กาแฟแม็คแย่งยอดขายสตาร์บัคส์จริงหรือไม่?

800px-Mccafejf

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ทุกครั้งที่ผลประกอบการของสตาร์บัคส์ (SBUX) ออกมาไม่ดี คู่แข่งอย่าง McCafe หรือ “กาแฟแม็คโดนัลด์” มักถูกยกขึ้นมาเสมอว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่มาแย่งลูกค้า ทั้งนี้ด้วยรสชาติที่ไม่เลวแต่ราคาถูกกว่าเยอะ

เมื่อสิบปีที่แล้ว ในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเจอวิกฤตการเงิน สตาร์บัคส์เองก็ประสบกับภาวะขาลงเช่นเดียวกัน ผมเคยอ่านเจอว่าแม็คโดนัลด์เคยออกโฆษณาทำนองว่า จะซื้อกาแฟแก้วละ 4 เหรียญ (132 บาท) ไปทำไม?

เรียกได้ว่า แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อก็ทำให้สะดุ้งแรงๆ ได้ก็แล้วกัน

ล่าสุด เมื่อผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2018 ของสตาร์บัคส์ประกาศออกมาโตน้อยกว่าที่คาด จึงมีคนตั้งคำถามอีกเช่นเคยว่า เป็นเพราะถูก McCafe แย่งส่วนแบ่งตลาดไปใช่หรือไม่?

ส่วนหนึ่งที่เกิดคำถามเช่นนี้ คงเป็นเพราะแม็คได้หันมาขายกาแฟแบบ “จัดเต็ม” ไม่ใช่ไซด์ไลน์อีกต่อไป โดยมีทั้ง คาปูชิโน่ ม็อคค่า แม็คคิอาโต้ ทั้งหมดนี้ในราคาแก้วละไม่ถึง 2 เหรียญ (64 บาท)

บางคนจึงมองว่า แม็คกำลังพยายามชนะสตาร์บัคส์ “ในเกมของสตาร์บัคส์เอง”

เชื่อว่าใครก็คงคิดตรงกันว่า กาแฟแม็คคงแย่งลูกค้าสตาร์บัคส์ไปบ้าง แต่จะมีส่วนถึงขนาดที่ทำให้กาแฟไฮเอนด์รายนี้โตช้าลงอย่างที่เป็นอยู่สักกี่มากน้อย ก็ยากที่จะฟันธง

ที่แน่ๆ เจ้าของแบรนด์นางเงือกเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังพยายามเข็นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเสมอ ล่าสุดเพิ่งออก “ยูนิคอร์น แฟรปปูชิโน่” กาแฟปั่นสีรุ้งออกมาล่อตาล่อใจคนอยากลองของใหม่

นอกจากนี้ เมื่อปี 2016 บริษัทได้ไปลงทุนในเบเกอรี่ไฮเอนด์ของอิตาลี ชื่อ “พรินซี่” และเพิ่งเอามันมาขายในโรงคั่ว (roastery) ที่ซีแอทเทิล รวมทั้งที่เซี่ยงไฮ้ด้วย

โดยโฮเวิร์ด ชูลท์ส ประธานบริหารผู้ปลุกปั้นสตาร์บัคส์ขึ้นมาเป็นแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งของโลกก็บอกว่า พรินซี่จะมาช่วย “ยกระดับ” ธุรกิจอาหารของบริษัท (เชื่อกันว่า นับจากปี 2018 ในร้านสตาร์บัคส์ทั่วไปคงมีขนมปังแบรนด์นี้ทยอยออกมาวางขาย)

ในทางตรงข้าม บางคนก็มองว่า การที่สตาร์บัคส์หันมา “เล่น” เรื่องอาหาร เป็นการสะท้อนโดยปริยายว่า ยอดขายกาแฟคงโตต่อไปได้ลำบากแล้ว

แม้การแข่งขันระหว่าง สตาร์บัคส์ (SBUX) และแม็คโดนัลด์ (MCD) จะไม่ใช่ “สงครามใหญ่” เพราะไม่ใช่คู่แข่งกันโดยตรง

