ปู่บัฟฟ์สวนหมัด

Club VI – หลังจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายเพื่อเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และประธานาธิบดีบารัค โอบามา เอาไปผลักดันต่อ จนแทบจะกลายเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาไปแล้วนั้น

ล่าสุด ปู่บัฟฟ์ของเราได้ถูก ส.ว. มิตช์ แม็คคอนเนลล์ จากรีพับลิกันออกมาโต้ โดยบอกว่า ถ้ารู้สึก ผิดนักหนาว่าตัวเองจ่ายภาษีน้อยไป ก็ “เขียนเช็ค” ให้รัฐเสียเลยสิ สิ้นเรื่องสิ้นราว อันเป็นการตอบโต้ที่ทำให้พวกหมั่นไส้บัฟเฟตต์สะใจกันนักหนา

แต่แล้ว เมื่อนิตยสาร Time ไปสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ปู่แกก็ไม่รอช้า สวนหมัดกลับไปยัง แม็คคอนเนลล์ โดยพลัน โดยบอกว่า ถ้าจะท้าทายกันเรื่อง “การบริจาค” นี่ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว

แถมยังท้ากลับอีกว่า หากสมาชิกสภาคองเกรสของรีพับลิกันทุกคนยอมควักเงินส่วนตัวบริจาคเป็นยอดรวมกันเท่าไร แกจะ “เบิ้ล” ให้ คือยอมจ่ายเป็นจำนวนเท่ากัน!!

และสำหรับแม็คคอนเนลล์ เขาจะยอม “จ่ายสามเท่า” คือถ้าแม็คคอนเนลล์ให้ 1 เหรียญ เขาจะยอมให้ถึง 3 เหรียญเลยทีเดียว

โดยก่อนหน้านี้ แม็คคอนเนลล์เคยกล่าวว่า คนอเมริกันมีสปิริตพอที่จะยอมบริจาคเงินเพื่อใช้หนี้ของประเทศ 1.2 ล้านล้านเหรียญ โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีแต่อย่างใด ซึ่งทำให้บัฟเฟตต์บอกว่า เขารู้สึก “ซาบซึ้ง” (ใช้คำว่า Touched) ที่แม็คคอนเนลล์คิดเช่นนั้น แถมยังแซวอีกว่า “ไอ้นโยบายแบบนี้ คงมีแต่รีพับลิกันเท่านั้นกระมังจึงจะคิดได้”

ท้าบัฟเฟตต์ ท้าอะไรท้าได้ ดันมาท้าเรื่องบริจาคเงิน มารูปนี้ ท่าจะต้องซัดกันอีกหลายยกครับ

อ้อ … สุดท้าย ปู่บัฟฟ์ยังย้ำอีกว่า

“ที่เสนอไปนั่น ผมเอาจริงนะ”

แสบไหมเล่า อิอิ

เรียบเรียงจาก http://www.cnbc.com/id/45961945 และนิตยสาร Time

เรื่องแปลกแต่จริงของ S&P และความพ่ายแพ้ของบัฟเฟตต์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อำลาปี 2011 ด้วยตัวเลขแปลกๆ กล่าวคือ ในวันทำการสุดท้าย “ดัชนี S&P” ปิดตัวลง ณ จุดที่แทบจะ “ไม่เปลี่ยนแปลง” จากเมื่อปี 2010 หรือหนึ่งปีก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ณ เวลาปิดตลาดของวันที่ 30 ธ.ค. 2011 ดัชนี S&P อยู่ที่ 1257.60 จุด ในขณะที่ในวันและเวลาเดียวกันของปี 2010 ดัชนีปิดที่ 1257.64 จุด จึงเท่ากับว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา S&P ลดลงเพียง 0.04 จุด หรือ 0.003% ซึ่งในทางเทคนิคแล้วถือว่าแทบจะ “ไม่เปลี่ยนแปลง” เลย

ครั้งล่าสุดที่ S&P จบปีแบบ “ไม่เปลี่ยนแปลง” ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 65 ปีก่อน ในปี 1947 ที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ (ไม่มีตัวเลขแน่ชัด) รองลงมาคือในปี 1970 ที่ดัชนีปรับตัวขึ้น 0.1% จากปีก่อนหน้า

จุดที่น่าสนใจก็คือ แม้ S&P จะไม่เปลี่ยนแปลงเลยในปีนี้ แต่ก็ยังชนะ “เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์” ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยหุ้น Class A ของ BRK สิ้นสุดปีด้วยราคา 114,755 ดอลล่าร์ต่อหุ้น ลดลง 4.7% จากราคาปิดในปี 2010 ในขณะที่หุ้น Class B ลดลง 4.8%

