ความเหนือชั้นของแอร์เอเชียที่คุณอาจไม่เคยรู้

airasia

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผลประกอบการของแอร์เอเชียไตรมาส 3 ออกมาดีมากครับ ทั้งบริษัทแม่ของแอร์เอเชียที่มาเลเซีย รวมทั้ง “ไทยแอร์เอเชีย” ด้วย

ได้อ่านบทความของ David Fickling ใน Bloomberg.com เขียนวิเคราะห์การพลิกฟื้นผลประกอบการกลับมาทำกำไรของโลว์คอสต์หมายเลขหนึ่งเจ้านี้ พบว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ในรอบห้าปีที่ผ่านมา แอร์เอเชียประสบผลขาดทุนมาตลอด มีเพียง “สาม จาก ยี่สิบไตรมาส” ที่มีกำไร แต่สาเหตุที่กลับมาทำกำไรได้ Fickling วิเคราะห์ไว้น่าสนใจมากๆ ว่า …

เป็นเพราะธุรกิจหลักของแอร์เอเชียมิใช่ธุรกิจ “สายการบิน” อีกต่อไป แต่เป็นธุรกิจ “เช่าซื้อเครื่องบิน” ต่างหาก !!

ทราบไหมครับว่า แอร์เอเชียเพิ่งสั่งเครื่องบินถึง 575 ลำ จากบริษัทแอร์บัส (โมเดล Airbus Group SE ปัจจุบันนำส่งแล้วร้อยกว่าลำ เหลืออีกสี่ร้อยกว่าลำ) เป็นออเดอร์ขนาดใหญ่เกือบที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งทำให้มีอำนาจต่อรองกับแอร์บัสสูง และได้รับส่วนลดเยอะมาก

จากนั้น แอร์เอเชียก็บริหารฝูงบินที่ซื้อมา (ซึ่งมีอยู่มากเกินกว่าความจำเป็นในการใช้งานของตัวเอง) บ้างก็ขายเครื่องต่อให้สายการบินที่เล็กกว่า บ้างก็ให้เช่าซื้อ แล้วก็ซื้อกลับมา โดยทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจนี้ มากกว่ารายได้จากการขายตั๋วเครื่องบินเสียด้วยซ้ำ

และเร็วๆ นี้ โทนี่ เฟอร์นันเดซ ซีอีโอมือทอง จะแยกส่วนธุรกิจนี้ออกมาเป็นอีกหนึ่งบริษัท เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ และขจัดคำครหาในเรื่องของการบันทึกบัญชี (เพราะส่วนหนึ่งของฝูงบินถูกลีสให้กับบริษัทในเครือของแอร์เอเชียเอง รวมทั้งไทยแอร์เอเชียด้วย) โดยเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะทำเงินสดๆ ได้ถึง 1,000 ล้านเหรียญ

เชื่อไหมครับว่า “ค่าตั๋วเครื่องบิน” อย่างเดียว ไม่เคยครอบคลุม “ต้นทุนจริง” ของแอร์เอเชียได้เลย แม้จะรวมเอาค่าธรรมเนียมหยุมหยิมสารพัด ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมในการจองที่นั่ง ค่าน้ำหนักสัมภาระ รวมทั้งค่าอาหารที่ผู้โดยสารซื้อกิน และรายได้จากสินค้าดิวตี้ฟรีที่ขายบนเครื่องบิน อย่างมากก็แค่ “เท่าทุน” เท่านั้น

แอร์เอเชียตัวแม่ จึงหันมาเน้นธุรกิจบริหารฝูงบิน และใช้มันเป็นตัวจักรหลักในการประคองธุรกิจกลับมาจนมีกำไรได้สำเร็จ

… จะว่าไปก็เหมือนกับการเอาสินทรัพย์ดำเนินงานในมือมา “เล่นแร่แปรธาตุ” ดีๆ นี่เอง

นักลงทุนจำนวนมากไม่เคยทราบความจริงตรงนี้ ทำให้หุ้นของแอร์เอเชียถูกมองข้ามจากใครหลายๆ คน PE จึงอยู่แค่ 6 เท่ากว่าๆ ขณะที่ ROE อยู่ที่ 26 เท่า เมื่อเทียบกับเซาธ์เวสต์ ที่ ROE 30 เท่า แต่ PE อยู่ที่ 13 เท่า แพงกว่าแอร์เอเชียเยอะ

