นักลงทุนกับวิกฤตโควิด-19 “สงครามยืดเยื้อ” ที่ไม่จบแค่เชื้อโรค

virus-4931227_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ชัดเจนแล้วว่า ไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง

เวลานี้ อุตสาหกรรมต่างๆ ล้วนโดนผลกระทบกันถ้วนหน้า ไล่ตั้งแต่ “ด่านหน้า” อย่างสายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง ฯลฯ ที่จำนวนมากเริ่มทยอย “เลิกจ้าง” คน แต่หากจะว่าไป ต้องบอกว่าแทบไม่มีอุตสาหกรรมไหนไม่ได้รับผลกระทบเลยจึงจะถูก

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศที่โดนไวรัสเล่นงาน หรือแม้จะไม่มีการระบาดรุนแรง ก็ย่อมจะ “เจ็บ” ด้วยไม่มากก็น้อย เพราะในโลกยุคโลกาภิวัตน์ แทบทุกประเทศต่างโยงใยถึงกันหมด

เช่น ประเทศหนึ่งอาจมีคนป่วยน้อย แต่พอเกิดโรคระบาด รายได้จากการส่งออกก็ลดลงฮวบฮาบ เพราะส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลักอย่างเมืองไทย ซึ่งหนักหนาสาหัสแน่นอนอยู่แล้ว

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าสิ่งสำคัญ คือต้องเริ่มมองจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” (worst-case scenario) ซึ่งอาจถึงขั้นเกิด Global recession หรือ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก”

หรือเป็นไปได้ว่าอาจรุนแรงเหมือนกับยุค “เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” (The Great depression) เมื่อปี 1929 คือมีคนตกงานทุกหนแห่ง อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ สูงถึง 25% และบางประเทศสูงถึง 33%

ทั้งนี้เพราะแม้หลายประเทศจะดิ้นรนหามาตรการแก้ไขช่วยเหลือธุรกิจน้อยใหญ่ในชาติของตน รวมทั้งอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ ECB ที่เพิ่งประกาศไป แต่หากไวรัสโคโรน่าลากยาวไปเป็นปีหรือนานกว่านั้น ก็ย่อมจะมีจุดหนึ่งซึ่งเครื่องมือในการพยุงเศรษฐกิจใช้ไม่ได้ผลอีก หรือทุ่มเงินจนหมดหน้าตักก็ยังทานไม่อยู่

เมื่อครั้งเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เศรษฐกิจโลกหัวทิ่มลากยาวเกือบหนึ่งทศวรรษ ที่แย่หนักคือสามปีแรก ระหว่างปี 1929-1932 ที่ GDP ทั่วโลกติดลบ 15% ต่างจากวิกฤตการเงินปี 2008 ถึง 2009 ที่ GDP โลกลดเพียง 1% เท่านั้น

ถึงจุดนี้ มีแนวโน้มว่าผลกระทบที่ไวรัสโคโรน่าจะมีต่อเศรษฐกิจโลก น่าจะก้าวข้ามวิกฤตการเงินปี 2008-9 ที่เริ่มต้นในสหรัฐฯ ไปไกลลิบ เพราะนี่เป็นวิกฤตที่กระทบถึงคนทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น ผลลัพธ์สุดท้ายจึงอาจคล้ายกับ The Great Depression ที่วนกลับมาอีกครั้ง

สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ เมื่อเริ่มจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” แล้วมองย้อนกลับมา ก็จะทำให้รู้จักระแวดระวังมากขึ้น ไม่หลงทุ่มเงินไปกับหุ้นที่กระเด้งกระดอนขึ้นจากข่าวดีชั่วครั้งชั่วคราว โดยวางแผนไปในระยะยาว และเตรียมกระสุน หรือหา “กลยุทธ์หมอบ” ที่น่าจะเหมาะสมที่สุด

กับสงครามยืดเยื้อ ที่จะ “ไม่จบแค่เชื้อโรค” ครั้งนี้

คำแนะนำที่ชัดเจนที่สุดของ ดร.นิเวศน์ ต่อการลงทุนในวิกฤต Covid-19 และราคาน้ำมัน

nives-2018

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมถอดความ การให้สัมภาษณ์ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบแห่งวีไอไทย ในรายการ Suthichai Live ท่านได้พูดถึงการลงทุนในวิกฤต Covid-19 บวกกับราคาน้ำมัน ไว้อย่างชัดเจนมากๆ สรุปไว้เป็นข้อๆ แล้ว ลองอ่านดูนะครับ

