลล์เคยกล่าวว่า คนอเมริกันมีสปิริตพอที่จะยอมบริจาคเงินเพื่อใช้หนี้ของประเทศ 1.2 ล้านล้านเหรียญ โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีแต่อย่างใด ซึ่งทำให้บัฟเฟตต์บอกว่า เขารู้สึก “ซาบซึ้ง” (ใช้คำว่า Touched) ที่แม็คคอนเนลล์คิดเช่นนั้น แถมยังแซวอีกว่า “ไอ้นโยบายแบบนี้ คงมีแต่รีพับลิกันเท่านั้นกระมังจึงจะคิดได้”

ท้าบัฟเฟตต์ ท้าอะไรท้าได้ ดันมาท้าเรื่องบริจาคเงิน มารูปนี้ ท่าจะต้องซัดกันอีกหลายยกครับ

อ้อ … สุดท้าย ปู่บัฟฟ์ยังย้ำอีกว่า

“ที่เสนอไปนั่น ผมเอาจริงนะ”

แสบไหมเล่า อิอิ

เรียบเรียงจาก http://www.cnbc.com/id/45961945 และนิตยสาร Time

วีไอควรลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือไม่?

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมขออธิบายให้ท่านได้รู้จักกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อนนะครับ เผื่อบางคนอาจยังไม่กระจ่างชัดนัก เพราะกองทุนประเภทนี้เพิ่งมีในประเทศไทยได้ไม่นาน

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คือ กองทุนรวมที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ อสังหาของกองทุนเหล่านี้มีหลายชนิด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงงาน โรงแรม สนามบิน ฯลฯ

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ

1. กองทุนที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (Freehold)

คือ ตัวกองทุนเป็นเจ้าของอสังหา และเอาอสังหานั้นไปหารายได้ เช่น ถ้าเป็นโรงงานก็เอาโรงงานไปให้เช่า พอได้กำไร ก็เอากำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วย

2. กองทุนรวมที่เป็นเจ้าของสิทธิการเช่า (Leasehold)

คือ กองทุนเข้าไปซื้อ “สิทธิการเช่า” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เข้าไปซื้อสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากอสังหานั้น โดยตัวกองทุนไม่ใช่เจ้าของอสังหาโดยตรง เช่น กองทุนเข้าไปซื้อสิทธิ์ในการบริหารสนามบิน จึงมีสิทธิ์ในการเก็บค่าธรรมเนียมจากสายการบินต่างๆ ที่เอาเครื่องบินมาลง เมื่อได้รายได้มา พอหักค่าใช้จ่ายเหลือเป็นกำไร ก็เอากำไรนั้นมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วย

ดังนั้น ถ้าเราลงทุนในกองทุน Freehold ก็ไม่มีเรื่องสัญญาให้ต้องกังวล เพราะกองทุนเป็นเจ้าของ มีสิทธิ์ขาดในอสังหาริมทรัพย์นั้น จึงสามารถหารายได้ไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งปลูกสร้างนั้นจะเสื่อมสภาพ แต่ถ้าเป็น Leasehold เราต้องดูว่าสัญญาจะหมดเมื่อไร

เช่น บางกองมีอายุสัญญา 20 ปี ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 8 ปี เหลืออีก 12 ปี ดังนั้น จึงเหลือเวลาสำหรับหารายได้ลดน้อยลง หรือแม้สุดท้ายแล้วจะได้ต่อสัญญา แต่ก็ต้องเพิ่มทุน ซึ่งถ้าผู้ถือหน่วยจะใช้สิทธิ์ในการเพิ่มทุนก็ต้องเอาเงินมาลงเพิ่ม

ที่สำคัญคือ มูลค่าของหน่วยลงทุนประเภท Leasehold จะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุสัญญาที่เหลืออยู่ บางกองจะทยอยคืนเงินต้นให้แก่ผู้ถือหน่วยพร้อมๆ กับเงินปันผลปกติ

นักลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ทราบแน่ชัด ว่าเป็นเงินปันผลเท่าไร เป็นเงินต้นเท่าไร อย่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเงินปันผลทั้งก้อน เพราะที่จริงนั่นอาจเป็นเงินต้นที่เขาทยอยคืนให้เราแล้ว

ทั้งนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็น “กองทุน” ไม่ใช่ “บริษัท” แต่หน่วยลงทุนนั้นซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์เหมือน “หุ้น” ของบริษัทมหาชนทั่วไป

