10 เรื่องน่ารู้ของปู่บัฟฟ์

ได้อ่านนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด มีเรื่องเด่นเป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากประเด็นหลักๆ อันเกี่ยวโยงกับนโยบายการคลังของชาติแล้ว ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับชีวิตของเขาซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง ผมจึงเอามาเรียบเรียงไว้ ณ ที่นี้สัก 10 ข้อนะครับ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์

  1. หนังเรื่องโปรดของเขาคือภาพยนตร์อังกฤษที่ชื่อว่า The Bridge on the River Kwai หรือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” เป็นเรื่องราวของเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดขึ้นในประเทศไทย
  2. โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ พ่อของวอร์เรนเป็นพวกอนุรักษ์นิยม และเป็น ส.ส. 4 สมัยของพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีฐานเสียงเป็นผู้มีอันจะกิน แต่วอร์เรนกลับสนับสนุนพรรคเดโมแครต อันเป็นพรรคขวัญใจคนชั้นล่าง ทว่าความแตกต่างทางการเมืองนี้ไม่เคยทำให้ทั้งสองพ่อลูกต้องขัดแย้งกันเลย
  3. วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีรสนิยมแบบโบราณ ผู้หญิงสวยในอุดมคติของเขา คือ โซเฟีย ลอเรน
  4. สมัยหนุ่ม บัฟเฟตต์กลัวการพูดต่อหน้าสาธารณชนมาก เขาจึงไปเข้าคอร์สของ เดล คาร์เนกี้ กูรูด้านจิตวิทยาระดับโลก เป็นหลักสูตรที่มีชื่อว่า “How to Win Friends and Influence People หลังจากนั้นจึงไปสมัครเป็นอาจารย์ เพื่อหวังที่จะเอาชนะความกลัวในการพูดต่อหน้าคนมากๆ และในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ
  5. ซูซี่ บัฟเฟตต์ ภรรยาของวอร์เรน เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยง เธอมีส่วนอย่างมากในการทำให้วอร์เรนเริ่มหันมาสนใจคนจน คนด้อยโอกาส และผู้ถูกกดขี่ทั้งปวง และทำให้วอร์เรนกลายเป็น “ผู้ให้” จนถึงทุกวันนี้
  6. บัฟเฟตต์ซื้อบ้านของเขามาด้วยราคา 31,500 เหรียญ ในปี 1958 และยังคงอยู่ในบ้านหลังเดิมจนถึงปัจจุบัน ไม่คิดจะย้ายไปสร้างคฤหาสน์ที่ไหน เขาบอกว่า บ้านคือการลงทุนครั้งใหญ่อันดับที่สามในชีวิตของเขา ต่อจากแหวนแต่งงาน 2 วง ที่ให้กับภรรยา 2 คน
  7. บัฟเฟตต์ดื่มโค้กวันละเกือบ 2 ลิตร และถือหุ้นบริษัท โคคาโคล่า อยู่ 8.6%
  8. บัฟเฟตต์ขับรถ คาดิลแล็ค DTS ปี 2006 เขาบอกว่า มันเป็น “การลงทุนคุ้มค่า และดูดีเป็นบ้าเลย”
  9. บัฟเฟตต์มีเครื่องบินส่วนตัว ที่เขาตั้งชื่อว่า “Indefensible” และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศประมาณ 1 ล้านเหรียญต่อปี
  10. ค่าใช้จ่ายต่อปีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถ้าไม่นับเรื่องของเครื่องบินส่วนตัวและการเดินทางทางอากาศ อยู่ที่ราวๆ 150,000 เหรียญเท่านั้น เป็นเงินที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับทรัพย์สิน 45,000 ล้านเหรียญของเขา

เรียบเรียงจากนิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 23 ม.ค. 2012

ปู่บัฟฟ์สวนหมัด

Club VI – หลังจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายเพื่อเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และประธานาธิบดีบารัค โอบามา เอาไปผลักดันต่อ จนแทบจะกลายเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาไปแล้วนั้น

