สรุปไฮไลท์ ประชุมเบิร์กเชียร์ 2021

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ข้อมูลจาก CNBC

ปีนี้ การประชุมประจำปีของ เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2021 ที่ผ่านมา โดยย้ายไปประชุมที่แคลิฟอร์เนีย และมีไฮไลท์ที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นการที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่าตนเองอาจจะทำพลาดที่ขายหุ้น Apple ไปบางส่วน หรือการที่ทั้ง บัฟเฟตต์ และ ชาร์ลี มังเกอร์ มอง Robinhood แอพเทรดหุ้นฟรีค่าธรรมเนียม ที่สร้างปรากฏการณ์ Gamestop เป็นลบค่อนข้างมาก รวมทั้งจุดยืนอันมั่นคงต่อบิทคอยน์ของทั้งปู่บัฟและปู่มังก์

ผมแปล-เรียบเรียงมาให้อ่านกัน ดังนี้ครับ

มองลบ แอพ “Robinhood”

บัฟเฟตต์  :

“มันกลายเป็นพวกกาสิโนกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาร่วมในตลาดหุ้นเมื่อปีที่ผ่านมาหรือปีครึ่งที่ผ่านมา” 

มังเกอร์ :

“มันช่างเหมือนกับการสะบัดธงแดงล่อวัวกระทิงซะจริงๆ ผมว่ามันโคตรห่วยบรมเลยที่ของอย่างนี้ลากเอาแวดวงการลงทุน จากความเป็นมนุษย์ที่มีอารยธรรม กลายเป็นคนเดินดินธรรมดา”

จัดเต็ม “บิทคอยน์”

บัฟเฟตต์ ไม่พูด โดยบอกว่าไม่อยากโดนต่อว่าจากพวกที่ไป Long บิทคอยน์ไว้

มังเกอร์ :

“(บิทคอยน์เป็น) ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สร้างขึ้นในอากาศ”

“แน่นอน ผมเกลียดความสำเร็จของบิทคอยน์” 

“ผมไม่ยอมต้อนรับอัตราแลกเปลี่ยนที่นักเรียกค่าไถ่และพวกปล้นสะดมใช้ได้ถนัดมืออย่างแน่นอน”

“ผมคิดว่าการก่อตัวขึ้นมาของมันแบบบ้อๆ บอๆ ช่างน่ารังเกียจและขัดแย้งกับคุณประโยชน์แห่งอารยธรรมมนุษย์”

ไม่กลัวการพุ่งขึ้นของอัตราภาษี

บัฟเฟตต์ :

“มันเป็นนิทานหลอกชาวบ้านที่พวกบริษัทแต่งขึ้นมา เวลาที่พวกเขาออกแถลงการณ์ โดยอ้างว่ามันจะแย่ต่อพวกคุณทุกคน”

ชี้แจงการซื้อหุ้นคืน

(ปัจจุบันเบิร์กเชียร์กำลังซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง)

มังเกอร์ :

“(มันจะไร้จริยธรรม) ถ้าคุณซื้อหุ้นคืนเพียงเพื่อดันราคาให้มันวิ่ง”

“แต่ถ้าคุณซื้อหุ้นคืน เพราะมันเหมาะสมแล้วที่จะทำ เพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นปัจจุบัน มันก็เป็นการกระทำที่มีจริยธรรมสูงยิ่ง และคนที่ออกมาด่าก็คือพวกบ้าๆ บอๆ เท่านั้นแหละ”

เตือนเกี่ยวกับ SPAC 

(บริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนผ่านการ IPO โดยที่ตัวบริษัทนั้นเองไม่ได้ทำธุรกิจอะไร)

บัฟเฟตต์ :

“เท่าที่ผมเข้าใจ พวก SPAC ต้องใช้เงินภายในสองปี ซึ่งถ้าคุณเอาปืนมาจ่อหัวผมแล้วบังคับให้ซื้อธุรกิจภายในสองปี ผมก็คงต้องยอม” (หัวเราะลั่น)

“มันเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก เพียงแค่ตอนนี้ เงินมันไปอยู่ตรงนั้น และวอลล์สตรีตก็วิ่งตามเงินไปก็เท่านั้นแหละ”

“SPAC มันใช้ได้ผลมาพักใหญ่แล้ว และถ้าคุณเอาอะไรที่ชื่อดังสักหน่อยไปปะไว้ มันก็ขายได้แทบจะทั้งนั้น” 