ที่ต่างกันชัดเจนที่สุดคือ ก.ล.ต.ได้กำหนดไว้ว่าในกรณีที่กองทุนรวมมีกำไรสุทธิในแต่ละปี บริษัทจัดการต้องจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิประจำปี ทำให้กองทุนอสังหาจ่ายปันผลค่อนข้างสูง บางกองจ่ายปันผล 8-9% ต่อปี เมื่อเทียบกับราคาหน่วย ขณะที่ตัวหน่วยลงทุนเองราคาก็อาจเพิ่มสูงขึ้น

ข้อคิดในการซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์จากประสบการณ์ของผู้เขียน

1. อย่าคาดหวังการเติบโตมากนัก

ต้องเรียนกันตรงๆ แบบนี้ เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนแบบ Defensive เราไม่อาจหวังที่จะได้กำไรมากๆ เหมือนการลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งแนวโน้มรายได้และกำไรจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ราคาหน่วยของกองทุนอาจเพิ่มขึ้น แต่ก็มักเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อาจเติบโตได้เยอะๆ เหมือนหุ้น

ดังนั้น วีไอที่อยากให้พอร์ตการลงทุนเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป จึงไม่ควรซื้อกองทุนประเภทนี้ไว้เยอะเกิน ตรงกันข้าม ถ้าเป็นนักลงทุนที่ชอบ “กินปันผล” รอรับประโยชน์ไปเรื่อยๆ ไม่ชอบลุ้น กองทุนอสังหาก็เป็นการลงทุนประเภทหนึ่งที่น่าสนใจ

แต่สำหรับบางคน กองทุนอสังหาก็เป็นการลงทุนที่ดีมาก เช่น แม่ของเพื่อนผมที่กำลังจะปลดเกษียณ อยากลงทุนสร้างอพาร์ทเม้นท์เพื่อให้มีรายได้ไว้ใช้ในยามชรา แต่ไม่อยากเหนื่อย ผมจึงแนะให้เอาเงินไปลงทุนในกองทุนอสังหาประเภท Freehold ซึ่งโดยทฤษฏีแล้ว ก็เท่ากับได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ไม่ต่างจากการเป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ แต่สบายกว่าเยอะ เพราะไม่ต้องปวดหัวกับการก่อสร้าง ไม่ต้องแก้ปัญหาจุกจิกรายวัน

2. ควรเป็น “เงินเย็น” เท่านั้น

เงินก้อนนี้ควรเป็นเงินที่ท่านไม่ต้องรีบใช้ ไม่มีแผนจะใช้ในเร็ววัน

อย่าคิดเอาเงินมา “พัก” ไว้ในกองทุนอสังหา เพื่อเก็บกินปันผลเฉพาะหน้าไปพลางๆ ก่อน โดยกะว่าถ้าต้องการใช้เงินเมื่อไรก็จะขายทิ้ง แล้วเอาเงินไปใช้อย่างอื่น

ทั้งนี้ เนื่องจากแม้จะเป็น “กองทุน” แต่ในยามวิกฤต เวลาที่หุ้นร่วงทั้งตลาด อย่างเหตุการณ์ Black Monday เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2554 ราคาของมันก็ร่วงลงอย่างรุนแรงไม่แพ้หุ้นเช่นกัน

ดังนั้น อย่าคิดว่าราคาของกองทุนอสังหาจะไม่ผันผวน จริงอยู่ ราคาหน่วยลงทุนของหลายกองอาจไม่เปลี่ยนแปลงหวือหวามากนักในสถานการณ์ปกติ แต่ในสถานการณ์วิกฤตแล้ว มันร่วงหนักไม่ต่างจากหุ้นเลยทีเดียว

หากท่านซื้อกองทุนอสังหาไว้เยอะเกิน แล้วบังเอิญมูลค่าหน่วยติดลบอยู่ พอถึงเวลาจำเป็นต้องใช้เงิน ท่านก็ย่อมต้องขายขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยสรุปแล้ว กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่น่าสนใจ แต่สำหรับนักลงทุนแบบวีไอที่ยัง “มีไฟ” และ “หวังผลเลิศ” จากการลงทุน หากจะซื้อไว้ก็อย่าให้มากเกินไปนัก เพราะอย่าลืมว่า “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ควรเน้น “การเติบโตในระยะยาว” เป็นหลัก ซึ่งกองทุนอสังหาไม่ใช่คำตอบที่ดีสำหรับโจทย์ดังกล่าวครับ

[ภาพประกอบจาก nasteconline และ thecorneroffice]