12 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ “ซุปเปอร์ลีก” ดีลช็อควงการลูกหนังโลก

เขียนและเรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

  1. ซุปเปอร์ลีก (Super League) เป็นการจัดแข่งขันฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลชั้นนำ 15 สโมสรในยุโรป ได้แก่ มิลาน อาร์เซนอล แอตมาดริด เชลซี บาร์เซโลน่า อินเตอร์ ยูเวนตุส ลิเวอร์พูล แมนซิตี้ แมนยู รีลมาดริด ท็อตแน่มฮ็อทสเปอร์ และสโมสรที่ยังไม่เปิดเผยชื่ออีก 3 สโมสร โดยไม่มีสโมสรจากเยอรมนีและฝรั่งเศส (จึงไม่มีทีมอย่าง PSG หรือ บาเยิร์น มิวนิค)
  2. ผู้ที่เสียประโยชน์เต็มๆ ย่อมจะเป็น “ยูฟ่า” องค์กรฟุตบอล ซึ่งเป็นผู้จัดแข่ง ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก (UCL) รวมถึงยูฟ่ายูโรป้าลีก (UEL) ที่ทีมเหล่านี้ร่วมแข่งขันอยู่ แต่แถลงการณ์ของซุปเปอร์ลีกก็บอกว่า ต้องการจะเจรจากับทั้งฟีฟ่าและยูฟ่า เพื่อให้ลีกที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และเป็นผลบวกต่อโลกฟุตบอลโดยรวม (ประเด็นนี้ผมมองว่าน่าจะเป็นการแสดงออกในเชิงการทูตมากกว่าการแสดงท่าทีอย่างจริงจัง – แอดมิน)
  3. แถลงการณ์ระบุว่า เหตุที่ต้องตั้ง ซุปเปอร์ลีก ขึ้นมา ก็เพราะการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้ “ความไร้เสถียรภาพ” ของ “โมเดลทางเศรษฐกิจ” ของฟุตบอลยุโรปถูกเร่งขึ้นอย่างรุนแรง (แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ ทำให้รายได้หดหาย การจัดแข่งขันบอลยุโรปแบบเดิมๆ ของยูฟ่า ทำเงินให้สโมสรชั้นนำต่างๆ ไม่ได้เหมือนแต่ก่อน – แอดมิน)
  4. แถลงการณ์ระบุด้วยว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องตั้งซุปเปอร์ลีก ก็เพราะสโมสรที่จะร่วมกันก่อตั้งนี้ มีความพยายามมานานแล้ว ที่จะหาทางเพิ่มคุณภาพและความเข้มข้นของการแข่งขันฟุตบอลยุโรป ด้วยการสร้างรูปแบบที่จะทำให้ทีมชั้นนำได้มาฟาดแข้งกันเป็นประจำ 
  5. เมื่อเกิดโควิดขึ้น จึงต้องอาศัยวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และวิธีทางการค้าใหม่ เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุนประโยชน์ของ “พีรามิดฟุตบอลยุโรป” (ผมมองว่าน่าสนใจมากๆ ที่ใช้วลี “พีระมิดฟุตบอล” แต่ในแถลงการณ์ไม่ได้มีการขยายความวลีนี้ – แอดมิน)
  6. แถลงการณ์อ้างด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามในการพูดคุยหาทางออกกันมาแล้วหลายรอบ แต่ทางผู้ก่อตั้งซุปเปอร์ลีกไม่เชื่อว่าทางออกที่มีการเสนอกันออกมา จะสามารถแก้ปัญหาเชิงพื้นฐาน โดยจัดให้มีการแข่งขันฟุตบอลคุณภาพสูง และเป็นแหล่งทรัพยากรทางการเงินอันน่าพอใจสำหรับบรรดาสโมสรต่างๆ ได้
