ข้อห้าม 4 ประการของการ “ออมหุ้น” (DCA)

IMG_5703

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

การลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging หรือ DCA หรือที่หลายคนเรียกว่าการ “ออมหุ้น” นั้น เป็นวิธีลงทุนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง เนื่องจาก “ไม่ยาก” ใครๆ ก็ทำได้ เพียงเลือกหุ้นดีแล้วทยอยซื้ออย่างต่อเนื่องเป็นประจำโดยไม่ต้องสนใจราคา ก็อาจได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจไม่ใช่น้อย

อย่างไรก็ตาม ผมพบช่องโหว่ในการลงทุนแบบ DCA ของนักลงทุนจำนวนมาก ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่พวกเขาได้รับอาจน่าผิดหวัง จึงขอสรุปออกมาเป็น “ข้อห้าม 4 ประการ” เพื่อให้ท่านเอาไปปรับใช้กัน ดังนี้ครับ

1. อย่าเน้นหุ้น Value ต้องเล็งหุ้น Growth

การทำ DCA ใช้ได้ผลดีกับ growth stock หรือ “หุ้นเติบโต” เนื่องจากราคาของหุ้นเติบโตนั้นมักจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ การทยอยซื้อทุกเดือนจึงช่วยให้เราได้ต้นทุนระดับกลางๆ ไม่แพงเกินไป และเมื่อหุ้นนั้นโตขึ้น เราก็จะได้กำไรอย่างต่อเนื่อง

ในทางตรงข้าม หุ้น Value คือหุ้นที่ราคาต่ำ เราจึงไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนมากนัก การทยอยซื้อทุกเดือนเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนจึงอาจไม่จำเป็น ทั้งยังเป็นการเอาเงินไปจมไว้ สู้หาโอกาสที่ราคาลงมาต่ำมากๆ แล้วค่อยเข้าซื้อทีเดียวเยอะๆ อาจจะคุ้มกว่า

ดังนั้น ขอให้เล็งหุ้น growth เป็นหลักของพอร์ต หากจะมีหุ้น Value ขอให้เป็นส่วนน้อยเท่านั้น

2. ไม่ควรทำในตลาด Sideways ระยะยาว

ตลาด sideways คือตลาดที่ราคาหุ้นต้วมเตี้ยม ดังนั้น แม้เราจะซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนไปเรื่อยๆ โอกาสได้กำไรมากๆ ก็คงจะยาก เพราะราคาหุ้นจะทรงๆ ไป อย่างไรก็ตาม หากเราเลือกหุ้นดีเป็นส่วนใหญ่ การทำ DCA ก็คงไม่ทำให้เราขาดทุน แต่อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนดีเท่ากับการหาจังหวะที่ตลาดปรับตัวลง “อย่างมีนัยสำคัญ” แล้วค่อยเข้าซื้อหุ้นเหล่านั้น

savingcoins-948603_960_720

3. อย่ากระจายเพื่อกระจาย

หากเราสร้างพอร์ต DCA โดยซื้อหุ้นไว้หลายตัว เราควรเลือกหุ้นในหลายๆ เซคเตอร์เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นที่แตกต่างกันแบบสุดขั้ว มิเช่นนั้น เราอาจต้องเอาหุ้นในเซคเตอร์ที่ไม่ดีเข้ามารวมไว้ด้วย เพียงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีว่าได้กระจายความเสี่ยงแล้ว (diversify for the sake of it)

ตัวอย่างเช่น เราไม่ชอบหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่าโอกาสเติบโตมีน้อย แต่เรามีหุ้นค้าปลีก หุ้นโรงพยาบาล หุ้นพลังงาน และหุ้นสื่อสารอยู่แล้ว สุดท้ายเราก็ยังไปซื้อหุ้นอสังหา เพราะนึกเซคเตอร์อื่นไม่ออก นี่คือการ diversify แบบไม่จำเป็น