การที่ S&P ชนะเบิร์คไชร์ในครั้งนี้ เป็นการชนะครั้งที่สองในรอบสามปี และทำให้ในรอบสิบปีที่ผ่านมา สถิติของทั้งสองฝ่ายเสมอกันอยู่ที่ “5 ต่อ 5” คือ S&P ชนะ 5 ครั้ง และ BRK ชนะ 5 ครั้ง โดย S&P เพิ่งมาตีเสมอได้ในปีล่าสุดนี้เอง

เห็นไหมครับว่าการ “อยู่กับปู่” ไม่อาจการันตีความสำเร็จได้ ถ้าจะให้ชัวร์ เอาหลักของปู่บัฟฟ์มาใช้เลือกหุ้นเองดีกว่าครับ

ข้อมูลและภาพประกอบจาก http://www.cnbc.com/id/19206666/ , http://www.cnbc.com/id/45828487

IT

IT บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบการร้าน “IT City” ร้านค้าปลีกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีขนาดใหญ่ ในลักษณะ “ไอที ซุปเปอร์สโตร์” ในปี 2554 มีสาขา 50 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Everyday Exhibition” คือมีสินค้าให้เลือกสรรมากมายทุกวัน โดยใช้กลยุทธ์ “One-price Strategy” ทุกสาขาขายสินค้าราคาเดียวกันหมด และ เพิ่งแตกแบรนด์ใหม่ คือ “I-Society” เพื่อเป็นร้านสำหรับลูกค้าระดับกลางถึงบน

ความแข็งแกร่ง

แม้ IT จะเป็นผู้นำของบรรดาร้านค้าปลีกสินค้าไอทีในประเทศไทย แต่บริษัทฯก็มีคู่แข่งค่อนข้างมากในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพวกดีลเลอร์ที่ขายสินค้าตัดราคากันอย่างดุเดือด รวมทั้งไฮเปอร์มาร์ทและ Chain Retailer ทั้งหลาย จุดเด่นของ IT คือมีหนี้สินต่ำ เงินสดดี นอกจากนี้ ยังสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็วโดยใช้เงินลงทุนไม่มากนักเพราะใช้การเช่าเป็นหลัก จุดที่ต้องระวังคือ โดยธรรมชาติแล้ว สินค้าไอทีล้าสมัยเร็วมาก จึงถือเป็นความเสี่ยงประการหนึ่งที่ต้องจัดการ Inventory ให้ดี

ค่าทดสอบ  81 เต็ม 100

การเติบโต

IT ขยายสาขาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหลายปี ส่งผลให้รายได้และกำไรของบริษัทฯเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ ข้อเสียคือสินค้าไอทีมีส่วนต่างกำไรค่อนข้างต่ำ แต่บริษัทฯก็หันมาเน้นธุรกิจให้บริการซ่อมบำรุงมากขึ้น ปัจจุบัน IT ได้เน้นขยายสาขาในต่างจังหวัด ซึ่งยังมีที่ว่างสำหรับการเติบโตอีกมาก โดยในปี 2555 มีแผนจะเปิดอีก 12 สาขา รวมเป็น 62 สาขา คาดว่ารายได้จะโต 20% ที่สำคัญคือ บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายปันผลปีละ 4 ครั้ง ในอัตราสูงสุดถึง 100% เพราะไม่ต้องเก็บเงินสดไว้ลงทุนมากนัก ทำให้ผู้ถือหุ้นได้ผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารของ IT มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน และมีคุณ “แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ” นักบริหารผู้ช่ำชองในแวดวงคอมพิวเตอร์และไอทีคอยดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทฯ ได้ธรรมาภิบาลระดับ 3 ดาว

 ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ IT

70.5 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

Club VI “Stocks of the Year”

ตั้งแต่ทีมงาน Club VI เริ่มต้นทำ “V Tane” อันหมายถึงการ “วัดพลังหุ้น” ขึ้นมา ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วคือการเอาธุรกิจมาวิเคราะห์เจาะลึกกัน ด้วยเกณฑ์ต่างๆ หลายสิบข้อ ก่อนจะกลั่นออกมาเป็นคะแนนตามแต่ละเกณฑ์