  7. การแข่งขันซุปเปอร์ลีก จะประกอบไปด้วย 20 สโมสร โดยนอกจากสโมสรผู้ก่อตั้ง 15 สโมสร จะมีกลจักรในการสรรหาอีก 5 สโมสรมาร่วมแข่งขันกันในแต่ละฤดูกาล โดยพิจารณาจากความสำเร็จและผลงานในฤดูกาลก่อนหน้า (แถลงการณ์ไม่ได้ระบุถึงทีมที่จะถูกคัดออกหรือตกชั้น ว่ามีระบบอย่างไร – แอดมิน)
  8. การแข่งขันจะมีขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งหมายความว่าแต่ละสโมสรจะสามารถเตะตามโปรแกรมลีกในประเทศของตนเอง ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของตารางการแข่งขันของสโมสรต่างๆ ไปได้ตามปกติ (แต่ก็อย่างที่ตั้งข้อสังเกตไปแล้วว่า ที่กระทบเต็มๆ ย่อมจะเป็น UCL และ UEL ของยูฟ่า หรือถ้าจะพูดให้ชัด นี่อาจเป็นรายการที่จะมาทดแทน UCL เลยก็ว่าได้ – แอดมิน) 
  9. การแข่งขันจะเริ่มต้นในเดือน ส.ค. (ช่วงเริ่มต้นลีกในประเทศของฟุตบอลยุโรป) โดยจะแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 10 ทีม เล่นเหย้าเยือนกัน สามทีมแรกของแต่ละกลุ่มจะได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบก่อนรองชนะเลิศโดยอัตโนมัติ ทีมอันดับ 4 และ 5 จะเล่นสองเลกแบบเหย้าเยือน เพื่อชิงตั๋วใบสุดท้ายของแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะทำให้ได้ทีมที่จะเล่นรอบก่อนรองฯ ครบ 8 ทีม ส่วนรองรองชนะเลิศก็จะเล่นสองเลกเช่นกัน แล้วไปชิงชนะเลิศแบบเลกเดียวที่สนามเป็นกลาง
  10. ประเด็นนี้สำคัญมาก แถลงการณ์ระบุว่า ทัวร์นาเม้นท์ใหม่นี้จะช่วยสร้างการเติบโตและการสนับสนุนทางเศรษฐกิจให้กับฟุตบอลยุโรปในระยะยาว ด้วย “uncapped solidarity payment” หรือเงินสนับสนุนที่จะแบ่งให้แต่ละสโมสรโดยแปรผันตามรายได้ที่ทำได้ โดย “ไม่มีการกำหนดเพดาน” (พูดง่ายๆ คือ ถ้าซุปเปอร์ลีกทำเงินได้มาก แต่ละสโมสรก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ) ซึ่งคาดว่าจะสูงกว่าส่วนแบ่งที่ได้จากการแข่งขันฟุตบอลยุโรปในปัจจุบัน และคาดว่าจะสูงกว่า 10,000 ล้านยูโร ตลอดช่วงระยะเวลาที่ตกลงร่วมกันแข่งขัน (ไม่ได้ระบุว่าระยะเวลาเบื้องต้นคือจะแข่งกันกี่ฤดูกาล – แอดมิน)
  11. ที่สำคัญมากๆ เช่นกัน คือสโมสรที่ตกลงปลงใจมาร่วมกันก่อตั้งลีก จะได้รับเงินทันที สโมสรละ 3,500 ล้านยูโร เพื่อเอาไปใช้เป็นทุนสำหรับลงทุนและบำรุง facility ต่างๆ รวมทั้งชดเชยความเสียหายจากผลกระทบของโควิด-19 (แถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่า เงิน 3,500 ล้านยูโรต่อสโมสร รวม 15 สโมสรก็เท่ากับ 5.25 หมื่นล้านยูโรนี้ จะมาจากแหล่งใด แต่ผมเดาเอาเองว่าน่าจะมาจากเงินกู้ ที่ทางนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการแข่งขัน จะกู้จากสถาบันการเงินระดับโลก แล้วเอามาจ่ายให้สโมสรผู้ร่วมก่อตั้ง – แอดมิน)
  12. ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรรีล มาดริด และประธานคนแรกของซุปเปอร์ลีก บอกว่า “เราจะช่วยฟุตบอลในทุกๆ ระดับ โดยช่วยให้มันได้อยู่ในจุดที่เหมาะสมของโลก”

