เกร็ดความรู้จากหนังสือ Homodeus (1)

person-110305_960_720

โดย  ชัชวนันท์ สันธิเดช

ด้านล่างนี้คือเกร็ดความรู้จากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ระดับโลก “Homodeus” โดย ยูเอล โนอาห์ ฮารารี ที่ผมได้อ่านและเห็นว่าน่าสนใจมาก จึงเลือกหยิบยกมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยบางส่วน ใครสนใจหนังสือระดับตำนานเรื่องนี้ สามารถหาซื้อได้ทั่วไป มีทั้งต้นฉบับภาษาอังกฤษและฉบับแปลไทยครับ

——-

นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีคนตายจากการกินมากเกินไป มากกว่าคนที่ตายจากการกินน้อยเกินไป มีคนแก่ตายมากกว่าตายจากโรคระบาด มีคนฆ่าตัวตายมากกว่าคนที่ตายเพราะถูกทหาร ผู้ก่อการร้าย หรืออาชญากรสังหาร ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 คนทั่วไปมีโอกาสตายจากการกินแม็คโดนัลด์มากกว่าความอดอยาก อีโบล่า หรือการโจมตีของอัลกอห์อิดะห์

ปัจจุบันนี้ ไม่มีภาวะอดอยากตามธรรมชาติอีกต่อไปแล้ว คนที่อดตายในซีเรีย ซูดาน โซมาเลีย เป็นเพราะมีนักการเมืองต้องการให้เป็นอย่างนั้น

ก่อนจะถึงศตวรรษที่ 20 เด็กหนึ่งในสามของโลกตายก่อนโตเป็นผู้ใหญ่ จากทุพโภชนาการ และโรคร้าย

ในปี 2015 แพทย์ได้ค้นพบ “เท็กโซแบคทีน” (teixobactin) ยาปฏิชีวนะใหม่ซึ่งแบคทีเรียไม่สามารถต้านได้ เป็นตัวยาที่จะปฏิวัติการรักษาโรค ในวิถีทางที่ต่างจากยาชนิดก่อนๆ ที่เคยมีมา

ไบโอเทคโนโลยี ช่วยให้เราเอาชนะแบคทีเรียและไวรัส แต่ก็ทำให้มนุษย์เสี่ยงต่อภัยคุกคามใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน กล่าวคือ แม้แพทย์จะระบุตัวตนและหาทางรักษาโรคร้ายใหม่ๆ ได้เร็ว แต่กองทัพและผู้ก่อการร้ายก็จะสร้างเชื้อโรคอันตรายใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งเชื้อโรคที่อาจนำไปสู่วันโลกาวินาศขึ้นมาเพื่อรับใช้ลัทธิความเชื่อของตนเองได้เช่นกัน

ในปี 2012 มีผู้คนทั่วโลกล้มตายประมาณ 56 ล้านคน 620,000 คนในนั้น ตายจากความรุนแรงโดยมนุษย์ (ตายจากสงคราม 120,000 คน ตายจากอาชญากรรม 500,000 คน) ขณะที่ 800,000 คน ฆ่าตัวตาย และ 1.5 ล้านคน ตายจากเบาหวาน จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ “น้ำตาล” อันตรายกว่า “ดินปืน” เสียอีก

“กฏเชคอฟ” (Chekhov Law) โดย แอนตัน เชคอฟ บอกไว้ว่า ปืนที่ปรากฏในองค์ที่หนึ่ง จะถูกใช้ยิงในองค์ที่สามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความหมายก็คือ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กษัตริย์และจักรพรรดิที่ชอบสะสมอาวุธใหม่ๆ สักวันย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกดึงดูดให้ใช้มัน

ผู้ก่อการร้ายยึดครองวาระของโลกได้ ด้วยการยั่วยุให้ศัตรูของพวกเขา “ตอบสนองเกินเหตุ” (overreact) โดยทำให้คนทั่วโลกหวาดกลัว และการตอบสนองเกินเหตุต่อการก่อการร้ายนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกอองกำลังทหารขนาดมหึมา การละเมิดรุกล้ำพลเมืองโดยรวม เป็นภัยคุกคามที่รุนแรงยิ่งกว่าการก่อการร้ายโดยตัวของมันเองมากมายนัก

เมื่อต้องเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นักการเมือง CEO และผู้ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่จะเลือกการเติบโตเสมอ แต่ในศตวรรษที่ 21 เราจะหวังแค่นั้นไม่ได้ หากไม่อยากเผชิญกับหายนะ

สิ่งที่พึงปรารถนาที่สุดของมนุษยชาติ น่าจะเป็นการไม่มีความอดอยาก โรคระบาด หรือสงคราม โดยสร้าง “จุดสมดุลทางนิเวศวิทยา” ขึ้นมาได้ แต่ธรรมชาติมนุษย์มักไม่พอใจแค่นี้ การตอบสนองที่เป็นไปได้ที่สุดของมนุษย์เพื่อให้ได้รับความสำเร็จ จึงไม่ใช่การสร้างความรู้สึกพึงพอใจ แต่เป็นการแสวงหาให้มากขึ้น