แต่ “ศึกคาเฟอีน” ระหว่างสองเจ้าก็อาจเป็น “แนวรบยืดเยื้อ” ที่ต้องดูกันไปยาวๆ ชนิดคาดเดาผลลัพธ์ได้ยากไม่น้อยเลยทีเดียว 


ข้อมูลประกอบ :  The Motley Fool บทความโดย  Rich Duprey, Bloomberg.com

ภาพประกอบ : (กาแฟแม็ค)โดย Ramon FVelasquez , ภาพอื่นๆ ของ ชัชวนันท์ สันธิเดช

 

Advertisements

หุ้นสตาร์บัคส์น่าซื้อจริงหรือ?

sbux-reserve

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“หุ้นสตาร์บัคส์ตอนนี้น่าซื้อจริงหรือ?” เป็นคำถามที่ถูกถามกันเยอะมากในหมู่นักลงทุนช่วงหลังๆ เพราะอะไรน่ะหรือ?

ก็เพราะ SBUX ร่วงลงมามากพอสมควร หลังผลประกอบการ Q1  ประกาศออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ยอดขายร้านเดิมเพิ่มขึ้นเพียง 2% จากเป้าทั้งปีที่ผู้บริหารตั้งไว้ว่าจะโต 3-5% นั่นแปลว่า ต่อให้ในสามไตรมาสที่เหลือ SSSG ของบริษัทเพิ่มขึ้นจนถึงเป้า อย่างเก่งก็คงได้แค่ 3% เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ราคาหุ้นของกาแฟตรานางเงือกหล่นฮวบลงมาเยอะมาก ปัจจุบัน PE อยู่ที่ประมาณ 18 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอเมริกาอยู่พอสมควร และต่ำกว่าราคาของตัวมันเองในอดีตไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมองว่า ยอดขายร้านเดิมที่โตขึ้นไม่มาก ไม่ได้เป็นเพราะ “แบรนด์” เสื่อมมนต์ขลังแต่อย่างใด ทว่าเกิดจากโปรโมชั่นช่วงวันหยุดที่ไม่มีความแปลกใหม่ และกระแสช้อปปิ้งออนไลน์ที่ทำให้คนไม่ออกมาซื้อของนอกบ้านในช่วงเทศกาล

อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งน่าสนใจคือ รายได้จากลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก Starbucks Rewards ยังคงน่าผิดหวังอยู่เหมือนเดิม ทำให้ผู้บริหาร take action ด้วยการเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์กับบัตรเครดิต เพื่อดึงคนให้มาเป็นสมาชิก Rewards ทั้งยังทำระบบให้ลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก Rewards จ่ายเงินด้วยระบบดิจิตอลได้ด้วย

แต่จุดเด่นของสตาร์บัคส์ก็คือ บริษัทกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วใน “ประเทศจีน” (เรื่องนี้ผมได้เขียนถึงไปแล้วหลายครั้ง ลองหาบทความเก่าๆ อ่านดูได้) โดยยอดขายไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 30% ต่างจากอเมริกาลิบลับ ขณะที่ยอดขายร้านเดิม หรือ SSSG ก็โตขึ้นถึง 6% จากจำนวนบิลที่เพิ่มขึ้นมาก แถมเพิ่งเปิดสาขาใหม่อีก 300 สาขา และมีแผนจะเปิดให้ครบ 5,000 ในปี 2021

นอกจากนี้ บริษัทเพิ่งเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัทร่วมทุนที่ทำสตาร์บัคส์ทางฝั่งตะวันออกของจีน ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่มาก (อ่านเพิ่มเติมที่นี่) อันทำให้ร้านกาแฟแบรนด์นางเงือกกว่า 3,100 สาขาเข้ามาอยู่ใต้การควบคุมของบริษัทแม่เต็มๆ

การที่ยอดขายในอเมริกาน่าผิดหวัง แต่ในจีนกำลังเติบโต ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า นี่อาจเป็นโอกาสอันงดงามที่สุดในการซื้อหุ้นสตาร์บัคส์ในรอบหลายปี สำหรับคนที่เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของ “แบรนด์นางเงือก” เจ้านี้ก็เป็นได้

