“เมื่อชีวิตถึงจุดเปลี่ยน” จากคนเคาะกระดานหุ้น มาขับแท็กซี่ 20 ปี

taxi-238478_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อวานนั่งแท็กซี่จากถนนเพชรบุรีไปทำธุระย่านเยาวราช เจอคนขับอายุรุ่นอา เป็นคนไทยเชื้อสายจีน นั่งไปสักพักก็ชวนแกคุย รู้สึกได้เลยว่าแกเป็นคนมีการศึกษาสูงทีเดียว

คุยไปอีกพักนึงถึงได้รู้ว่า แกเคยทำงานอยู่กับ “แบงก์ BBC” เป็นคน “เคาะกระดานหุ้น” สมัยโน้น ก่อนจะตกงานตอนที่ปิดสถาบันการเงิน 56 แห่งยุคบิ๊กจิ๋ว หลังฟองสบู่แตก

แกเล่าให้ฟังว่า ช่วงนั้นชีวิตแกกำลังรุ่ง มีบ้าน มีรถ เพิ่งแต่งเมีย พอตกงาน แกก็สูญเสียเกือบทุกอย่าง

หลังเปลี่ยนรัฐบาล แกอ่านข่าวเจอว่า รัฐมนตรีคลังคนใหม่บอกให้คนตกงานที่มีบ้านติดแบงก์ ไปรีไฟแนนซ์กับ ธอส. ได้ ปรากฏว่าพอแกไปจริง ธนาคารจะถามหาสลิปเงินเดือน แกโกรธมาก ด่ากลับไปว่า “ก็กูตกงาน แล้วจะมีสลิปเงินเดือนได้ไง” แล้วแกก็ถามว่า รัฐมนตรีคลังไปให้สัมภาษณ์บอกให้มารีไฟแนนซ์ได้ไม่ใช่หรือ (เรื่องรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์อย่างไรนี่ผมไม่ทราบ และไม่สามารถสืบค้นข้อมูลได้ แต่แกเล่าว่าอย่างนั้น)

สุดท้ายผู้จัดการแบงก์ต้องเรียกแกไปคุยส่วนตัวในห้องทำงาน แล้วขอโทษขอโพย บอกว่าทำให้ไม่ได้ แกจึงเดินลงมาด้านล่าง แล้วบอกคนที่รอคิวอยู่เป็นร้อยๆ คนว่าพวกเราถูกหลอกแล้ว ก่อนจะฉีกเอกสารทิ้งกระจุยกระจาย

ผมถามว่าแล้วแกทำยังไงต่อ แกก็บอกว่า ก็ต้องเสียบ้านหลังนั้นไป ทั้งๆ ที่ผ่อนจะหมดอยู่แล้ว และต้องย้ายมาอยู่บ้านเช่าเดือนละ 5,000 พลางขับแท็กซี่หาเลี้ยงชีวิต

แกขับแท็กซี่ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2542 อีกไม่กี่เดือนก็จะครบ 20 ปีพอดี

อย่างไรก็ตาม ในดีมีร้าย ในร้ายมีดี แกเล่าว่า ในวันที่แกสูญสิ้นทุกอย่างนั้น สิ่งที่แกไม่สูญเสียคือ “ภรรยา” แกบอกเมียแกให้ไปหาผัวใหม่ จะได้ไม่ต้องมาตกระกำลำบากกับแก แต่เมียแกกลับด่าแกเข้าให้ บอกว่าเราลำบากมาด้วยกัน จะมาทิ้งกันได้ยังไง (ที่แย่กว่าคือภรรยาแกก็ตกงานพร้อมกัน เพราะทำงานอยู่ในสถาบันการเงินด้วยกันทั้งคู่ แต่อยู่กันคนละบริษัท)

ถึงวันนี้ ผ่านมาเกือบ 20 ปี แกยังขับแท็กซี่อยู่เหมือนเดิม และยังอยู่บ้านเช่าเดือนละ 8,000 บาท แต่ลูกชายคนเดียวของแกเรียนจบแล้ว มีงานมีการมั่นคง เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเพิ่งจะบวชให้พ่อแม่ มีลูกดี แกก็หมดห่วง
 
