<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Club VI คลับวีไอ</title>
	<atom:link href="http://clubvi.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://clubvi.com</link>
	<description>Thailand&#039;s Alternative Club for Value Investor สโมสรนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าชาวไทย</description>
	<lastBuildDate>Fri, 24 Feb 2012 11:23:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='clubvi.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://0.gravatar.com/blavatar/682dc89881c1917ff502a83af792f6d5?s=96&#038;d=http%3A%2F%2Fs2.wp.com%2Fi%2Fbuttonw-com.png</url>
		<title>Club VI คลับวีไอ</title>
		<link>http://clubvi.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://clubvi.com/osd.xml" title="Club VI คลับวีไอ" />
	<atom:link rel='hub' href='http://clubvi.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (จบ)</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/02/24/whystocksbeatgold4/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/02/24/whystocksbeatgold4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Feb 2012 11:19:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=827</guid>
		<description><![CDATA[[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ] วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช (ต่อจากตอนที่แล้ว) การลงทุนสองประเภทที่เราได้กล่าวไปจะได้รับความนิยมสูงสุดในเวลาที่ความกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ความหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจจะล่มสลาย ทำให้ผู้คนพากันไปถือสินทรัพย์ที่อิงกับค่าเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎข้อบังคับต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาและความกลัวว่าค่าเงินจะล่มสลาย เป็นสิ่งที่ทำให้คนแห่กันไปหาทรัพย์สินที่เคลื่อนไหวไม่ได้อย่างทองคำมากที่สุด เราได้ยินคำว่า “เงินสดคือพระเจ้า” (Cash is King) ในปี 2008 ซึ่งเป็นเวลาที่เราควรเอาเงินสดออกมาลงทุน ไม่ใช่เก็บไว้ เราได้ยินคำว่า “เงินสดคือขยะ” ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 อันเป็นเวลาที่การลงทุนแบบตรึงกับค่าเงินดอลล่าร์อยู่ในระดับที่น่าดึงดูดในที่สุดในความทรงจำ &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/02/24/whystocksbeatgold4/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=827&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em>[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]</em></p>
<p><img class="aligncenter" title="warren-bond" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren-bond.jpg?w=238&#038;h=178" alt="" width="238" height="178" /></p>
<p>วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช</p>
<p>(ต่อจากตอนที่แล้ว)</p>
<p>การลงทุนสองประเภทที่เราได้กล่าวไปจะได้รับความนิยมสูงสุดในเวลาที่ความกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ความหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจจะล่มสลาย ทำให้ผู้คนพากันไปถือสินทรัพย์ที่อิงกับค่าเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎข้อบังคับต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาและความกลัวว่าค่าเงินจะล่มสลาย เป็นสิ่งที่ทำให้คนแห่กันไปหาทรัพย์สินที่เคลื่อนไหวไม่ได้อย่างทองคำมากที่สุด</p>
<p><em><strong>เราได้ยินคำว่า “เงินสดคือพระเจ้า” (Cash is King) ในปี 2008 ซึ่งเป็นเวลาที่เราควรเอาเงินสดออกมาลงทุน ไม่ใช่เก็บไว้ เราได้ยินคำว่า “เงินสดคือขยะ” ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 อันเป็นเวลาที่การลงทุนแบบตรึงกับค่าเงินดอลล่าร์อยู่ในระดับที่น่าดึงดูดในที่สุดในความทรงจำ </strong></em></p>
<p><strong>ในช่วงเวลานั้น นักลงทุนที่จะทำอะไรก็ต้องรอให้ฝูงชนเห็นด้วยเสียก่อน จึงพลาดโอกาสงามๆ ครั้งใหญ่ในชีวิตไป</strong></p>
<p>สำหรับความชอบส่วนตัวของผม ได้แก่ การลงทุนในประเภทที่สาม ซึ่งคุณก็รู้ว่าคืออะไร นั่นก็คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลิตผล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ เรือกสวนไร่นา หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยอุดมคติแล้ว ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้มีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนอันทำให้ผู้เป็นเจ้าของมันยังคงรักษาอำนาจซื้อไว้ได้แม้ในเวลาที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ โดยมีจำเป็นน้อยมากที่จะต้องเอาทุนใส่เพิ่มเข้าไป</p>
<p>เรือกสวนไร่นา อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจต่างๆ เช่น โคคาโคล่า ไอบีเอ็ม รวมทั้ง ซีส์ แคนดี ของเรา ได้ผ่านการทดสอบในช่วงที่เงินเฟ้อเป็นเลขสองหลักมาแล้ว ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ก็มีบ้างที่แพ้เงินเฟ้อ เพราะต้องเอาเงินลงทุนใส่เพิ่มเข้าไปค่อนข้างมากเพื่อจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เจ้าของสินทรัพย์เหล่านั้นจึงต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้มากขึ้น แม้กระนั้น การลงทุนเหล่านี้ก็ยังเหนือกว่าพวกสินทรัพย์ที่ไม่สร้างผลิตผลและสินทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินทั้งหลาย</p>
<p>ไม่ว่าค่าเงินในหนึ่งศตวรรษต่อจากนี้ไปจะอิงอยู่กับทองคำ เปลือกหอย ฟันฉลาม หรือกระดาษ (เหมือนที่เป็นอยู่ในวันนี้) ผู้คนก็พร้อมที่จะเอาแรงกายของตนเองในแต่ละวันเพื่อแลกกับโคคาโคล่าสักกระป๋องหรือถั่วของซีส์</p>
<p>ในอนาคต ประชากรอเมริกันที่เพิ่มจำนวนขึ้นย่อมจะบริโภคสินค้ามากขึ้น กินอาหารมากขึ้น และต้องการที่อยู่อาศัยมากขึ้นกว่าทุกวันนี้ ผู้คนย่อมจะแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองผลิตได้กับสิ่งที่คนอื่นผลิตได้ตลอดไป ธุรกิจในประเทศของเราจะยังคงนำส่งสินค้าและบริการที่เป็นที่ต้องการให้กับประชาชนต่อไป</p>
<p>หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ธุรกิจเหล่านี้ก็คือ “วัว” ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกเป็นร้อยๆ ปี และให้ “นม” เราได้อีกมากมาย มูลค่าของมันมิได้วัดโดยตัวกลางในการแลกเปลี่ยนใดๆ แต่วัดจากความสามารถในการผลิตนมของมัน ยอดขายนมที่เพิ่มขึ้นจะทบต้นเป็นผลประโยชน์ของเจ้าของวัว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อศตวรรษที่ 20 ที่ดาวเพิ่มจาก 66 ถึง 11,497 จุด (และให้ปันผลมากมายเช่นกัน)</p>
<p><em>เป้าหมายของเบิร์คไชร์ คือสะสมธุรกิจชั้นนำเข้ามาในพอร์ทให้มากขึ้น ทางเลือกแรกของเราคือเป็นเจ้าของมันทั้งหมด แต่อีกทางหนึ่งก็คือ เป็นเจ้าของโดยถือหุ้นซึ่งซื้อขายเปลี่ยนมือได้ของบริษัทนั้นในสัดส่วนพอสมควร</em></p>
<p><strong>ผมเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็น “ผู้ชนะ” เหนือกว่าสินทรัพย์ในอีกสองประเภทที่เราได้อรรถาธิบายให้ฟังแล้ว ที่สำคัญกว่าก็คือ มันจะเป็นการลงทุนที่ <em>ปลอดภัยกว่ามาก</em></strong></p>
<p style="text-align:center;"><strong>&#8211; จบ &#8211;</strong></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/827/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/827/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/827/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/827/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/827/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/827/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/827/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/827/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/827/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/827/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/827/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/827/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/827/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/827/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=827&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/02/24/whystocksbeatgold4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren-bond.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">warren-bond</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (3)</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/02/22/whystocksbeatgold3/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/02/22/whystocksbeatgold3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 17:25:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=823</guid>
		<description><![CDATA[[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ] วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช (ต่อจากตอนที่แล้ว) การลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่ไม่มีวันจะทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย แต่ผู้คนกลับชอบที่จะซื้อหา เนื่องจากผู้ซื้อมีความหวังว่าใครสักคน ซึ่งย่อมรู้เช่นเดียวกันว่าสินทรัพย์ชนิดนี้จะไม่มีวันทำให้เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ จักยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อซื้อมัน อาทิเช่น ดอกทิวลิป ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 17 การลงทุนจำพวกนี้ ต้องมีกลุ่มของผู้ซื้อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อถูกล่อให้แห่กันเข้ามาด้วยความเชื่อที่ว่ากลุ่มของคนที่เป็นแบบพวกเขาจะขยายตัวต่อไปอีก ผู้ถือสินทรัพย์ชนิดนี้มิได้มีแรงบันดาลใจว่าตัวสินทรัพย์ที่พวกเขาถือจะสร้างผลผลิตใดๆ ทั้งยังรู้ดีกว่าสินทรัพย์นั้นจะยังคงไร้ชีวิตตลอดไป พวกเขาเพียงหวังว่าคนอื่นๆ จะปรารถนามันมากยิ่งขึ้นในอนาคต ในบรรดาสินทรัพย์จำพวกนี้ อันดับหนึ่งคือ “ทองคำ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนที่กลัวสินทรัพย์อื่นๆ &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/02/22/whystocksbeatgold3/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=823&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em>[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]</em></p>