ทีนี้ มาดู “ไทยแอร์เอเชีย”กันบ้างนะครับ ไตรมาสที่ 3 ปีนี้ โลว์คอสต์หมายเลขหนึ่งแห่งสยามประเทศ ทำผลประกอบการออกมาได้สวยงามยิ่ง รายได้เพิ่มขึ้น 12% yoy แต่กำไรก่อนภาษีและดอกเบี้ย (EBIT) เพิ่มขึ้นถึง 168% yoy ทั้งหมดนี้ บริษัทชี้แจงว่าเกิดจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 21% ขณะที่ราคาน้ำมันโลกลดลง

ในส่วนของกำไรสุทธิยิ่งแล้วใหญ่ เพิ่มถึง 330% ส่วนหนึ่งเกิดจากเอาผลขาดทุนสะสมไปช่วยลดภาษี และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (แต่ตัวเลขนี้ไม่สำคัญเท่ากับ EBIT ซึ่งบ่งบอก performance จริงของบริษัท) และหากเทียบเก้าเดือนแรกปีนี้ กับเก้าเดือนแรกปีที่แล้ว รายได้เพิ่มขึ้น 14% EBIT เพิ่มขึ้น 85% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 127%

จะเห็นได้ว่าผลประกอบการของแอร์เอเชียออกมาน่าประทับใจมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีธุรกิจอื่นใด แต่ PE ของบริษัทอยู่ที่ 15 เท่า แพงกว่าตัวแม่ที่มาเลย์เยอะ

โดยสรุป ธุรกิจสายการบิน เป็นธุรกิจที่อยู่ใน red ocean หรือ “ทะเลแดง” ต้องแข่งขันกันเหน็ดเหนื่อยไปตลอด ชนะก็เหนื่อย แพ้ยิ่งเหนื่อย

แต่ ณ นาทีนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ชนะในธุรกิจทะเลแดงดังกล่าว มิใช่สีใดอื่น นอกจาก “สีแดง” เหมือนทะเลเดือดนั้นเองครับ

——————

Image Credit : wikipedia , picture by Mehdi Nazarinia (GNU Free Documentation License)

ข้อมูลประกอบจากบทความ : Air Asia’s new lease of Life โดย David Fickling จาก  Bloomberg.com

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับสมดุลระหว่างงานและชีวิต

grieve3

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คุณสมบัติประการหนึ่ง ที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลายเป็นนักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก คือการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการลงทุน เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากลงทุน ลงทุน และลงทุน 

บางครั้งก็มากไป จนถูกมองว่าแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก

เมื่อตอนที่ อเมริกัน เอ็กซ์เพรสส์ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “วิกฤตน้ำมันสลัด” โดยบริษัทได้ไปรับรองสต็อคน้ำมันสลัดปลอม และออกใบรับรองให้แก่ลูกค้าที่เป็นโบรกเกอร์จอมฉ้อฉลคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่สต็อคดังกล่าวมีน้ำมันสลัดอยู่เพียงเล็กน้อย ที่เหลือเป็น “น้ำเปล่า” และเจ้าโบรกเกอร์ตัวแสบนั่นก็ใช้สต็อคปลอมนั้นกู้เงินจากอเมริกันเอ็กเพรสส์เอง รวมทั้งยังเอาใบรับรองที่เอเม็กซ์ออกให้ไปกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่นๆ ด้วย

ครั้นเรื่องแดงขึ้นมา หุ้นของอเมริกันเอ็กซ์เพรสส์ก็ร่วงลงอย่างหนัก จากแปดสิบกว่าเหรียญ เหลือแค่สามสิบกว่าเหรียญ บัฟเฟตต์จึงเล็งเห็นถึงโอกาส โดยแกมองว่าวิกฤตดังกล่าวเป็นเพียง “เหตุการณ์ครั้งเดียว” และผลเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ได้รุนแรงขนาดที่สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้น