ผมจึงแนะนำว่า ให้กระจายเซคเตอร์เพื่อลดความเสี่ยง แต่อาจอยู่ภายใต้ “theme” เดียวกัน โดยมองอนาคตเป็นหลัก เช่น ถ้าเรามองว่าจุดแข็งของประเทศไทย คือ “การท่องเที่ยว” เราก็อาจเลือกหุ้นโรงแรม หุ้นสนามบิน หุ้นโรงพยาบาล ซึ่งทั้งหมดล้วนได้ประโยชน์จาก theme การท่องเที่ยว โดยไม่ใช่หุ้นในเซคเตอร์เดียวกัน ทำเช่นนี้น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าการสร้างพอร์ต DCA แบบ “กระจายไว้ก่อน” เป็นไหนๆ

4. ไม่มีม้าตัวไหนวิ่งเร็วทุกรอบ อย่าเปลี่ยนหุ้นที่ไม่ดีเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

หุ้นก็เหมือนกับม้าแข่ง ม้าที่เก่งยังไงก็เก่ง แต่อาจมีบางรอบที่มันขาเจ็บ ทำให้วิ่งได้ไม่ดี ดังนั้น อย่าเปลี่ยนหุ้นตัวไหนออกจากพอร์ต DCA เพียงเพราะสถานการณ์ของมันไม่ดี ณ ตอนนั้น หรือเพราะราคากำลังลง “โดยที่พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนไป”

มิเช่นนั้น หากเราเปลี่ยนหุ้นออก แล้วต่อมามันกลับมาดีอีกครั้ง เราก็จะเสียโอกาส หรือถ้าเรากลับเข้าไปซื้ออีก ก็จะกลายเป็นว่าตอนราคาถูกไม่ซื้อ พอราคาแพงแล้วถึงซื้อ สรุปแล้วการทำ DCA ของเราจึงไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะไม่ได้ช่วยให้ได้ “หุ้นดี ต้นทุนต่ำ” แต่อย่างใด (ใครที่จะเอาหุ้นโรงพยาบาลออกจากพอร์ต DCA ตอนนี้ จึงควรคิดให้ดีๆ)

ทั้งหมดนี้คือ 4 ข้อห้าม สำหรับการลงทุนแบบ DCA ซึ่งทุกท่านควรทราบเอาไว้ เพราะอย่าลืมว่า แม้วิธีลงทุนที่ “ชัวร์” ที่สุด หากทำแบบ “ไร้หลัก” ก็อาจล้มเหลวได้ครับ


สัมมนา Valuation & DCF 15 ก.ค. นี้ ใกล้เต็มแล้วครับ สนใจคลิกที่ลิงก์เลย https://clubvi.com/valuation6/

ทำไมค้าปลีกไทยและญี่ปุ่น จึงอยู่ได้อีกนาน

IMG_4539

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ภาพของธุรกิจ “ค้าปลีก” ที่ปรากฏให้เห็นกันทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังตายลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับ วอลมาร์ท โมเดิร์นเทรดยักษ์ใหญ่ซึ่งยอดขายถดถอยลงอย่างน่าใจหาย ยังไม่รวมร้านค้าปลีกอื่นๆ จำนวนมากที่ขาดทุนและทยอยปิดกิจการกันไป ล้วนเป็นประจักษ์พยานอันเด่นชัดยิ่ง สวนทางกับการพุ่งขึ้นของ “เอมะซอน” อาณาจักร e-commerce สะท้านโลกที่ขึ้นมาครองตลาดแดนมะกันเป็นที่เรียบร้อย

แม้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังยอมรับเองว่า ธุรกิจค้าปลีกเป็นอะไรที่ “โหดเกินไป” สำหรับตัวแก ทั้งยังบ่นว่า การทุ่มเงินลงทุนไปในธุรกิจค้าปลีกของแกทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นห้างสรรพสินค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน รวมทั้งหุ้นวอลมาร์ท และที่อื้อฉาวสุดๆ อย่างเทสโก้ของอังกฤษ สุดท้ายแล้วกลายเป็นการ “เอาหัวไปพาดบนเขียง” ซึ่งน่าจะเป็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุดแล้วของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่รายนี้