ล่าสุด ปู่บัฟฟ์ของเราได้ถูก ส.ว. มิตช์ แม็คคอนเนลล์ จากรีพับลิกันออกมาโต้ โดยบอกว่า ถ้ารู้สึก ผิดนักหนาว่าตัวเองจ่ายภาษีน้อยไป ก็ “เขียนเช็ค” ให้รัฐเสียเลยสิ สิ้นเรื่องสิ้นราว อันเป็นการตอบโต้ที่ทำให้พวกหมั่นไส้บัฟเฟตต์สะใจกันนักหนา

แต่แล้ว เมื่อนิตยสาร Time ไปสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ปู่แกก็ไม่รอช้า สวนหมัดกลับไปยัง แม็คคอนเนลล์ โดยพลัน โดยบอกว่า ถ้าจะท้าทายกันเรื่อง “การบริจาค” นี่ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว

แถมยังท้ากลับอีกว่า หากสมาชิกสภาคองเกรสของรีพับลิกันทุกคนยอมควักเงินส่วนตัวบริจาคเป็นยอดรวมกันเท่าไร แกจะ “เบิ้ล” ให้ คือยอมจ่ายเป็นจำนวนเท่ากัน!!

และสำหรับแม็คคอนเนลล์ เขาจะยอม “จ่ายสามเท่า” คือถ้าแม็คคอนเนลล์ให้ 1 เหรียญ เขาจะยอมให้ถึง 3 เหรียญเลยทีเดียว

โดยก่อนหน้านี้ แม็คคอนเนลล์เคยกล่าวว่า คนอเมริกันมีสปิริตพอที่จะยอมบริจาคเงินเพื่อใช้หนี้ของประเทศ 1.2 ล้านล้านเหรียญ โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีแต่อย่างใด ซึ่งทำให้บัฟเฟตต์บอกว่า เขารู้สึก “ซาบซึ้ง” (ใช้คำว่า Touched) ที่แม็คคอนเนลล์คิดเช่นนั้น แถมยังแซวอีกว่า “ไอ้นโยบายแบบนี้ คงมีแต่รีพับลิกันเท่านั้นกระมังจึงจะคิดได้”

ท้าบัฟเฟตต์ ท้าอะไรท้าได้ ดันมาท้าเรื่องบริจาคเงิน มารูปนี้ ท่าจะต้องซัดกันอีกหลายยกครับ

อ้อ … สุดท้าย ปู่บัฟฟ์ยังย้ำอีกว่า

“ที่เสนอไปนั่น ผมเอาจริงนะ”

แสบไหมเล่า อิอิ

เรียบเรียงจาก http://www.cnbc.com/id/45961945 และนิตยสาร Time

วีไอควรลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หรือไม่?

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ผมขออธิบายให้ท่านได้รู้จักกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อนนะครับ เผื่อบางคนอาจยังไม่กระจ่างชัดนัก เพราะกองทุนประเภทนี้เพิ่งมีในประเทศไทยได้ไม่นาน

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คือ กองทุนรวมที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ อสังหาของกองทุนเหล่านี้มีหลายชนิด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงงาน โรงแรม สนามบิน ฯลฯ

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ

1. กองทุนที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (Freehold)

คือ ตัวกองทุนเป็นเจ้าของอสังหา และเอาอสังหานั้นไปหารายได้ เช่น ถ้าเป็นโรงงานก็เอาโรงงานไปให้เช่า พอได้กำไร ก็เอากำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วย

2. กองทุนรวมที่เป็นเจ้าของสิทธิการเช่า (Leasehold)

คือ กองทุนเข้าไปซื้อ “สิทธิการเช่า” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เข้าไปซื้อสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากอสังหานั้น โดยตัวกองทุนไม่ใช่เจ้าของอสังหาโดยตรง เช่น กองทุนเข้าไปซื้อสิทธิ์ในการบริหารสนามบิน จึงมีสิทธิ์ในการเก็บค่าธรรมเนียมจากสายการบินต่างๆ ที่เอาเครื่องบินมาลง เมื่อได้รายได้มา พอหักค่าใช้จ่ายเหลือเป็นกำไร ก็เอากำไรนั้นมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วย