  • ประเทศไทย ยังไงก็หนีไม่พ้นต้องลดดอกเบี้ย แม้จะไม่ถึง 0 โดยการ take action ที่เป็นอยู่นี่ถือว่าช้าแล้ว
  • มาตรการหลายอย่างของทางการไทยถือว่าช้ามาก ขาดความรวดเร็วและการมองไปข้างหน้า
  • สำหรับนักลงทุน อยู่ที่ว่า กล้าคิดต่างแล้วเข้าไปซื้อหรือไม่ ถ้าคิดว่าลงมากเกินไปก็ควรเข้าไปซื้อ นี่คือหลักพื้นๆ
  • แม้กระนั้น ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะจิตใจเรามักไม่แข็งแกร่งพอ พอหุ้นลงมาเยอะๆ เราก็จะใจเสีย คิดว่า “หุ้นตายแน่แล้ว”
  • และในเวลาที่คนส่วนใหญ่คิดว่า “หุ้นตายแน่แล้ว” นี่แหละ คือโอกาสที่จะเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะสำหรับพวกวีไอ หรือนักลงทุนระยะยาว
  • แต่ทั้งนี้ ต้องกล้าแล้วตัดสินใจถูกด้วย ถ้ากล้าแล้วตัดสินใจผิดก็ตายอยู่ดี เพราะฉะนั้น จึงต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง
  • ให้มองหุ้นที่ราคาตก แต่มั่นใจว่าถือไว้ 2-3 ปีแล้วจะกลับมา
  • ให้มองหุ้นที่เป็นบริษัทหลักๆ สถาบันหลักๆ ของประเทศ เป็นหุ้นที่ถ้าเจ๊ง ประเทศไทยจะอยู่ไม่ได้ พวกนี้ลงทุนได้
  • เวลาจะเข้าซื้อ ต้องใจแข็ง ต้องบอกตัวเองว่า เราเข้าซื้อรอบนี้ ถึงลงต่อเราก็ไม่ขาย จะลงก็ลงไป แต่อย่าลงเงินไปทั้งหมด อย่าทุ่มสุดตัว ไม่งั้นถ้าหุ้นกลับมาช้าเราจะแย่
  • คนที่มีโอกาสดีที่สุดตอนนี้ คือคนที่ไม่มีหุ้นเลย และไม่เคยลงทุน เป็นเวลาดีที่จะเริ่ม
  • ราคาหุ้นบลูชิพหลายตัวเป็นราคาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นราคาย้อนหลังไปสิบปี หมายความว่า ถ้าคุณลงทุนมาสิบปี มันเอาคืนไปหมดแล้ว
  • เช่น หุ้นตัวใหญ่ๆ หุ้นแบงก์ บางตัว ราคาลงมาครึ่งหนึ่ง ปันผลก็ 6-7% เข้าไปแล้ว ถ้าเรามั่นใจว่าอีก 2-3 ปีมันจะฟื้นขึ้นมาได้ ก็ลงทุนได้เลย (หุ้นพวกนี้ถ้าตัวแกเองมีเงินเยอะจะซื้อแน่ แต่ตอนนี้เหลือเงินน้อย จึงต้องรอให้นิ่งก่อน)
  • อเมริกาหุ้นก็ตกพอๆ กับเรา แต่ที่ต่างกันคือช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นอเมริกาขึ้นมาตลอด ถ้าลงทุนระยะยาวแล้วถือมาเรื่อยๆ ยังไงก็ยังกำไร
  • ต่างจากเมืองไทย ที่ดัชนีหุ้น 7-8 ปี ไม่เคยขึ้นเลย เคยขึ้นไป 1700-1800 แล้วก็ตกลงมา ไม่ไปไหนเลย 7-8 ปี
  • เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเจ็บกว่าคนอื่น เพราะคนอื่นขึ้นแล้วตก ขณะที่เราไม่ขึ้น แต่เวลาตก ตกเท่ากับเค้า
  • ช่วงวิกฤตซับไพร์ม หุ้นไทยตกจาก 800 เป็น 400 จุด แต่แค่สองปีก็กลับขึ้นเป็น 1010 จุด ซึ่งก็คือจุดที่เป็นอยู่ตอนนี้ เท่ากับว่า เวลาผ่านมาสิบปี เราย้อนกลับไปสู่จุดเดิม ซึ่งเป็นอะไรที่หนักมาก