และนี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับซุปเปอร์ลีก initiative ช็อคโลกที่ประกาศออกมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ซึ่งดูจากท่าทีแล้ว คงไม่ใช่แค่ลีลาการต่อรองกับยูฟ่า แต่น่าจะเป็นเรื่องจริง แต่ทางยูฟ่ารวมถึงองคาพยพอื่นๆ ของโลกฟุตบอลจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป คงต้องรอดูกันต่อไปครับ

——–

Credit : ภาพและข้อมูลประกอบจากแถลงการณ์ของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ https://www.tottenhamhotspur.com/news/2021/april/leading-european-football-clubs-announce-new-super-league-competition/?fbclid=IwAR2H_vucoDcSutkpIRdGe6XW0EHIDAmVlypX2coI-jxZQm4IKwpTdwCVTd0

ไม่ซื้อตอนนี้จะซื้อตอนไหน! เมื่อโควิดทำให้คนอเมริกันแห่ซื้อบ้าน

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ยอดขายบ้านในสหรัฐฯ เดือน ก.ค. พุ่งกระฉูด โดยเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. ถึง 24.7% ถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดแบบเดือนต่อเดือนนับตั้งแต่ปี 1968 และเป็นการเพิ่มในอัตราเร่งสูงสุดนับตั้งแต่ ธ.ค. 2006 ก่อนฟองสบู่บ้านแตกจนกลายเป็นวิกฤตซับไพร์ม คิดเป็นจำนวนยูนิตที่เพิ่มถึง 5.86 ล้านยูนิตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยซึ่งต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ตลาดอสังหาพ้นจากความซบเซาที่ต่อเนื่องยาวนานได้ในที่สุด โดยก่อนหน้านี้ อุปสงค์บ้านร่วงหนักลงกว่าเดิมในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาเพราะโคโรนาไวรัส ก่อนจะหักหัวกลับขึ้น 

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NAR) ชี้ว่า ขณะนี้ตลาดอสังหาได้ผ่านช่วงฟื้นตัว (Recovery Stage) เข้าสู่ช่วงเฟื่องฟู (Booming stage) เป็นที่เรียบร้อย

หากมองให้ลึกลงไปจะพบตัวเลขที่น่าสนใจหลายตัว เช่น ยอดขายเดือน ก.ค. ที่พุ่งสูงขึ้นนั้น มาจากผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรก ซึ่งจำนวนมากเป็นพวกมิลเลนเนียลวัยยี่สิบกว่าถึงสามสิบกว่าถึง 34% โดยมิลเลนเนียลส่วนนึงที่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าซื้อบ้านหรือชะลอการแต่งงานไว้เพราะกลัวเงินไม่พอ ก็ตัดสินใจซื้อบ้านในช่วงนี้

เรียกได้ว่า ดอกลงมาต่ำขนาดนี้ ถ้าไม่ซื้อตอนนี้แล้วจะซื้อตอนไหน !!

โดยจากยอดขายที่ปรากฏในเดือน ก.ค. แสดงให้เห็นว่า ผู้ซื้อส่วนใหญ่ตัดสินใจตั้งแต่เดือน พ.ค. หรือ มิ.ย. ขณะโดน “ล็อคดาวน์” อยู่กับบ้านนั่นเอง อาจมองได้ว่าวิกฤตโควิดแม้จะรุนแรงเพียงใด แต่ก็เป็นโอกาสให้คนจำนวนมากได้ครอบครองนิวาสถานเป็นของตนเอง