ดังนั้น ถ้าเราลงทุนในกองทุน Freehold ก็ไม่มีเรื่องสัญญาให้ต้องกังวล เพราะกองทุนเป็นเจ้าของ มีสิทธิ์ขาดในอสังหาริมทรัพย์นั้น จึงสามารถหารายได้ไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งปลูกสร้างนั้นจะเสื่อมสภาพ แต่ถ้าเป็น Leasehold เราต้องดูว่าสัญญาจะหมดเมื่อไร

เช่น บางกองมีอายุสัญญา 20 ปี ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 8 ปี เหลืออีก 12 ปี ดังนั้น จึงเหลือเวลาสำหรับหารายได้ลดน้อยลง หรือแม้สุดท้ายแล้วจะได้ต่อสัญญา แต่ก็ต้องเพิ่มทุน ซึ่งถ้าผู้ถือหน่วยจะใช้สิทธิ์ในการเพิ่มทุนก็ต้องเอาเงินมาลงเพิ่ม

ที่สำคัญคือ มูลค่าของหน่วยลงทุนประเภท Leasehold จะลดลงเรื่อยๆ ตามอายุสัญญาที่เหลืออยู่ บางกองจะทยอยคืนเงินต้นให้แก่ผู้ถือหน่วยพร้อมๆ กับเงินปันผลปกติ

นักลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ทราบแน่ชัด ว่าเป็นเงินปันผลเท่าไร เป็นเงินต้นเท่าไร อย่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเงินปันผลทั้งก้อน เพราะที่จริงนั่นอาจเป็นเงินต้นที่เขาทยอยคืนให้เราแล้ว

ทั้งนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็น “กองทุน” ไม่ใช่ “บริษัท” แต่หน่วยลงทุนนั้นซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์เหมือน “หุ้น” ของบริษัทมหาชนทั่วไป

ที่ต่างกันชัดเจนที่สุดคือ ก.ล.ต.ได้กำหนดไว้ว่าในกรณีที่กองทุนรวมมีกำไรสุทธิในแต่ละปี บริษัทจัดการต้องจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิประจำปี ทำให้กองทุนอสังหาจ่ายปันผลค่อนข้างสูง บางกองจ่ายปันผล 8-9% ต่อปี เมื่อเทียบกับราคาหน่วย ขณะที่ตัวหน่วยลงทุนเองราคาก็อาจเพิ่มสูงขึ้น

ข้อคิดในการซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์จากประสบการณ์ของผู้เขียน

1. อย่าคาดหวังการเติบโตมากนัก

ต้องเรียนกันตรงๆ แบบนี้ เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนแบบ Defensive เราไม่อาจหวังที่จะได้กำไรมากๆ เหมือนการลงทุนในบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งแนวโน้มรายได้และกำไรจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ราคาหน่วยของกองทุนอาจเพิ่มขึ้น แต่ก็มักเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่อาจเติบโตได้เยอะๆ เหมือนหุ้น

ดังนั้น วีไอที่อยากให้พอร์ตการลงทุนเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป จึงไม่ควรซื้อกองทุนประเภทนี้ไว้เยอะเกิน ตรงกันข้าม ถ้าเป็นนักลงทุนที่ชอบ “กินปันผล” รอรับประโยชน์ไปเรื่อยๆ ไม่ชอบลุ้น กองทุนอสังหาก็เป็นการลงทุนประเภทหนึ่งที่น่าสนใจ

