P/E เรื่องไม่ยากที่มากด้วยรายละเอียด

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

ในการวัดว่าหุ้นแต่ละตัวราคาถูกหรือแพงนั้น วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ ดูจาก “ค่า P/E”

ค่า P/E หรือ P/E Ratio ย่อมาจาก “Price to Earnings Ratio” เป็นค่าที่คำนวณได้ไม่ยาก โดยเอา “ราคาหุ้น” หารด้วย “กำไรต่อหุ้น” ตัวเลขที่ได้คือ “ค่า P/E” มีหน่วยเป็น “เท่า”

ค่า P/E ที่มักใช้กันมีอยู่สองประเภท คือ “Trailing P/E” (บ้างก็เรียกว่า LTM P/E) และ “Forward P/E”

Trailing P/E แปลตรงตัวเป็นภาษาไทยคือ “P/E ตามหลัง” (แต่โดยมากมักไม่ค่อยแปลกัน) โดยค่า “E” ของ Trailing P/E มาจากกำไรต่อหุ้นซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิที่ประกาศต่อสาธารณชนแล้ว

ค่า E ของ Trailing P/E หาได้โดยเอากำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดที่ประกาศแล้วของบริษัทมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด ค่าที่ได้คือ “กำไรต่อหุ้น” หรือ E

จากนั้น ให้เอา P หาร E (ที่เพิ่งคำนวณออกมาได้) ตัวเลขที่ได้คือ Trailing P/E

เช่น เราต้องการคำนวณหาค่า P/E ของบริษัท Happy Home ณ วันที่ 15 ส.ค. 2555 สิ่งที่ต้องทำก็คือ เอากำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดของบริษัท ในกรณีนี้คือกำไรไตรมาสที่ 3/54, 4/54, 1/55 และ 2/55 บวกกัน สมมุติว่าได้เท่ากับ 1,200 ล้านบาท แล้วหารด้วยปริมาณหุ้นในตลาดของบริษัท Happy Home สมมุติว่ามีอยู่ 2,400 ล้านหุ้น ค่า E ที่ได้จะเท่ากับ “0.5” (1,200 /2,400)

จากนั้น ให้เอาราคาตลาดของบริษัทแฮปปี้โฮม ณ เวลาที่คำนวณ สมมุติว่าเท่ากับ 4 บาท หารด้วยค่า E คือ 0.5 ค่า P/E ของบริษัทแฮปปี้โฮมก็จะเท่ากับ 4/0.5 = 8 เท่า

อนึ่ง Trailing P/E บ้างก็เรียกชื่อว่า “LTM P/E” ย่อมาจาก “Last Twelve-Month P/E” ซึ่งหมายถึง P/E ที่มาจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ในรอบ 12 เดือนย้อนหลัง (4 ไตรมาสล่าสุด) นั่นเอง

ค่า P/E อีกประเภทหนึ่งคือ Forward P/E แปลตรงตัวคือ “P/E ล่วงหน้า” (บ้างก็เรียกว่า P/E อนาคต) ซึ่งจะใช้ค่า E จากกำไรที่คาดการณ์ไปข้างหน้า โดยมักคาดการณ์ไปในรอบปีบัญชีถัดไปเต็มปี เช่น หากคำนวณในวันที่ 15 ส.ค. 2012 ก็มักใช้ค่า E ของปี 2013 ทั้งปี เป็นต้น (แต่จะรวมถึงปี 2014 หรือ 2015 ด้วยก็ได้)

จากนั้นก็คำนวณในลักษณะเดียวกับ Trailing P/E ค่าที่ได้ออกมาจะเป็น Forward P/E ที่เราต้องการ (อาจใช้เครื่องหมายว่า P/E 2013F, P/E 2014F โดย F ย่อมาจาก Forecast เพื่อให้รู้ว่าเป็นค่า P/E ที่คาด)

ดังนั้น จากตัวอย่างเดิม เราต้องคำนวณกำไรสุทธิที่คาดของบริษัท Happy Home ในปี 2556 เต็มปี หารด้วยจำนวนหุ้น คือ 2,400 ล้านหุ้น จึงจะได้ค่า E ออกมา