เมื่อได้คะแนนแล้ว ก็จะวาดออกมาเป็นภาพ “กราฟสี่แท่ง” ให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่ากิจการไหนมีข้อดีข้อด้อยอย่างไร เพื่อให้แฟนๆ เอาไปเป็นข้อมูลประกอบการลงทุน จนมีผู้สนใจเข้ามาติดตามมากพอสมควร

จนถึงวันนี้ ทีมงานของเรา ที่นัดประชุมกันแทบจะทุกอาทิตย์ ได้วิเคราะห์หาค่า V Tane  ออกมาแล้ว รวมจำนวนประมาณ 30 บริษัท บางบริษัทได้ถ่ายทอดลงในเว็บไซต์ ClubVI.com นี้ไปแล้ว ขณะที่อีกหลายบริษัททำข้อมูลเสร็จสิ้นเรียบร้อย แต่ยังไม่ได้เอาลงเว็บไซต์ ด้วยเหตุผลเรื่องจังหวะเวลา

ก่อนจะผ่านพ้นปี 2011 นี้ไป Club VI จึงขอคัดเลือกเอาหุ้นจำนวนหนึ่งที่เราได้ทำข้อมูลมาแล้ว และได้คะแนนรวมสูงที่สุดใน “3 ลำดับแรก” จากจำนวนหุ้นที่วิเคราะห์แล้ว “30 ตัว” ให้เป็น Club VI “Stocks of the Year” หรือ “หุ้นคุณค่าแห่งปี” ของ Club VI

อย่างไรก็ตาม คำว่า “แห่งปี” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นหุ้นที่ดีที่สุดประจำปี เพราะเราไม่มีทางวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้ครบทั้งตลาด เป็นแต่เพียงหุ้นที่ได้คะแนนสูงสุดตามเกณฑ์ของเราเท่านั้น

โดยหุ้น 2 ใน 3 ตัวในที่นี้เคยนำเสนอข้อมูลไปแล้ว แต่ได้มีการอัพเดตให้เป็นปัจจุบัน ขณะที่อีก 1 ตัวเป็นหุ้นที่ยังไม่เคยกล่าวถึง ทั้งนี้ทั้งนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่การ “เชียร์หุ้น” ไม่ได้แนะนำให้ซื้อแต่อย่างใด

“หุ้นคุณค่าแห่งปี” ของ Club VI ทั้งสามตัวจะมีอะไรบ้างนั้น คราวหน้าจะมาเฉลยครับ

ภาพประกอบจาก bunjupun.blogspot.com/2010/04/stock.html

BH

บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)

ก่อตั้งมากว่า 30 ปี ปัจจุบันเติบโตกลายเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศและของทวีปเอเชีย ภายใต้แบรนด์ “บำรุงราษฏร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” มีความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยนอกได้ 3,900 คนต่อวัน มีเตียงสำหรับผู้ป่วยในทั้งหมด 512 เตียง อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างประเทศต่อผู้ป่วยในประเทศอยู่ที่ 60-40

ความแข็งแกร่ง

BH เป็นผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลระดับ High-End ชื่อ “บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ได้รับความเชื่อถือสูงมากจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ บริษัทฯ มีกระแสเงินสดดี หนี้สินต่ำ และเนื่องจากจับกลุ่มลูกค้าระดับบน จึงมีอัตราส่วนต่างกำไรสูง ส่งผลให้สามารถดึงดูดบุคลากรชั้นนำทางการแพทย์มาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโรงพยาบาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดผ่านการควบรวมกิจการ BH จึงถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากคู่แข่ง และต้องหาเงินทุนก้อนใหญ่มาขยายธุรกิจ

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

การเติบโต

รายได้และกำไรของบำรุงราษฎร์เพิ่มอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เป็นการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บริษัทฯ มีการเน้นคุณภาพและบริการ รวมทั้งทำการตลาดเชิงรุก เช่น เป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) เพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ถูก “บีบให้โต” บำรุงราษฎร์ก็ยังคงเสียเปรียบเครือ รพ.กรุงเทพ หรือ BGH ที่ทุนหนาและ Aggressive กว่า โดยถูกขยายขนาดแซงหน้าไปเรียบร้อย นอกจากนี้ การมี รพ.อยู่เพียงแห่งเดียว ก็เป็นข้อจำกัดในการเติบโตของฐานลูกค้าและรายได้ แม้จะเข้าซื้อหุ้น รพ.เกษมราษฎร์ (บมจ.บางกอกเชน ฮอสปิทอล) 24.99% แล้วก็ตาม