นอกจากนี้ ปู่ยังไปนั่งที่ร้านสเต็กที่แกกินอยู่เป็นประจำเพื่อสำรวจตลาด ก่อนจะพบว่า ผู้คนยังใช้บัตรเครดิตอเมริกันเอ็กเพรสส์รูดจ่ายค่าอาหารตามปกติ นั่นแสดงให้เห็นว่าวิกฤตที่ว่าไม่ได้กระทบธุรกิจบัตรเครดิตของบริษัทเลย แกจึงมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านี่คือโอกาสซื้อที่งดงามที่สุด และตัดสินใจตะลุยเก็บหุ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้น ชีวิตปู่เองก็ต้องประสบกับวิกฤตเช่นกัน โดย “โฮเวิร์ด” พ่อของปู่ กำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็ง ต้องผ่าตัดหลายครั้ง อาการน่าเป็นห่วงมาก ทว่าปู่กลับยกหน้าที่ทั้งหมดในการจัดการกับวิกฤตนี้ให้เป็นของซูซี่ ผู้เป็นภรรยา โดยตัวแกยังคงทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่หุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรสส์

โดยเฉพาะในสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่พ่อจะเสียชีวิต แกแทบไม่เป็นทำอะไร มัวแต่ตามหุ้นเอเม็กซ์ กลายเป็นซูซี่ผู้เป็นลูกสะใภ้ที่ต้องคอยบังคับให้วอร์เรนไปเยี่ยมพ่อของตัวเองที่โรงพยาบาลทุกวัน

และแล้ว พ่อของปู่ก็เสียชีวิตลง

หลังงานศพผ่านพ้นไป ปู่หายหน้าไปสองสามวัน แล้วก็กลับไปทำงานตามปกติ โดยกลับไปไล่ซื้อหุ้นเอเม็กซ์อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง คิดเป็นเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นถึง 3 ล้านเหรียญ มากกว่าหุ้นตัวใดๆ ที่แกเคยลงทุนมาในชีวิต และทยอยซื้อมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอเม็กซ์ โดยมีหุ้นอยู่ราว 15 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 9,700 ล้านเหรียญ (ประมาณ 340,000 ล้านบาท) โดยมีต้นทุน 1,290 ล้านเหรียญ (45,150 ล้านบาท) เรียกได้ว่ากำไรอื้อซ่าเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า แม้ในช่วงเวลาวิกฤตที่สุดของชีวิต ปู่ก็ยังจดจ่ออยู่กับเรื่องลงทุน และแม้คนใกล้ชิดอาจมองว่า ปู่ไม่ได้แสดงอาการเสียใจอะไรเลยกับการจากไปของพ่อ บางคนอาจมองว่าแก “ไร้หัวใจ” แต่นั่นคงมิใช่ความจริง เพราะปู่ทั้งรักและนับถือพ่อของตัวเองมาก

แกเคยบอกด้วยซ้ำไปว่า ไอดอลในชีวิตแกมีอยู่เพียงสองคน คนแรกคือ โฮเวิร์ด ผู้เป็นพ่อ ส่วนอีกคนหนึ่งคือ เบนจามิน แกรแฮม จึงเป็นไปไม่ได้ที่แกจะไม่เสียใจ

เพียงแต่ความเป็นคนเนิร์ดๆ ไม่แสดงออก ทำให้ไม่มีใครเห็นถึงความเศร้าโศกนั้นต่างหาก ความจริงข้อนี้พิสูจน์ชัด จากการที่ปู่เอาภาพถ่ายขนาดใหญ่ของพ่อมาแขวนไว้บนผนังตรงข้ามโต๊ะทำงาน หลังจากโฮเวิร์ดจากไปไม่กี่วัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราต้องรู้จักสร้างสมดุลระหว่างการงานกับชีวิตส่วนตัวให้ดี เราทุกคนล้วนต้องเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่จะจัดการกับมันได้อย่างไร นั่นต่างหากที่สำคัญ

หากทำใจไม่ได้กับเรื่องส่วนตัว ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน แต่หากทุ่มเทกับงานมากไป ชีวิตส่วนตัวก็ย่อมจะเสียหาย และอาจต้องมาเสียใจในภายหลัง นี่ปู่ยังโชคดีที่มีเมียดี ช่วยนำพาครอบครัวผ่านพ้นวิกฤตไปได้ (แต่แกก็ไม่วาย บ่นเมียว่าใช้เงินซื้อโลงศพให้พ่อแพงเกินไป)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ คงไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในเรื่องของ work-life balance แต่การเรียนรู้จากชีวิตส่วนตัวของเขาก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวครับ

(ข้อมูลประกอบจาก วิกีพีเดีย, fool. com และหนังสือ The Snowball)

** คอร์สสัมมนาหุ้น โดย Club VI คลิกที่นี่ **

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับบทเรียนจากสนามม้า

horserace2

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สมัยยังเป็นวัยรุ่นอายุแค่ 16 วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยอยากรู้อยากเห็น ไปลองเข้า “สนามม้า” ดู

ปู่เป็นคนที่สนใจในเรื่อง “แต้มต่อ” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “แฮนดิแคป” มาแต่เล็กแต่น้อย โดยแกได้เรียนรู้ว่า “หากเรามีข้อมูลที่มากกว่าคนอื่น และเอามาวิเคราะห์และใช้มันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เราก็สามารถที่จะเอาชนะคนอื่นได้”

นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “แต้มต่อ”

ปู่ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในสนามแข่งม้า จะมีนักพนันหน้าใหม่เข้ามาเล่นม้าอยู่เสมอ พอม้าที่พวกเขาแทงไว้เข้าเป็นที่สองหรือที่สาม คนพวกนี้ก็มักจะทิ้งตั๋วลงไปบนพื้นและไม่สนใจมันอีก เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ตังค์อยู่แล้ว

แต่ที่จริง มีอยู่หลายครั้งที่ม้าแข่งเข้าเส้นชัยอย่างสูสี และเจ้าของม้าที่เข้าเป็นที่สองหรือที่สาม ก็สามารถใช้สิทธิ์ “ประท้วง” ได้ ซึ่งบางทีก็นำไปสู่การกลับผลการแข่งขัน คือมีการประกาศม้าที่ชนะกันใหม่

ปู่บอกว่า หลังจากม้าแข่งจบแต่ละรอบ แกกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ชื่อ บ๊อบ จะไล่เก็บตั๋วที่คนโยนทิ้งลงบนพื้น ซึ่งเป็นอะไรที่ออกจะน่าขยะแขยง เพราะมันทั้งสกปรก และบางทีก็มีคนถ่มน้ำลายไว้ แต่แกกับบ๊อบก็ทำด้วยความสนุกและอยากได้เงิน

ปู่เล่าต่อไปว่า ทุกครั้ง แกจะเจอตั๋วบางใบแทงม้าที่ชนะเอาไว้ แต่เจ้าของไม่รู้ เนื่องจากเป็นม้าที่ชนะหลังมีการเปลี่ยนผลการตัดสิน พอเจอตั๋วพวกนี้ แกก็จะฝากป้าอลิซ ป้าแท้ๆ ของแกไปขึ้นเงินให้ เพราะแกยังเด็ก ไม่สามารถเอาตั๋วไปขึ้นเงินเองได้

วิธีเช่นนี้แหละ คือสิ่งที่ปู่เรียกว่า “แฮนดิแคป” หรือ “แต้มต่อ” เหนือคนอื่น คือรู้ในสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่รู้ ซึ่งช่วยให้เราทำเงินได้

นี่คือการหาประโยชน์จาก “ความไม่รู้” ของผู้คน

ไม่ใช่แค่นั้น ปู่ยังศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับม้าแข่ง แล้วร่วมกับบ๊อบทำ “โพยม้า” ออกมาขาย ซึ่งก็ขายดิบขายดีพอสมควร ปู่บอกว่า การจะวิเคราะห์ให้ได้ว่าม้าตัวไหนจะชนะ แท้จริงแล้วประกอบไปด้วยสองอย่างเท่านั้น หนึ่งคือ การเก็บข้อมูล และสองคือ คณิตศาสตร์

เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ปู่ยังขอร้องให้พ่อ คือ โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ ซึ่งตอนนั้นเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ช่วยไปที่ห้องสมุดของสภาคองเกรส แล้วขอยืมหนังสือทุกอย่างเกี่ยวกับม้าแข่งมาให้แกอ่านหน่อย เนื่องจากห้องสมุดของคองเกรสมีหนังสือแทบจะทุกอย่างในโลกนี้