จะเห็นได้ว่า Trailing P/E เป็น P/E ที่เกิดจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้นแล้ว ในขณะที่ Forward P/E เป็น P/E ที่เกิดจาก “การคาดการณ์” ของแต่ละบุคคล ซึ่งย่อมมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

ข้อดีของ Trailing P/E (หรือ LTM P/E) คือ ความน่าเชื่อถือ เพราะมีที่มาจากกำไรที่เกิดขึ้นจริง แต่ข้อเสียคือ อาจสะท้อนความถูกแพงของราคาหุ้นได้ไม่ทันการ โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตอย่างรวดเร็ว

ส่วน Forward P/E ข้อดีคือ ข้อมูลที่ใช้อัพเดตกว่า และเป็นการมองไปในอนาคต  แต่ข้อเสียที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นเพียงการคาดเดาล่วงหน้า ไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ว่าจะเป็นไปตามนั้น

เพราะฉะนั้น เวลามีคนมาบอกคุณว่า หุ้นตัวนี้ P/E ถูก ก็ต้องถามให้แน่ใจว่า P/E ในที่นี้ หมายถึง Trailing P/E หรือ Forward P/E ถ้าเป็นประเภทหลัง ก็อย่าเพิ่งเชื่อไปเสียทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ค่า P/E จากแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ รวมทั้งค่า P/E ที่ระบุไว้ในเว็บไซต์การลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ เช่น settrade.com, set.or.th มักจะเป็น Trailing P/E แทบทั้งนั้น ต่างจากค่า P/E ในบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ที่อาจเป็น Forward P/E

ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของโบรกเกอร์ เวลาแนะนำหุ้นให้ลูกค้า ย่อมต้องคาดการณ์ไปในอนาคต เพื่อนำไปสู่การหาราคาที่เหมาะสม ดังนั้น P/E ที่บริษัทหลักทรัพย์ใช้ บ่อยครั้งจึงเป็นเพียง Forward P/E หรือ P/E คาดการณ์

อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ นักลงทุนจำนวนมากมักเปรียบเทียบความถูกแพงของราคาหุ้น โดยใช้ค่า P/E ของหุ้นตัวนั้นๆ เทียบกับค่า P/E ของหุ้นตัวอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน วิธีเช่นนี้ถือว่าน่าสนใจ แต่ก็มีจุดอ่อน เพราะบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แม้จะมีความใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด

เช่น บริษัทในกลุ่มค้าปลีก บางบริษัททำร้านสะดวกซื้อ บางบริษัททำห้างสรรพสินค้า บางบริษัทขายสินค้าเทคโนโลยี ฉะนั้น การจะบอกว่าราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ควรมีความถูกแพงในระดับที่ใกล้เคียงกันก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก

นอกจากนี้ การตัดสินใจซื้อหุ้นโดยดูจากค่า P/E เพียงอย่างเดียวก็ยังขาดความสมบูรณ์อยู่ เช่น หุ้นที่มี P/E 10 เท่า ก็อาจไม่ได้น่าซื้อไปกว่าหุ้นที่มี P/E 12 เท่า เสมอไป หากว่ามันมีการเติบโตต่ำ หรือว่าเป็นธุรกิจขาลง

อาทิ หุ้นของบริษัทสิ่งทอบริษัทหนึ่ง มีค่า P/E เพียง 9 เท่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้รับหากเข้าไปลงทุน อาจจะน้อยกว่าหุ้นค้าปลีกที่มี P/E เกิน 20 เท่า แต่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็เป็นได้

โดยสรุป ค่า P/E เป็นหนทางหนึ่งในการวัดความถูกแพงของราคาหุ้น เป็นวิธีที่เรียบง่ายและได้รับความนิยมมาก แต่ยังมีวิธีอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ไว้ตอนหน้ามาว่ากันต่อครับ   

รู้ทันเงินปันผล

โดย Club VI

“ปันผล” (Dividend) คือ ส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทแบ่งออกมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้เจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือผู้ถือหุ้นทั้งหลาย