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารต่างชาติของ BH เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับสูงมากในแวดวงการแพทย์ระดับนานาชาติ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ได้ธรรมาภิบาลระดับ 5 ดาว ไม่มีประเด็นในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนอันมีนัยสำคัญ

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

 

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ BH

32.8 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ เศรษฐีชาวไร่


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
www.ClubVI.com

เมื่อวันก่อน “60 Minutes” รายการโทรทัศน์ชื่อดังระดับตำนานทางสถานี CBS ได้นำเสนอเรื่องราวชีวิตของ “โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์” ลูกชายคนกลางของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย

โฮเวิร์ด (ที่จริงแล้ว พ่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ชื่อ “โฮเวิร์ด” เช่นกัน โดยวอร์เรนได้เอาชื่อของพ่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อลูก) ในวัย 57 ปี เป็นลูกคนที่สองของวอร์เรน ต่อจาก ซูซาน บัฟเฟตต์ พี่สาวของเขา และมีน้องชายหนึ่งคน คือ ปีเตอร์ บัฟเฟตต์

“โฮวี่” มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากวอร์เรนผู้พ่อ โดยสิ้นเชิง เขาใช้ชีวิตในฐานะ “ชาวไร่” ทำไร่ข้าวโพดและถั่วเหลือง ต่างจากวอร์เรน พ่อของเขา ซึ่งเป็นนักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด

สิ่งหนึ่งที่โฮเวิร์ดมีเหมือนกับพ่อก็คือ เขาเป็น “นักการกุศล” (Philanthropist) ตัวยงคนหนึ่ง โฮวี่มีมูลนิธิของตัวเอง ซึ่งขับเคลื่อนได้ด้วยเงินทุนจากหุ้นของ เบิร์คชัวร์ ฮาแธเวย์ ที่เขาได้จากบิดา

มูลนิธิของโฮเวิร์ดใช้เงินราว 50 ล้านเหรียญต่อปี เพื่อช่วยเหลือคนจนในการต่อสู้กับความอดอยากหิวโหย โดยตัวเขาเองได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ เพื่อคลุกคลีกับผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น

แม้โฮเวิร์ดจะเคยพูดว่า “ไม่ว่าผมจะทำอะไร ก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จเหมือนที่พ่อทำ” แต่ที่จริงแล้ว เขาหมายถึงความสำเร็จในสายตาของคนทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาไม่เก่ง ทว่าเขาเลือกเดินคนละทางกับพ่อ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบิดา โฮวี่มองว่าเรื่องแบบนี้ ชีวิตใคร ชีวิตมัน

“พ่อเล่นเกมของพ่อ ผมเล่นเกมของผม” เขาบอกอย่างนั้น


เมื่อนักข่าวไปถามวอร์เรน บัฟเฟตต์ว่า คิดยังไงกับวิถีชีวิตของโฮเวิร์ด วอร์เรนบอกว่า ลูกของเขาคนนี้เป็น “ขาลุย” ชอบคลุกโคลน นอนกลางดินกินกลางทราย ทำไร่ไถนา ต่างจากตัวเขาลิบลับ เมื่อพิธีกรยิงมุขว่า ต่างกันคนละโลกขนาดนี้ แน่ใจหรือว่าโฮวี่คือลูกแท้ๆ ของคุณ วอร์เรนหัวเราะลั่น บอกว่า “นั่นสิ สงสัยผมต้องไปเช็คดูใหม่ซะแล้ว”

วิถีชีวิตในวัยหนุ่มของโฮวี่อาจไม่ได้เลิศหรูนัก เขาเรียนไม่เก่ง ดร็อปเรียนจากมหาวิทยาลัยถึงสองแห่ง แต่วอร์เรนผู้พ่อก็ไม่ห่วง เขาบอกว่าตอนนั้นลูกของเขากำลังค้นหาตัวเอง หาว่าตัวเองอยากทำอะไร และอันที่จริง เด็กวัยรุ่นอีกมากมายก็ไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่เห็นจะเป็นปัญหา

ทว่าสิ่งหนึ่งที่วอร์เรนเน้นกับลูกชายตลอดก็คือ ต้อง “ทำในสิ่งที่รัก” หาไม่แล้ว ชีวิตจะไม่มีความสุข ทำอะไรก็ไม่ได้ดี