พูดถึงการพิมพ์เงินเข้ามาในระบบแบบมโหฬาร

มังเกอร์ :

“พวกนักทฤษฎีการเงินยุคใหม่มันมั่นใจเกินไป ผมไม่คิดว่าอย่างเราๆ จะมีใครรู้หรอกว่า ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นกับไอ้สิ่งน้ี”

“ผมคิดว่ามีโอกาสอยู่พอสมควรที่การกระทำแบบสุดขั้วนี้อาจจะไหลลื่นกว่าที่ทุกคนคิด แต่ผมก็รู้เช่นกันว่าถ้าทำต่อเนื่องไปโดยไร้ขีดจำกัด มันจะจบลงแบบหายนะแน่นอน”

Quote จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์

บัฟเฟตต์ เอาคำพูดของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ขึ้นสไลด์

“นักเก็งกำไรไม่อาจสร้างฟองสบู่ขึ้นมาได้ บนสายธารแห่งธุรกิจที่ไหลนิ่ง แต่การซื้อขายของเขาจะส่งผลรุนแรงขึ้นมาทันที หากองค์กรกลายเป็นฟองสบู่ บนน้ำเชี่ยววนแห่งการเก็งกำไรอันถาโถม เมื่อพัฒนาการทางเงินทุนของประเทศหนึ่งๆ เป็นผลพวงมาจากกิจกรรมแบบบ่อนกาสิโน มันจะจบลงไม่สวยค่อนข้างแน่นอน”

“เราคงหาซื้อธุรกิจดีๆ ไม่ได้ ถ้าช่วงเวลาแบบนี้ยังดำเนินต่อไป”

ขายหุ้น Apple บางส่วนอาจเป็นความผิดพลาด

บัฟเฟตต์ :

“เรามีโอกาสซื้อเพิ่ม แต่ผมกลับขายไปบางส่วนเมื่อปีที่แล้ว … ผมอาจจะพลาดก็ได้นะ”

“(หุ้น Apple) เป็นราคาลดแบบสุดๆ ไปเลย”

“มัน (สินค้า Apple) จำเป็นมากๆ สำหรับผู้คน”

“มันมีบทบาทกับชีวิตคนมากๆ” 

“รถยนต์คันหนึ่งราคา 35000 เหรียญ แต่ผมมั่นใจว่า สำหรับบางคน ถ้าคุณไปถามเขาว่าจะยอมทิ้งอะไรระหว่างสินค้า Apple กับรถยนต์ เขาจะยอมทิ้งรถยนต์แน่ๆ”

ลงทุน “หุ้นต่างประเทศ” ด้วยความ “มั่นใจ” กับ My VALUE , subscription plan ที่จะให้แนวทางในการตัดสินใจ เพื่อให้ท่านลงทุนได้ “แม่นยำ” ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเนื้อหาที่คัดสรรและบทความที่เรียบเรียงมาจากสำนักข่าวสายการเงินการลงทุนระดับโลก

คลิก ที่นี่ เลย

ทำไมบัฟเฟตต์กับมังเกอร์ไม่เคยเถียงกัน

มังเกอร์ :

“วอร์เรน กับผมไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำทุกเรื่อง แต่เราก็เข้ากันได้ดี”

บัฟเฟตต์ :

“เราไม่เคยเถียงกันเลยตลอด 62 ปี ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราเห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่เราแค่ไม่เคยโกรธกัน”

ไม่มีปัญหากับการถือหุ้นน้ำมัน

บัฟเฟตต์ :

“คนที่มักสุดขั้วไปในทางใดทางหนึ่งคือคนบ้า ผมไม่อยากเห็นไฮโดรคาร์บอนถูกแบนเบ็ดเสร็จในสามปีข้างหน้านี้ มันไม่เวิร์กหรอก ในทางตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันจะค่อยๆ ปรับกันไปเอง”

“ทุกๆ ธุรกิจจะมีสิ่งที่ ถ้าคุณได้รู้เข้า คุณจะไม่ชอบมัน … ถ้าคุณคาดว่าทุกอย่างในตัวคู่ครองของคุณ หรือเพื่อนของคุณ หรือของบริษัทต่างๆ จะสมบูรณ์แบบ คุณจะไม่มีวันได้เห็นอย่างนั้น”

 ไม่อยากถือหุ้นสายการบิน

บัฟเฟตต์ :