(โดยส่วนตัว สมัยที่ผมเรียนอยู่เซี่ยงไฮ้ก็ได้ใช้ร้านสตาร์บัคส์เป็นบ้านหลังที่สามมาตลอด ล่าสุดยังได้แวะเวียนไปชมเปิดโรงคั่วใหญ่ระดับ landmark ใจกลางเมืองที่ชื่อ Stabucks Reserve Rostery ที่เพิ่งเปิดใหม่แบบเว่อร์วังอลังการสุดๆ (ตามภาพประกอบ) จึงยิ่งเห็นความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในเมืองจีนของบริษัทกาแฟยักษ์ใหญ่รายนี้)


ข้อมูลประกอบจาก Yahoo! Finance

 

หากฟองสบู่คริปโตแตกจะกระทบถึงตลาดหุ้นหรือไม่?

bitcoin-2008262__340

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อนมีแฟนเพจท่านหนึ่งถามว่า หากฟองสบู่คริปโตแตก จะส่งผลกระทบกลายเป็นวิกฤตตลาดหุ้นหรือไม่ ผมก็ตอบไปว่าไม่เกี่ยวกัน

แต่พอมาทบทวนดู ก็เริ่มรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร และพอลองค้นๆ ข่าวในเว็บไซต์ธุรกิจ ก็พบว่ามีบางคนเหมือนกันที่มองเช่นนี้

ตัวอย่างเช่น คริสโตเฟอร์ ฮาร์วีย์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หลักทรัพย์ของเวลส์ ฟาร์โก้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ถือหุ้นอยู่มองว่า ตอนนี้เกิดฟองสบู่เกิดขึ้นในตลาดคริปโต และหากมันแตกขึ้นมา ก็จะ “กระทบชิ่ง” ไปยังตลาดหุ้นแน่ๆ เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่า มันจะรุนแรงและส่งผลในวงกว้างขนาดไหน

แถมยังบอกด้วยว่า “ผมคิดว่าคนยังไม่พร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรอก!!”

อย่างไรก็ตาม ฮาร์วีย์ชี้ว่า การเทขายในช่วงสั้นๆ ดังที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร-พุธ ที่ผ่านมา ที่ราคาบิทคอยน์ร่วงลงไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับคริปโตทั้งตลาดซึ่งมูลค่าหายวับไปถึง 200,000 ล้านเหรียญ (6.6 ล้านล้านบาท) ในเวลาเพียงสองวันนั้น ยังไม่รุนแรงพอที่จะกระทบถึงตลาดหลักทรัพย์ หากแต่ต้องเป็นการร่วงลงอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายสัปดาห์ จึงจะ “ชิ่ง” มาถึงหุ้น

ผู้บริหารแบงก์ใหญ่คนนี้ เป็นคนแรกที่ออกมา “เชื่อมโยง” ความเกี่ยวข้องกันระหว่างการแตกของฟองสบู่คริปโตกับตลาดหุ้น ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ว่า ในเวลาที่ตลาดคริปโต “โต” ขึ้นนั้น มันได้กระจายการมองโลกในแง่ดีออกไปยังส่วนอื่นๆ ของตลาด ซึ่งก็รวมถึงตลาดหลักทรัพย์

ดังนั้น เมื่อการเก็งกำไรในตลาดคริปโตยุติลง ผลกระทบก็ย่อมจะกระจายออกไปในวงกว้าง อันเป็นผลมาจากการมองโลกในแง่บวกที่หมดไป โดยเขายังเสริมอีกว่า หุ้น “เทคโนโลยี” จะโดนก่อนเพื่อน ตามมาด้วยหุ้น “สถาบันการเงิน”

ในส่วนของไทยเรา เมื่อวานนี้ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO ก็เพิ่งออกมาพูดในลักษณะเดียวกันว่า ฟองสบู่ “คริปโตเคอร์เรนซี่ “และอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่อาจทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งต่อไปในช่วงระยะเวลาสิบปีข้างหน้า


 

ข้อมูลประกอบ :  CNBC , PostToday

บทความประกอบ บิทคอยน์คืออะไร คลิกที่นี่