โดยส่วนตัว ผมเองก็เป็นนักลงทุนตัวเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งเติบโตขึ้นมากับยุคทองของธุรกิจค้าปลีกไทย จึงเอาเรื่องนี้มาขบคิดอยู่ค่อนข้างนาน โดยพยายามเทียบเคียงกับธุรกิจลักษณะเดียวกันของประเทศอื่นๆ ในที่นี้ขอพูดถึงธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่นก่อนเป็นอันดับแรก

IMG_5598 2

ผมเชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกญี่ปุ่น จะ “ตายช้า” กว่าค้าปลีกของอเมริกา เนื่องด้วยสาเหตุหลักๆ สองประการ

ประการแรกได้แก่ การที่ประเทศญี่ปุ่นมีระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟที่สะดวกสบาย ความจำเป็นในการใช้รถยนต์ส่วนตัวนั้นน้อยมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อีกทั้งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรเยอะเมื่อเทียบกับพื้นที่ ห้างสรรพสินค้ารวมทั้งร้านค้าปลีกทุกประเภทจึงกระจุกตัวรวมกันอยู่อย่างชุกชุม ซึ่งคนก็สามารถเดินทางไปยังห้างร้านเหล่านั้นได้ไม่ลำบากเลย ไม่ต้องขับรถไปไกลๆ เหมือนในอเมริกา

ประการที่สอง คนญี่ปุ่นมีลักษณะที่ “เปลี่ยนแปลงช้า” ปัจจุบันชาวลูกพระอาทิตย์ยังคงดูหนังจากแผ่นดีวีดี ฟังเพลงจากแผ่นซีดี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าร้านขายหนัง-เพลง อย่าง ซึทาญ่า หรือ Tower Records ที่ทั่วโลกทยอยปิดกิจการกันไปเกือบหมดแล้ว แต่ที่ญี่ปุ่นยังมีสาขาใหญ่โต เปิดขายกันเป็นปกติเหมือนไม่ได้รับรู้ความเป็นไปของโลกใบนี้

ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงช้า ผมจึงเชื่อว่าคนญี่ปุ่นจะยังไปจับจ่ายใช้สอยที่ร้านค้าปลีก เป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี แม้ว่า e-commerce ของญี่ปุ่นรวมทั้งระบบ logistics จะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ตาม

ผมเชื่อว่าร้านค้าหลายๆ ร้านจะยังอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็น “มินิมาร์ท” อย่าง Family Mart (คนญี่ปุ่นเรียกแฟมมี่), 7-eleven, Lawson, Sunkus ฯลฯ ซึ่งน่าจะเป็น category ที่ตายช้าที่สุด, ร้านค้าปลีกแบบราคาเดียว หรือ “ร้านร้อยเยน” เช่น Daiso, Seria, Can Do ฯลฯ ร้านขายของอินดี้ที่เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว อย่าง Don Quijote, ร้านขายยา อาทิ Matsumoto Kiyoshi, SunDrug, Tsuruha, Kokumin ร้านขายหนัง-ซีดี อาทิ ซึทาญ่า, Tower Records ร้านหนังสือ อย่าง Book First, Sanseido, Maruzen ร้านขายของแต่งบ้าน อย่าง Nitori และอื่นๆ อีกมากมาย

จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของร้านค้าปลีกสูงมาก และจากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและพูดคุยกับเพื่อนชาวเจแปน ผมมองว่าร้านเหล่านี้กลมกลืนอยู่กับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นจนกลายเป็นอัตลักษณ์ประจำชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าจะ “ประวิงเวลา” ให้มันอยู่กับชีวิตแบบ “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” ไปได้อีกพักใหญ่

นี่คือมุมมองที่ผมมีต่อค้าปลีกญี่ปุ่น … แล้วค้าปลีกไทยล่ะ จะเป็นอย่างไร?!!