ผมคุยกะแก ดูจากสีหน้าท่าทาง รู้เลยว่าแกหมดทุกข์แล้ว แกดูมีความสุขกับชีวิต ชวนผมคุยเป็นที่สนุกสนาน

ผมถามคำถามสุดท้ายว่า แกเคยคิดจะกลับไปทำงานในวงการหุ้นบ้างไหม แกบอกผมว่า เดี๋ยวนี้เขาใช้ระบบคอมพิวเตอร์หมด แกทำไม่เป็น

“นิ้วผมมันไม่ไป” เป็นประโยคที่แกใช้อธิบายความ “โลว์เทค” ของตัวเอง

ทุกวันนี้ ผมก็คือคนๆ หนึ่งใน “วงการหุ้น” หลายครั้งหลายคราที่ผมเฝ้ารอให้วิกฤตกลับมา เพื่อหวังคว้าโอกาสในการลงทุน แต่อีกด้านนึงก็ไม่อยากให้มันเกิดกับเมืองไทย แม้ว่าการคิดเช่นนั้นก็คือการเห็นแก่ตัวอยู่นั้นเอง เพราะแม้คนไทยจะไม่ตกงาน แต่ที่ใดที่มันเกิด ก็ต้องมีคนเดือดร้อน จะต้องมีคนเป็นแบบลุงแท็กซี่คนนี้อีกมากมาย

บทเรียนที่ผมเอามาสอนตัวเองมีสองข้อ ข้อแรกคือ เราต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับอนาคต อย่าไปหวังว่าหายนะจะเกิด แต่ก็จงเตรียมตัวให้พร้อม โอกาสมาจะได้คว้ามัน

ที่สำคัญ อย่าเอาตัวเราไปอยู่ในตำแหน่งที่ “เสี่ยงต่อหายนะ” เสียเอง

แต่บทเรียนที่มีค่ายิ่งกว่านั้น คือจงเลือกคนที่รักเราจริงๆ คนที่มาอยู่กับเราในวันที่ลำบาก แม้ลำบากอีกครั้ง เขาก็จะไม่ทิ้งเรา ลุงแท็กซี่คนนี้ผ่านอุปสรรคทุกอย่างมาได้ ก็ด้วยความรักและกำลังใจจากภรรยาของแก

เป็นสิ่งที่แม้จะมีเงินเป็นหมื่นๆ ล้านก็แลกเอามาไม่ได้เลย

Advertisements

“พูดปลดหนี้” เส้นทางทำเงินของครอบครัวคลินตัน

Hillary_Clinton_Bill_Chelsea_on_parade

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยแปลหนังสือเรื่อง The Ten Roads to Riches ของ เคน ฟิชเชอร์ ลูกชายของฟิลลิป ฟิชเชอร์ หนึ่งในสองแม่แบบการลงทุนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือ ฟิชเชอร์ระบุว่า บิล และ ฮิลลารี คลินตันทำเงินได้กว่า 150 ล้านเหรียญ จากการรับจ้างไปพูดในที่ต่างๆ ทั้งๆ ที่บิลพ้นจากตำแหน่งโดยมีภาระหนี้สินก้อนโต

ผมเพิ่งอ่านเจอในเว็บไซต์ CNBC โดยบิลพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตนเอง เขาบอกว่า ตัวเขาออกจากทำเนียบขาวโดยมีหนี้สินถึง “6 ล้านเหรียญ” (เกือบ 200 ล้านบาท) ขณะที่ฮิลลารี่ผู้เป็นภรรยาก็ยอมรับว่าเธอ “หมดเนื้อหมดตัว” (dead broke) ในเวลาที่สามีพ้นตำแหน่งเมื่อปี 2001