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าอุปทาน ก็ทำให้ราคาบ้านระดับกลางพุ่งสูงขึ้นประมาณ 8.5% มาอยู่ที่ 304,000 เหรียญ กลายเป็น “นิวไฮ” ซึ่งก็แปลว่าแม้จะจ่ายดอกถูก แต่คนที่ซื้อช้าก็อาจจะต้องซื้อบ้านในราคาแพงขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่า ยอดขายบ้านที่พุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กระทบหนักจากการระบาดของโคโรน่าไวรัส และน่าจะมีส่วนช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น


ข้อมูลประกอบจาก WSJ

“กางเกงช้าง” มหัศจรรย์ กับเหตุผลที่คุณต้องดู Shark Tank

Shark-Tank

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรียลลิตีโชว์ที่ผมชอบที่สุด คือ Shark Tank รายการนี้ดังมากๆ ในสหรัฐอเมริกา ฉายทางช่อง ABC รูปแบบรายการคือให้เจ้าของธุรกิจมาเสนอขายหุ้นของตัวเองแก่บรรดา Shark หรือ “ฉลาม” อันหมายถึงนักธุรกิจและนักลงทุนจากหลากหลายวงการจำนวน 5-6 คน

ทั้งนี้ ผู้ที่มาออกรายการจะมีเวลาสั้นๆ ในการพรีเซ้นต์สินค้าและธุรกิจของตัวเอง ก่อนจะเจอกับคำถามจากบรรดา Shark ซึ่งเป็นคณะกรรมการ หากพวก Shark สนใจ ก็จะยื่นข้อเสนอกลับมา และถ้าตกลงกันได้ ทั้งสองฝ่ายก็จะร่วมลงทุนทำธุรกิจกัน

ที่อยากเล่าในที่นี้ เพราะหลังจากดูมาหลายซีซั่น ผมไปเจอกับ ep. หนึ่งที่ทำให้งงมากๆ เพราะเจ้าของธุรกิจที่มา pitch นั้น ทำธุรกิจขาย “กางเกงช้าง” เป็นกางเกงผ้าบางๆ ใส่สบาย มีลวดลายเป็นรูปช้าง เหมือนที่ขายอยู่หน้าวัดพระแก้ว – วัดโพธิ์ นั่นแหละ

โดยผู้นำเสนอทั้งสองบอกว่า ได้ไอเดียนี้หลังจากไปเที่ยวปางช้างที่เมืองไทยแล้วเห็นช้างถูกทรมาน  จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาทำกางเกงลายช้างออกมาขาย เพื่อเอารายได้ส่วนหนึ่งไปช่วยช้าง

ในฐานะคนไทย ได้ยินอย่างนี้แล้ว ผมอดนึกในใจไม่ได้ว่ามัน “แปลกๆ อยู่” เพราะกางเกงลายช้างที่ว่านี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับปางช้าง หรือแคมป์ช้างที่เอาไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยตรงแต่อย่างใด มันเป็นแค่กางเกงที่เอาไว้ใส่เข้าวัด หรือใส่สบายๆ อยู่กับบ้าน มีขายดาษดื่นในเมืองไทย

ที่นึกออกก็เช่น หน้าวัดพระแก้ว-วัดโพธิ์ บางร้านก็ให้เช่าเพื่อใส่เข้าวัด (สำหรับนักท่องเที่ยวที่นุ่งสั้น) ซึ่งลวดลายก็ไม่ได้มีแต่ลายช้าง แต่มีสารพัดลาย ส่วนใหญ่จะเป็นลายไทยๆ (เพื่อนเยอรมันผมเรียกมันว่า Temple Pants เพราะผมซื้อให้เขาใส่เข้าวัด ตอนไปเที่ยววัดโพธิ์ด้วยกัน)

ไม่ใช่เฉพาะผมที่รู้สึกว่านี่เป็นธุรกิจที่งี่เง่า บรรดา shark หรือคณะกรรมการซึ่งเป็นมหาเศรษฐีก็รู้สึกว่าไอเดียนี้ไร้สาระเช่นกัน แต่เมื่อผู้นำเสนอเปิดเผยว่ามียอดขายถึง 7 ล้านเหรียญ หรือกว่า “230 ล้านบาท!!” หลังจากดำเนินธุรกิจมาเพียงสองปี ก็ทำเอา shark ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร

โดยเฉพาะคนไทยอย่างผมยิ่งงงหนักกว่า เพราะผู้นำเสนอบอกว่า ราคาขายปลีกของกางเกงช้างของเขานั้นอยู่ที่ตัวละ 24 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยราว “800 บาท!!”  ทั้งที่เราต่างรู้กันดีว่า กางเกงพวกนี้แถวหน้าวัดขายกันในราคาร้อยกว่าบาทเท่านั้น  ไม่เพียงเท่านั้น ยอดขายทั้งหมดยังมาจาก Facebook ไม่มีช่องทางอื่นเลย

JAMES BROOKS, NATHAN COLEMAN (THE ELEPHANT PANTS)

หลังจากหูผึ่งกับยอดขายแล้ว แม้จะมีข้อติติงหลายอย่าง เช่นที่ มาร์ค คิวบาน นักธุรกิจมหาเศรษฐีเจ้าของทีม ดัลลัส มาเวอร์ริคส์ เตือนว่า การขายผ่าน Facebook เพียงช่องทางเดียวถือว่าเสี่ยงมาก เพราะแค่ FB เปลี่ยนนโยบาย ธุรกิจก็อาจเจ๊งได้เลย

แต่สุดท้าย ด้วยยอดขายที่เย้ายวนใจ หนึ่งใน Shark คือ เดย์มอน จอห์น นักธุรกิจผิวดำที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจเสื้อผ้าฮิปฮอป ก็ยื่นข้อเสนอและตกลงกันได้ด้วยการซื้อหุ้น 17.5% ในบริษัท เป็นเงิน 500,000 เหรียญ หรือ 16.5 ล้านบาท

คิดเป็น Valuation ทั้งบริษัทถึง 2.85 ล้านเหรียญ หรือ “94 ล้านบาท” เลยทีเดียว!! 

(ที่จริงยังมีข้อเสนอจาก เควิน โอเลียรี่ เจ้าของฉายา “มิสเตอร์วันเดอร์ฟูล” Shark ตัวหลักของรายการด้วย แต่ผู้นำเสนอเลือกดีลกับเดย์มอนด์)

ผมเชื่อว่าไม่ว่าคนไทยคนไหนที่ได้ดู คงนึกในใจเหมือนผมว่า นี่มัน “บ้าไปแล้ว” กับการลงทุนในบริษัทเช่นนี้เป็นเงินมากขนาดนี้ เพราะมันขายสินค้าดาดๆ ที่ไม่น่าจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็น “ของแปลก” สำหรับคนอเมริกันก็ตาม

ทันทีที่ ep. นี้จบลง ผมรีบหยิบมือถือขึ้นมา Google ดูทันที ว่าสุดท้ายแล้วธุรกิจนี้เป็นอย่างไร (ep. นี้ออกอากาศตั้งแต่ปี 2017) ก่อนจะพบว่า Elephant Pants ยังดำเนินธุรกิจอยู่ แม้ในเว็บบอร์ดชื่อดังอย่าง Reddit จะมีคนบ่นว่าหาซื้อยาก หรือหาซื้อไม่ได้แล้ว แต่เมื่อลองเข้าไปในเว็บไซต์ ก็เห็นว่ายังสั่งซื้อได้

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมรู้สึกแปลกๆ กับเว็บไซต์ของบริษัทนี้ เพราะมีบางจุดที่ผมรู้สึกเองว่า “ไม่โปร” อย่างแรง เช่น มีการสะกดคำผิดๆ อย่างไม่น่าให้อภัย อาทิ สะกดคำว่า Donated (ที่แปลว่าบริจาค) เป็น Dontated (ดูภาพประกอบ)