ทีแรกพ่อของแกก็ไม่ยอม โดยบอกว่า พ่อเป็น ส.ส. ใหม่ อยู่ๆ จะให้ไปยืมหนังสือม้าแข่ง แล้วคนเขาจะมองอย่างไร แต่สุดท้ายปู่ก็พูดหว่านล้อมจนพ่อยอมเอาหนังสือออกมาให้ (น่ารักดีนะครับ .. พ่อลูก)

พอได้หนังสือมากองเบ้อเริ่ม ปู่ก็เอามาอ่านแทบจะทุกเล่มทุกหน้า แล้วเอาทฤษฎีความรู้ที่ได้ตั้งเป็นสมมุติฐานแล้วลองไปทดสอบกับการแข่งขันม้าในสนามจริง

ปู่อธิบายการค้นพบของแก โดยบอกว่า นักเล่นม้านั้น มีอยู่สองจำพวก คือพวก “เน้นม้าเร็ว” กับพวก “เน้นม้าเก่ง” โดยพวกที่เน้นม้าเร็ว จะศึกษาสถิติที่ผ่านมาว่าม้าตัวไหนวิ่งเร็วที่สุดแล้วแทงตัวนั้น ส่วนพวกเน้นม้าเก่งจะดูว่าม้าตัวไหนเคยชนะม้าค่าตัวแพงๆ มาก่อน เช่น หากมันเคยชนะม้าค่าตัว 10,000 เหรียญ แล้วรอบนี้แข่งกับม้าค่าตัว 5,000 เหรียญ พวกเน้นม้าเก่งก็จะแทงม้ากลุ่มนี้ เพราะเชื่อว่ามันจะชนะ แม้ตัวมันเองจะไม่ใช่ม้าที่เร็วที่สุดก็ตาม

ปู่บอกว่า แกได้รับบทเรียนสองข้อจากสนามแข่งม้า ข้อแรกคือ ไม่มีใครกลับบ้านหลังจากแข่งจบรอบแรก และข้อสองคือ เราไม่จำเป็นต้องเอาเงินคืนในวิธีเดียวกับที่เราเสียมันไป เพราะสนามม้ามักทำเงินได้จากพวกที่ชนะแล้วเล่นไปเรื่อยๆ จนตัวเองแพ้ รวมทั้งพวกที่แพ้แล้วยังเล่นต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความที่อยากจะได้เงินคืน

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ปู่เอาบทเรียนทั้งสองข้อไปเปรียบเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น แกบอกว่า นักลงทุนที่มีแต้มต่อ ต้องรู้จักทำตรงข้ามกับคนสองประเภทในสนามม้าดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

หากจะตีความคำพูดของปู่ อาจสรุปได้ว่า คนเป็นนักลงทุนต้องรู้ว่าเมื่อใดควรไปต่อ เมื่อใดควรหยุด และหากลงทุนผิดพลาดไป ก็อย่าดื้อรั้นดันทุรัง ต้องยอมรับความผิดพลาดแล้วแก้ไขมัน

สุดท้าย ปู่ยอมรับว่า ตัวแกเองก็เคย “ริ” ลองเล่นม้าและได้รับบทเรียนอันแสนเจ็บปวด เพราะเสียเงินแล้วหวังจะได้คืน จึงแทงไปเรื่อยๆ จนเงินหมดกระเป๋า เรียกได้ว่าต้องกลับไปส่งหนังสือพิมพ์อีกเป็นสัปดาห์ กว่าจะเอาเงินที่เสียไปกลับคืนมาได้ นั่นทำให้แกเข็ดหลาบและไม่คิดจะกลับไปทำผิดซ้ำรอยเดิมอีก

ทั้งหมดที่เล่า เป็นบทเรียนสำคัญแห่งชีวิตที่ปู่จำใส่ใจไว้เสมอ เมื่อเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แกจึง “ทำตรงข้าม” กับความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในสนามม้า

.. จนสามารถก่อร่างสร้างตัวเองขึ้นมา และประสบความสำเร็จดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ The Snowball)