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ บางตัวเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลมาก หรือที่คนมักเรียกกันว่า “หุ้นปันผล” (Dividend Stock) ขณะที่บางตัวเป็นหุ้นโตไว ที่คนมักเรียกว่า “หุ้นเติบโต” (Growth Stock) ซึ่งมักจ่ายปันผลน้อยกว่า เมื่อเทียบกับราคาหุ้น

โดยธรรมชาติแล้ว หุ้นปันผล (Dividend Stock) คือ หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูง เช่น 6-8% เมื่อเทียบกับราคาหุ้น ในขณะที่หุ้นเติบโต (Growth Stock) มักจะให้ Dividend Yield ค่อนข้างต่ำ เช่น 1-2% เทียบกับราคาตลาดของหุ้นตัวนั้น

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะบริษัทต้องใช้เงินในการขยายกิจการ (ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น) ค่อนข้างมาก จึงไม่สามารถจ่ายปันผลเป็นกอบเป็นกำได้ หรืออาจเป็นเพราะราคาของหุ้นเติบโตมักพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้บริษัทจ่ายปันผลในอัตราที่ไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่วิ่งไปไวกว่า ก็ทำให้ Dividend Yield ต่ำลงอย่างช่วยไม่ได้

นักลงทุนควรดูนโยบายการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ว่าระบุไว้ว่าอย่างไร ตัวเลขนี้เรียกว่า Payout Ratio หรือ “อัตราส่วนการจ่ายปันผล” ซึ่งจะระบุอัตราส่วนของเงินปันผลเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิเป็นเปอร์เซ็นต์

เช่น บริษัทผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชื่อดัง มีนโยบายในการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ นั่นหมายความว่า ถ้าทั้งปีได้กำไร 100 บาท ก็จะกันกำไรไม่ต่ำกว่า 50 บาท ออกมาจ่ายเป็นปันผลให้ผู้ถือหุ้น

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว หลายๆ บริษัทมักจ่ายปันผลสูงกว่านโยบายเสียอีก เช่น นโยบายบอกว่าจะจ่ายไม่ต่ำกว่า 60% ของกำไรสุทธิ แต่เอาเข้าจริงกลับจ่ายถึง 80-90% สมมุติได้กำไร 100 ล้านบาท ก็แบ่งออกมาจ่ายปันผลถึง 80-90 ล้านบาท บางบริษัทถึงขนาดจ่ายออกมาทั้ง 100% ของกำไร หรือเกินกว่านั้นก็ยังมี

นอกจากรูปแบบของเงินสดแล้ว บริษัทยังสามารถจ่ายปันผลออกมาเป็น “หุ้น” ได้ด้วย โดยกำหนดเป็นอัตราส่วน เช่น บริษัทขายอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านแห่งหนึ่ง จ่ายปันผลเป็นหุ้น ในอัตรา 7 ต่อ 1 (7 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่) ดังนั้น ถ้าเรามีหุ้นเดิมอยู่ 700 หุ้น ก็จะได้หุ้นปันผลเป็นจำนวน 100 หุ้น รวมแล้ว หลังปันผล เราจะมีหุ้นของบริษัทนี้เพิ่มเป็น 800 หุ้น

สิ่งที่จะตามมาของการจ่ายปันผลเป็นหุ้นก็คือ Dilution Effect ซึ่งหมายถึงการที่หุ้นแต่ละหุ้นมีมูลค่าลดลง เนื่องจากกำไรของ “ทั้งบริษัท” ยังเท่าเดิม แต่ “ปริมาณหุ้นในตลาด” มีมากขึ้น จึงส่งผลให้ “กำไรต่อหุ้น” (Earnings per Share หรือ EPS) ลดต่ำลง เนื่องจากมี  “ตัวหาร” มากขึ้น