ผมจึงเดาเอาเองว่า ตัวธุรกิจไม่น่าจะสวยหรูเท่าไรนัก มิเช่นนั้นคงมีคนมาคอยดูเว็บไซต์ ไม่ปล่อยให้พลาดขนาดนี้ (แม้ผมจะไม่สามารถไปหายอดขายหรือกำไรมาวิเคราะห์ได้เนื่องจากบริษัทไม่ได้เข้าตลาดหุ้น)

IMG_8185

โดยสรุป ผมได้บทเรียนจาก Shark Tank ep. นี้ ห้าข้อ ดังนี้

หนึ่ง) ธุรกิจบางอย่าง เพียงอาศัย “ความแปลกใหม่” โดยเอาของจากที่หนึ่งไปขายยังอีกที่หนึ่ง ก็สามารถทำเงินได้มากมายมหาศาล แม้มันอาจไม่ได้มีค่าอะไรเลยในถิ่นกำเนิดของตัวมันเอง แต่คนต่างถิ่นอาจรู้สึกว่า “แปลกดี” จนทำให้มีค่าขึ้นมา (ขนาดเพื่อนเยอรมันที่ผมพาไปเที่ยววัดโพธิ์ ยังชอบและซื้อกลับบ้านไปแจกครอบครัว 5-6 ตัว ส่วนผมไม่ซื้อเลยสักตัว)

ในทางกลับกัน ลองนึกดูว่าถ้ามีคนไทยเอาบริษัทอย่างนี้มาขายให้คุณในราคา 94 ล้าน ต่อให้คุณมีเงิน นอกจากจะไม่สนใจซื้อแล้ว เผลอๆ ยังจะด่ากลับไป 

สอง) การ “จดสิทธิบัตร-เครื่องหมายการค้า” เป็นสิ่งสำคัญมากๆ “กางเกงลายช้าง” อย่างนี้ในเมืองไทยมีมานานแล้ว แต่ไม่เคยมีใครจดเครื่องหมายการค้า หรือเอาไปปั้นแบรนด์เป็นเรื่องเป็นราว แต่ปรากฏว่าฝรั่งเอาไปทำจนรวยได้

จะเห็นได้ว่าคนไทยเรายังขาดเรื่อง “แบรนดิ้ง” อยู่มาก

สาม) รู้จัก “สร้างสตอรี่” ให้กับแบรนด์ ผู้นำเสนออ้างว่า แบรนด์นี้เอารายได้ส่วนหนึ่งไปช่วยช้าง และที่ทำธุรกิจนี้เป็นเพราะเห็นช้างถูกทรมาน ทั้งที่จริงมันก็คือการขายเสื้อผ้าคุณภาพธรรมดาๆ (shark บางคนยังบอกด้วยซ้ำว่าคุณภาพต่ำ) แต่เมื่อบวกสตอรี่เข้าไป จึงดูดีและมีคุณค่า (แม้คนไทยส่วนใหญ่จะไม่อิน)

สี่) ธุรกิจที่จะยั่งยืนได้ในระยะยาว ต้องมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ของที่คนอื่นลอกเลียนได้ง่าย ไม่มีทางจะอยู่ยั้งยืนยง ทุกวันนี้กางเกงหรือเสื้อพวกนี้ แม้ไม่ได้มาเมืองไทยก็หาซื้อได้ใน Amazon หรือ Taobao ในราคาที่ถูกกว่าเยอะ ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว Elephant Pants จะลงเอยอย่างไร แต่อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้เจ้าของซึ่งเป็นไอ้หนุ่มกะโปโลสองคนที่มาเที่ยวเมืองไทยกลายเป็นเศรษฐีย่อมๆ ได้

ห้า) ดู Shark Tank เถอะ “มันโคตรสนุกและมีประโยชน์จริงๆ” 

หมายเหตุ: ผมไม่เคยดู Shark Tank Thailand จึงไม่ขอให้ความเห็นครับ


Credit Image :

1 ภาพประกอบ Shark Tank ของ ABC เอามาจาก celebwikigossip.com

2 เอามาจาก theelephantpantz.com

3 ถ่ายจากหน้าเว็บ theelephantpantz.com