IMG_3464

สำหรับเมืองไทย ผมมองว่าค้าปลีกจะยังไม่ตายง่ายๆ เช่นกัน (แม้จะเชื่อว่าคงไม่อยู่ยั้งยืนยงเหมือนค้าปลีกญี่ปุ่น) ด้วยเหตุผลสองประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง ประเทศไทยมีอากาศร้อนตลอดทั้งปี คนไทยจึงชอบเข้าไปเดินในห้าง จะไปสวนสาธารณะก็ร้อน เดินได้แค่ช่วงเช้าหรือเย็น (แล้วก็ไม่ค่อยมีให้เดินด้วย) ไม่เหมือน park สวยๆ ในต่างประเทศที่เดินหรือเข้าไปปิกนิกได้ทั้งวัน

นอกจากนี้ ประเทศเราไม่มีกิจกรรมให้ผู้คนได้ทำมากนัก เราไม่มีมิวเซียมดีๆ ให้คนเดิน เราไม่มีกีฬาดีๆ ให้พ่อแม่จูงลูกไปชมในวันเสาร์อาทิตย์ สิ่งเดียวที่คนไทยทำได้เสมอ คือการไปใช้เวลาตามศูนย์การค้า ซึ่งรวมเอากิจกรรมทุกอย่างเข้าไปอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ กวดวิชา โยนโบว์ลิ่ง คุยธุระ ฯลฯ การเดินห้างของคนไทย จึงไม่ใช่แค่ไป “ซื้อของ” เหมือนฝรั่ง แต่เป็นการเข้าไป “ใช้ชีวิต” เสียมากกว่า

(ในการประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ที่ผ่านมา ชาร์ลี มังเกอร์ คู่หูของบัฟเฟตต์ยังบอกว่า เหตุที่ “e-commerce” กำลังทำให้ห้างสรรพสินค้าตาย เพราะคนสมัยนี้จับจ่ายใช้สอยในห้างน้อยลง แต่เอาเงินไปใช้กับเรื่องบันเทิงมากขึ้น เช่น “ดูหนัง” เมื่อได้ยินมังเกอร์พูดเช่นนี้ ผมยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้นั้นไม่ผิด เพราะห้างเมืองไทยไม่ได้มีไว้แค่ขายสินค้า แต่เป็น entertainment complex คือมีทุกอย่างรวมอยู่ในนั้น รวมทั้งโรงหนังด้วย ห้างไทยจึงไม่เหมือนของอเมริกาแน่ๆ)

IMG_5608 2

ประการที่สอง ผมมองว่า “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ทำให้คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยยังไม่มีบัตรเครดิต และไทยเองก็ไม่มีระบบเดบิตที่เข้มแข็งเหมือนที่คนจีนมี “จือฟู่เป่า” (Alipay) ต่อให้ชาวบ้านกดมือถือซื้อของเองได้จริง การจะจ่ายเงินด้วยระบบ e-payment ก็ย่อมจะเป็นอุปสรรคอยู่ดี

การโตของ e-commerce ไทย จึงน่าจะเติบโตในลักษณะเดียวกับเศรษฐกิจไทยในอดีต คือหัวโต แต่แขนขาลีบ แม้ชาวบ้านร้านตลาดจะมีสมาร์ทโฟน แต่เมื่อใดที่ต้องการรองเท้าแตะสักคู่หรือสากกะเบือสักอัน การไป Big C หรือ  Lotus ก็ยังเป็นทางเลือกที่ “ใช่” ไปอีกนาน 

ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา ผมจึงเชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่น และรวมถึงของไทย จะยัง “ลากยาว” ไปได้อีกพอสมควร ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกลงทุนหรือไม่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกของทั้งสองประเทศนี้ ผมก็ไม่คิดว่ามันจะตายวันตายพรุ่งแต่อย่างใดครับ

ร้านร้อยเยน

IMG_3464

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“ร้านร้อยเยน” คือโมเดลธุรกิจที่ผมมองว่าน่าสนใจมากๆ จุดเด่นของธุรกิจนี้คือความเรียบง่าย สินค้าที่ขายในร้านร้อยเยนส่วนมากคือของใช้ทั่วไป บ้างก็เป็นของแต่งบ้าน ของใช้ส่วนตัว ไปจนถึงสินค้าจิปาถะต่างๆ เช่น เคสโทรศัพท์มือถือ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ไม่เว้นแม้ของกิน ฯลฯ โดยเอาทุกอย่างมาขายในราคาหนึ่งร้อยเยน หรือประมาณ 31  บาทไทย