แต่สำหรับบางคน กองทุนอสังหาก็เป็นการลงทุนที่ดีมาก เช่น แม่ของเพื่อนผมที่กำลังจะปลดเกษียณ อยากลงทุนสร้างอพาร์ทเม้นท์เพื่อให้มีรายได้ไว้ใช้ในยามชรา แต่ไม่อยากเหนื่อย ผมจึงแนะให้เอาเงินไปลงทุนในกองทุนอสังหาประเภท Freehold ซึ่งโดยทฤษฏีแล้ว ก็เท่ากับได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ไม่ต่างจากการเป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ แต่สบายกว่าเยอะ เพราะไม่ต้องปวดหัวกับการก่อสร้าง ไม่ต้องแก้ปัญหาจุกจิกรายวัน

2. ควรเป็น “เงินเย็น” เท่านั้น

เงินก้อนนี้ควรเป็นเงินที่ท่านไม่ต้องรีบใช้ ไม่มีแผนจะใช้ในเร็ววัน

อย่าคิดเอาเงินมา “พัก” ไว้ในกองทุนอสังหา เพื่อเก็บกินปันผลเฉพาะหน้าไปพลางๆ ก่อน โดยกะว่าถ้าต้องการใช้เงินเมื่อไรก็จะขายทิ้ง แล้วเอาเงินไปใช้อย่างอื่น

ทั้งนี้ เนื่องจากแม้จะเป็น “กองทุน” แต่ในยามวิกฤต เวลาที่หุ้นร่วงทั้งตลาด อย่างเหตุการณ์ Black Monday เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2554 ราคาของมันก็ร่วงลงอย่างรุนแรงไม่แพ้หุ้นเช่นกัน

ดังนั้น อย่าคิดว่าราคาของกองทุนอสังหาจะไม่ผันผวน จริงอยู่ ราคาหน่วยลงทุนของหลายกองอาจไม่เปลี่ยนแปลงหวือหวามากนักในสถานการณ์ปกติ แต่ในสถานการณ์วิกฤตแล้ว มันร่วงหนักไม่ต่างจากหุ้นเลยทีเดียว

หากท่านซื้อกองทุนอสังหาไว้เยอะเกิน แล้วบังเอิญมูลค่าหน่วยติดลบอยู่ พอถึงเวลาจำเป็นต้องใช้เงิน ท่านก็ย่อมต้องขายขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยสรุปแล้ว กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่น่าสนใจ แต่สำหรับนักลงทุนแบบวีไอที่ยัง “มีไฟ” และ “หวังผลเลิศ” จากการลงทุน หากจะซื้อไว้ก็อย่าให้มากเกินไปนัก เพราะอย่าลืมว่า “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ควรเน้น “การเติบโตในระยะยาว” เป็นหลัก ซึ่งกองทุนอสังหาไม่ใช่คำตอบที่ดีสำหรับโจทย์ดังกล่าวครับ

[ภาพประกอบจาก nasteconline และ thecorneroffice]

เรื่องแปลกแต่จริงของ S&P และความพ่ายแพ้ของบัฟเฟตต์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อำลาปี 2011 ด้วยตัวเลขแปลกๆ กล่าวคือ ในวันทำการสุดท้าย “ดัชนี S&P” ปิดตัวลง ณ จุดที่แทบจะ “ไม่เปลี่ยนแปลง” จากเมื่อปี 2010 หรือหนึ่งปีก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ณ เวลาปิดตลาดของวันที่ 30 ธ.ค. 2011 ดัชนี S&P อยู่ที่ 1257.60 จุด ในขณะที่ในวันและเวลาเดียวกันของปี 2010 ดัชนีปิดที่ 1257.64 จุด จึงเท่ากับว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา S&P ลดลงเพียง 0.04 จุด หรือ 0.003% ซึ่งในทางเทคนิคแล้วถือว่าแทบจะ “ไม่เปลี่ยนแปลง” เลย

ครั้งล่าสุดที่ S&P จบปีแบบ “ไม่เปลี่ยนแปลง” ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 65 ปีก่อน ในปี 1947 ที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ (ไม่มีตัวเลขแน่ชัด) รองลงมาคือในปี 1970 ที่ดัชนีปรับตัวขึ้น 0.1% จากปีก่อนหน้า