ที่สำคัญคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่อยากให้ลูกมองโลกนี้ด้วยเลนส์ของพวก “ซุปเปอร์ริช” คือมองอะไรแบบ “ลูกเศรษฐี” เขาอยากให้ลูกมีชีวิตแบบ “คนเดินดิน” ซึ่งจะทำให้เข้าใจโลกได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุที่คนในแวดวงการลงทุนอย่างเราๆ ควรรู้จักผู้ชายชื่อ โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นลูกชายของสุดยอดนักลงทุนระดับตำนาน แต่เป็นเพราะเขาได้รับมอบหมายให้สืบทอดตำแหน่งประธานของเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ หลังจากวอร์เรนตาย เนื่องจากปู่บัฟฟ์ต้องการให้โฮวี่รักษาวัฒนธรรมขององค์กรเอาไว้

ที่สำคัญกว่าและยังไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัดก็คือ ใครจะมาเป็น CEO และทำหน้าที่ “เลือกหุ้น” ให้กับเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ๆ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำได้ดีที่สุดในโลก

แม้ วอร์เรน ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะบริจาคทรัพย์สินกว่า 90% ของตัวเองให้การกุศล ซึ่งนั่นหมายความว่าโฮเวิร์ดจะได้รับการผ่องถ่ายความมั่งคั่งจากพ่อเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของบิดา แต่บัฟเฟตต์ผู้ลูกก็ไม่ได้ขัดข้องอันใด เพราะแม้จะไม่ได้รับการจัดอันดับเป็นคนรวยอันดับต้นๆ ของโลกเหมือนพ่อ แต่โฮวี่ก็ยัง “รวย” ยังมีเงินไปช่วยคนจนได้อีกมากมาย ซึ่งนั่นก็พอแล้วสำหรับ “เศรษฐีชาวไร่” ผู้นี้

อีกจุดหนึ่งที่ฟังแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ก็คือ แม้วอร์เรนจะบริจาคทรัพย์สินให้มูลนิธิของบิลล์ เกตส์มากมายมหาศาล แต่โฮเวิร์ดกลับบอกว่า

“บิลล์ เกตส์ เป็นคนฉลาดที่สุดในโลก รองจากพ่อของผม”

ข้อมูลจาก : http://www.cnbc.com/id/45639360

ทายปริศนาลับกับบัฟเฟตต์

นั่งดูคลิปย้อนหลังของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ให้สัมภาษณ์ CNBC เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนแล้วสนุกดีครับ นอกจากจะสร้างความฮือฮาด้วยการ “เฉลยชื่อหุ้น” ที่ตัวเองซื้อ เป็นหุ้นบริษัทที่หลายคนคิดไม่ถึงว่าแกจะซื้อ ปู่บัฟฟ์ยังทำให้เราได้เห็นถึง “ความเป็นเด็ก” ในตัวแก ที่มาพร้อมกับรสนิยมบางประการ

เรื่องของเรื่องคือ บัฟเฟตต์ได้ประกาศกลางรายการ “Squawk Box” ว่า ตัวเองเพิ่งซื้อหุ้นของบริษัทๆ หนึ่ง เป็นบริษัทซึ่งใครๆ ก็รู้จักดี พิธีกรทั้ง 3 คนที่นั่งอยู่หน้าจอจึงพยายามซักว่าหุ้นตัวนั้นคืออะไร ไอ้ครั้นจะบอกง่ายๆ ก็กระไรอยู่ ดูเหมือนจะไม่ไว้ลาย ปู่บัฟฟ์จึงทิ้งปริศนาไว้ให้ได้ทายกัน ก่อนจะไปเฉลยในช่วงท้ายรายการ

แกบอกมาคำเดียวครับ “Harold”

ไม่รู้จะอุบไว้ทำไม ป่านนี้ใครๆ ก็คงรู้กันหมดแล้วว่าหุ้นตัวนั้นหมายถึง “IBM” แต่ใครพอจะเดาได้บ้างครับ ว่าคำว่า “Harold” เกี่ยวข้องกับ “IBM” ยังไง ลองเดากันดูนะครับ อย่าเพิ่งใช้ Google คนไทยอย่างเราๆ ใครตอบได้นี่เก่งมากทีเดียว :)

CPF

CPF
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

(หมายเหตุ – ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นก่อนมีข่าวการซื้อกิจการบริษัท CPP)

จดทะเบียนเป็นบริษัทตั้งแต่ปี 2521 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2530 เดิมเป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ ก่อนจะขยายกิจการจนครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ

ธุรกิจในประเทศของ CPF แบ่งออกเป็นสัตว์บกและสัตว์น้ำ สัตว์บกมีไก่เนื้อ ไก่ไข่ หมู และเป็ด สัตว์น้ำมีกุ้งและปลา ทั้งธุรกิจสัตว์บกและสัตว์น้ำแบ่งออกเป็นสามประเภท คืออาหารสัตว์ เลี้ยงสัตว์ และอาหารคน เช่น อาหารแช่แข็ง ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด โมเดิร์นเทรดต่างๆ นอกจากนี้ CPF ยังขยายกิจการไปในหลายประเทศ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะเป็น “ครัวของโลก” และถือหุ้นในบริษัทร่วมที่แข็งแกร่งหลายบริษัท รวมทั้งซีพีออลล์ด้วย

ความแข็งแกร่ง

“CP” เป็นแบรนด์ที่คนไทยทั้งประเทศรู้จัก และ CPF ก็เป็นผู้นำในแทบทุกธุรกิจที่ทำ โดยมีทั้งความเชี่ยวชาญ มีอิทธิพล มีอำนาจต่อรอง จนถูกมองว่าผูกขาดในบางธุรกิจ กิจการในเครือ CPF ต่างเป็นวงจรที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ สถานะทางการเงินของบริษัทฯถือว่าดีมาก แต่เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ จึงมีความไม่แน่นอนจากราคาตลาด รวมถึงโรคระบาดและภัยธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการได้ในบางครั้งคราว

ค่าทดสอบ 81 เต็ม 100

การเติบโต

ทั้งรายได้และกำไรของ CPF ก้าวกระโดดขึ้นมาอย่างชัดเจนตั้งแต่มีการขยายธุรกิจไปในหลายประเทศ และยังคงเติบโตอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง บริษัทฯ มีอัตราส่วนต่างกำไรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการประหยัดจากขนาด และก็ยังมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจต่อไปเรื่อยๆ ภาพรวมในแง่ของการเติบโต ศักยภาพ และโอกาสของบริษัทฯ ถือว่าดีเยี่ยม

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารของเครือซีพีมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่ทำสูงมาก โดยมีชื่อเสียงและได้การยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ แต่เนื่องจากอยู่ในเครือธุรกิจขนาดยักษ์ซึ่งแม้จะมีข้อดีอยู่มาก แต่นักลงทุนก็จำต้องระวังว่าผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจในเครืออาจเกิดขึ้นได้เสมอ

ค่าทดสอบ 90 เต็ม 100

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ CPF

79.8 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

Buffett in Japan


ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากประเทศญี่ปุ่น โดยสถานีโทรทัศน์ CNBC ซึ่งบัฟเฟตต์ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดโรงงานใหม่ของ “ทังกาลอย” (Tungaloy) บริษัทผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรมในเครือของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2011 ที่ผ่านมา โดยมีใจความสำคัญดังนี้ครับ

บัฟเฟตต์บอกว่า นี่เป็นทริปแรกที่ญี่ปุ่นของเขา เดิมทีเขาวางแผนว่าจะเดินทางมาเมื่อ 9 เดือนที่แล้ว แต่เกิดสึนามิและแผ่นดินไหวเสียก่อน ทำให้เขาถูกห้ามไม่ให้มา แม้จะอยากมาก็ตาม แต่ในที่สุดโรงงานของทังกาลอยด์ก็ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เขายังบอกอีกว่า ตอนนี้หุ้นญี่ปุ่นเริ่มน่าสนใจแล้ว หลังจากตัวเขาเคยไปลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีก่อนหน้านี้

เมื่อพิธีกรถามว่า เขาจะซื้อหุ้น BYD เพิ่มหรือไม่ (BYD คือบริษัทผลิตรถยนต์ของประเทศจีน ซึ่งเป็นการลงทุนที่ทำให้บัฟเฟตต์ขาดทุนอย่างหนัก เพราะหลังจากเข้าไปซื้อ BYD กำไรก็ลดลงอย่างมโหฬาร เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่ลดลง ทำให้ผลประกอบการของเบิร์คไชร์ย่ำแย่ลงไปด้วย)

ประเด็นนี้บัฟเฟตต์ตอบไม่ชัดเจนนัก โดยบอกว่า BYD อาจจะมีการเพิ่มทุน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของเขาลดลง แต่ที่แน่ๆ คือเขาจะไม่ซื้อหรือขายหุ้นในตลาดเปิด (Open Market) อย่างแน่นอน และบอกว่าคงยากที่ BYD จะเข้ามาขายรถยนต์ในอเมริกาได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นธุรกิจที่ยาก แต่ BYD ก็ยังคงมีผู้บริหารที่ดีอยู่