“อุตสาหกรรรมที่ขายในราคารวมกันไม่ถึง 100,000 ล้านเหรียญนั้น ขาดทุนไปแล้วมากมาย พวกเขาสูญเสียความสามารถในการทำกำไร … การเดินทางระหว่างประเทศยังไม่กลับมา … ผมคงไม่บอกว่ามันเป็นเรื่องที่ดี (การขายหุ้นสายการบินทิ้ง)ในประวัติศาสตร์ของเบิร์กเชียร์ แต่เราก็มีเงินมากกว่าบริษัทไหนๆ ในสหรัฐฯ … ผมคิดว่าธุรกิจสายการบินเริ่มจะดีขึ้นเพราะเราขายพวกเขาทิ้ง และผมขอให้พวกเขาโชคดี แต่ผมยังคงไม่อยากซื้อธุรกิจสายการบินอยู่เหมือนเดิม”

มองธุรกิจยากกว่ามองเทรนด์

บัฟเฟตต์ :

“การเลือกหุ้น มีอะไรต้องทำเยอะกว่ามาก เมื่อเทียบกับการมองว่าอุตสาหกรรมไหนจะยอดเยี่ยมในอนาคต”

ยังแนะนำให้ซื้อกองทุนอิงดัชนี

บัฟเฟตต์ :

“มันบอกเราว่าทุนนิยมยังทำงานได้ดีอยู่ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นนักทุนนิยม … โลกเราเปลี่ยนไปมากๆ มากเหลือเกิน” (ก่อนจะสรุปว่า วิธีที่ดีที่สุดยังคงเป็นการลงทุนในกองทุนอิงดัชนี)


ลงทุน “หุ้นต่างประเทศ” ด้วยความ “มั่นใจ” กับ My VALUE , subscription plan ที่จะให้แนวทางในการตัดสินใจ เพื่อให้ท่านลงทุนได้ “แม่นยำ” ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเนื้อหาที่คัดสรรและบทความที่เรียบเรียงมาจากสำนักข่าวสายการเงินการลงทุนระดับโลก คลิก ที่นี่ เลย


ข้อมูลอ้างอิง CNBC : https://www.cnbc.com/2021/05/01/berkshire-hathaway-meeting-live-updates.html?__source=newsletter%7Cweekendbrief&fbclid=IwAR0DK6hRTAB-xJfiJaWTs53o9_GYtV_QX-rM4u7ltqXCMWXSeJf6m-XXqAw

ลึกลงไปใน “กำไร” ของ Tesla

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(30 เม.ย. 2021)

Tesla เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมา ปรากฏว่ากำไรสุทธิอยู่ที่ “438 ล้านเหรียญ” ส่วนรายได้อยู่ที่ “10,390 ล้านเหรียญ”

ตัวเลขกำไรดังกล่าว มากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อยู่พอสมควร แต่หุ้นกลับร่วงลง 3% หลังจากทราบข่าว

มาดูกันนะครับว่าตลาดเห็นอะไร …

จากผลประกอบการของ Tesla ไตรมาสล่าสุดที่ประกาศออกมา

กำไรต่อหุ้น “93 เซนต์” เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ “79 เซนต์” 

รายได้ “10,390 ล้านเหรียญ” เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ “10,290 ล้านเหรียญ” เพิ่มขึ้น 74% จากปีที่แล้ว

ดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร ก็ทำได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดด้วยซ้ำไป ราคาหุ้นน่าจะวิ่งกระฉูดไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงลงล่ะ?

สาเหตุอยู่ตรงนี้ครับ …

กำไรสุทธิไตรมาสนี้ ที่ออกมา 438 ล้านเหรียญนั้น เป็นกำไรแบบ GAAP คือรวม “รายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว” ด้วย 

รายการที่ว่านั้น ได้แก่ ยอดขายที่เป็นเครดิต (sales of regulatory credits) จำนวน “518 ล้านเหรียญ” และ bitcoin ที่ขายทิ้งไปเป็นเงิน “101 ล้านเหรียญ”

หากตัดสองรายการนี้ออก กำไรของบริษัทในไตรมาสล่าสุดของ Tesla จะติดลบ “181 ล้านเหรียญ” (438 ล้าน – 518 ล้าน – 101 ล้าน) 

