ซื้อหุ้นแบบ “วีไอดันโด”

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โมนิช พาบราย เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เขาเป็นทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน และนักการกุศล โดยในแวดวงการลงทุนมักรู้จักเขาจากผลงานหนังสือ “นักลงทุนดันโด” ที่นำเสนอวิธีลงทุนความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง จนโด่งดัง

พาบรายเป็นนักลงทุนอีกผู้หนึ่งซึ่งชื่นชม วอร์เรน บัฟเฟตต์ มาก เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า วิธีลงทุนของเขาลอกแบบจากบัฟเฟตต์

ขอยกตัวอย่างการลงทุนของพาบรายเอาไว้ในที่นี้ เพื่อให้เห็นถึงความเฉียบคม

พาบรายเคยไปบรรยายที่ Google โดยบอกว่า มนุษย์เรามีการหมุนเวียนและผสมผสานวิธีเคลื่อนย้ายตัวเอง (mobility) ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยาน ขับรถ เรียกแท็กซี่ กดแอพเรียกอูเบอร์ หรือต่อไปก็อาจจะหันไปใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและอื่นๆ

เพราะฉะนั้น จึงยากที่จะคาดเดาได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร คนจะหันไปเดินทางด้วยวิธีไหนมากน้อยกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ คือ มนุษย์จะมีวิธีเดินทางเพิ่มขึ้น ในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันต่ำลงด้วย

พาบรายบอกว่า เขามั่นใจที่สุดว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ คนเราจะมีระยะการเดินทางต่อหัวเป็นจำนวนไมล์ที่สูงขึ้น (per capita mile) คำถามคือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะหาโอกาสลงทุนอย่างไรดี?

คำตอบของพาบราย ไม่ใช่การลงทุนในบริษัทรถยนต์ใช้ไฟฟ้า ในอูเบอร์ หรือบริษัทที่ผลิตรถยนต์ไร้คนขับอย่าง Google หรือจะเป็นบริษัทอย่าง Tesla แต่คือการลงทุนในบริษัทผลิต “ยาง”

เขาบอกว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เขามั่นใจที่สุดว่า ในอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้า เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าผลิตออกมามากๆ จะมียางรถยนต์ถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ มักใช้ยางรถยนต์ที่บางเพื่อให้น้ำหนักเบาเข้าไว้

พาบรายบอกว่า บริษัทอย่างเทสล่ามียางรถยนต์แบบพิเศษที่บางและเบามากๆ เมื่อยางมีความบาง มันก็ต้องเปลี่ยนบ่อยขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อบริษัทผลิตยางรถยนต์

ด้วยเหตุนี้ พาบรายจึงเข้าลงทุนในบริษัทในอินเดียที่ผลิตส่วนผสมที่เอาไปใช้ทำยาง ซึ่งเอามาผลิตเป็นยางรถยนต์ โดยซื้อมันในราคาที่ถูกมากๆ นอกจากนี้ยังเข้าซื้ออีกบริษัทหนึ่งในเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ในธุรกิจยางรถยนต์ในราคาที่ถูกมากเช่นกัน และก็ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

โมนิช พาบราย ได้ทุนคืนจากบริษัทเหล่านี้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเขาชอบลงทุนในบริษัทที่อัตราราคาต่อกำไร (P/E ) อยู่ที่ไม่เกิน 2-3 เท่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ น่าจะอยู่ที่การ “อ่านขาด” โดยนักลงทุนต้องอ่านสภาพการณ์ให้ขาด และเลือกลงทุนในสิ่งที่มีความแน่นอนที่สุดชนิด “ปิดประตูแพ้” ไม่แห่ไปกับฝูงชนที่กำลังบ้าตามกระแสใดกระแสหนึ่ง และซื้อมันในราคาที่ถูกที่สุด (ซึ่งแน่นอนว่าที่พาบรายทำได้เพราะเขาไม่จำกัดตัวเองอยู่กับหุ้นของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่รู้จักหาหุ้นไปทั่วโลก โดยเฉพาะอินเดีย บ้านเกิดของเขา ที่เป็นตลาดเกิดใหม่และยังมีโอกาสลงทุนดีๆ อยู่อีกมาก)

นี่คือการซื้อหุ้นสไตล์ “วีไอดันโด” ที่พาบรายกล่าวไว้ในหนังสือ “นักลงทุนดันโด” ว่า “ออกหัว ผมได้เงินเต็มๆ ออกก้อย ผมเสียเงินนิดหน่อย”

เป็นการลงทุนแบบ “ยังไงก็ไม่แพ้” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขานั่นเอง


ภาพและข้อมูลประกอบจาก : Stock Research Impacts Financial Health | Mohnish Pabrai | Talks at Google ชมได้ที่นี่

จัดพอร์ตอย่าง เรย์ ดาลิโอ

800px-Web_Summit_2018_-_Forum_-_Day_2,_November_7_HM1_7481_(44858045925)

 