นอกจากนี้ เมื่อพิธีกรถามว่า แม้จีนจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก แต่บริษัทเทคโนโลยีของต่างชาติมักไม่ค่อยกล้าเข้าไปลงทุนในประเทศจีน เพราะหากถอนตัวออกมาแค่ 3-4 ปี ก็จะเจอเทคโนโลยีที่เหมือนกันอยู่ในประเทศจีน (พูดง่ายๆ คือโดน Copy) ข้อนี้บัฟเฟตต์มองอย่างไร ปู่บัฟต์พูดกว้างๆ ว่า ธุรกิจหลายๆ อย่างนั้นไม่ง่าย แต่ผู้บริหารที่ดีก็น่าจะทำให้บริษัทผ่านพ้นทุกอย่างไปได้

ทีนี้ มาเข้าประเด็นกันเลย โดยพิธีกรหนุ่มในห้องส่งที่สหรัฐฯ ได้ถามว่า จากเดิมที่บัฟเฟตต์เคยบอกว่าเขาไม่เคยสนใจในหุ้นยุโรป ตอนนี้เริ่มมองเห็นอะไรน่าสนใจบ้างหรือยัง?

บัฟเฟตต์บอกว่าก่อนจะออกจากโอมาฮามา เขาได้สั่งซื้อหุ้นยุโรปตัวหนึ่ง และจะยังซื้อเพิ่มอีก ในวันพรุ่งนี้ ในสัปดาห์หน้า ในเดือนหน้า เช่นเดียวกับที่เขาซื้อ Tesco เมื่อต้นปี และจะยังเก็บเพิ่มอีกเรื่อยๆ

ปู่บัฟฟ์บอกอีกว่า มีหุ้นยุโรปที่น่าสนใจอยู่เป็นโหลๆ แต่ต้องดูว่าราคาของมันน่าสนใจกว่าหุ้นอเมริกาหรือไม่ เมื่อเทียบกับวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ ถ้ากิจการดี ราคาดี เขาก็จะซื้อให้มากๆ

จากนั้น บัฟเฟตต์ได้สาธยายถึงหลักการลงทุนที่เป็นเสมือน Trademark ของเขา โดยบอกว่า ในการหาหุ้นของเขา เขาใช้เกณฑ์ที่ เบน เกรแฮม เคยสอนไว้เมื่อ 60 ปีที่แล้ว และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด นั่นคือ

1. มองหาบริษัทที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันสูง
2. มองหาบริษัทใหญ่ เพราะเขาต้องการ “Move the Needle” คือทำให้เกิด Impact (ถ้าซื้อหุ้นตัวเล็ก ต่อให้ได้กำไรมากมายก็แทบไม่ส่งผลอะไรต่อเบิร์คไชร์)
3. มองหาบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถ
4. มองหาบริษัทที่ขายกันอยู่ ณ ราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งตอนนี้ราคาของหุ้นยุโรปสมเหตุสมผลกว่าเดิมมาก

เมื่อพิธีกรถามว่า เขามองว่ายูโรทั้ง 17 ประเทศ จะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ในอีก 10 หรือ 20 ปี ข้างหน้า บัฟเฟตต์บอกว่า นี่เป็นคำถามที่ดี แต่เขาตอบไม่ได้

คุณปู่บอกว่าระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้นั้นไม่เวิร์ค และต้องจัดระเบียบกันใหม่ แต่เขาไม่คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ สถานการณ์ตอนนี้คือพื้นฐานของทั้ง 17 ประเทศในยูโรโซนมีความแตกต่างกันมาก ต่างคนต่างออกพันธบัตรในค่าเงินตัวเอง ซึ่งไม่เหมือนกับสหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพกว่าเยอะ จะออกพันธบัตรก็ทำได้ทันที

เมื่อพิธีกรถามว่า ในทางมหภาคแล้ว เศรษฐกิจโลกตอนนี้ดูมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งเรื่องภายในของสหรัฐฯเองด้วย ดังนั้น เขาจะยังคงลงทุนหนักๆ เหมือนที่ลงทุนใน IBM อีกหรือไม่

บัฟเฟตต์บอกว่า ใน Q2-Q3 หุ้นสหรัฐฯ ถูกลงมากแล้ว เขาจึงใส่เงินเพิ่มเข้าไปในหุ้นอยู่เรื่อยๆ แทบทุกไตรมาส ทั้งนี้ เขาไม่เคยคาดการณ์ภาพรวมของตลาดเลย เขาบอกอีกว่า โลกนี้มีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ในบางครั้งเราอาจไม่เข้าใจมัน แต่เขาไม่เคยใช้ความไม่แน่นอนนั้นมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อหุ้นเลย