<p><img class="aligncenter" title="warren-gold" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren-gold.jpg?w=238&#038;h=178" alt="" width="238" height="178" /></p>
<p>วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช</p>
<p>(ต่อจากตอนที่แล้ว)</p>
<p>การลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของสินทรัพย์ที่ไม่มีวันจะทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย แต่ผู้คนกลับชอบที่จะซื้อหา เนื่องจากผู้ซื้อมีความหวังว่าใครสักคน ซึ่งย่อมรู้เช่นเดียวกันว่าสินทรัพย์ชนิดนี้จะไม่มีวันทำให้เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ จักยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อซื้อมัน อาทิเช่น ดอกทิวลิป ซึ่งได้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้คนในศตวรรษที่ 17</p>
<p>การลงทุนจำพวกนี้ ต้องมีกลุ่มของผู้ซื้อที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้ซื้อถูกล่อให้แห่กันเข้ามาด้วยความเชื่อที่ว่ากลุ่มของคนที่เป็นแบบพวกเขาจะขยายตัวต่อไปอีก</p>
<p>ผู้ถือสินทรัพย์ชนิดนี้มิได้มีแรงบันดาลใจว่าตัวสินทรัพย์ที่พวกเขาถือจะสร้างผลผลิตใดๆ ทั้งยังรู้ดีกว่าสินทรัพย์นั้นจะยังคงไร้ชีวิตตลอดไป พวกเขาเพียงหวังว่าคนอื่นๆ จะปรารถนามันมากยิ่งขึ้นในอนาคต</p>
<p><strong>ในบรรดาสินทรัพย์จำพวกนี้ อันดับหนึ่งคือ “ทองคำ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักลงทุนที่กลัวสินทรัพย์อื่นๆ แทบจะทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกระดาษ</strong> <strong>(อันที่จริง สินทรัพย์หลายชนิดก็มีเหตุผลควรที่สมควรจะกลัวอยู่)</strong></p>
<p><em>อย่างไรก็ตาม ทองคำมีจุดอ่อนอยู่สองประการ คือ ตัวมันเองเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่ทำให้เกิดผลิตผลอะไรขึ้นมาได้เลย จริงอยู่ที่ทองคำมีประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมและใช้เป็นเครื่องประดับได้ แต่อุปสงค์ในแง่ดังกล่าวมีอยู่จำกัด และไม่สามารถทำให้ทองเพิ่มปริมาณขึ้นได้</em></p>
<p>ถ้าคุณมีทองคำหนึ่งออนซ์ ทองคำนั้นย่อมมีปริมาณหนึ่งออนซ์เท่าเดิมตราบจนชั่วกัลปาวสาน</p>
<p>สิ่งสำคัญที่ดึงดูดแฟนพันธุ์แท้ทองคำคือความเชื่อที่ว่า ผู้คนจะเกิดความกลัวในสินทรัพย์อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ความเชื่อดังกล่าวก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้น ราคาที่สูงขึ้นของทองคำก็ยิ่งทำให้คนมีความกระตือรือร้นอยากจะซื้อมัน จนดึงดูดให้ผู้ลงทุนเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองเป็นไปตามข้อสรุปทางการลงทุนที่สมเหตุสมผลแล้ว</p>
<p><strong>นักลงทุนที่ชอบแห่ตามกันไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทไหน มักจะสร้างความจริงของตัวเองขึ้นมาเสมอ อย่างน้อยก็ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง</strong></p>
<p>ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทั้งหุ้นอินเทอร์เน็ตและบ้านได้แสดงให้เห็นถึงภาวะความเฟ้อเกินไป อันเป็นผลมาจากการผสมผสานกันระหว่างข้อสรุปที่มีเหตุผลกับราคาที่เกินกว่าเหตุ</p>
<p>ในภาวะฟองสบู่ มหาชนที่เคยลังเลสงสัย มักยอมศิโรราบต่อ “ข้อพิสูจน์” ที่ตลาด “จัดให้” และกลุ่มของผู้ซื้อก็จะขยายตัวออกไปอย่างใหญ่หลวง จนเพียงพอที่จะทำให้พฤติกรรมแห่ตามกันนั้นหมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วฟองสบู่ที่โตเกินก็จะแตกโพละออก และเมื่อนั้น ภาษิตโบราณก็จักได้รับการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง &#8230;</p>
<p><strong><em>“สิ่งที่คนฉลาดทำในตอนเริ่มต้น คนโง่จะทำมันในท้ายที่สุด”</em> </strong></p>
<p>ณ วันนี้ คลังทองคำของโลกมีอยู่ประมาณ 170,000 เมตริกตัน หากเอาทองทั้งหมดมาหลอมรวมกัน เราจะได้ลูกบาศก์ทองคำที่มีความกว้างยาวลึกด้านละ 68 ฟุต (เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขนาดของมันวางลงบนสนามเบสบอลได้พอดิบพอดี) ณ ราคา 1,750 ดอลล่าร์ต่อออนซ์ ในเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ราคาของทองคำทั้งหมดในโลกจะมีมูลค่ารวมกันเท่ากับ 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ โดยเราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “ก้อน A”</p>
<p>เอาล่ะ ทีนี้มาสร้าง “ก้อน B” กันบ้าง ก้อน B ที่ว่านี้มีราคาเท่ากับก้อน A แต่เราสามารถใช้มันซื้อไร่นาทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา (จำนวน 400 ล้านเอเคอร์ ทำรายได้รวมกัน 2 แสนล้านเหรียญต่อปี) บวกกับบริษัท Exxon Mobil จำนวน 16 บริษัท (Exxon Mobil คือบริษัทที่ทำกำไรได้มากที่สุดในโลก โดยสมมุติว่าเรามีบริษัทนี้อยู่ 16 แห่ง แต่ละแห่งทำกำไรได้ปีละ 4 หมื่นล้านเหรียญ) หลังจากซื้อของดังกล่าวแล้ว เราจะยังเหลือเงินติดตัวไว้ใช้ราวๆ หนึ่งล้านล้านดอลล่าร์ (สมมุติว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินเกินตัว)</p>
<p>คุณพอจะใช้จินตนาการได้ไหมว่า จะมีนักลงทุนคนไหนในโลกที่มีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลล่าร์ แล้วจะเลือกซื้อก้อน A แทนที่จะซื้อก้อน B ?!!</p>
<p>นอกจากมูลค่าของทองจะถูกประเมินอย่างไม่สมเหตุสมผลแล้ว ราคาปัจจุบันยังทำให้ตัวมันถูกผลิตขึ้นปีละคิดเป็นมูลค่า 160,000 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับหรือซื้อไปใช้ในทางอุตสาหกรรม รวมทั้งคนที่กำลังกลัวและนักเก็งกำไร จะค่อยๆ รับเอาอุปทานส่วนเพิ่มนี้ไว้เรื่อยๆ ก่อนที่ราคา ณ ปัจจุบันจะกลายเป็นราคาสมดุลในที่สุด</p>
<p>ในเวลาหนึ่งศตวรรษนับจากนี้ ที่ดิน 400 ล้านเอเคอร์จะผลิตข้าวโพด ธัญพืช ค้อตต้อน และพืชผลอื่นๆ ได้อีกเป็นจำนวนมาก และจะผลิตผลผลิตที่มีคุณค่าเหล่านั้นต่อไป ไม่ว่าค่าเงินจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Exxon Mobil จะทำเงินปันผลให้กับเจ้าของอีกนับล้านล้านเหรียญ และจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์มูลค่าหลายล้านล้านเหรียญเช่นกัน (อย่าลืมว่าคุณมี Exxon อยู่ 16 บริษัท) ในขณะที่ทองคำ 170,000 ตัน จะไม่เพิ่มปริมาณขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว และไม่สามารถสร้างผลิตผลอะไรใดๆ ได้ทั้งสิ้น</p>
<p><em><strong>คุณอาจลูบคลำก้อนทองคำนี้ด้วยความรัก แต่มันจะไม่มีปฏิกริยาตอบสนองใดๆ แน่นอน</strong> </em></p>
<p><strong>ต้องยอมรับว่า เมื่อคนในยุคหนึ่งร้อยปีนับจากนี้รู้สึกกลัว พวกเขาก็จะยังกระโดดเข้าหาทองคำอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่า ก้อน A ที่มีมูลค่า 9.6 ล้านล้านเหรียญ จะทวีมูลค่าต่อไปในอนาคตในอัตราที่ด้อยกว่าก้อน B อย่างมากเป็นแน่แท้</strong></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/823/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/823/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/823/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/823/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/823/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/823/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/823/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/823/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/823/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/823/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/823/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/823/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/823/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/823/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=823&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/02/22/whystocksbeatgold3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren-gold.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">warren-gold</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (2)</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/02/19/whystocksbeatgold2/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/02/19/whystocksbeatgold2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 19 Feb 2012 15:28:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=815</guid>
		<description><![CDATA[[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ] วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช (ต่อจากตอนที่แล้ว) การลงทุนต่างๆ ที่อิงกับค่าเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) พันธบัตร การจดจำนอง เงินฝากธนาคาร และอื่นๆ มักถูกเข้าใจว่ามี “ความปลอดภัย” แต่ที่จริงแล้ว พวกมันคือสินทรัพย์ที่อันตรายที่สุด ค่าเบต้าของมันอาจจะเป็นศูนย์ แต่ความเสี่ยงนั้นมากมายเหลือเกิน ในศตวรรษที่ผ่านมา เครื่องมือเหล่านี้ได้ทำลายอำนาจซื้อของนักลงทุนในหลายต่อหลายประเทศ แม้ว่าคนที่ถือมันอยู่จะได้รับผลตอบแทนเป็นระยะๆ ทั้งในรูปของดอกเบี้ยและเงินต้น &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/02/19/whystocksbeatgold2/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=815&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em>[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]</em></p>