ภาพจากรายการ Squawk Box ของ CNBC

กอร์ดอน จอห์นสัน ผู้ก่อตั้ง GLJ Research ให้สัมภาษณ์ เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวในรายการ Squawk Box ช่อง CNBC ถึง Tesla บอกว่า 

“They are losing money the more cars they deliver” 

แปลเป็นไทยว่า ยิ่งนำส่งรถได้มากเท่าไร ยิ่งขาดทุนมากเท่านั้น”

ดังนั้น คนที่บอกว่า Tesla กำไรตั้งเยอะ มาบอกว่าขาดทุนได้ยังไง? ต้องดูให้ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง จึงจะเห็นภาพที่แม่นยำขึ้น

ทีนี้ มาดูส่วนธุรกิจอื่นๆ ที่ยังมีปัญหากันบ้าง …

ธุรกิจของ Tesla แบ่งเป็นสามส่วน คือ ยานยนต์ (Automotives) พลังงาน (Energy) และบริการและอื่นๆ (Services and Other) 

ในส่วนหลังสุด คือธุรกิจ “บริการและอื่นๆ” หรือที่หลายคนในแวดวงการเงินรวมทั้งพวก geek ในเว็บบอร์ด เรียกว่า “เอสโอ” (SO)  และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “บริการ” และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “รถใช้แล้ว” (used cars) และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “รถและอื่นๆ” (cars and others) นั้น

เป็นการขาย “รถใช้แล้ว” หรือ “รถมือสอง” ของ Tesla ร่วมด้วยการให้บริการซ่อมบำรุง (maintenance) และบริการอื่นๆ แม้แต่การขายรถที่ไม่ใช่รถของ Tesla ก็รวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย

นี่คือส่วนธุรกิจที่เรียกได้ว่า เป็นตัว “เผาเงิน” ของ Tesla มาหลายปี และยังเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

เว็บไซต์เกี่ยวกับรถ รายงานผลประกอบการของ Tesla ว่ายิ่งผลิตรถ ยิ่งขาดทุน
ภาพจากรายการ Squawk Box ของ CNBC

กล่าวคือ gross margin ของธุรกิจนี้ ติดลบ 20% ในไตรมาสล่าสุด เทียบกับไตรมาสที่แล้วที่ติดลบอยู่ 8% แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก หากมองย้อนหลังไปถึงปี 2018 ซึ่งเคยติดลบถึง 45%

นั่นแปลว่า การขายรถยนต์ใช้แล้วของ Tesla และธุรกิจบริการอื่นๆ นั้น “ยิ่งขาย ยิ่งขาดทุน”

เว็บไซต์ stockdividendscreener. com สรุปว่า “Tesla เสียเงินไปกับทุกๆจุดทั้งชิ้นส่วนและยานยนต์ใช้แล้วซึ่งขายอยู่ในส่วนธุรกิจบริการ

ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนธุรกิจที่สอง คือ “ธุรกิจพลังงาน” Tesla ก็มี gross margin เป็นลบถึง 13 ไตรมาสติดกัน

ยังไม่นับกระแสเงินสดอิสระของบริษัท ที่ลดลงถึง 1,650 พันล้านเหรียญ

อัตราส่วนทางการเงินของ Tesla จาก Morningstar

กอร์ดอน จอห์นสัน นักวิเคราะห์ชื่อดังของสหรัฐฯ คนหนึ่งบอกว่า ธุรกิจที่ “ราคาต่อยอดขาย” สูงขนาดนี้ “ราคาต่อกำไรสุทธิ” สูงขนาดนี้ คุณควรจะเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นตรงกันข้าม

“การจะบอกว่าภาพรวมในระยะยาวมันดี แต่ตัวเลขมีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ เราไม่เข้าใจเลย … พอถึงจุดหนึ่ง คุณต้องหันมามองความเป็นจริงได้แล้ว” 

โดยส่วนตัว เวลาเขียนถึง Tesla หรือกองทุนในเครือ ARK ที่นักลงทุนรุ่นใหม่ รวมทั้งนักลงทุนไทยกำลังชื่นชอบกัน ผมมักจะเตือนให้ “ระวัง” 

ผมไม่อยากใช้คำว่า “แพงเกินไป” แต่ขอใช้คำที่เป็นกลางที่สุดว่า

ราคา ณ ปัจจุบันนี้ เป็นระดับที่ “หาเหตุผลมารองรับไม่ทัน” 