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หนึ่งในนักลงทุนชื่อกระฉ่อนโลกที่ถูกถามถึงอย่างมากในช่วงหลังๆ โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 คือ  เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุน Bridgewater เฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้เขียน PRINCIPLES หนังสือเบสต์เซลเลอร์อันดับหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้

วันนี้จะพาทุกท่านไปดูกันว่า พอร์ตการลงทุนของดาลิโอเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้เห็นถึงแนวคิดของเขา ซึ่งน่าจะเอามาปรับใช้ได้โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้

ทั้งนี้ ผมขอตัดจบ ณ ปี 2019 ก่อนโคโรน่าไวรัส (ซึ่งทำให้มูลค่าพอร์ตของเขาผันผวนอย่างรุนแรง) เพื่อให้สะท้อน “แนวคิด” ของเขาออกมาได้อย่างดีที่สุด ดังนี้ครับ

การลงทุนที่มีสัดส่วนมากที่สุดในพอร์ตของ Bridgewater คิดเป็น 15.9% ด้วยมูลค่ากว่า 2 พันล้านเหรียญ คือกองทุน ETF ของแวนการ์ดสำหรับตลาดเกิดใหม่ (Vanguard FTSE Emerging Markets ชื่อย่อ VWO) โดยกองนี้จะลงทุนในหุ้นตัวหลักๆ ของประเทศอย่าง จีน บราซิล ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินเดีย รวมทั้งเมืองไทย

ทั้งนี้ Bridgewater ได้รับผลตอบแทนจากกองทุนนี้เฉลี่ย 5.56% ในรอบสิบปีหลัง จนถึงปี 2019 (ฟังดูดาดๆ มากเลยใช่มั้ยครับ)

สัดส่วนที่รองลงมาในพอร์ตของดาลิโอ คือ SPDR S&P 500 ETF Trust ชื่อย่อกองคือ SPY โดยมีสัดส่วน 15.6% ของพอร์ต เป็นกองทรัสต์ ETF ที่ลงทุนใน S&P 500 หมายถึงหุ้นขนาดใหญ่ 500 ตัวในสหรัฐฯ

นี่อาจถือได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามของ VWO เพราะเป็นการลงทุนในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่และกลางของสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าค่อนข้างมั่นคงและเสี่ยงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย

ขอตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นไว้ตรงนี้ว่า ดาลิโอชอบ “ETF” ซึ่งหมายถึงกองทุนที่ซื้อขายหน่วยกันในตลาดหลักทรัพย์เสมือนหุ้น มากๆ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลเรื่องของสภาพคล่องหรืออื่นใดก็ตาม ซึ่งตรงข้ามกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ชอบซื้อหุ้นเป็นรายตัวหรือซื้อทั้งบริษัท

สัดส่วนอันดับสามในพอร์ตของดาลิโอ คือกอง EEM และกอง IEMG ซึ่งเป็น ETF ของตลาดเกิดใหม่เช่นกัน แต่ที่สองกองนี้ต่างจาก VWO คือ เป็นการรวมเอาหุ้นทั้งใหญ่ กลาง และเล็ก ของตลาดเหล่านั้น ไม่ใช่เฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ของแต่ละตลาด โดยดาลิโอถือสองกองนี้อยู่ 8.7% และ 9.4% รวมกันแล้วประมาณ 18%

ตัวอย่างของหุ้นหลักๆ ที่อยู่ในพอร์ตของสองกองนี้ก็คือบริษัทที่เรารู้จักกันดี อาทิ alibaba, tencents, samsung, ping an insurances, china mobile ฯลฯ

ส่วนสุดท้ายที่เป็นชิ้นเป็นอันสักหน่อยและน่าสนใจมากๆ ในพอร์ตของดาลิโอ คือ “ETF ทองคำ” ได้แก่ กอง SPDR Gold Trust ตัวย่อคือ GLD โดยถือไว้เป็นสัดส่วน 4.2%

ตรงนี้ถือว่าไม่น่าแปลกใจ เพราะนักลงทุนผู้นี้ให้ความสำคัญกับทองคำเป็นอย่างยิ่ง เขาเคยบอกว่านักลงทุนทุกคน ไม่ว่ารายใหญ่-รายย่อย ควรมีทองคำอยู่ในพอร์ตของตัวเอง

นี่เป็นอีกจุดหนึ่งซึ่งดาลิโอตรงข้ามกับบัฟเฟตต์ โดยปู่ไม่ชอบทองเพราะมันไม่ให้ผลตอบแทนใดๆ ทว่า “ป๋าเรย์” บอกว่า เราควรมีทองคำไว้เพื่อ “รักษามูลค่า” เนื่องจากในช่วงเวลาแห่งความผันผวนที่มีหนี้ล้นตลาด และมีการพิมพ์เงินเข้ามาเรื่อยๆ “ทอง” นี่แหละที่ปลอดภัยที่สุดและจะช่วยคุณรักษาความมั่งคั่งไว้ได้