<p><img class="aligncenter" title="warren-money" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren-money.jpg?w=238&#038;h=178" alt="" width="238" height="178" /></p>
<p>วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช</p>
<p>(ต่อจากตอนที่แล้ว)</p>
<p>การลงทุนต่างๆ ที่อิงกับค่าเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) พันธบัตร การจดจำนอง เงินฝากธนาคาร และอื่นๆ มักถูกเข้าใจว่ามี “ความปลอดภัย” แต่ที่จริงแล้ว พวกมันคือสินทรัพย์ที่อันตรายที่สุด ค่าเบต้าของมันอาจจะเป็นศูนย์ แต่ความเสี่ยงนั้นมากมายเหลือเกิน</p>
<p>ในศตวรรษที่ผ่านมา เครื่องมือเหล่านี้ได้ทำลายอำนาจซื้อของนักลงทุนในหลายต่อหลายประเทศ แม้ว่าคนที่ถือมันอยู่จะได้รับผลตอบแทนเป็นระยะๆ ทั้งในรูปของดอกเบี้ยและเงินต้น แต่ผลลัพธ์อันอัปลักษณ์จะยังคงอยู่ตลอดไป  รัฐบาลเป็นผู้กำหนดมูลค่าของเงินตรา แต่ระบบที่เป็นอยู่จะบีบบังคับให้รัฐบาลต้องไหลตามน้ำ โดยใช้นโยบายที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ และมีหลายครั้งหลายหนที่นโยบายเหล่านั้นหลุดออกไปอยู่เหนือความควบคุม</p>
<p>แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ผู้คนคาดหวังว่าค่าเงินน่าจะมีความแข็งแกร่ง เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็ยังลดค่าลงถึง 86% ตั้งแต่ปี 1965 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเข้ามาบริหารเบิร์คไชร์ ณ วันนี้ เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ดอลล่าร์ เพื่อซื้อสิ่งที่เราเคยซื้อได้ด้วยเงิน 1 ดอลล่าร์ ในเวลานั้น</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ กองทุนหรือสถาบันการเงินใดๆ ที่ไม่มีภาระต้องจ่ายภาษี จึงต้องทำดอกเบี้ยให้ได้ถึง 4.3% ต่อปี จากการลงทุนในตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว จึงจะสามารถรักษาอำนาจซื้อของตัวเองไว้ได้ ผู้จัดการของกองทุนหรือสถาบันการเงินเหล่านั้นคงกำลังหลอกตัวเองแน่ๆ ถ้าพวกเขาจะเรียกดอกเบี้ยที่ได้รับว่า “รายได้”</p>
<p>สำหรับนักลงทุนที่ต้องจ่ายภาษีอย่างคุณและผม ภาพที่เห็นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา ตั๋วเงินคลังของสหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.7% ต่อปี ฟังดูแล้วเหมือนจะน่าพอใจ แต่ถ้านักลงทุนแต่ละคนจ่ายภาษีในอัตรา 25% ต่อปี ผลตอบแทน 5.7% นี้ จะทำให้พวกเขาไม่ได้อะไรเลยในแง่ของรายได้ที่แท้จริง</p>
<p>ภาษีเงินได้ที่พวกเขาต้องจ่าย จะกินผลตอบแทนที่ว่าไปถึง 1.4% ในขณะที่ “ภาษีเงินเฟ้อ” ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะกัดกินผลตอบแทนอีก 4.3% ที่เหลือจนหมดสิ้น ที่น่าสังเกตก็คือ <em>ภาษีเงินเฟ้อ</em> มีค่ามากกว่าภาษีเงินได้ธรรมดาที่นักลงทุนคิดว่าเป็นภาระหลักของพวกเขาถึงเกือบ 3 เท่า</p>
<p><strong>ในธนบัตรอาจมีคำว่า “เราเชื่อมั่นในพระเจ้า”  (In God We Trust) อยู่ก็จริง แต่มือที่ทำให้เครื่องพิมพ์เงินของประเทศเราพิมพ์ธนบัตรออกมานั้น เป็นมือของคนเดินดินธรรมดาๆ นี่เอง</strong></p>
<p>แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยสูงๆ จะช่วยชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดจากการลงทุนซึ่งอิงกับค่าเงินได้ และอัตราดอกเบี้ยในทศวรรษที่ 80 ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะครอบคลุมความเสี่ยงจากการสูญเสียอำนาจซื้อดังกล่าวได้เลยแม้แต่น้อย ที่จริงแล้ว พันธบัตรควรมีฉลากคำเตือนให้ระวังอันตรายแปะอยู่ด้วยซ้ำ</p>
<p>ภายใต้สภาวการณ์ทุกวันนี้  ผมจึงไม่ชอบการลงทุนใดๆ ที่อิงกับค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ก็ยังมีการลงทุนเหล่านั้นอยู่พอสมควรในรูปแบบของการลงทุนระยะสั้นต่างๆ สำหรับ เบิร์คไชร์ สภาพคล่องจำนวนมหาศาลถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นสิ่งที่เรา <em>ไม่มีทาง </em>จะละเลย</p>
<p>เราจำเป็นต้องมองข้ามอัตราผลตอบแทนที่ไม่เพียงพอนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งสภาพคล่องมหาศาล เราจึงถือตั๋วเงินคลัง ซึ่งเป็นการลงทุนประเภทเดียวที่พอจะไว้วางใจได้ในเรื่องของสภาพคล่อง ภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่แสนจะสับสนอลหม่านดังเช่นในปัจจุบัน บนหน้าตักของเราในเวลานี้มีอยู่ราวๆ 2 หมื่นล้านดอลล่าร์ และอย่างน้อยที่สุดต้องมี 1 หมื่นล้านดอลล่าร์สำรองไว้เสมอ</p>
<p>นอกเหนือจากความจำเป็นในเรื่องของสภาพคล่องและกฎระเบียบต่างๆ แล้ว เราจะซื้อหลักทรัพย์ที่อิงกับค่าเงินก็ต่อเมื่อมีโอกาสที่มันจะให้ผลตอบแทนในระดับที่สูงผิดปกติเท่านั้น เช่น เมื่อมีการตั้งราคาสินเชื่อผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาของวิกฤตการเงิน จนเกิดเป็นพันธบัตรขยะ (Junk Bonds) มากมาย หรือเมื่ออัตราดอกเบี้ยนั้นสูง จนเราสามารถที่จะทำกำไรจากพันธบัตรชั้นดีได้ในเวลาที่อัตราดอกเบี้ยนั้นลดลง</p>
<p><strong>แม้ว่าในอดีต เราจะเคยศึกษาถึงโอกาสที่ทั้งสองเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น และอาจทำการศึกษาซ้ำอีกในอนาคต แต่ตอนนี้ เราแทบไม่เห็นว่าความคาดหวังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เลย </strong><strong></strong></p>
<p>ณ วันนี้ ความเห็นของ เชลบี้ คัลลอม คนในวอลล์สตรีทที่เคยพูดเอาไว้เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน</p>
<p><em><strong>“พันธบัตรที่เชื่อกันว่าให้ผลตอบแทนโดยไม่มีความเสี่ยง กำลังถูกตั้งราคาราวกับมันเป็นสิ่งที่ให้ความเสี่ยงโดยไม่มีผลตอบแทน”</strong> </em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/815/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/815/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/815/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/815/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/815/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/815/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/815/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/815/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/815/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/815/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/815/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/815/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/815/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/815/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=815&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/02/19/whystocksbeatgold2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren-money.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">warren-money</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (1)</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/02/18/whystocksbeatgold/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/02/18/whystocksbeatgold/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Feb 2012 03:57:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=803</guid>
		<description><![CDATA[[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ] วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต แต่ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า ด้วยนิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/02/18/whystocksbeatgold/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=803&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em><a href="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren_buffett-stocksbeatgold.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-809" title="warren_buffett-stocksbeatgold" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren_buffett-stocksbeatgold.jpg?w=225&#038;h=300" alt="" width="225" height="300" /></a>[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]</em></p>
<p>วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช</p>
<p><strong>ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต</strong></p>
<p>แต่ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า</p>
<p>ด้วยนิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน มิอาจวัดได้โดยค่าเบต้า (อันเป็นค่าที่คนในวอลล์สตรีทชอบใช้กัน) หากแต่วัดได้โดยหลักความน่าจะเป็น แต่ต้องเป็น ความน่าจะเป็นอย่างมีเหตุผล ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินจะสูญเสียอำนาจซื้อหลังจากถือสินทรัพย์นั้นไประยะหนึ่ง</p>
<p>ทั้งนี้ ราคาของสินทรัพย์อาจผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใด หากว่ามันยังคงเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ถือสินทรัพย์นั้นอย่างมั่นคงและแน่นอน หลังจากถือมันไว้ระยะหนึ่ง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า แม้สินทรัพย์ที่ราคาไม่ผันผวนเลย ก็อาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงได้</p>
<p><em>ความน่าจะเป็นในการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายและหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณลักษณะของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท เรามาดูกันเถอะครับ</em></p>