  • การจะซื้อหุ้นได้หรือยัง ต้องดูพื้นฐานเศรษฐกิจ ดูเรื่องของโควิด แกเชื่อว่าถ้าโควิดดีขึ้น มีความชัดเจนขึ้น ส่วนราคาน้ำมัน เดี๋ยวเค้าคงต้องทำอะไรให้มันปรับขึ้นมา ถึงจุดนั้นหุ้นจะเด้งแน่นอน แล้วคนที่กล้าลงตอนนี้ก็จะได้กำไร
  • แต่หลังจากนั้น เมื่อวิกฤตหายไป เมื่อฝุ่นหายตลบ สิ่งสำคัญก็จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่น่าเสียดายที่พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยตกต่ำมานานหลายปี 5-6 ปี ที่ผ่านมา GDP โตแค่ 3% และจะลดลงอีก ส่วนสำคัญเพราะคนอายุมากขึ้น 
  • นอกจากนี้ เมืองไทยนอกจากคนจะแก่ตัวลงแล้ว ยังไม่มีเศรษฐกิจใหม่ๆ โอกาสเพิ่มประสิทธิภาพจึงยาก
  • ทุกคนถ้ามีเงินเหลือต้องลงทุน อย่าเอาเงินฝากไว้เฉยๆ เพราะการฝากเงินเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนน้อยมาก และสุดท้ายดอกเบี้ยจะลงไปเกือบเป็นศูนย์ ถ้าทิ้งเงินไว้ในแบงก์จะเสียหายเยอะ และเสียหายไปเรื่อยๆ ทุกปี
  • ตอนนี้หุ้นไทยให้ผลตอบแทน 4% แล้ว หากลงทุนในหุ้นต่อไป ต่อให้ไม่ขึ้น ก็ยังได้ปันผลอาจถึง 5-6% แล้วอย่างนี้จะไม่เอาหรือ?
  • หุ้นใหญ่ๆ ตอนนี้ลงมามาก จนลงต่อได้ยากแล้ว ต้องกล้าเข้า และต้องตัดสินใจเลือกให้ถูก ให้ดูเป็นรายตัว แต่ถ้าไม่รู้จริงๆ ก็ซื้อ SET50 ไปเลย
  • ให้ดูหุ้นที่เจ๊งไม่ได้ เช่น หุ้นโทรศัพท์มือถือ เศรษฐกิจจะตกต่ำยังไง คนก็ต้องใช้ ยิ่งคนออกจากบ้านไม่ได้ ก็ย่ิงต้องใช้โทรศัพท์ ใช้เน็ต รายได้-กำไรจึงไม่น่าจะลด ปันผลตอนนี้ 4-5% หุ้นพวกนี้ถ้าเจ๊ง ตัวเราเองก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีเน็ต จะอยู่ได้อย่างไร
  • หรือพวกสาธารณูปโภค พวกธนาคาร พวกนี้ถ้าเจ๊ง ชีวิตเราอยู่ไม่ได้ แต่ต้องดูปันผลด้วย อย่าไปซื้อหุ้นปันผลน้อยๆ
  • ให้ดูหุ้นเป็นรายตัว เกณฑ์คือ ต้องมั่นคง ไม่ถูกดิสรัป มีความจำเป็น รายได้กำไรไม่ลด ปันผลต้องดี 4% ขึ้นไป อาจไม่ต้องเป็นหุ้นใหญ่มาก แต่เป็นหุ้นหลักของอุตสาหกรรม
  • ไม่ต้องไปมองพันธบัตร ดอกเบี้ยแค่ 2-3% แต่เสี่ยงกว่าซะอีก ยิ่งหุ้นกู้ เศรษฐกิจไม่ดี ยิ่งไม่รู้บริษัทจะมีปัญญาใช้หนี้เรามั้ย แม้จะให้ดอกเบี้ยดี แต่ไม่รู้ซื้อไปแล้วจะได้เงินคืนมั้ย จะไปซื้อทองก็ไม่มีดอกผล บางทีอยู่ๆ ก็ตก
  • ตัว ดร.นิเวศน์ เองพลาดมาก เพราะเคยมองว่าวิกฤตจะมา จึงทยอยขายหุ้น จนถือเงินสด 20% ปรากฏว่าพอหุ้นไม่ลงสักที ก็คิดว่าวิกฤตไม่มาแล้ว เลยเข้าไปซื้อ พอซื้อแล้ววิกฤตค่อยมา ก็เลยเจ็บตัว
  • แต่ในเมื่อเจ็บตัวแล้ว “จงอย่าเจ็บแบบหายนะ” ตอนนี้ตัวแกเองกำเงินสด 5% ที่เหลือ กำลังรอเข้ารอบสุดท้ายอยู่