(ต่อตอนหน้า)

 

สาวอินเดียที่มาเดินจตุจักรครั้งเดียว กลับไปปั้นสตาร์ทอัพหมื่นล้าน

800px-Ankiti_Bose

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ข้อมูลประกอบจาก CNBC

Ankiti Bose วัย 27 ปี คือผู้ก่อตั้ง Zilingo แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายเสื้อผ้าชื่อดัง ที่มีแอ็คทีฟยูเซอร์กว่า 7 ล้านคน และกำลังขยายตลาดไปทั่วโลก เธอเป็นหญิงอินเดียคนแรกที่ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพในสเกลใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาได้

ปัจจุบัน Zilingo มีมูลค่าราว 970 ล้านเหรียญ หรือเกือบๆ 3 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

ที่น่าสนใจก็คือ ไอเดียของเธอเกิดขึ้นง่ายๆ มาก ด้วยการมาเดินช้อปปิ้งที่ “เจเจ”

“ตอนนั้นเป็นปี 2014 ฉันไปเที่ยววันหยุดกับเพื่อน ที่จริงคือเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของฉันที่กรุงเทพฯ”

“เราไปที่ตลาดชื่อ จตุจักร” เธอกล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้ไปเดินตลาดนัดวันหยุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีร้านค้ากว่า 15,000 ร้านและผู้ค้ากว่า 11,500 คน

“ฉันนี่แบบ ‘ว้าว ของพวกนี้น่าเอาไปขายออนไลน์นะ!’ แต่พ่อค้าแม่ค้าพวกนั้นไม่ได้ขายออนไลน์ เขาทำไม่เป็น นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของฉัน” Bose เล่า

ที่น่าสนใจก็คือ ตอนนั้นอายุเธอเพิ่งจะ 23 และทำงานอยู่กับ Sequoia Capital บริษัท VC ชื่อดังในอินเดีย บ้านเกิดของเธอ

เมื่อกลับไปยังบังกาลอร์ Bose จึงตัดสินใจสร้างตลาดการค้าออนไลน์ขึ้นมา โดยเอาผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาขายของบนแพลตฟอร์ม

“มันเป็นไอเดียแบบเดวิดแอนด์โกไลแอธเลยนะ”

Bose เปรียบเปรยตัวเองเป็นเสมือนแจ็คผู้กล้าลุกขึ้นมาฆ่ายักษ์ เพราะตอนนั้นตลาดอินเดียมีทั้ง Amazon ของอเมริกา, Alibaba ของจีน และ Flipkart ของอินเดียอยู่แล้ว

แต่ที่ Bose กล้าโดดเข้าไป เพราะเธอมองว่า ผู้ค้าตัวเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ยังไม่มีที่ยืน และนี่คือช่องว่างทางการตลาดที่ยังไม่มีใครเติมเต็ม ทั้งๆ ที่ SEA เป็นภูมิภาคที่เป็นฮับสำคัญของผู้ผลิตเสื้อผ้าของโลก

“บริษัทเทคโนโลยีมีโอกาสที่ดีกว่า ในการขยายสเกลสิ่งต่างๆ แบบไม่เป็นเส้นตรง” Bose ชี้ชัด

“มีพ่อค้าคนกลางหลายร้อยคนทั่วเอเชียที่ดึงเอาส่วนต่างกำไรไปจากคนที่สมควรได้รับมัน และฉันคิดว่าเทคโนโลยีจะมาช่วยแก้ตรงนี้ได้”

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงปั้น Zilingo ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้ามา sign up แล้วเอาสินค้ามา list บนแพลตฟอร์ม ทั้งยังสนับสนุนบริการทุกด้าน ทั้งทางเทคนิค การเงิน และประกัน แลกกับส่วนแบ่ง 10-30% จากยอดขาย

อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าเธอมีโชคด้วยเหมือนกัน เพราะไม่กี่สัปดาห์หลังจากปิ๊งไอเดียนี้ เธอก็บังเอิญได้พบ Dhruv Kapoor เพื่อนของเพื่อน ซึ่งมาดื่มเบียร์ที่ห้องของเธอ พอรู้ว่าเขาเป็น tech guy ที่เก่งมากๆ เธอจึงเล่าไอเดียนี้ให้ฟัง และเขาก็เอาด้วย และภายในเวลาหกเดือน ทั้งคู่ก็ลาออกจากงานที่ทำอยู่ แล้วเอาเงินเก็บมาปั้นธุรกิจนี้ขึ้นมา

โดยส่วนตัว ผมมองว่าจุดที่น่าชื่นชม Bose ที่สุด ไม่ใช่แค่สายตาที่รู้จัก “มองหาโอกาส” และเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจที่ยังว่างอยู่เท่านั้น แต่คือการที่เธอเป็น “คนอินเดีย” แต่กลับ “อ่านขาด” ตลาดเสื้อผ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่นอกเหนือความคุ้นเคยของเธอ