<p>(ต่อตอนหน้า)</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/803/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/803/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/803/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/803/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/803/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/803/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/803/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/803/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/803/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/803/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/803/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/803/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/803/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/803/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=803&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/02/18/whystocksbeatgold/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warren_buffett-stocksbeatgold.jpg?w=225" medium="image">
			<media:title type="html">warren_buffett-stocksbeatgold</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>หุ้นเติบโต</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/02/16/growthstock/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/02/16/growthstock/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 15 Feb 2012 18:07:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=798</guid>
		<description><![CDATA[โดย สุภศักดิ์ จุลละศร เชื่อว่าหลายคนคงมีประสบการณ์เวลาจะซื้อ &#8220;หุ้นเติบโตเร็ว&#8221; หรือ &#8220;Growth Stock&#8221; แต่แล้วก็ออกอาการ &#8220;จดๆ จ้องๆ&#8221; ไม่กล้าซื้อเสียที ใจหนึ่งก็อยากได้เพราะรู้ว่าหุ้นมันโต แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่านี่เราจะซื้อแพงไปรึเปล่า?! สมมติหุ้นค้าปลีกตัวหนึ่ง ราคาของมันป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 11-12 บาท ต่อมามันก็พุ่งขึ้นไปเท่าตัว จนผู้คน (แม้กระทั่งกูรูในทีวี) บอกว่า 24 บาทเป็นราคาที่แพงมาก และหุ้นตัวนี้คงจะต้องตกกลับลงมาที่เดิม ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาหุ้นกลับยังคงเพิ่มขึ้นวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ผ่าน 30 ผ่าน 40 ผ่าน 50 บาท &#8230; โดยไม่เหลียวกลับมามองอดีตของมันอีกเลย ทำไมต้องแพงขึ้นทุกวัน? หากเราตัดเรื่องหุ้นออกไปเลย แล้วย้อนกลับมาดูที่ตัวกิจการ เราจะพบว่าในแต่ละวันที่ผ่านไป &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/02/16/growthstock/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=798&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/blue-growth-chart.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-799" title="blue-growth-chart" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/blue-growth-chart.jpg?w=300&#038;h=219" alt="" width="300" height="219" /></a>โดย สุภศักดิ์ จุลละศร</p>
<p>เชื่อว่าหลายคนคงมีประสบการณ์เวลาจะซื้อ &#8220;หุ้นเติบโตเร็ว&#8221; หรือ &#8220;Growth Stock&#8221; แต่แล้วก็ออกอาการ &#8220;จดๆ จ้องๆ&#8221; ไม่กล้าซื้อเสียที ใจหนึ่งก็อยากได้เพราะรู้ว่าหุ้นมันโต แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่านี่เราจะซื้อแพงไปรึเปล่า?!</p>
<p>สมมติหุ้นค้าปลีกตัวหนึ่ง ราคาของมันป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 11-12 บาท ต่อมามันก็พุ่งขึ้นไปเท่าตัว จนผู้คน (แม้กระทั่งกูรูในทีวี) บอกว่า 24 บาทเป็นราคาที่แพงมาก และหุ้นตัวนี้คงจะต้องตกกลับลงมาที่เดิม</p>
<p>ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาหุ้นกลับยังคงเพิ่มขึ้นวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ผ่าน 30 ผ่าน 40 ผ่าน 50 บาท &#8230; โดยไม่เหลียวกลับมามองอดีตของมันอีกเลย</p>
<p>ทำไมต้องแพงขึ้นทุกวัน? หากเราตัดเรื่องหุ้นออกไปเลย แล้วย้อนกลับมาดูที่ตัวกิจการ เราจะพบว่าในแต่ละวันที่ผ่านไป บริษัทเพิ่มยอดขายและทำกำไรได้อย่างไม่หยุดหย่อน</p>
<p>สมมติวันที่ 1 มกราคม บริษัทนี้มีมูลค่า 8,000 ล้านบาท และเติบโตได้ในอัตรา 30% ต่อปี ถามว่าถึงสิ้นปีมันควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่?</p>
<p>ถ้าคำนวณแบบง่ายๆ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระหว่างปีเท่ากับ 8,000 x 30% = 2,400 ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่งบริษัทนี้ควรมีมูลค่า 10,400 ล้านบาท ณ สิ้นปี</p>
<p><em>ย้อนกลับมาที่ตัวหุ้นกันบ้าง หากต้นปีราคาหุ้นอยู่ที่ 80 บาทต่อหุ้น เทียบกับค่า P/E เท่าเดิม ถึงสิ้นปีหุ้นตัวนี้ &#8220;น่าจะ&#8221; มีราคา 104 บาทได้ไม่ยาก เราจึงมีโอกาสเห็นราคาหุ้นวิ่งจาก 80 ไป 85 ไป 90 ไป 95 แล้วก็คิดว่านี่มันบ้าไปแล้ว &#8230;</em></p>
<p><strong>เพียงเพราะเรามัวแต่เทียบกับราคาตั้งต้น 80 บาท?!</strong></p>
<p>ที่จริงถ้าเราเอามูลค่าที่เพิ่มขึ้นทั้งปี 24 บาทต่อหุ้น หารด้วย 12 จะพบว่ามูลค่าของมันสมควรอย่างยิ่งที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 2 บาท ดังนั้นเมื่อเรามองมันในเดือนมิถุนายน เราต้องเทียบราคาขณะนั้นกับ 92 บาท ไม่ใช่ 80 บาท แต่ด้วยกลไกของสมอง เราจะเทียบมันกับจุดอ้างอิงอันใดอันหนึ่ง เช่น ราคาตอนต้นปี ราคา high หรือ low ล่าสุด ฯลฯ แทนที่จะปรับมูลค่าให้กับหุ้นตลอดเวลาที่ผ่านไป</p>
<p>ถ้าหุ้นเติบโตไม่แพงขึ้น ผมมักเห็นนักลงทุนบ่นเวลาที่ราคาหุ้นไม่ไปไหน ทั้งที่จริงแล้วการที่ราคาของหุ้นเติบโตยังอยู่ที่เดิมน่าจะถือเป็นข่าวดีเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นโอกาสในการซื้อที่ดีเยี่ยม ในขณะที่มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้นทุกวัน การที่ราคาหุ้นย่ำอยู่กับที่เท่ากับว่า &#8220;มันถูกลง&#8221; ส่อให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดละเลยผลของการเติบโตและเปิดช่องให้เราซื้อของดีในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ</p>
<p>ผมไม่อาจการันตีได้ว่านั่นคือราคาที่ถูกแล้วหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็ถูกลง จากตัวอย่างที่ผ่านมา หากคุณมองว่าราคาหุ้น 80 บาทตอนต้นปีเป็น fair price ผมก็คงต้องบอกว่าราคา 80 บาทตอนเดือนมิถุนายนถือได้ว่าเป็นราคา &#8220;on sale&#8221; และยิ่งผู้คนเบื่อหน่ายขายหุ้นทิ้งก็ยิ่งดี เพราะมันจะได้ลดราคาหนักขึ้นไปอีก</p>
<p><strong>การซื้อหุ้นเติบโตมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ แม้คุณจะเข้าซื้อผิดจังหวะและซื้อแพงไปบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป (ไม่นาน) มูลค่าหุ้นจะเติบโตขึ้นมาจนทันราคาที่คุณซื้อในที่สุด</strong></p>
<p>สำหรับหุ้นเติบโตแล้วยิ่งถือนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น การพยายาม &#8220;เล่นรอบ&#8221; กับหุ้นเติบโตจึงมักจบลงด้วยการต้องไล่ซื้อกลับมาในราคาที่แพงกว่าเดิม หรือไม่ก็ยืนมองมันพุ่งทะลุฟ้าตาปริบๆ</p>
<p>เหตุผลเดียวที่คุณจะขายหุ้นเติบโตก็คือ มันกำลังจะหยุดโต หรือโตน้อยลงกว่าเดิม ส่วนเหตุผลที่คุณจะซื้อหุ้นเติบโตก็คือ มันจะยังเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และมีราคาไม่สูงจนเกินไป</p>
<p><strong>การบ้านของนักลงทุนก็คือ วิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าการเติบโตที่คุณเห็นนั้นมันจะยืนยาวได้สักกี่ปี ถ้าการเติบโตเกิดจากกลยุทธ์หรือความสามารถของกิจการ จะจัดเป็นการเติบโตระยะยาว ทำให้เรามีแต้มต่อในการถือหุ้นได้อย่างสบายใจ</strong></p>
<p>และนี่คือสิ่งที่เราควรมองหามากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ระยะสั้น พอจบข่าวก็ต้องย้ายหาหุ้นตัวใหม่เรื่อยไป อย่างนั้นไม่ใช่แต้มต่อและไม่ใช่หุ้นเติบโตครับ</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/798/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/798/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/798/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/798/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/798/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/798/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/798/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/798/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/798/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/798/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/798/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/798/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/798/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/798/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=798&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/02/16/growthstock/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/blue-growth-chart.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">blue-growth-chart</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>รักแท้ของวอร์เรน</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/02/04/warrenslove/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/02/04/warrenslove/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 08:40:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=773</guid>