เช่น สมมุติทั้งบริษัทมีกำไร 1,400 ล้านบาท เดิมมีหุ้นอยู่ในตลาด 700 ล้านหุ้น EPS จึงเท่ากับ 2 บาท ต่อมา เมื่อปริมาณจ่ายปันผลเป็นหุ้นในอัตรา 7: 1 หุ้นในตลาดจึงเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านหุ้น ทำให้ EPS ลดลงเหลือ 1400 / 800 = 1.75 บาท ดังนั้น ตามตรรกะแล้ว ราคาหุ้นในตลาดก็ควรจะปรับลดลงตามสัดส่วนเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ผลของการจ่ายปันผลเป็น “เงินสด” กับการจ่ายเป็น “หุ้น” จึงไม่เหมือนกัน เพราะการได้ปันผลเป็นเงินสด เราได้เงินจริงๆ โดยไม่เสียอะไรไป แต่การจ่ายปันผลเป็นหุ้นจะเป็นการ “ลดทอนมูลค่า” ของหุ้นในมือเราไปพร้อมๆ กัน (แม้เราจะมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของอยู่เท่าเดิม เนื่องจากผู้ถือหุ้นทุกคนได้รับแจกหุ้นเท่าๆ กัน)

โดยมากแล้ว จุดประสงค์ของบริษัทในการจ่ายปันผลเป็นหุ้นคือ ต้องการเก็บเงินสดเอาไว้เพื่อใช้ขยายกิจการ แต่ก็ต้องการที่จะจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นด้วย (ส่วนหนึ่งอาจเพราะต้องการรักษาระดับราคาหุ้นในตลาดไว้ ไม่ให้นักลงทุนผิดหวัง) จึงจ่ายออกมาในรูปของหุ้นแทน

ที่ต้องระวังก็คือ บางบริษัทมีนโยบายการจ่ายปันผลที่อาจถูกมองได้ว่า “เอาเปรียบ” ผู้ถือหุ้น คือโดยธรรมชาติของธุรกิจไม่จำเป็นต้องกันเงินไว้ลงทุนมากมายนัก แต่กลับจ่ายปันผลน้อยมาก หรือแทบไม่จ่ายเลย

ลักษณะเช่นนี้ เราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า เป็นไปได้ไหมว่าผู้บริหารบริษัทซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อาจจะแอบผ่องถ่ายเงินสดไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยรับรู้ เนื่องจากไม่อยาก “แบ่งเงิน” ให้รายย่อยตัวเล็กๆ ดังนั้น ถ้าบริษัทไหนจ่ายปันผลน้อยมาก โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นักลงทุนก็ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน

นี่คือเรื่องของเงินปันผล อันเป็น“เรื่องใกล้ตัว” ที่เป็นของชอบของนักลงทุนอย่างเราๆ อยู่แล้ว จึงสมควรที่จะรู้ให้จริง รู้ให้กระจ่าง เพื่อความสำเร็จในการลงทุนครับ

หนี้และการใช้หนี้ของกิจการ

โดย Club VI

คราวที่แล้วได้อธิบายถึงค่า ROE และ ROA ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีพลัง บ่งบอกถึงศักยภาพในการสร้างกำไรของธุรกิจไปแล้ว วันนี้มาว่ากันเรื่อง “หนี้” ซึ่งมีความสำคัญ เปรียบเสมือน “ภาระบนบ่า” ของกิจการที่เราจะมองข้ามเสียไม่ได้เลย

“โครงสร้างเงินทุน” ของบริษัท เป็นสิ่งที่จะบอกเราว่า ธุรกิจมีการก่อหนี้สินมากเกินไปหรือไม่

ปกติแหล่งเงินทุน (Sources of funds) ของบริษัทจะมาจากสองส่วน คือ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” (Equity) และ “หนี้สิน” (Debt)

เงินทุนจากสองแหล่งดังกล่าว คือเงินที่กิจการนำมาใช้ซื้อ “สินทรัพย์”  หรือเอาไปทำให้เกิดสินทรัพย์

ดังนั้น สมการที่ได้คือ “สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น”