(โมเดลนี้ไม่ได้มีเฉพาะในญี่ปุ่น ในอเมริกาก็มีร้าน 1 ดอลลาร์ 2 ดอลลาร์ ในเมืองจีนมีร้าน 10 หยวน ว่ากันไป แต่ในที่นี้ขอพูดถึงญี่ปุ่นเท่านั้น)

การตั้งราคาเดียวร้อยเยน ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าถูก (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ถือว่าถูกจริง) และตัดสินใจซื้อได้ง่าย เห็นอะไรชอบก็หยิบๆ ใส่ตะกร้า นอกจากนี้ สินค้าในร้านร้อยเยนยังมีหลากหลาย แม่บ้านญี่ปุ่นหลายคน เวลาอะไรในบ้านขาดนี่พุ่งไปร้านร้อยเยนก่อนเลย โดยเฉพาะของที่ไม่ต้องเน้นคุณภาพอะไรมาก ถ้าร้านร้อยเยนไม่มี หรือต้องการของที่คุณภาพดีสักหน่อย จึงค่อยไปซื้อที่อื่น

ยกตัวอย่างเช่น ต้องการถาดทำน้ำแข็งในตู้เย็น แทนที่จะไปซื้อที่แผนกเครื่องครัวในห้าง Nitori หรือ Tokyu Hands ซึ่งอย่างน้อยๆ ต้องมี 200-300 เยน ก็ไปซื้อที่ร้านร้อยเยน ใช้ได้เหมือนกัน จะจ่ายแพงกว่าทำไม (ผมเองใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นปีละหลายเดือน เข้าร้านร้อยเยนสัปดาห์หนึ่งหลายครั้งอยู่)

IMG_3466

ในมุมของผู้ขาย เรื่องของ pricing นี่ไม่ต้องคิดเลย เพราะใช้กลยุทธ์ “ราคาเดียว” (one-price) อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ลดต้นทุนสินค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะทำได้ก็ด้วยการสั่งผลิตและซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากจากผู้ผลิต และการจะทำเช่นนั้นได้ ปัจจัยสำคัญคือต้อง “ขยายสาขาออกไปให้ได้มากๆ” เพราะยิ่งมีสาขามาก ปริมาณสินค้าที่ต้องสั่งซื้อ (หรือสั่งผลิต) ก็จะยิ่งมาก ซึ่งย่อมจะทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลง (ร้านค้าทั่วไปที่ไม่ใช่ร้อยเยน อย่าง IKEA ห้างขายของใช้ในบ้านระดับโลกก็สามารถขายของถูกได้ด้วยเหตุผลนี้เป็นสำคัญ)

อีกสิ่งหนึ่งที่ธุรกิจนี้ต้องทำ คือการ “สร้างจุดขาย” โดยทำให้สินค้าของร้านตัวเองมีความแตกต่างจากร้านอื่นๆ ซึ่งเอาเข้าจริง จากที่ผมสังเกต สินค้าที่ขายในร้านร้อยเยนญี่ปุ่นจำนวนมากเป็นสินค้าแบบเดียวกันเป๊ะ แต่จะมีส่วนหนึ่งที่เป็นของร้านใครร้านมัน ประมาณว่าของชิ้นนี้-แบบนี้ มีที่ร้านนี้เท่านั้น

สินค้าประเภทหลังนี่แต่ละร้านควรมีให้มากเข้าไว้ เพราะยิ่งมีของน่ารักๆ ที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ ก็จะเป็นการ “สร้างความแตกต่าง” ทำให้เกิดความน่าซื้อ ลูกค้าอยากมา

IMG_3467

ร้านร้อยเยนหลายร้านมี “Character Goods” หรือสินค้าตัวการ์ตูนดังๆ เช่น มิกกี้เมาส์ คุมะมง ไข่ย้อย ฯลฯ ซึ่งก็ทำออกมาได้น่ารักน่าใช้มากเลยทีเดียว ขนาดผมเป็นผู้ชาย เห็นช้อนส้อม กล่องใส่อาหารลายมิคกี้เม้าส์ หรือทิชชู่เย็นลายคุมะมง ยังอยากซื้อมาใช้ (แล้วก็ซื้อจริงๆ ด้วย) บางร้านนี่แยกเป็นมุมของการ์ตูนนั้นๆ โดยเฉพาะเลยก็มี