		<description><![CDATA[โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช ภรรยาคนแรกของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ ซูซาน ธอมป์สัน บัฟเฟตต์ หรือ “ซูซี่” เธอเป็นสุภาพสตรีคนเดียวที่วอร์เรนรักและนับถือ เป็นผู้หญิงที่เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ซูซี่ เสียชีวิตลงในปี 2004 ขณะอายุได้ 72 ปี ซึ่งทำให้วอร์เรนเศร้าโศกเสียใจมาก ทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามถึงอดีตภรรยาผู้เป็นที่รัก เขาจะร้องไห้ทุกครั้ง วอร์เรนบอกว่าการตายของเธอเป็นสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของเขา เป็นเหตุการณ์ที่เขาไม่มีวันลืมได้ลง ซูซี่รู้จักกับวอร์เรนในปี 1950 โดยเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเบอร์ตี้ น้องสาวของวอร์เรน ก่อนที่ทั้งคู่จะพบรักและแต่งงานกันสองปีหลังจากนั้น อย่างที่ได้บอกแล้วว่า วอร์เรนเป็นคนเนิร์ดๆ เป็นผู้ชายที่สนใจแต่เรื่องการลงทุน ชอบแต่เรื่องของตัวเลข ไม่ค่อยดูแลตัวเอง จนเมื่อซูซี่ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอได้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ทั้งเรื่องการแต่งตัว &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/02/04/warrenslove/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=773&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter" title="1_died" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/1_died.jpg?w=300&#038;h=216" alt="" width="300" height="216" /></p>
<p>โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช</p>
<p>ภรรยาคนแรกของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ ซูซาน ธอมป์สัน บัฟเฟตต์ หรือ “ซูซี่” เธอเป็นสุภาพสตรีคนเดียวที่วอร์เรนรักและนับถือ เป็นผู้หญิงที่เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ซูซี่ เสียชีวิตลงในปี 2004 ขณะอายุได้ 72 ปี ซึ่งทำให้วอร์เรนเศร้าโศกเสียใจมาก</p>
<p>ทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามถึงอดีตภรรยาผู้เป็นที่รัก เขาจะร้องไห้ทุกครั้ง วอร์เรนบอกว่าการตายของเธอเป็นสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของเขา เป็นเหตุการณ์ที่เขาไม่มีวันลืมได้ลง</p>
<p>ซูซี่รู้จักกับวอร์เรนในปี 1950 โดยเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเบอร์ตี้ น้องสาวของวอร์เรน ก่อนที่ทั้งคู่จะพบรักและแต่งงานกันสองปีหลังจากนั้น</p>
<p>อย่างที่ได้บอกแล้วว่า วอร์เรนเป็นคนเนิร์ดๆ เป็นผู้ชายที่สนใจแต่เรื่องการลงทุน ชอบแต่เรื่องของตัวเลข ไม่ค่อยดูแลตัวเอง จนเมื่อซูซี่ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอได้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ทั้งเรื่องการแต่งตัว เรื่องบ้าน และเลี้ยงลูกทั้งสามคน คือ ซูซี่จูเนียร์ โฮเวิร์ด และปีเตอร์ จนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี</p>
<p>แม้แต่ “เลล่า” แม่ของวอร์เรน ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย ก็ถูกซูซี่จัดการเสียอยู่หมัด ทำให้วอร์เรนมุ่งเน้นความสนใจของเขาไปในการ “การลงทุน” ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียสมาธิกับสิ่งรบกวนรอบตัว สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งได้มากมายมหาศาล</p>
<p><strong>วอร์เรนบอกว่า “ซูซี่ทำให้ชีวิตผมเข้าที่เข้าทาง”</strong></p>
<p><strong><a href="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warrensusie.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-777" title="warrensusie" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warrensusie.jpg?w=300&#038;h=193" alt="" width="300" height="193" /></a></strong></p>
<p>ปัญหาก็คือ โลกของวอร์เรนกับซูซี่จะเป็นคนละโลกกัน ซูซี่เป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือสังคม เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยงคนหนึ่ง ชอบศึกษาประวัติศาสตร์และสนใจศิลปะอย่างลึกซึ้ง ส่วนวอร์เรนไม่ทำอย่างอื่นเลย นอกจากนั่งอยู่ในห้องที่บ้าน และ “หาหุ้น” อย่างเดียวเท่านั้น</p>
<p>แม้ซูซี่จะพยายามเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับสามี โดยบอกวอร์เรนว่า “ในโลกนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่นั่งหาเงินอยู่ในห้อง” แต่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเขาได้ยาก จนทั้งสองเริ่มจะ “จูน” กันไม่ติด เพราะต่างคนต่างมีความปรารถนาของตัวเอง มีโลกที่ต้องแสวงหา</p>
<p>ด้วยความแตกต่างกันอย่างมากนี้ ทำให้ในที่สุด ซูซี่จำต้องขอแยกทางเดินกับวอร์เรน และนั่นเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสในชีวิตของเขา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนที่ดี มีความห่วงใย ให้กัน</p>
<p>ที่น่าแปลกคือ เชื่อไหมครับว่าก่อนจะหย่าร้างกัน ซูซี่ถึงขนาดพา “เอสทริด เมิงส์” เพื่อนของเธอมาแนะนำให้วอร์เรนรู้จัก โดยขอให้เอสทริดอยู่ร่วมชายคา ทำหน้าที่เสมือนภรรยาคนใหม่ ช่วยดูแลอดีตสามีแทนเธอด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่หลายคนมองว่า “ใจกว้าง” จนไม่น่าเชื่อ และทั้งสามก็ยังคงติดต่อกันด้วยความรักและผูกพันตลอดมา</p>
<p>แต่แล้ว เหมือนโชคชะตาฟ้ากลั่นแกล้ง ในปี 2003 ซูซี่ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในช่องปาก และป่วยหนักอยู่หนึ่งปีเต็ม ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่อปี 2004 โดยวอร์เรนดูแลเธออยู่ข้างเตียงแทบจะทุกนาที ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต</p>
<p>เรื่องราวความรักของวอร์เรนและซูซี่ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า “เบื้องหลังผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ มีผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่” อันเป็นคำกล่าวที่เป็นความจริงอยู่เสมอ</p>
<p>วอร์เรน บอกว่า เขาจะไม่มีวันมีทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในวันนี้ ถ้าไม่มีซูซี่ ความรักของทั้งคู่ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบ ทั้งคู่สร้างครอบครัวขึ้นมาจากความ “แตกต่าง” อย่างสุดขั้ว แม้ในที่สุดจะต้องแยกทางกันเดิน แต่พวกเขาก็ยังคง “รัก” กัน</p>
<p><em><strong>จะมีผู้ชายคนไหนเล่า ที่แม้จะมีเงินล้นฟ้า แต่ยังคิดถึงภรรยาเก่าทุกเช้าค่ำเป็นเวลาหลายสิบปี แม้เธอตายไปแล้วก็ยังน้ำตานองหน้าทุกครั้งเมื่อมีใครถามถึง</strong> </em></p>
<p><em><strong>จะมีผู้หญิงคนไหนเล่า ที่เป็นคนขอแยกทางกับสามีผู้เป็นอภิมหาเศรษฐี แต่กลับอุตส่าห์หาผู้หญิงคนใหม่มาดูแลเขา เพราะกลัวเขาจะลำบาก โดยไม่ห่วงเลยว่าทรัพย์สินมหาศาลของผู้เป็นสามีจะถูกแบ่งสรรปันส่วนไป</strong></em></p>
<p>ชีวิตรักของวอร์เรนและซูซี่ ไม่ได้สวยงามเพียบพร้อมดุจนิยาย แต่เป็นความรักที่แท้จริง ประจักษ์แก่สายตา ไม่ต้องสร้างภาพ ความรักอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่มันจะเติบโตขึ้นได้ ย่อมต้องผ่านการเดินทางร่วมกัน ต่อสู้ฝ่าฟันผ่านพ้นสิ่งต่างๆ ด้วยกันตามกาลเวลา</p>
<p>ตรงกันข้ามกับความรักที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “เงิน” ย่อมพร้อมจะหายไปพร้อมๆ กับ “เงิน” เช่นเดียวกัน</p>
<p><strong>เรื่องของปู่บัฟฟ์นี่ ไม่ใช่เฉพาะการลงทุน แม้แต่ความรักก็ยังน่าศึกษา น่านับถือ และสมควรเอาเป็นแบบอย่างจริงๆ ครับ</strong></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/773/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/773/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/773/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/773/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/773/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/773/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/773/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/773/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/773/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/773/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/773/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/773/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/773/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/773/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=773&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/02/04/warrenslove/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/1_died.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">1_died</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/02/warrensusie.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">warrensusie</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การตากผ้า กับปรัชญาการเล่นหุ้น</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/01/30/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/01/30/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Jan 2012 04:48:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=769</guid>