แม้รู้ดีว่าเตือนไปแล้วจะ “โดนด่า” ก็ตาม

ผมขอเลือกเขียนในสิ่งที่ผมเชื่อ จากตำราที่ร่ำเรียนมา จากกูรูที่เคยฟัง จากหนังสือที่เคยอ่าน เป็นการเขียนเพื่อเตือนอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีเจตนาแอบแฝงอื่นใด

เพราะแม้จะมีมุมมองที่แตกต่าง หรือเหตุผลมาคัดง้างอย่างไร

แต่ผมมั่นใจว่า คำว่า “ระวัง” ที่บอกไป คงไม่ทำร้ายใครอย่างแน่นอน


เตือนให้ระวัง !! นักวิเคราะห์ชี้ “ARK” อันตราย – ช่องโหว่เพียบ

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

บทความนี้ เขียนโดย Robby Greengold, CFA, ในคอลัมน์ Fund Spy ของ Morningstar เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2021 โดยกล่าวถึง ARK Invest บริษัทลงทุนของ เคธี วูด และกองทุนในเครือ ผมเห็นว่าน่าสนใจมากๆ ในเวลาที่ ARK เป็นที่นิยมอย่างสูงในหมู่นักลงทุนทั่วโลกรวมทั้งคนไทย จึงขอเรียบเรียงมาให้ได้อ่านกันเป็นข้อๆ

อาจจะยาวสักนิดแต่น่าจะมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่คิดจะลงทุนใน ETF ของ ARK หรือ feeder fund ของไทยที่ลงทุนใน ARK

ขอออกตัวก่อนว่า นี่เป็นเพียงการเรียบเรียง โดยสรุปออกมาเป็นข้อๆ ไม่ใช่การแปลแบบคำต่อคำ และไอเดียทั้งหมดในข้อเขียนนี้เป็นของผู้เขียน ไม่ใช่ของผม จะเห็นด้วยหรือไม่ขอให้เป็นวิจารณญาณของท่านเองครับ

1. ผู้เขียนเกริ่นนำ โดยรวบยอดว่า ARK  Invest มีจุดอ่อนสามประการหลัก หนึ่งคือ การอาศัยผู้จัดการกองทุนที่ชอบฉายเดี่ยว สองคือทีมที่มีประสบการณ์น้อย และสามคือการขาดความพร้อมรับมือ หากตลาดเกิดการหักมุมขึ้นมาอย่างรุนแรง (major twist)

2. กองทุนของ ARK กระจายการลงทุนไปในหุ้นของห้าอุตสาหกรรม คือ AI, Blockchain, การจัดลำดับ DNA, การจัดเก็บพลังงาน และ Robotics ซึ่งบริษัทคิดว่าเป็นกลุ่มที่จะดิสรัปโลก

3. กองทุนในเครือของ ARK แทบไม่เหมือนกับดัชนีใดๆ โดยกล้าทุ่มเงินลงทุนไปกับหุ้นทุกขนาด เป็นการเดิมพันแบบหนักๆ แม้กับบริษัทที่ยังขาดทุน ขอเพียงมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง

4. จุดที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ARK ไม่ได้วัดความสำเร็จของตัวเองเหมือนกองทุนที่เน้นลงทุนระยะยาวทั่วไป กล่าวคือ แทนที่จะตั้งเป้าเอาชนะดัชนี บริษัทกลับให้ความสำคัญกับการเติบโตในระยะสั้นเยอะมาก และลงทุนเฉพาะในบริษัทที่มองว่าจะเติบโตเฉลี่ยทบต้น 15% หรือมากกว่านั้นในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเป้าที่เกินกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของ Russell Mid Cap Growth Index (ดัชนีการเติบโตของหุ้นขนาดกลาง) ที่ ARK ใช้เป็น benchmark เกือบสองเท่า

5. ที่ผ่านมา ETF ของ ARK ทำได้ดีกว่านั้นมาก กลยุทธ์ของบริษัทช่วยสร้างผลตอบแทนให้กองทุนในเครือได้ถึง 150% ในปี 2020 ส่งผลให้เงินหลั่งไหลกันเข้ามา โดย 12 เดือนหลังสุด นับถึง ก.พ. 2021 สินทรัพย์ใต้การจัดการของ ARK เพิ่มจาก 12,000 ล้านเป็น 80,000 ล้านเหรียญ