เมื่อญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศ “เที่ยวถูก”

japan-217882_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลายท่านที่ชอบไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นน่าจะคิดเหมือนๆ กันว่า ต้นทุนในการเดินทางไปเที่ยวแดนซามูไรช่วงหลังๆ นั้นถือว่าต่ำลงเยอะ ถ้าเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งปัจจัยสำคัญคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งเงินเยนด้วย

แต่หากพิจารณาจากราคาสินค้าและบริการของหลายๆ ประเทศเทียบกัน ก็จะเห็นได้ว่า ต้นทุนในการเที่ยวญี่ปุ่นก็ยังถือว่า “ถูก” อยู่ดีสำหรับชาวโลก แม้ค่าเงินของเขาจะไม่ได้แข็งเอาๆ เหมือนเงินบาทไทยก็ตาม

บทความในนิตยสาร Nikkei Asian Review ฉบับวันที่ 10 ธ.ค. ยกตัวอย่าง ตั๋วเข้าโตเกียวดิสนีย์แลนด์สำหรับผู้ใหญ่แบบ single-park ticket ราคาอยู่ที่ 69 เหรียญ หรือ 2,070 บาท ขณะที่ตั๋วเข้าดิสนีแลนด์ประเภทเดียวกันที่แคลิฟอร์เนียราคา 129 เหรียญ หรือ 3,870 บาท

เรียกได้ว่าที่ญี่ปุ่นถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง และถูกกว่าอีกหลายๆ ที่ทั่วโลก รวมถึงยูโรดิสนีย์ ที่ปารีส และดิสนีย์เซี่ยงไฮ้

หรือถ้าจะดูจากโรงแรม ห้องพักโรงแรมห้าดาวในลอนดอน ขนาด 50 ตรม. เตียงคิงไซส์ ราคาอาจสูงถึงคืนละ 1,500 เหรียญ (45,000 บาท) ขณะที่ห้องพักประเภทและระดับเดียวกันในโตเกียว ราคาอยู่ที่ประมาณ 700 เหรียญ (21,000 บาท) เท่านั้น

ผู้เขียนยังเทียบด้วยว่า ของที่ขายอยู่ที่ร้าน Daiso ซึ่งเป็น “ร้าน 100 เยน” หรือร้านขายสินค้าราคาเดียวสัญชาติญี่ปุ่น ในประเทศอื่นๆ ขายแพงกว่านั้นเสียอีก เช่น Daiso ในสหรัฐฯ ขายอยู่ที่ 1.50 เหรียญ (45 บาท) ในบราซิลขายอยู่ที่ 7.99 เรียล (59 บาท) ในไทยขายอยู่ที่ 60 บาท แม้แต่ในจีนซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ของ Daiso ผลิตที่นั่น ก็ยังขายที่ราคา 10 หยวน (43.7) แพงกว่าญี่ปุ่นอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์

หรือที่นิยมใช้เปรียบเทียบกันมานาน คือ “ดัชนีบิ๊กแม็ค” เมนูยอดฮิตของแม็คโดนัลด์ ราคาบิ๊กแม็คที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 390 เยน (109 บาท) ขณะที่ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.74 เหรียญ (172.2 บาท) ต่างกันเยอะมาก

การที่สินค้าและบริการทั่วๆ ไปในญี่ปุ่นทุกวันนี้ถูกกว่าประเทศอื่นๆ นี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นสูงถึง 4.52 ล้านล้านเยนในปี 2018 เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าจากปี 2013

อย่างไรก็ตาม แม้ “ราคาที่ต่ำ” ของสินค้าและบริการจะมีประโยชน์ โดยช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อย่างมาก แต่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็ยังฟื้นตัวได้ยาก สาเหตุสำคัญเพราะบริษัทญี่ปุ่นไม่ยอมขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน ทำให้คนไม่ค่อยยอมใช้จ่ายเท่าที่ควร

เงินเฟ้อของประเทศจึงอยู่ในระดับ “ต่ำ” จนถึง “ติดลบ” สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจจึงติดหล่มอยู่อย่างนี้

ยิ่งมีเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่มาส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทญี่ปุ่น การขึ้นเงินเดือนให้พนักงานซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นอยากให้เกิดขึ้นนักหนาก็คงต้องร้องเพลงรอต่อไปอีก เศรษฐกิจแดนซามูไรจึง “ซึม” ต่อไปไม่มีกำหนด

ผู้เขียนสรุปไว้อย่างน่าเจ็บปวดว่า เหตุที่ญี่ปุ่น “ถูกกว่า” เพราะมัน “ถูกทิ้ง” ไว้เบื้องหลังการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

และนี่เอง คือสาเหตุที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นประเทศ “โคตรแพง” จะซื้อทัวร์ทีนึงไม่ต่ำกว่า 5-60,000 บาท หรือจะไปเที่ยวเองก็ยิ่งแพง ทุกวันนี้กลับกลายเป็นประเทศ “สุดคุ้ม” ไปเที่ยวเองก็สะดวก จะซื้อทัวร์ก็ไม่แพง

จนกลายเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวหลักของคนไทยและนักท่องเที่ยวจากอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกไปเสียแล้ว


ข้อมูลประกอบ : นิตยสาร Nikkei Asian Review ฉบับวันที่ 10 ธ.ค. 2019