		<description><![CDATA[โดย สุภศักดิ์ จุลละศร &#8220;ฝนลงเม็ดแล้ว ซักเสื้อผ้าตัวที่บางๆ ดีกว่า&#8221; หากคุณเอาผ้าไปซักในขณะที่ฝนเริ่มลงเม็ด ใครๆ ก็คงบอกว่าคุณบ้าไปแล้ว ถึงแม้คุณจะพยายามอ้างว่าผ้าที่เอามาซักนั้นเป็นผ้าเนื้อบางที่แห้งง่ายก็ตามที ซึ่งก็แหงล่ะ ต่อให้ผ้าเนื้อบางขนาดไหนแต่ถ้าเราเอาไป &#8220;ตากฝน&#8221; มันก็คงไม่แห้ง ในบางโอกาสการไม่ทำอะไรเลยอาจจะดีกว่าการพยายามทำอะไรบางอย่าง ตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ คือการพยายามซื้อหรือแม้แต่ถือหุ้นในภาวะตลาดขาลง การซื้อหุ้นในตลาดขาลงไม่แตกต่างอะไรกับการออกไปตากผ้าในวันฝนตก แต่อย่าคิดว่าคนที่ตากผ้าในวันฝนตกไม่มีอยู่จริงนะครับ คุณอาจคาดไม่ถึงว่าในแวดวงการลงทุนก็มีคนที่ทำบ้าๆ อย่างนั้นอยู่เหมือนกัน และเขาก็คือ &#8220;ผู้จัดการกองทุน&#8221; เพื่อความเป็นธรรมต่อวิชาชีพนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้จัดการกองทุนจำต้องบริหารเงินที่หลั่งไหลเข้ามาให้สอดคล้องกับกฏระเบียบและนโยบายของกองทุน บางครั้งเขาจึงต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยฉลาดนัก เป็นต้นว่าเข้าซื้อหุ้นในขณะที่ภาวะตลาดขาลงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นไม่นาน (ส่วนใหญ่พอหุ้นตกปุ๊บ พวกเราก็จะรีบวิ่งไปซื้อ LTF จริงมั๊ย) ผู้จัดการกองทุนไม่กล้าเก็บเงินไว้รอโอกาสที่เจ๋งสุดๆ แล้วเสี่ยงกับการต้องออกไปอธิบายกับนักลงทุนว่า เนี่ย หกเดือนที่ผ่านมาสภาพตลาดไม่อำนวย ผมจึงยังไม่ได้ซื้อหุ้นตัวไหนเลย&#8230; (แต่กองทุนก็เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ 1.75% เท่าเดิม) ผู้จัดการกองทุนมีอาชีพและหน้าที่ที่จะต้อง &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/01/30/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=769&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย สุภศักดิ์ จุลละศร</p>
<p>&#8220;ฝนลงเม็ดแล้ว ซักเสื้อผ้าตัวที่บางๆ ดีกว่า&#8221;</p>
<p>หากคุณเอาผ้าไปซักในขณะที่ฝนเริ่มลงเม็ด ใครๆ ก็คงบอกว่าคุณบ้าไปแล้ว ถึงแม้คุณจะพยายามอ้างว่าผ้าที่เอามาซักนั้นเป็นผ้าเนื้อบางที่แห้งง่ายก็ตามที ซึ่งก็แหงล่ะ ต่อให้ผ้าเนื้อบางขนาดไหนแต่ถ้าเราเอาไป &#8220;ตากฝน&#8221; มันก็คงไม่แห้ง</p>
<p>ในบางโอกาสการไม่ทำอะไรเลยอาจจะดีกว่าการพยายามทำอะไรบางอย่าง ตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ คือการพยายามซื้อหรือแม้แต่ถือหุ้นในภาวะตลาดขาลง การซื้อหุ้นในตลาดขาลงไม่แตกต่างอะไรกับการออกไปตากผ้าในวันฝนตก แต่อย่าคิดว่าคนที่ตากผ้าในวันฝนตกไม่มีอยู่จริงนะครับ คุณอาจคาดไม่ถึงว่าในแวดวงการลงทุนก็มีคนที่ทำบ้าๆ อย่างนั้นอยู่เหมือนกัน และเขาก็คือ &#8220;ผู้จัดการกองทุน&#8221;</p>
<p>เพื่อความเป็นธรรมต่อวิชาชีพนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้จัดการกองทุนจำต้องบริหารเงินที่หลั่งไหลเข้ามาให้สอดคล้องกับกฏระเบียบและนโยบายของกองทุน บางครั้งเขาจึงต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยฉลาดนัก เป็นต้นว่าเข้าซื้อหุ้นในขณะที่ภาวะตลาดขาลงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นไม่นาน (ส่วนใหญ่พอหุ้นตกปุ๊บ พวกเราก็จะรีบวิ่งไปซื้อ LTF จริงมั๊ย) ผู้จัดการกองทุนไม่กล้าเก็บเงินไว้รอโอกาสที่เจ๋งสุดๆ แล้วเสี่ยงกับการต้องออกไปอธิบายกับนักลงทุนว่า เนี่ย หกเดือนที่ผ่านมาสภาพตลาดไม่อำนวย ผมจึงยังไม่ได้ซื้อหุ้นตัวไหนเลย&#8230; (แต่กองทุนก็เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ 1.75% เท่าเดิม)</p>
<p>ผู้จัดการกองทุนมีอาชีพและหน้าที่ที่จะต้อง &#8220;ออกไปทำงานและทำอะไรบางอย่าง&#8221; พร้อมกลับมารายงานให้พวกเราได้รับฟัง ดังนั้นไม่ว่าฝนจะตกอย่างไรเขาก็จะยังคงตากผ้าต่อไปด้วยการ &#8220;ซื้อหุ้นเชิงรับ&#8221; เช่น หุ้นค้าปลีก หุ้นสาธารณูปโภค ฯลฯ และทำให้เราเชื่อว่าเงินของเราถูกเอาไปลงทุนอย่างชาญฉลาด</p>
<p>ชาญฉลาดเหรอ? ถ้าผู้จัดการกองทุนของคุณบอกว่า เอ้า ฝนเริ่มจะตกแล้วนะ ผมจะซักผ้าให้คุณโดยเลือกซักเฉพาะเสื้อผ้าตัวบางๆ จะได้ชื้นและเหม็นอับน้อยหน่อย &#8230;ฟังดูไม่ค่อยโสภาใช่มั๊ยครับ ตลาดขาลงคราวหน้าคุณก็อย่าทำแบบนั้นเสียเองล่ะ</p>
<p>ลองพลิกผ้าดูสิ</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่คนตากผ้าเกินกว่า 90% ทำกันก็คือ เอาผ้าที่ซักแล้วมาตากบนราว จากนั้นก็ไปทำกิจกรรมอื่นครึ่งค่อนวัน พอผ้าแห้งก็ค่อยมาเก็บ แต่นี่คือวิธีที่ดีที่สุดหรือเปล่า&#8230; ผมสังเกตว่าเสื้อผ้าด้านที่โดนแดดโดยตรงจะแห้งก่อน ดังนั้นหลังจากเริ่มตากผ้าไปแล้วชั่วโมงกว่าๆ หากเราพลิกผ้าอีกด้านให้โดนแดดบ้าง เสื้อผ้าหนาๆ ของผมก็จะแห้งเร็วขึ้นและมีเวลาที่จะกลายร่างเป็นผ้าหอมๆ นานขึ้น</p>
<p>สำหรับการลงทุน สิ่งที่เราต้องทำก็คือการใส่ใจ และการพลิกผ้าก็คือการใส่ใจ</p>
<p>นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ให้ความสำคัญกับ margin of safety หรือ ส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับมูลค่าหุ้น การซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในขณะที่ราคาตลาดอยู่ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นมากๆ ช่วยให้เงินของเรามีความปลอดภัยในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ถ้าหลังจากซื้อหุ้นแล้วราคามีการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจน margin of safety ค่อยๆ หดหายไป VI ที่มีความใส่ใจย่อมมองหาหุ้นตัวใหม่ที่ให้ margin of safety สูงกว่า และนี่ก็คือการพลิกผ้าเพื่อให้มันแห้งเร็วนั่นเอง</p>
<p>เรื่องนี้อาจขัดกับความคิดดั้งเดิมของหลายๆ คนที่เข้าใจว่า VI ต้องซื้อแล้วถือยาวโดยไม่สนใจราคาตลาด แต่ถ้าเราเข้าใจ margin of safety ซึ่งเป็นแก่นแท้ของการเป็น VI ก็จะนึกออกว่าการถือหุ้น &#8220;นานๆ&#8221; นั้นเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยมาก แต่แก่นจริงๆ มันอยู่ที่ margin of safety ครับ </p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/769/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/769/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/769/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/769/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/769/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/769/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/769/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/769/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/769/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/769/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/769/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/769/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/769/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/769/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=769&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/01/30/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>10 เรื่องน่ารู้ของปู่บัฟฟ์</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/01/26/10hingsaboutbuff/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/01/26/10hingsaboutbuff/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 16:21:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.wordpress.com/?p=761</guid>
		<description><![CDATA[ได้อ่านนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด มีเรื่องเด่นเป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากประเด็นหลักๆ อันเกี่ยวโยงกับนโยบายการคลังของชาติแล้ว ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับชีวิตของเขาซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง ผมจึงเอามาเรียบเรียงไว้ ณ ที่นี้สัก 10 ข้อนะครับ 10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ หนังเรื่องโปรดของเขาคือภาพยนตร์อังกฤษที่ชื่อว่า “The Bridge on the River Kwai” หรือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” เป็นเรื่องราวของเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดขึ้นในประเทศไทย โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ พ่อของวอร์เรนเป็นพวกอนุรักษ์นิยม และเป็น ส.ส. 4 สมัยของพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีฐานเสียงเป็นผู้มีอันจะกิน แต่วอร์เรนกลับสนับสนุนพรรคเดโมแครต อันเป็นพรรคขวัญใจคนชั้นล่าง ทว่าความแตกต่างทางการเมืองนี้ไม่เคยทำให้ทั้งสองพ่อลูกต้องขัดแย้งกันเลย วอร์เรน &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/01/26/10hingsaboutbuff/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=761&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/bufftime21.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-771" title="bufftime2" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/bufftime21.jpg?w=225&#038;h=300" alt="" width="225" height="300" /></a></p>
<p>ได้อ่านนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด มีเรื่องเด่นเป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากประเด็นหลักๆ อันเกี่ยวโยงกับนโยบายการคลังของชาติแล้ว ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับชีวิตของเขาซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง ผมจึงเอามาเรียบเรียงไว้ ณ ที่นี้สัก 10 ข้อนะครับ</p>
<p><strong>10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์</strong><strong></strong></p>
<ol>
<li>หนังเรื่องโปรดของเขาคือภาพยนตร์อังกฤษที่ชื่อว่า <em>“</em><em>The Bridge on the River Kwai</em><em>”</em> หรือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” เป็นเรื่องราวของเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดขึ้นในประเทศไทย</li>
<li>โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ พ่อของวอร์เรนเป็นพวกอนุรักษ์นิยม และเป็น ส.ส. 4 สมัยของพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีฐานเสียงเป็นผู้มีอันจะกิน แต่วอร์เรนกลับสนับสนุนพรรคเดโมแครต อันเป็นพรรคขวัญใจคนชั้นล่าง ทว่าความแตกต่างทางการเมืองนี้ไม่เคยทำให้ทั้งสองพ่อลูกต้องขัดแย้งกันเลย</li>
<li>วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีรสนิยมแบบโบราณ ผู้หญิงสวยในอุดมคติของเขา คือ โซเฟีย ลอเรน</li>