สิ่งที่นักลงทุนต้องสนใจก็คือ สินทรัพย์ของบริษัทนั้น หนักไปทาง “หนี้” หรือหนักไปทาง “ทุน” มากกว่ากัน ถ้า “หนี้” มากกว่า “ทุน” ก็แปลว่ากิจการมี “ภาระผูกพัน” ค่อนข้างเยอะ

การเปรียบเทียบระดับของหนี้กับทุนนั้น หาได้โดย “ค่า D/E” หรือชื่อเต็มคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน นั่นคือเอาค่า “D” (หนี้สิน) หารด้วย “E” (ส่วนของผู้ถือหุ้น) หากค่า D/E ไม่เกิน 1 แปลว่าบริษัทนั้น มีทุนมากกว่าหนี้สิน แต่ถ้าค่า D/E เกิน 1 แปลว่า บริษัทนั้น มีหนี้สินมากกว่าทุน ซึ่งเราต้องระวังให้ดี

การที่ธุรกิจมี “ทุนมาก-หนี้น้อย” ก็เหมือนกัน “คนตัวใหญ่แบกของเบา” คนคนนั้นย่อมจะเดินต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่หมดแรง ตรงกันข้ามกับการมี “ทุนน้อย-หนี้มาก” ซึ่งเหมือนกับ “คนตัวเล็กแบกของหนัก” ซึ่งไม่แน่ว่าจะเดินไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ดีไม่ดีอาจหมดแรงล้มพับลงกลางทางเสียก่อน

การที่กิจการมีหนี้เยอะ จึงหมายถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยความเสี่ยงที่ว่าก็คือโอกาสที่บริษัทจะหาเงินมาชำระหนี้ไม่ทัน ซึ่งจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการโดนฟ้องร้อง เสียชื่อเสียง ถูกลดอันดับเครดิต

…. หรือเลวร้ายที่สุดคือต้องเลิกกิจการ!!

เพื่อที่จะทราบถึงระดับของความเสี่ยงดังกล่าว เราต้องมาดูก่อนว่าหนี้สินของบริษัทเป็น “หนี้สินหมุนเวียน” และ “หนี้สินไม่หมุนเวียน” อย่างละเท่าไร

ทั้งนี้ หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้สินที่ครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี ซึ่งบริษัทต้องหาเงินมาชำระให้ทัน อีกประเภทคือ หนี้สินไม่หมุนเวียนหมายถึงหนี้สินที่มีกำหนดชำระเกินกว่าหนึ่งปี ซึ่งกิจการยังพอมีเวลาที่จะหายใจหายคอได้บ้าง

จะเห็นได้ว่า หนี้สินหมุนเวียน ก่อให้เกิดความเสี่ยงได้มากกว่า เพราะมีเรื่องของเวลามาบีบคั้น ดังนั้น แม้จะได้ค่า D/E แล้ว เรายังต้องเอาตัว D มาชำแหละดูอีกที ว่าเป็นหนี้สินประเภทไหน และกิจการมีความสามารถที่จะชำระหนี้นั้นๆ ได้หรือไม่

การที่จะหาความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้สินหมุนเวียน ก็ขึ้นอยู่กับ “สภาพคล่อง” ที่บริษัทมี ซึ่งวัดได้โดยใช้อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) โดยเอา “สินทรัพย์หมุนเวียน” หารด้วย “หนี้สินหมุนเวียน”

โดย “สินทรัพย์หมุนเวียน” ก็มีจุดร่วมเดียวกับ “หนี้สินหมุนเวียน” คือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี ซึ่งจะสอดคล้องกับหนี้สินหมุนเวียน ที่กิจการต้องเอาเงินสดไปชำระให้กับเจ้าหนี้ภายใน 1ปี

เพราะฉะนั้น หากกิจการใดมีค่า Current Ratio มากกว่า 1 ก็เชื่อได้ว่าบริษัทมีสภาพคล่องค่อนข้างดี น่าจะหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ทัน คงไม่เกิดปัญหา “เงินขาดมือ” ซึ่งทำให้วางใจได้ในพอสมควร

นี่คือเรื่องของหนี้และความสามารถในการใช้หนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งครับ