หนี้สินจำนวนดังกล่าว เกิดจากค่าทนายที่ใช้ต่อสู้กรณีที่บิลจะถูกถอดถอนจากกรณีอื้อฉาวกับ โมนิก้า ลูวินสกี้ และการที่เขาจะถูกยึดใบอนุญาตกฏหมายของรัฐอาร์คันซอว์

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่สามารถใช้กลยุทธ์ “พูดปลดหนี้” ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ภายในเวลาเพียงสามปี โดยบิลตระเวณรับจ้างพูดตามบริษัทองค์กรต่างๆ รวมแล้ว 57 ครั้ง ว่ากันว่า ค่าตัวต่อการพูดหนึ่งครั้งของบิล มาตรฐานอยู่ที่ 125,000 เหรียญ (4 ล้านบาท) และสูงสุดถึง 350,000 เหรียญ (กว่า 11 ล้านบาท)

โดยทั้งคู่ทำเงินจากการพูดรวมกันได้ถึง 153.7 ล้านเหรียญ (เกือบ 5,000 ล้านบาท) ระหว่างปี 2001 ถึงปี 2005 เรียกได้ว่าปลดหนี้อย่างรวดเร็วภายในสามปี มิหนำซ้ำยังรวยกว่าเดิมชนิดอื้อซ่า

นอกจากการพูดแล้ว ครอบครัวคลินตันยังมี “งานเขียน” โดยฮิลลารีทำเงินถึง 8 ล้านเหรียญ (กว่า 250 ล้านบาท) จากหนังสือ Living History ของเธอ ขณะที่บิลเก็บเงินเข้ากระเป๋าถึง 10 ล้านเหรียญ (320 ล้านบาท) จากหนังสือ “My Life” ของเขา

จะเห็นได้ว่า ทั้งคู่อาศัยชื่อเสียงและตำแหน่งหน้าที่ในอดีตมาทำเงินได้ก้อนโต ทั้งๆ ที่ก่อนเข้าทำเนียบขาว บิลและฮิลลารีไม่ใช่คนรายได้สูงอะไรเลย โดยเคน ฟิชเชอร์ ให้ข้อมูลว่า เงินเดือนผู้ว่าการรัฐของบิลอยู่ที่ 35,000 เหรียญ ส่วนฮิลลารีเองก็เป็นทนายระดับกลางๆ ที่ไม่ได้เด่นอะไร รายได้ก้อนสุดท้ายอยู่ที่ 200,000 เหรียญเท่านั้น แต่พอทั้งสองพ้นจากตำแหน่งมาทำธุรกิจ พูด-เขียน ทุกอย่างกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน

อย่างไรก็ตาม หากจะพูดถึงความเป็น “นักลงทุน” ของทั้งคู่ ก็ต้องบอกว่า “แย่มาก” โดยฟิชเชอร์บอกว่า ถ้าบิลและฮิลลารีออมเงินสักครึ่งหนึ่งของรายได้แล้วเอาไปลงทุน ทั้งคู่น่าจะมีเงิน 3.6 ล้านเหรียญขณะเข้าทำเนียบขาว และหากเอาเงินเดือนครึ่งหนึ่งในระหว่างอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีไปลงทุนอย่างฉลาด ก็น่าจะทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านเหรียญ

อาจมองได้ว่า คลินตันผัวเมีย เก่งในการ “บริหารชื่อเสียง” แต่ไม่ใช่ไอดอลของเราๆ ในฐานะ “นักลงทุน” อย่างแน่นอน

โดยส่วนตัวแม้ผมจะชื่นชอบบิล คลินตัน แต่เรื่องราวการใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง “ในอดีต” ไปทำมาหากิน ก็ต้องยอมรับว่าทำให้หลายคนไม่ชอบเขา อันนี้ก็เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคนที่ว่ากันไม่ได้นะครับ


ข้อมูลประกอบจากเว็บไซต์ CNBC  และหนังสือ Ten Roads to Riches โดย Ken Fisher

 

 

 

ตำนานลิโด้ กับ “คุณค่า” ที่ต้องใช้ “ใจ” มอง

IMG_5187

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช, แอดมินเพจ Club VI และคนรักลิโด้