<li>สมัยหนุ่ม บัฟเฟตต์กลัวการพูดต่อหน้าสาธารณชนมาก เขาจึงไปเข้าคอร์สของ เดล คาร์เนกี้ กูรูด้านจิตวิทยาระดับโลก เป็นหลักสูตรที่มีชื่อ<em>ว่า “</em><em>How to Win Friends and Influence People</em><em>”</em><em> </em>หลังจากนั้นจึงไปสมัครเป็นอาจารย์ เพื่อหวังที่จะเอาชนะความกลัวในการพูดต่อหน้าคนมากๆ และในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ</li>
<li>ซูซี่ บัฟเฟตต์ ภรรยาของวอร์เรน เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยง เธอมีส่วนอย่างมากในการทำให้วอร์เรนเริ่มหันมาสนใจคนจน คนด้อยโอกาส และผู้ถูกกดขี่ทั้งปวง และทำให้วอร์เรนกลายเป็น “ผู้ให้” จนถึงทุกวันนี้</li>
<li>บัฟเฟตต์ซื้อบ้านของเขามาด้วยราคา 31,500 เหรียญ ในปี 1958 และยังคงอยู่ในบ้านหลังเดิมจนถึงปัจจุบัน ไม่คิดจะย้ายไปสร้างคฤหาสน์ที่ไหน เขาบอกว่า บ้านคือการลงทุนครั้งใหญ่อันดับที่สามในชีวิตของเขา ต่อจากแหวนแต่งงาน 2 วง ที่ให้กับภรรยา 2 คน</li>
<li>บัฟเฟตต์ดื่มโค้กวันละเกือบ 2 ลิตร และถือหุ้นบริษัท โคคาโคล่า อยู่ 8.6%</li>
<li>บัฟเฟตต์ขับรถ คาดิลแล็ค DTS ปี 2006 เขาบอกว่า มันเป็น “การลงทุนคุ้มค่า และดูดีเป็นบ้าเลย”</li>
<li>บัฟเฟตต์มีเครื่องบินส่วนตัว ที่เขาตั้งชื่อว่า “Indefensible” และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศประมาณ 1 ล้านเหรียญต่อปี</li>
<li>ค่าใช้จ่ายต่อปีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถ้าไม่นับเรื่องของเครื่องบินส่วนตัวและการเดินทางทางอากาศ อยู่ที่ราวๆ 150,000 เหรียญเท่านั้น เป็นเงินที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับทรัพย์สิน 45,000 ล้านเหรียญของเขา</li>
</ol>
<p>เรียบเรียงจากนิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 23 ม.ค. 2012</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/761/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/761/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/761/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/761/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/761/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/761/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/761/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/761/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/761/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/761/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/761/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/761/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/761/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/761/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=761&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/01/26/10hingsaboutbuff/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/bufftime21.jpg?w=225" medium="image">
			<media:title type="html">bufftime2</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ปู่บัฟฟ์สวนหมัด</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/01/14/%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/01/14/%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Jan 2012 14:41:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[วอร์เรน บัฟเฟตต์]]></category>
		<category><![CDATA[Club VI]]></category>
		<category><![CDATA[value investor]]></category>
		<category><![CDATA[warren buffett]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=734</guid>
		<description><![CDATA[Club VI &#8211; หลังจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายเพื่อเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และประธานาธิบดีบารัค โอบามา เอาไปผลักดันต่อ จนแทบจะกลายเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาไปแล้วนั้น ล่าสุด ปู่บัฟฟ์ของเราได้ถูก ส.ว. มิตช์ แม็คคอนเนลล์ จากรีพับลิกันออกมาโต้ โดยบอกว่า ถ้ารู้สึก ผิดนักหนาว่าตัวเองจ่ายภาษีน้อยไป ก็ “เขียนเช็ค” ให้รัฐเสียเลยสิ สิ้นเรื่องสิ้นราว อันเป็นการตอบโต้ที่ทำให้พวกหมั่นไส้บัฟเฟตต์สะใจกันนักหนา แต่แล้ว เมื่อนิตยสาร Time ไปสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ปู่แกก็ไม่รอช้า สวนหมัดกลับไปยัง แม็คคอนเนลล์ โดยพลัน โดยบอกว่า ถ้าจะท้าทายกันเรื่อง “การบริจาค” นี่ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว แถมยังท้ากลับอีกว่า หากสมาชิกสภาคองเกรสของรีพับลิกันทุกคนยอมควักเงินส่วนตัวบริจาคเป็นยอดรวมกันเท่าไร &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/01/14/%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=734&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/sl_buffett_01111.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-739" title="sl_buffett_0111" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/sl_buffett_01111.jpg?w=300&#038;h=195" alt="" width="300" height="195" /></a>Club VI &#8211; หลังจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายเพื่อเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และประธานาธิบดีบารัค โอบามา เอาไปผลักดันต่อ จนแทบจะกลายเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาไปแล้วนั้น</p>
<p>ล่าสุด ปู่บัฟฟ์ของเราได้ถูก ส.ว. มิตช์ แม็คคอนเนลล์ จากรีพับลิกันออกมาโต้ โดยบอกว่า ถ้ารู้สึก ผิดนักหนาว่าตัวเองจ่ายภาษีน้อยไป ก็ “เขียนเช็ค” ให้รัฐเสียเลยสิ สิ้นเรื่องสิ้นราว อันเป็นการตอบโต้ที่ทำให้พวกหมั่นไส้บัฟเฟตต์สะใจกันนักหนา</p>
<p>แต่แล้ว เมื่อนิตยสาร Time ไปสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ปู่แกก็ไม่รอช้า สวนหมัดกลับไปยัง แม็คคอนเนลล์ โดยพลัน โดยบอกว่า ถ้าจะท้าทายกันเรื่อง “การบริจาค” นี่ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว</p>
<p><strong>แถมยังท้ากลับอีกว่า หากสมาชิกสภาคองเกรสของรีพับลิกันทุกคนยอมควักเงินส่วนตัวบริจาคเป็นยอดรวมกันเท่าไร แกจะ “เบิ้ล” ให้ คือยอมจ่ายเป็นจำนวนเท่ากัน!!</strong></p>
<p>และสำหรับแม็คคอนเนลล์ เขาจะยอม “จ่ายสามเท่า” คือถ้าแม็คคอนเนลล์ให้ 1 เหรียญ เขาจะยอมให้ถึง 3 เหรียญเลยทีเดียว</p>
<p>โดยก่อนหน้านี้ แม็คคอนเนลล์เคยกล่าวว่า คนอเมริกันมีสปิริตพอที่จะยอมบริจาคเงินเพื่อใช้หนี้ของประเทศ 1.2 ล้านล้านเหรียญ โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีแต่อย่างใด ซึ่งทำให้บัฟเฟตต์บอกว่า เขารู้สึก “ซาบซึ้ง” (ใช้คำว่า Touched) ที่แม็คคอนเนลล์คิดเช่นนั้น แถมยังแซวอีกว่า “ไอ้นโยบายแบบนี้ คงมีแต่รีพับลิกันเท่านั้นกระมังจึงจะคิดได้”</p>
<p>ท้าบัฟเฟตต์ ท้าอะไรท้าได้ ดันมาท้าเรื่องบริจาคเงิน มารูปนี้ ท่าจะต้องซัดกันอีกหลายยกครับ</p>
<p>อ้อ &#8230; สุดท้าย ปู่บัฟฟ์ยังย้ำอีกว่า</p>
<p><strong>“ที่เสนอไปนั่น ผมเอาจริงนะ”</strong></p>
<p>แสบไหมเล่า อิอิ</p>
<p>เรียบเรียงจาก http://www.cnbc.com/id/45961945 และนิตยสาร Time</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/734/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/734/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/734/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/734/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/734/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/734/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/734/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/734/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/734/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/734/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/734/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/734/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/734/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/734/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=734&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/01/14/%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>6</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/sl_buffett_01111.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">sl_buffett_0111</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>วีไอควรลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือไม่?</title>
		<link>http://clubvi.com/2012/01/08/propfund/</link>
		<comments>http://clubvi.com/2012/01/08/propfund/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Jan 2012 06:41:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>CheeChud</dc:creator>
				<category><![CDATA[การลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรวมอสังหา]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนอสังหา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://clubvi.com/?p=722</guid>