แบรนด์ร้านร้อยเยนของญี่ปุ่นที่คนไทยคุ้นเคย น่าจะได้แก่ Daiso เพราะมีสาขาไปเปิดที่เมืองไทย และถึงขนาดขายแฟรนไชส์กันแล้ว โดยขายของที่ชิ้นละ “เริ่มต้น 60 บาท” ซึ่งเทียบกับเงินญี่ปุ่นคือประมาณ 200 เยน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะต้นทุนสูงกว่า แต่ร้านร้อยเยนญี่ปุ่นยังมีอีกหลายร้าน ที่คนไทยนิยมกันก็อย่างเช่น ร้าน CanDo ซึ่งมีอยู่หลายสาขา โดยเฉพาะสาขาใหญ่ที่ชินจูกุที่ทัวร์ไทยชอบเอาลูกค้าไปปล่อยไว้

แต่ที่ผมชอบที่สุดโดยส่วนตัว คือร้าน Seria อันนี้ก็มีหลายสาขาเช่นกัน ผมเคยช้อปร้าน Seria ครั้งแรกที่เกาะโอกินาว่า ก่อนจะซื้อของที่ร้านนี้เรื่อยมา เหตุที่ชอบ Seria มากกว่าร้านอื่นๆ เพราะสินค้าเค้าทำน่าซื้อมาก และมีให้เลือกหลากหลายกว่า ที่สำคัญคือ เป็นร้านร้อยเยนที่ทุกอย่าง “100 เยน” จริงๆ ไม่ใช่เริ่มต้นร้อยเยน แต่บางชิ้นขาย 200-300 เยน ดังนั้นจึงคิดเงินง่ายมาก เช่น หยิบของ 10 อย่างก็คูณสิบเข้าไป = 1,080 เยน (ยังมีภาษีอีกชิ้นละ 8% = 8 เยน)

IMG_3470

ในมุมของการลงทุน โมเดลธุรกิจนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะ “ง่าย”  และรายจ่ายลงทุนไม่สูง ไม่ต้องมีงบ R&D อะไรมาก แต่ก็แน่นอน ด้วยความที่ราคาสินค้าถูก cap ไว้ที่ 100 เยน profit margin จึงค่อนข้างต่ำ บางชิ้นกำไรน้อยมาก หรือแทบไม่ได้กำไร ในขณะที่บางชิ้นอาจกำไรมากหน่อย แต่ถัวกันไปแล้วยังมีกำไร ธุรกิจนี้จึงต้องเน้น volume คือขายของให้ได้มากชิ้นที่สุด อีกทางหนึ่งก็ต้องขยายสาขาออกไปให้ได้มากๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดความประหยัดจากขนาด

อย่างไรก็ตาม จากที่ได้อ่านงบการเงินของร้านร้อยเยนในญี่ปุ่น ผมพบว่าบางร้านทำ net margin  ได้สูงขึ้นผิดหูผิดตา จาก 1 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ เมื่อสิบปีที่แล้ว กลายเป็น 6-7 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน ซึ่งไม่เลวร้ายเลย

ข้อดีอีกอย่างของธุรกิจนี้ที่นึกออกคือ สินค้าส่วนใหญ่ตกรุ่นค่อนข้างยาก แม้จะต้องมีสินค้ามากมายหลายประเภท แต่ของพวกนี้อยู่ได้นาน (คุณเคยเห็น พรมเช็ดเท้า หรือไม้แขวนเสื้อ ตกรุ่นไหมล่ะ?) ธุรกิจจึงนี้บริหารสต็อกได้ง่ายกว่า ไม่เหมือนร้านขายเสื้อผ้า

โดยสรุป ร้านร้อยเยนของญี่ปุ่นเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน แต่ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มีการขยายสาขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (เพราะ key driver อยู่ที่การขยายสาขา) และดู performance ย้อนหลังจากงบการเงินของบริษัท หากพบว่าดีและหุ้นราคาไม่แพงจนเกินไปก็สามารถตัดสินใจลงทุนได้ครับ