เมื่อวานนี้ (31 พ.ค. 2561) ผมได้เดินทางไปที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ในวันทำการสุดท้าย เหตุที่ไปก็ด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะความผูกพันกับโรงภาพยนตร์แห่งนี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังวัยรุ่น นับเป็นเวลาก็ร่วมยี่สิบปีมาแล้ว

ปกติผมเป็นคนชอบดูหนัง หากไม่นับช่วง 3-4 ปีหลังที่ใช้เวลาอยู่ต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมจะไปดูหนังที่โรงแทบทุกสัปดาห์ และด้วยความที่เป็นคนชอบหนังนอกกระแส จึงไม่มีที่พึ่งไหนจะดีไปกว่าโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ ทั้งลิโด้ สกาล่า และสยาม  (โรงหลังสุดปิดไปเมื่อหลายปีก่อนเพราะโดนเพลิงไหม้)

ผมเชื่อว่าใครต่อใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ลิโด้ ก็น่าจะเหมือนกับผม คือมี “สตอรี่” น่ารักๆ เก็บเอาไว้ในลิ้นชักความทรงจำส่วนตัว

หลากหลายเรื่องราวที่เคยอ่านเจอในพันทิป เป็นต้นว่า โทรศัพท์มาเช็ครอบหนัง พี่ที่ลิโด้รับโทรศัพท์แล้วก็ถามว่า “ตอนนี้อยู่ที่ไหนล่ะ อยู่หน้ารามหรอ อ๋อ ทันนะ นั่งอะไรมาล่ะ มารถเมล์ก็ทัน มาเถอะ”

เป็นความผูกพันระหว่าง “คนฉายหนัง” กับ “คนดูหนัง” ที่ได้อ่านหรือได้ยินเมื่อไรก็อมยิ้มได้ทุกที

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปดูหนังที่ลิโด้ตามปกติ แล้วก็หยิบบัตรสะสมแต้มออกมาให้เจ้าหน้าที่ขายตั๋วประทับตรา แต่วันนั้นเอ๋อ! ไปหยิบบัตรของเมเจอร์ออกมา พี่แกเลยแซวว่า “นอกใจกันหรอ” ทำเอาผมแอบรู้สึกผิดไปเหมือนกัน (ใครมาดูที่นี่บ่อยๆ น่าจะมีบัตรสะสมแต้มนี้กันทุกคน เป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ไปดูหนึ่งครั้งเขาก็จะเอาตรายางแสตมป์ให้ สะสมครบ 12 ดวงได้ดูฟรีหนึ่งเรื่อง)

ผมยังจำภาพยนตร์หลายเรื่องที่โรงอื่นๆ ไม่ฉาย แต่ได้มาดูที่ลิโด้แห่งนี้ เรื่องท้อปๆ ในใจน่าจะเป็น “สัตว์ประหลาด” ของพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังที่ผมชอบที่สุดตลอดกาล และอีกมากมายที่ไม่มีทางไล่เรียงได้หมด

ผมพบข้อมูลจากเว็บไซต์ POSITIONING ว่า ในรอบห้าปีหลัง บริษัท เอเพ็กซ์ ภาพยนตร์ มีผลขาดทุนเล็กน้อยทุกปี บางทีขาดทุนล้านกว่าบาท บางปีขาดทุนหลักแสน ยกเว้นปี 2558 ที่มีกำไรเกือบ 5 ล้านบาท โดยล่าสุดในปี 2560 บริษัทมีรายได้ 10.7 ล้านบาท ขาดทุน 1.4 ล้านบาท

ที่น่าเหนื่อยแทนก็คือ มีหนี้สินสูงถึง 181 ล้าน !!

ขณะที่บริษัท สยามมหรสพ งบการเงินยิ่งหวือหวากว่า ในรอบห้าปีหลัง บางปีขาดทุน 20-30 ล้าน บางปีขาดทุน 10-20 ล้าน มีเพียงปี 2558 ที่กำไรกว่า 90 ล้าน

แต่โดยรวมๆ แล้ว หากมองในสายตานักลงทุน ธุรกิจนี้ดูไม่ดีเอาเสียเลย

ถามว่า แล้วเขาทำไปทำไม?