		<description><![CDATA[โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมขออธิบายให้ท่านได้รู้จักกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อนนะครับ เผื่อบางคนอาจยังไม่กระจ่างชัดนัก เพราะกองทุนประเภทนี้เพิ่งมีในประเทศไทยได้ไม่นาน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คือ กองทุนรวมที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ อสังหาของกองทุนเหล่านี้มีหลายชนิด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงงาน โรงแรม สนามบิน ฯลฯ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ 1. กองทุนที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (Freehold) คือ ตัวกองทุนเป็นเจ้าของอสังหา และเอาอสังหานั้นไปหารายได้ เช่น ถ้าเป็นโรงงานก็เอาโรงงานไปให้เช่า พอได้กำไร ก็เอากำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วย 2. กองทุนรวมที่เป็นเจ้าของสิทธิการเช่า (Leasehold) คือ กองทุนเข้าไปซื้อ “สิทธิการเช่า” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เข้าไปซื้อสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากอสังหานั้น &#8230; <a href="http://clubvi.com/2012/01/08/propfund/">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a><img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=722&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter" title="property-prices" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/property-prices.jpg?w=300&#038;h=199" alt="" width="300" height="199" /></p>
<p>โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช</p>
<p>ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมขออธิบายให้ท่านได้รู้จักกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อนนะครับ เผื่อบางคนอาจยังไม่กระจ่างชัดนัก เพราะกองทุนประเภทนี้เพิ่งมีในประเทศไทยได้ไม่นาน</p>
<p>กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คือ กองทุนรวมที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ อสังหาของกองทุนเหล่านี้มีหลายชนิด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงงาน โรงแรม สนามบิน ฯลฯ</p>
<p>กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ</p>
<p><strong>1. กองทุนที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (Freehold)</strong></p>
<p>คือ ตัวกองทุนเป็นเจ้าของอสังหา และเอาอสังหานั้นไปหารายได้ เช่น ถ้าเป็นโรงงานก็เอาโรงงานไปให้เช่า พอได้กำไร ก็เอากำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วย</p>
<p><strong>2. กองทุนรวมที่เป็นเจ้าของสิทธิการเช่า (Leasehold)</strong></p>
<p>คือ กองทุนเข้าไปซื้อ “สิทธิการเช่า” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เข้าไปซื้อสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากอสังหานั้น โดยตัวกองทุนไม่ใช่เจ้าของอสังหาโดยตรง เช่น กองทุนเข้าไปซื้อสิทธิ์ในการบริหารสนามบิน จึงมีสิทธิ์ในการเก็บค่าธรรมเนียมจากสายการบินต่างๆ ที่เอาเครื่องบินมาลง เมื่อได้รายได้มา พอหักค่าใช้จ่ายเหลือเป็นกำไร ก็เอากำไรนั้นมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วย</p>
<p>ดังนั้น ถ้าเราลงทุนในกองทุน Freehold ก็ไม่มีเรื่องสัญญาให้ต้องกังวล เพราะกองทุนเป็นเจ้าของ มีสิทธิ์ขาดในอสังหาริมทรัพย์นั้น จึงสามารถหารายได้ไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งปลูกสร้างนั้นจะเสื่อมสภาพ แต่ถ้าเป็น Leasehold เราต้องดูว่าสัญญาจะหมดเมื่อไร</p>
<p>เช่น บางกองมีอายุสัญญา 20 ปี ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 8 ปี เหลืออีก 12 ปี ดังนั้น จึงเหลือเวลาสำหรับหารายได้ลดน้อยลง หรือแม้สุดท้ายแล้วจะได้ต่อสัญญา แต่ก็ต้องเพิ่มทุน ซึ่งถ้าผู้ถือหน่วยจะใช้สิทธิ์ในการเพิ่มทุนก็ต้องเอาเงินมาลงเพิ่ม</p>
<p>ที่สำคัญคือ มูลค่าของหน่วยลงทุนประเภท Leasehold จะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุสัญญาที่เหลืออยู่ บางกองจะทยอยคืนเงินต้นให้แก่ผู้ถือหน่วยพร้อมๆ กับเงินปันผลปกติ</p>
<p>นักลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ทราบแน่ชัด ว่าเป็นเงินปันผลเท่าไร เป็นเงินต้นเท่าไร อย่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเงินปันผลทั้งก้อน เพราะที่จริงนั่นอาจเป็นเงินต้นที่เขาทยอยคืนให้เราแล้ว</p>
<p>ทั้งนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็น “กองทุน” ไม่ใช่ “บริษัท” แต่หน่วยลงทุนนั้นซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์เหมือน “หุ้น” ของบริษัทมหาชนทั่วไป</p>
<p>ที่ต่างกันชัดเจนที่สุดคือ ก.ล.ต.ได้กำหนดไว้ว่าในกรณีที่กองทุนรวมมีกำไรสุทธิในแต่ละปี บริษัทจัดการต้องจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิประจำปี ทำให้กองทุนอสังหาจ่ายปันผลค่อนข้างสูง บางกองจ่ายปันผล 8-9% ต่อปี เมื่อเทียบกับราคาหน่วย ขณะที่ตัวหน่วยลงทุนเองราคาก็อาจเพิ่มสูงขึ้น </p>
<p><img class="aligncenter" title="Mutual-Funds" src="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/mutual-funds.jpg?w=225&#038;h=300" alt="" width="225" height="300" /></p>
<p>ข้อคิดในการซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์จากประสบการณ์ของผู้เขียน</p>
<p><strong>1. อย่าคาดหวังการเติบโตมากนัก</strong></p>
<p>ต้องเรียนกันตรงๆ แบบนี้ เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนแบบ Defensive เราไม่อาจหวังที่จะได้กำไรมากๆ เหมือนการลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งแนวโน้มรายได้และกำไรจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ราคาหน่วยของกองทุนอาจเพิ่มขึ้น แต่ก็มักเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อาจเติบโตได้เยอะๆ เหมือนหุ้น</p>
<p>ดังนั้น วีไอที่อยากให้พอร์ตการลงทุนเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป จึงไม่ควรซื้อกองทุนประเภทนี้ไว้เยอะเกิน ตรงกันข้าม ถ้าเป็นนักลงทุนที่ชอบ “กินปันผล” รอรับประโยชน์ไปเรื่อยๆ ไม่ชอบลุ้น กองทุนอสังหาก็เป็นการลงทุนประเภทหนึ่งที่น่าสนใจ</p>
<p><em>แต่สำหรับบางคน กองทุนอสังหาก็เป็นการลงทุนที่ดีมาก เช่น แม่ของเพื่อนผมที่กำลังจะปลดเกษียณ อยากลงทุนสร้างอพาร์ทเม้นท์เพื่อให้มีรายได้ไว้ใช้ในยามชรา แต่ไม่อยากเหนื่อย ผมจึงแนะให้เอาเงินไปลงทุนในกองทุนอสังหาประเภท Freehold ซึ่งโดยทฤษฏีแล้ว ก็เท่ากับได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ไม่ต่างจากการเป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ แต่สบายกว่าเยอะ เพราะไม่ต้องปวดหัวกับการก่อสร้าง ไม่ต้องแก้ปัญหาจุกจิกรายวัน</em></p>
<p><strong>2. ควรเป็น “เงินเย็น” เท่านั้น</strong></p>
<p>เงินก้อนนี้ควรเป็นเงินที่ท่านไม่ต้องรีบใช้ ไม่มีแผนจะใช้ในเร็ววัน</p>
<p><strong>อย่าคิดเอาเงินมา “พัก” ไว้ในกองทุนอสังหา เพื่อเก็บกินปันผลเฉพาะหน้าไปพลางๆ ก่อน โดยกะว่าถ้าต้องการใช้เงินเมื่อไรก็จะขายทิ้ง แล้วเอาเงินไปใช้อย่างอื่น </strong></p>
<p>ทั้งนี้ เนื่องจากแม้จะเป็น “กองทุน” แต่ในยามวิกฤต เวลาที่หุ้นร่วงทั้งตลาด อย่างเหตุการณ์ Black Monday เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2554 ราคาของมันก็ร่วงลงอย่างรุนแรงไม่แพ้หุ้นเช่นกัน </p>
<p>ดังนั้น อย่าคิดว่าราคาของกองทุนอสังหาจะไม่ผันผวน จริงอยู่ ราคาหน่วยลงทุนของหลายกองอาจไม่เปลี่ยนแปลงหวือหวามากนักในสถานการณ์ปกติ แต่ในสถานการณ์วิกฤตแล้ว มันร่วงหนักไม่ต่างจากหุ้นเลยทีเดียว</p>
<p>หากท่านซื้อกองทุนอสังหาไว้เยอะเกิน แล้วบังเอิญมูลค่าหน่วยติดลบอยู่ พอถึงเวลาจำเป็นต้องใช้เงิน ท่านก็ย่อมต้องขายขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p><strong>โดยสรุปแล้ว กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่น่าสนใจ แต่สำหรับนักลงทุนแบบวีไอที่ยัง “มีไฟ” และ “หวังผลเลิศ” จากการลงทุน หากจะซื้อไว้ก็อย่าให้มากเกินไปนัก เพราะอย่าลืมว่า “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ควรเน้น “การเติบโตในระยะยาว” เป็นหลัก ซึ่งกองทุนอสังหาไม่ใช่คำตอบที่ดีสำหรับโจทย์ดังกล่าวครับ</strong></p>
<p>[ภาพประกอบจาก nasteconline และ thecorneroffice]</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/clubvi.wordpress.com/722/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/clubvi.wordpress.com/722/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/clubvi.wordpress.com/722/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/clubvi.wordpress.com/722/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/clubvi.wordpress.com/722/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/clubvi.wordpress.com/722/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/clubvi.wordpress.com/722/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/clubvi.wordpress.com/722/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/clubvi.wordpress.com/722/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/clubvi.wordpress.com/722/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/clubvi.wordpress.com/722/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/clubvi.wordpress.com/722/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/clubvi.wordpress.com/722/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/clubvi.wordpress.com/722/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=clubvi.com&amp;blog=26004064&amp;post=722&amp;subd=clubvi&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://clubvi.com/2012/01/08/propfund/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/caafbfe4ce7c8053a4b5aa4d5cad189e?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">cheechud</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/property-prices.jpg?w=300" medium="image">
			<media:title type="html">property-prices</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://clubvi.files.wordpress.com/2012/01/mutual-funds.jpg?w=225" medium="image">
			<media:title type="html">Mutual-Funds</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