นอกเหนือจากสี่ส่วนหลักข้างต้นแล้ว ก็ยังมีการลงทุนอื่นๆ ยิบย่อย เช่น ETF ของเกาหลี 1% ETF ของบราซิลอีกเล็กน้อย และพวกหุ้นกู้เอกชนเกรดดี ตลอดจนพันธบัตรรัฐบาลบางส่วน

นี่คือภาพรวมการลงทุนของสุดยอดนักลงทุนอย่างเรย์ ดาลิโอ จนถึงปี 2019 ก่อนวิกฤตโควิด-19 ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดมากๆ คือคนทุกคนสามารถทำตามได้ไม่ยาก เมื่อเทียบกับการลงทุนของ “ขาใหญ่” อีกคนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์

ใครสนใจ เชิญเอาไปประยุกต์ใช้กับพอร์ตของตัวเองได้ตามอัธยาศัยครับ

——————-

ข้อมูลประกอบ : จากคลิปนี้ , Bridgewater.com และ wikipedia

Image credit :  Harry Murphy / Web Summit via Sportsfile

นักลงทุนกับวิกฤตโควิด-19 “สงครามยืดเยื้อ” ที่ไม่จบแค่เชื้อโรค

virus-4931227_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ชัดเจนแล้วว่า ไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง

เวลานี้ อุตสาหกรรมต่างๆ ล้วนโดนผลกระทบกันถ้วนหน้า ไล่ตั้งแต่ “ด่านหน้า” อย่างสายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง ฯลฯ ที่จำนวนมากเริ่มทยอย “เลิกจ้าง” คน แต่หากจะว่าไป ต้องบอกว่าแทบไม่มีอุตสาหกรรมไหนไม่ได้รับผลกระทบเลยจึงจะถูก

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศที่โดนไวรัสเล่นงาน หรือแม้จะไม่มีการระบาดรุนแรง ก็ย่อมจะ “เจ็บ” ด้วยไม่มากก็น้อย เพราะในโลกยุคโลกาภิวัตน์ แทบทุกประเทศต่างโยงใยถึงกันหมด

เช่น ประเทศหนึ่งอาจมีคนป่วยน้อย แต่พอเกิดโรคระบาด รายได้จากการส่งออกก็ลดลงฮวบฮาบ เพราะส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักอย่างเมืองไทย ซึ่งหนักหนาสาหัสแน่นอนอยู่แล้ว

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าสิ่งสำคัญ คือต้องเริ่มมองจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” (worst-case scenario) ซึ่งอาจถึงขั้นเกิด Global recession หรือ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก”

หรือเป็นไปได้ว่าอาจรุนแรงเหมือนกับยุค “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” (The Great depression) เมื่อปี 1929 คือมีคนตกงานทุกหนแห่ง อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ สูงถึง 25% และบางประเทศสูงถึง 33%

ทั้งนี้เพราะแม้หลายประเทศจะดิ้นรนหามาตรการแก้ไขช่วยเหลือธุรกิจน้อยใหญ่ในชาติของตน รวมทั้งอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ ECB ที่เพิ่งประกาศไป แต่หากไวรัสโคโรน่าลากยาวไปเป็นปีหรือนานกว่านั้น ก็ย่อมจะมีจุดหนึ่งซึ่งเครื่องมือในการพยุงเศรษฐกิจใช้ไม่ได้ผลอีก หรือทุ่มเงินจนหมดหน้าตักก็ยังทานไม่อยู่

เมื่อครั้งเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เศรษฐกิจโลกหัวทิ่มลากยาวเกือบหนึ่งทศวรรษ ที่แย่หนักคือสามปีแรก ระหว่างปี 1929-1932 ที่ GDP ทั่วโลกติดลบ 15% ต่างจากวิกฤตการเงินปี 2008 ถึง 2009 ที่ GDP โลกลดเพียง 1% เท่านั้น

ถึงจุดนี้ มีแนวโน้มว่าผลกระทบที่ไวรัสโคโรน่าจะมีต่อเศรษฐกิจโลก น่าจะก้าวข้ามวิกฤตการเงินปี 2008-9 ที่เริ่มต้นในสหรัฐฯ ไปไกลลิบ เพราะนี่เป็นวิกฤตที่กระทบถึงคนทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น ผลลัพธ์สุดท้ายจึงอาจคล้ายกับ The Great Depression ที่วนกลับมาอีกครั้ง

สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ เมื่อเริ่มจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” แล้วมองย้อนกลับมา ก็จะทำให้รู้จักระแวดระวังมากขึ้น ไม่หลงทุ่มเงินไปกับหุ้นที่กระเด้งกระดอนขึ้นจากข่าวดีชั่วครั้งชั่วคราว โดยวางแผนไปในระยะยาว และเตรียมกระสุน หรือหา “กลยุทธ์หมอบ” ที่น่าจะเหมาะสมที่สุด

กับสงครามยืดเยื้อ ที่จะ “ไม่จบแค่เชื้อโรค” ครั้งนี้