6. ARK มีลักษณะที่ค่อนข้าง shareholder-friendly คือคิดค่าธรรมเนียมไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง กองทุนแต่ละกอง ลงทุนในแพลตฟอร์มไฮเทคไม่กี่แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีจำนวนไม่มาก ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

7. เคธี วูด ผู้ก่อตั้ง ได้เอากระบวนการที่เคยใช้สมัยทำงานอยู่กับ AllianceBernstein ระหว่างปี 2001 ถึง 2013 มาใช้กับ ARK กล่าวคือ ใช้กลยุทธ์ที่มีความผันผวนสูง ดาวน์ไซด์ต่ำ และให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว 

8. เมื่อย้อนไปดูกองทุนหลักที่เคธีบริหารสมัยทำงานอยู่กับ AB แม้ผลตอบแทนจะชนะ Russell 100 ได้พอสมควร แต่มีจุดอ่อนในแง่ของการจัดการความเสี่ยง ขณะที่กองทุนรวมอีกสองกองภายใต้การบริหารของเธอกลับทำผลตอบแทนได้ไม่ดีนัก ทั้งยังไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีอีกด้วย

9. และเมื่อพิจารณาทีมของเคธีที่ ARK ไล่ตั้งแต่ เบรตต์ วินตัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ซึ่งเป็นคนที่น่าจะขึ้นมาแทนเคธีหากเธอวางมือ เบรตต์มีประสบการณ์ 15 ปี แต่ไม่เคยบริหารกองทุนมาก่อนเลย นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คนอื่นๆ ในทีมยังเข้าๆ ออกๆ ตลอดเวลา และเก้าคนที่ยังอยู่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์เชิงลึกมากนัก

10. ผู้เขียนให้ข้อสังเกตไว้ว่า ทีมวิจัยของ ARK ต่างจากทีมวิจัยของผู้บริหารกองทุนแบบดั้งเดิม ทว่าไม่ใช่ความแตกต่างในแง่ดี เพราะกองทุนส่วนใหญ่จะมีทีมนักวิเคราะห์ที่จบจากสถาบันดังๆ มีประสบการณ์หลายปี บ้างก็จบ MBA หรืออย่างน้อยก็มีเครดิตในสายการลงทุนมาไม่น้อย เช่นได้ CFA แล้ว แต่นักวิเคราะห์ของ ARK กลับไม่มีอะไรเลยนอกจากวุฒิปริญญาตรี

11. ผู้เขียนยังบอกด้วยว่า ในการรับสมัครงานของ ARK ทางบริษัทไม่ได้กำหนดว่าต้องมีเครดิตอะไรบ้าง ซึ่งดูเผินๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะจะทำให้ได้บุคลากรที่มีประสบการณ์และทักษะความสามารถอันหลากหลาย และอาจจะช่วยเพิ่มความสร้างสรรค์และมุมมองที่แตกต่างให้กับทีม ทว่าทีมของ ARK ที่มีอยู่ ดูเหมือนจะมีประสบการณ์ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับคนของบริษัทอื่นๆ และไม่น่าเชื่อว่า บุคลากรเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เคยทำงานฟูลไทม์มาก่อน

12. เป้าหมายที่ตั้งไว้สูงลิบของ ARK Innovation หรือ ARKK ทำให้ทางกองต้องจัดพอร์ตบนความเสี่ยง โดยใช้สัญชาตญาณของ เคธี วูด มากกว่าข้อมูลหรือกฏเกณฑ์ใดๆ ทั้งนี้ ARK ซึ่งไม่มีบุคลากรด้านการจัดการความเสี่ยงเลยแม้แต่คนเดียว มองความเสี่ยงผ่านระบบให้คะแนนของตนเอง โดยจำแนกบริษัทต่างๆ ผ่านเกณฑ์หกข้อ ที่ไม่ได้ช่วยให้เห็นภาพรวมของความเสี่ยงได้อย่างชัดเจนนัก

13. เคธี วูด เลือกหุ้นเข้าพอร์ตทีละตัว โดยใช้คะแนนรวมเพื่อเป็นแนวทางว่าจะมี position มากน้อยขนาดไหน แต่คะแนนที่เธอใช้ไม่ได้บ่งบอกถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนของหุ้นแต่ละตัว ซึ่งอาจเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญก็เป็นได้ (พูดง่ายๆ ก็คือ หุ้นที่เคธีมองว่ามีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงสุดๆ ก็อาจจะเสี่ยงสุดๆ ตามไปด้วย ทว่าระบบคะแนนที่เคธีใช้ไม่ได้บอกในเรื่องนี้เลย)