บทเรียนที่ผมกลั่นออกมาจาก success story นี้ก็คือ ส่วนผสมของความสำเร็จในการทำสตาร์ทอัพใหม่ๆ ต้องมีสามอย่างคือ ไอเดีย + ความรู้ทางเทคโนโลยี + ความกล้า

และถ้าจะให้เพิ่ม “อย่างที่สี่” เข้าไป ก็น่าจะเป็น “ความรู้ทางธุรกิจและการเงิน” เพราะต้องไม่ลืมว่า Bose เคยทำงานอยู่กับบริษัท VC ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้เธอมองออกว่าธุรกิจเช่นใดที่สามารถดึงดูดเงินทุนและscaleup ขึ้นไปได้

ใครที่อยากประสบความสำเร็จอย่าง Bose ขั้นแรกคือต้องหาไอเดียให้ได้ก่อน โดยรู้จักมองหาช่องว่างทางธุรกิจ จากนั้นก็ลองดูว่าตัวคุณมีอะไร อะไรที่ยังขาดไปก็ไปหาพาร์ทเนอร์เก่งๆ มาเติมเต็ม

พวกเราบางคนเดินจตุจักรกันมาเป็นร้อยๆครั้งยังไม่รวย เขามาเดินครั้งเดียวกลับไปปั้นธุรกิจหมื่นล้าน

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้หรอกครับ อยู่ที่ว่าคุณกล้าที่จะฝันหรือเปล่าเท่านั้นเอง


แหล่งที่มา : CNBC คลิกอ่านที่ ลิงก์นี้

ทำไมเจ้าของธุรกิจจึงจ้าง “เด็กจีน” ไม่จ้าง “เด็กไทย”

character-1468032_960_720.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเพิ่งชมรายการ Suthichai Live โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น และได้ฟังเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากๆ

สุทธิชัย มีเพื่อนเป็นนักธุรกิจประสบการณ์สูงคนหนึ่ง เขาทำธุรกิจที่ต้องใช้ภาษาจีน

วันหนึ่ง สุทธิชัยพบกับเพื่อนคนนี้ เพื่อนของเขามาพร้อมกับเลขาฯ หญิงคนหนึ่ง เป็นคนจีน

สุทธิชัยถามว่า เขาพูดภาษาไทยได้หรือไม่ เพื่อนจึงบอกให้สุทธิชัยลองคุยดู

เมื่อคุยแล้วจึงทราบว่า เลขาฯคนนี้พูดไทยได้พอสมควร เพราะเธอเคยมาเรียนปริญญาโทและทำวิทยานิพนธ์ที่จุฬาฯ แต่สำเนียงยังออกจีนๆ ไม่เหมือนคนไทยพูดไทย

ด้วยความสงสัย สุทธิชัยจึงถามเพื่อนว่า ถ้าอยากได้คนที่พูดได้ทั้งไทย-จีน ทำไมไม่จ้างคนไทยที่พูดภาษาจีนได้เล่า ทำไมต้องจ้างคนจีนที่พูดไทยได้ให้ยุ่งยาก?

ให้ทายว่าเพื่อนของเขาตอบว่าอย่างไร?

เพื่อนบอกว่า …

เพราะเด็กจีนความคิดกว้างไกลกว่า ทันสมัยกว่า และกล้าคิดมากกว่า ต่างจากเด็กไทยที่ขาดความคิดริเริ่ม ชอบทำตามคำสั่ง

ส่วน “ภาษา” นั้นเป็นเรื่องรอง เรียนรู้กันได้

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือก “เด็กจีน” เหนือ “เด็กไทย”

ฟังแล้วก็สะท้อนใจ ใครจะไปคิดว่าประเทศที่เคยเป็นสังคมแบบปิดอย่างเมืองจีน ทุกวันนี้ผลิตคนที่มีความคิดก้าวไกล ก้าวทันเทคโนโลยี

น่าตลกที่คนไทยบางส่วน ยังมองเมืองจีนวันนี้ว่าห้องน้ำสกปรก ขากถุย เป็นประเทศไร้อารยะ โดยไม่รู้เลยว่าเขาแซงเราไปไกลขนาดไหนแล้ว

ผมเคยแปลหนังสือเรื่อง “Smart Business เจาะกลยุทธ์อาลีบาบาเปลี่ยนโฉมโลก” และตกตะลึงกับความก้าวล้ำนำสมัยของเทคโนโลยีจีน จนต้องทิ้งท้ายไว้ในคำนำผู้แปลว่า

“โลกทั้งโลกกำลังก้าวหน้าไป บัดนี้เมืองไทยทำอะไรอยู่”

เขานำเราอยู่หลายช่วงตัว นาทีนี้ ต่อให้ “เดิน” ก็ยังแพ้ ต้อง “วิ่ง” ให้เร็วที่สุด อาจจะยังไม่สายเกินไปครับ


 

credit: ข้อมูลประกอบจากรายการ Suthichai Live 1/11/62 ชมย้อนหลังได้จาก Youtube