จุดที่น่าสนใจก็คือ แม้ S&P จะไม่เปลี่ยนแปลงเลยในปีนี้ แต่ก็ยังชนะ “เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์” ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยหุ้น Class A ของ BRK สิ้นสุดปีด้วยราคา 114,755 ดอลล่าร์ต่อหุ้น ลดลง 4.7% จากราคาปิดในปี 2010 ในขณะที่หุ้น Class B ลดลง 4.8%

การที่ S&P ชนะเบิร์คไชร์ในครั้งนี้ เป็นการชนะครั้งที่สองในรอบสามปี และทำให้ในรอบสิบปีที่ผ่านมา สถิติของทั้งสองฝ่ายเสมอกันอยู่ที่ “5 ต่อ 5” คือ S&P ชนะ 5 ครั้ง และ BRK ชนะ 5 ครั้ง โดย S&P เพิ่งมาตีเสมอได้ในปีล่าสุดนี้เอง

เห็นไหมครับว่าการ “อยู่กับปู่” ไม่อาจการันตีความสำเร็จได้ ถ้าจะให้ชัวร์ เอาหลักของปู่บัฟฟ์มาใช้เลือกหุ้นเองดีกว่าครับ

ข้อมูลและภาพประกอบจาก http://www.cnbc.com/id/19206666/ , http://www.cnbc.com/id/45828487

วอร์เรน บัฟเฟตต์ “พราน VI”

กระทู้แนะนำของพันทิปด็อทคอม ห้องสินธร

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานนักลงทุนแนว VI (Value Investment) ระดับโลกเคยเปรียบเทียบสไตล์การลงทุนของตนเองว่าเป็นเหมือนสิงโตที่ซุ่มอยู่ในพงหญ้า (a lion in the tall grass) เพื่อรอตะครุบเหยื่อเมื่อมันเข้ามาใกล้ แต่ผมเองกลับคิดว่าบัฟเฟตต์มีความคล้ายคลึงกับนายพรานในนิทานต่อไปนี้เสียยิ่งกว่า…

พราน VI

บนภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ การหาของป่าหรือล่าสัตว์เป็นเรื่องยากสำหรับนายพรานทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือพรานหนุ่มแววดีผู้มีนามว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์

พรานบัฟเฟตต์เรียนรู้ศาสตร์แห่งการล่าสัตว์จากพรานเบนซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์ของเขา อาจารย์บอกบัฟเฟตต์ว่า “เจ้าเห็นพรานไร้ฝีมือพวกนั้นมั๊ย พวกเขาเสียเวลา เสียกระสุน แต่กลับล่าได้เพียงกระต่ายป่าตัวกระจ้อย”

เบนสอนบัฟเฟตต์ว่า กระต่ายตัวเล็กและว่องไว ยิงถูกยาก และต่อให้ยิงได้ พอเอาไปขายในเมืองก็ไม่ค่อยได้ราคา พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ แค่พอซื้อกระสุนล็อตใหม่กับเงินติดตัวอีกหน่อย จากนั้นก็ขึ้นเขามาล่ากระต่ายอีก นายพรานพวกนี้ไม่ยิงกวาง เพราะกวางหายาก ขณะที่กระต่ายมีเยอะกว่ามาก และพวกเขาไม่อดทนพอที่จะรอให้กวางผ่านมา

“เราต้องล่ากวาง” พรานเบนย้ำ “และกวางต้องตัวไม่ใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องใช้กระสุนหลายนัดเพื่อหยุดมัน”

คำสอนนี้บัฟเฟตต์ปฏิบัติตามมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อเรียนรู้เพิ่มจากพรานฟิลซึ่งเป็นนายพรานที่มีชื่อเสียง บัฟเฟตต์ก็พบว่าหากเขายอมเสียกระสุนหลายนัดล่ากวางตัวโต เมื่อเอาไปขายจะได้ราคากว่ากวางผอมๆ ตัวเล็กมากมายนัก

“เราพบหนทางรวยแล้ว!” พรานบัฟเฟตต์กล่าวกับตัวเองด้วยความเชื่อมั่น

Circle of Competence

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พรานต่างๆ เดินผ่านไปพร้อมกับลังบรรจุกระต่ายป่า บัฟเฟตต์ยังคงซุ่มรอให้กวางผ่านมา บางครั้งเขาซุ่มรออยู่ทั้งวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนไปล่ากระต่ายป่า

วันหนึ่งมีม้าป่าหลุดเข้ามาในบริเวณที่พรานบัฟเฟตต์และเพื่อนซุ่มอยู่ เพื่อนสะกิดเขาบอกว่า “เราล่ากวางยังไม่ได้ ตอนนี้จับม้าป่านี่ไปขายเสียก่อนดีกว่า น่าจะได้เงินดีเหมือนกัน” บัฟเฟตต์ตอบโดยทันที “ไม่มีทาง เราชำนาญแต่การล่าสัตว์ ตอนนี้จะให้โดดออกไปจับม้าป่า เดี๋ยวโดนม้าเตะคางเหลืองไปจะว่าไง” ว่าแล้วพรานบัฟเฟตต์ก็ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้เช่นเดิม ขณะที่เพื่อนไม่ฟังเสียวิ่งออกไปพร้อมเชือก กะว่าจะจับม้าไปขาย ทันไดนั้นเขาก็โดนม้าดีดเข้าให้ โครม! แล้วมันก็วิ่งหนีเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว

“บอกแล้วไม่ฟัง” บัฟเฟตต์ส่ายหัวอย่างระอา

นายพรานผู้ร่ำรวย

พรานบัฟเฟตต์ล่ากวางไปขาย ได้เงินมาก็เอาไว้ใช้สอยเพียงเล็กน้อย ที่เหลือก็เอาไปซื้อกระสุนล็อตใหม่ แล้วก็กลับมาล่ากวางไปขายอีก วนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาไปซื้อกระสุนในเมือง มิตรสหายที่เจอต่างพร่ำบอกให้เขาซื้อเสื้อใหม่บ้าง รองเท้าใหม่บ้าง นาฬิกาใหม่บ้าง

“มีเงินแล้วแต่งตัวให้มันสมฐานะหน่อย” ใครบางคนพูด แต่บัฟเฟตต์ตอบว่า “ของพวกนั้นมันช่วยให้ผมล่าสัตว์ได้มากขึ้นหรือเปล่าล่ะ เสื้อผ้าและรองเท้าของเดิมก็อุ่นดี นาฬิกาก็ยังเดินตรง ตอนนี้ผมแฮปปี้มากพออยู่แล้ว” ก่อนจะวางกระป๋องเชอร์รี่โค้กของโปรดลงและหยิบวอชิงตันโพสต์ขึ้นมาอ่าน

การใช้ชีวิตของเขาแตกต่างกับพรานคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาซื้อกระสุนส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็เอาไปซื้อรองเท้าใหม่ เสื้อคลุมใหม่ หรือไม่ก็เอาไปกินไปเที่ยวจนหมด พวกเขาจึงไม่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างแท้จริง

วิธีล่าสัตว์ระดับเทพ

แม้วิธีล่าสัตว์ในช่วงต้นของพรานบัฟเฟตต์จะเน้นไปที่กวางตัวผอมๆ ตามแบบฉบับของพรานเบนผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งสอนให้เขากะประมาณขนาดเขากวางเทียบกับส่วนสูง สัดส่วนระหว่างหัวกับลำตัว ฯลฯ เพราะพรานเบนให้ความสำคัญกับเชิงปริมาณอยู่ค่อนข้างมาก แต่เมื่อชำนาญมากขึ้นบัฟเฟตต์กลับเลือกที่จะให้ความสำคัญกับเชิงคุณภาพมากกว่า ตามแนวทางของพรานฟิล ผู้เป็นเสมือนอาจารย์อีกคนหนึ่งของเขา

เคล็ดลับของพรานบัฟเฟตต์ คือ

1. ล่ากวางเท่านั้น ไม่ล่ากระต่ายป่า
2. กวางต้องตัวโต ขายได้ราคาดี
3. ใช้กระสุนอย่างคุ้มค่า
4. ไม่ซื้อข้าวของไร้สาระ
5. อดทนเฝ้ารออย่างใจเย็น ถ้าไม่มีกวางที่ตรงตามเกณฑ์ก็จะไม่ยิงเด็ดขาด และไม่ทำนอกแผน (เช่น จับม้าป่ามาขาย) เป็นอันขาด

และที่สำคัญ ต้องแยกแยะให้เป็นว่าตัวไหนเป็นกวาง ตัวไหนเป็นกระต่าย …แล้วเราล่ะ แยกแยะเป็นไหมครับ?

IT

IT บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบการร้าน “IT City” ร้านค้าปลีกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีขนาดใหญ่ ในลักษณะ “ไอที ซุปเปอร์สโตร์” ในปี 2554 มีสาขา 50 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Everyday Exhibition” คือมีสินค้าให้เลือกสรรมากมายทุกวัน โดยใช้กลยุทธ์ “One-price Strategy” ทุกสาขาขายสินค้าราคาเดียวกันหมด และ เพิ่งแตกแบรนด์ใหม่ คือ “I-Society” เพื่อเป็นร้านสำหรับลูกค้าระดับกลางถึงบน

ความแข็งแกร่ง

แม้ IT จะเป็นผู้นำของบรรดาร้านค้าปลีกสินค้าไอทีในประเทศไทย แต่บริษัทฯก็มีคู่แข่งค่อนข้างมากในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพวกดีลเลอร์ที่ขายสินค้าตัดราคากันอย่างดุเดือด รวมทั้งไฮเปอร์มาร์ทและ Chain Retailer ทั้งหลาย จุดเด่นของ IT คือมีหนี้สินต่ำ เงินสดดี นอกจากนี้ ยังสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วโดยใช้เงินลงทุนไม่มากนักเพราะใช้การเช่าเป็นหลัก จุดที่ต้องระวังคือ โดยธรรมชาติแล้ว สินค้าไอทีล้าสมัยเร็วมาก จึงถือเป็นความเสี่ยงประการหนึ่งที่ต้องจัดการ Inventory ให้ดี

ค่าทดสอบ  81 เต็ม 100

การเติบโต

IT ขยายสาขาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหลายปี ส่งผลให้รายได้และกำไรของบริษัทฯเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ ข้อเสียคือสินค้าไอทีมีส่วนต่างกำไรค่อนข้างต่ำ แต่บริษัทฯก็หันมาเน้นธุรกิจให้บริการซ่อมบำรุงมากขึ้น ปัจจุบัน IT ได้เน้นขยายสาขาในต่างจังหวัด ซึ่งยังมีที่ว่างสำหรับการเติบโตอีกมาก โดยในปี 2555 มีแผนจะเปิดอีก 12 สาขา รวมเป็น 62 สาขา คาดว่ารายได้จะโต 20% ที่สำคัญคือ บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายปันผลปีละ 4 ครั้ง ในอัตราสูงสุดถึง 100% เพราะไม่ต้องเก็บเงินสดไว้ลงทุนมากนัก ทำให้ผู้ถือหุ้นได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารของ IT มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน และมีคุณ “แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ” นักบริหารผู้ช่ำชองในแวดวงคอมพิวเตอร์และไอทีคอยดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทฯ ได้ธรรมาภิบาลระดับ 3 ดาว

 ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ IT

70.5 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

And the Winners are …

คะแนนรวม Stocks of the Year [ เต็ม 100 ]

อันดับ 1 : LPN  [ 94.5 ]

อันดับ 2 : CPF  [ 84.7 ]

อันดับ 3 : IT  [ 83.4 ]

 

[Disclaimer: ข้อมูลนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]