14. แม้จะมีการกระจายการลงทุนไปในหุ้นของหลายๆ แพลตฟอร์ม แต่การจัดหมวดหมู่หุ้นที่เข้าลงทุนของ ARK ไม่ได้บ่งชี้เลยว่าหุ้นเหล่านั้นจะขึ้น ตก ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวพร้อมๆ กันหรือไม่ (หมายความว่า ด้วยการกระจายการลงทุนเช่นนี้ หากตลาดแย่ หุ้นก็อาจจะลงพร้อมกัน ซึ่งไม่น่าจะเป็นการกระจายการลงทุนที่ดี) 

15.  ผู้เขียนบอกว่า ARK ไม่ได้กระจายการลงทุนด้วยการคาดการณ์ไปข้างหน้า โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์และค่าความแปรปรวนของหุ้นเหล่านั้นเป็นตัววัด โดยให้ทีมบริหารอิสระที่แยกออกจากฝ่ายบริหารกองทุนเป็นผู้คิดคำนวณ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีมากกว่า

16. บรรดากองทุนคู่แข่งของ ARK อาจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีวิเคราะห์ความเสี่ยงซึ่งซับซ้อนเช่นนี้ (ดังที่กล่าวไว้ในข้อ 15) เพราะกลยุทธ์ “ถือยาว” ของพวกเขาเป็นการช่วยจำกัดความเสี่ยงในตัวอยู่แล้ว เช่น จะไม่มีการทุ่มลงทุนในเซคเตอร์ใดเซคเตอร์หนึ่งเป็นจำนวนมาก ทว่า ARK กลับมีตัววัดเพื่อป้องกันการทุ่มลงทุน (concentration) น้อยมาก บริษัทเพียงบอกภาพกว้างๆ ว่าจะถือหุ้นไม่เกิน 10% ในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง และจะไม่เอาสินทรัพย์เกินครึ่งของบริษัทลงทุนในเทคโนโลยีเดียว

17. นอกจากนี้ ARK ไม่เคยให้คำมั่นว่าจะกระจายความเสี่ยงในพอร์ตต่างๆ ของตนเอง แต่บอกให้นักลงทุนพร้อมรับความผันผวน และแม้กระนั้น พอร์ตที่ใช้กลยุทธ์ในลักษณะเดียวกับ ARK ก็ควรจะแสดงถึงการรู้เท่าทันความเสี่ยงที่พ่วงมาด้วย และควรกลั่นมันออกมาเป็นระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (risk tolerance) ทว่าดูเหมือน ARK จะไม่ได้ทำเช่นนั้น

18. สิ่งที่ ARK ทำ กลับกลายเป็นการตัดทิ้งข้อความที่ระบุว่าจะจำกัดปริมาณการถือครองหุ้นตัวหลักๆ และจำกัดเปอร์เซ็นต์การถือหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วในแต่ละบริษัทออกไป

19. ก่อนจบ ผู้เขียนใช้วลีสรุปสถานการณ์ของ ARK ว่า “มองไม่เห็นอนาคต” (Blind to the Future) เพราะพอร์ตของบริษัทมีสภาพคล่องน้อยลงเรื่อยๆ และเปราะบางต่อการขาดทุนก้อนโต จากการที่ขนาดของพอร์ต “บวม” ขึ้นมาขนาดนี้ 

20. ระหว่างช่วง 12 เดือน นับถึง ก.พ. 2021 ที่สินทรัพย์ของ ETF ของบริษัทเติบโตขึ้นถึงสิบเด้ง กลายเป็นมากกว่า 23,000 ล้านเหรียญนั้น บริษัทยังคงถือและเพิ่มจำนวนการถือครองหุ้นในบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งยิ่งทำให้การขายหุ้นตัวนั้นๆ โดยไม่กระทบราคาทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยกองทุนในเครือ ARK เป็นอันดับต้นๆ ของกองทุนที่มีการทุ่มลงทุน (concentration) ในหุ้นรายตัวอย่างชัดเจน

21. บริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญกับการที่ดาวน์ไซด์ของกองทุนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังคงใช้อดีตมานำทางอนาคต ทว่าเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่เหมือนเดิม และวิกฤตในอนาคตย่อมจะแตกต่างจากอดีต หากไม่มีมืออาชีพด้านการบริหารความเสี่ยงมาทำ stress-test, มาจัดการการเปิดรับความเสี่ยงของพอร์ต, มาคาดการณ์โอกาสขาดทุนตามสมมุติฐานตลาดในลักษณะต่างๆ และตามสภาวะตลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยหา worst-case scenario ออกมา ทีมของ ARK ก็ย่อมตกอยู่ในตำแหน่งที่ย่ำแย่ ในการเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อการหักมุมหรือวิกฤตตลาดที่อาจเกิดขึ้น

22. และต่อให้มีทีมเช่นนั้นจริง ก็ไม่ได้มีสัญญาณใดๆ เลยที่บ่งบอกว่าเคธีจะทำตามคำแนะนำของทีม กระบวนการลงทุนที่เธอใช้อยู่ โดยแก่นของมันเป็นการทวีการเปิดรับความเสี่ยงให้กับกลุ่มหุ้นที่เสี่ยงมากที่สุดในพอร์ต ณ เวลาที่ตลาดอยู่ในจุดที่ความไม่แน่นอนสูงมากเช่นเวลานี้

23. หากเกิดวิกฤตขึ้น แผนของเธอคือขายหุ้นที่มีสภาพ “เหมือนเงินสด” กล่าวคือมีที่มาของรายได้จากหลายๆ แหล่ง ซึ่งโดยมากมักเป็นหุ้น large cap และมีสภาพคล่องสูง และหันไปซื้อหุ้น “pure play” จำนวนไม่กี่ตัว (น้อยสุดที่เป็นไปได้คือ 32 ตัว) ซึ่งมักเป็นหุ้นตัวเล็กที่ไม่มีกำไร สภาพคล่องต่ำ และผันผวนสูงมาก

24. เมื่อเทียบกับสมัยปี 2008 เคธีไม่ได้สุดขั้วขนาดนี้ ในยุคนั้น เธอถือหุ้นอยู่ 47 ตัว และเน้นหุ้นที่สภาพคล่องสูง ซึ่งแทบไม่ได้มีอะไรเหมือนกับสิ่งที่เธอทำอยู่ ณ วันนี้กับ ARK เลย โดยในปี 2008 บัญชี (ที่มีหุ้น 47 ตัว) ดังกล่าว ซึ่งเป็นบัญชีที่เน้นหุ้นขนาดใหญ่ มีผลติดลบถึง 45% ก่อนหักค่าธรรมเนียม แย่ยิ่งกว่าดัชนี Russel 1000 Growth Index ที่ติดลบเพียง 38% ด้วยซ้ำ

25. หากจะลดผลกระทบจากสภาวะตลาด วิธีแก้ก็คือ ARK ต้องสร้าง position ขึ้นมาใหม่และทยอยออกจาก position เดิม ทว่าการทำเช่นนั้น คนในตลาดย่อมจะเห็น เพราะ ETF จำเป็นต้องเปิดเผยพอร์ตต่อสาธารณะทุกวัน ซึ่งจะทำให้คนแห่ซื้อหุ้นที่ ARK กำลังเก็บ (ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น) และจะทำให้คนแห่ขายหุ้นที่ ARK กำลังทิ้ง (ส่งผลให้ราคาร่วงลงอย่างรวดเร็ว) จะเห็นได้ว่าภารกิจนี้ไม่ง่ายเลย

โดยสรุป การไล่ล่าหุ้นนวัตกรรมที่เข้ามาดิสรัปโลกและให้ผลตอบแทนในระดับสูงของ ARK อาจน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนที่พร้อมรับความเสี่ยงจากการขาดทุนหนักๆ 

ทว่าทีมของ ARK ซึ่งเต็มไปด้วยนักวิเคราะห์ประสบการณ์น้อย ประกอบกับวิธีบริหารความเสี่ยงแบบ “เดินหน้าลุย” (go-with-your-gut) บวกกับสินทรัพย์ที่บวมโตขึ้นมาขนาดนี้

ทำให้ต้องเขียนเครื่องหมายคำถามไว้ตัวโตๆ ว่า ผลการลงทุนที่โดดเด่นในอดีต จะคงอยู่ต่อไปได้อีกนานเท่าไร


ที่มา : https://www.morningstar.com/articles/1031702/ark-innovations-thematic-approach-is-ill-prepared-for-a-major-twist

ภาพประกอบ : twitter @CathieDWood