คุณปู่บอกต่อไปว่า เมื่อหุ้นราคาถูกลง แกจะซื้อเพิ่ม “Anytime stocks got cheaper, I buy more. I like buying things on sale.” เมื่อไรก็ตามที่หุ้นถูกลง ผมจะซื้อ ผมชอบซื้อของลดราคา ไม่ชอบของแพง

ปู่บัฟฟ์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีอนาคตอยู่ ตัวเขาเองเกิดในปี 1930 นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ลดลงไปถึง 94% แต่เขายังโอเค นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของโลกแต่อย่างใด

แค่ซื้อธุรกิจที่ดี มีบริหารที่เก่งและซื่อสัตย์ ในราคาที่เหมาะสม และอย่าใช้มาร์จิ้นซื้อ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะทำเงินได้เสมอ บัฟเฟตต์ใช้คำว่า “ผมรับประกัน”

Club VI ตามรอยบัฟเฟตต์

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศผลประกอบการ Q3 ของเบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ ปรากฏว่ากำไรร่วงลงถึง 24% เนื่องจากอนุพันธ์ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซื้อไว้ในปี 2006-07 เกิดขาดทุนยับเยิน

แต่แล้วไม่ทันไร ปู่แกก็เข้าไปซื้อ “IBM” บริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ระดับตำนาน ชนิด “ทุ่มทุนสร้าง” ทั้งๆ ที่ตัวแกขึ้นชื่อเรื่องไม่ชอบหุ้นเทคโนโลยีมาแต่ไหนแต่ไร ทำเอางงกันไปหมด

งงได้ไม่นาน พวกเราก็มาพบคำตอบในภายหลังว่า บัฟเฟตต์เข้าไปซื้อ IBM เพราะธุรกิจหลักกลายเป็นบริษัท Consultants ไปเสียแล้ว ไม่ได้พึ่งพานวัตกรรมใหม่ๆ ในการสร้างกำไรเหมือนอย่างที่เป็นมาตลอดตั้งแต่อดีต

ด้วยความหวือหวาของคุณปู่ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ทีมงาน Club VI จึงหารือกันว่า เราจะเริ่มปฏิบัติการ “ตามรอยบัฟเฟตต์” อย่างเป็นทางการ

ที่ต้องมา “ตามรอยปู่” กันตอนนี้ เพราะเรามองแล้วว่า บัฟเฟตต์กำลัง “อยู่ไม่นิ่ง” ที่สุดในรอบหลายปี นี่ก็เพิ่งบินไปญี่ปุ่นเพื่อร่วมพิธีเปิดโรงงานใหม่ของ “ทังกาลอย” (Tungaloy) บริษัทผู้ผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรมสัญชาติญี่ปุ่นในเครือ “อีสคาร์” (Iscar) บริษัทผลิตเครื่องมือยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาในเมืองไทยด้วย โดยพิธีที่ว่าจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 21 พ.ย. นี้ ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น

(บริษัท อีสคาร์ ที่ว่านี่ก็เป็นบริษัทลูกของ เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ อีกที ปู่แกจึงให้เกียรติเดินทางไปเปิดโรงงานใหม่ที่เขาว่ากันว่าอลังการงานสร้างนักหนาถึงเมืองฟูกูชิมา ซึ่งเดิมมีกำหนดจะจัดพิธีเปิดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (22 มีนาคม) แต่เจอสึนามิและแผ่นดินไหวจนเสียหาย ต้องยกเลิกไป)

งวดนี้ บัฟเฟตต์มีกำหนดจะให้สัมภาษณ์สดกับ CNBC Asia อีกครั้ง หลังจากเพิ่งให้สัมภาษณ์ CNBC ยาวร่วม 3 ชั่วโมงในรายการ Squawk Box เมื่อ 14 พ.ย. ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเข้าซื้อ IBM

ยังไง Club VI เรา จะพยายามรวบรวมบทสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าซื้อ IBM รวมถึงการให้สัมภาษณ์ครั้งต่อๆ ไป ตลอดจนความเคลื่อนไหวต่างๆ เอามาถ่ายทอดไว้ในเว็บนะครับ

จะได้เป็นการ “ตามรอย” อย่างใกล้ชิด เก็บตกอะไรดีๆ จาก Idol ของเรามาให้หมดทุกเม็ด :)