ผมเชื่อว่าในการทำงานหรือทำธุรกิจ สิ่งหนึ่งซึ่งจะหล่อเลี้ยงให้เราเดินหน้าไปได้ก็คือ ความรู้สึกว่าเราได้ทำในสิ่งที่มีคุณค่า

มีพี่ที่ทำสำนักพิมพ์คนหนึ่งบอกผมว่า สูตรของเขาคือ จะทำหนังสือเพื่อตอบโจทย์ตลาด “สามปก” และทำหนังสือที่มีค่า “หนึ่งปก” สลับกันไปเรื่อยๆ

หากทำเฉพาะหนังสือที่มีคุณค่าทว่าขายได้น้อย สำนักพิมพ์ก็คงอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าทำแต่หนังสือเอาใจตลาด โดยเนื้อหาไม่ได้สร้างคุณค่าที่แท้แก่สังคม ตัวเขาก็คงไม่มี “ไฟ” ที่จะทำมันต่อ

ผมเชื่อว่ามันคือ “หลักคิด” เดียวกับการทำลิโด้

คุณพิสิฐ ตันสัจจา ผู้ก่อตั้งโรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ สร้างชื่อขึ้นมาจากการเป็นผู้ปรับปรุง “ศาลาเฉลิมไทย” ซึ่งมีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับการเมืองการปกครองของไทยมาอย่างยาวนาน ก่อนจะมาทำลิโด้ สกาล่า และโรงหนังสยาม และส่งไม้ให้ทายาททำต่อจนถึงปัจจุบัน

แม้กระแสโลกจะเปลี่ยนไป ใครต่อใครจะหันไปดูหนังในห้าง แต่ครอบครัวนี้ก็ยังยืนหยัดทำโรงหนังในรูปแบบเก่า พวกเขาเลือกที่จะรักษาวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์แบบดั้งเดิม

ผมไม่เชื่อว่าโลกนี้จะดีขึ้นสักเท่าไร หากลิโด้เปลี่ยนเป็นแบบเมเจอร์ เช่นเดียวกับที่ผมไม่เชื่อว่าโลกนี้จะดีขึ้นตรงไหน หากคุณ เล็ก วิริยะพันธุ์ ขายเมืองโบราณให้บริษัทใหญ่ๆ เพื่อเอาที่ดินไปพัฒนาเป็นบ้านจัดสรรหรือห้างขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ตรงกันข้าม คุณพี่ใส่สูทสีเหลืองอ๋อย คอยฉีกตั๋วหน้าอยู่โรง เอาไฟฉายส่องพาเราไปยังที่นั่ง นั่นต่างหาก คือ “เสน่ห์” ที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องเรื่อยมา 

เป็น “คุณค่า” ที่ควรถนอมรักษาไว้

สุดท้ายนี้ ผมไม่อยากต่อว่าใครที่ลิโด้ไม่ได้ไปต่อ เพราะนั่นไม่ใช่เจตนา

แต่อยากจะขอบคุณผู้บริหารโรงหนังแห่งนี้

ขอบคุณ … ที่ร่วมสานสร้างวัฒนธรรมการดูหนังในเมืองไทย

ขอบคุณ … ที่รักษาความเป็นตัวเองไว้ได้ “ไม่เปลี่ยนแปลง” หรือหวั่นไหวไปตามกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก

และสุดท้าย ขอบคุณ … ที่ยืนหยัดทำในสิ่งที่เชื่อมาได้นานขนาดน้ี

คุณค่าบางอย่าง ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยสายตา หรือการอ่าน “งบการเงิน”

ต้องใช้ “ใจ” เท่านั้น จึงจะรับรู้ได้

ขอบคุณมากครับ

——–

ภาพประกอบแรกโดย  wisekwai, ภาพประกอบหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด”