เมื่อญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศ “เที่ยวถูก”

japan-217882_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลายท่านที่ชอบไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นน่าจะคิดเหมือนๆ กันว่า ต้นทุนในการเดินทางไปเที่ยวแดนซามูไรช่วงหลังๆ นั้นถือว่าต่ำลงเยอะ ถ้าเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งปัจจัยสำคัญคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งเงินเยนด้วย

แต่หากพิจารณาจากราคาสินค้าและบริการของหลายๆ ประเทศเทียบกัน ก็จะเห็นได้ว่า ต้นทุนในการเที่ยวญี่ปุ่นก็ยังถือว่า “ถูก” อยู่ดีสำหรับชาวโลก แม้ค่าเงินของเขาจะไม่ได้แข็งเอาๆ เหมือนเงินบาทไทยก็ตาม

บทความในนิตยสาร Nikkei Asian Review ฉบับวันที่ 10 ธ.ค. ยกตัวอย่าง ตั๋วเข้าโตเกียวดิสนีย์แลนด์สำหรับผู้ใหญ่แบบ single-park ticket ราคาอยู่ที่ 69 เหรียญ หรือ 2,070 บาท ขณะที่ตั๋วเข้าดิสนีแลนด์ประเภทเดียวกันที่แคลิฟอร์เนียราคา 129 เหรียญ หรือ 3,870 บาท

เรียกได้ว่าที่ญี่ปุ่นถูกกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง และถูกกว่าอีกหลายๆ ที่ทั่วโลก รวมถึงยูโรดิสนีย์ ที่ปารีส และดิสนีย์เซี่ยงไฮ้

หรือถ้าจะดูจากโรงแรม ห้องพักโรงแรมห้าดาวในลอนดอน ขนาด 50 ตรม. เตียงคิงไซส์ ราคาอาจสูงถึงคืนละ 1,500 เหรียญ (45,000 บาท) ขณะที่ห้องพักประเภทและระดับเดียวกันในโตเกียว ราคาอยู่ที่ประมาณ 700 เหรียญ (21,000 บาท) เท่านั้น

ผู้เขียนยังเทียบด้วยว่า ของที่ขายอยู่ที่ร้าน Daiso ซึ่งเป็น “ร้าน 100 เยน” หรือร้านขายสินค้าราคาเดียวสัญชาติญี่ปุ่น ในประเทศอื่นๆ ขายแพงกว่านั้นเสียอีก เช่น Daiso ในสหรัฐฯ ขายอยู่ที่ 1.50 เหรียญ (45 บาท) ในบราซิลขายอยู่ที่ 7.99 เรียล (59 บาท) ในไทยขายอยู่ที่ 60 บาท แม้แต่ในจีนซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ของ Daiso ผลิตที่นั่น ก็ยังขายที่ราคา 10 หยวน (43.7) แพงกว่าญี่ปุ่นอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์

หรือที่นิยมใช้เปรียบเทียบกันมานาน คือ “ดัชนีบิ๊กแม็ค” เมนูยอดฮิตของแม็คโดนัลด์ ราคาบิ๊กแม็คที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 390 เยน (109 บาท) ขณะที่ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.74 เหรียญ (172.2 บาท) ต่างกันเยอะมาก

การที่สินค้าและบริการทั่วๆ ไปในญี่ปุ่นทุกวันนี้ถูกกว่าประเทศอื่นๆ นี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นสูงถึง 4.52 ล้านล้านเยนในปี 2018 เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าจากปี 2013

อย่างไรก็ตาม แม้ “ราคาที่ต่ำ” ของสินค้าและบริการจะมีประโยชน์ โดยช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อย่างมาก แต่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็ยังฟื้นตัวได้ยาก สาเหตุสำคัญเพราะบริษัทญี่ปุ่นไม่ยอมขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน ทำให้คนไม่ค่อยยอมใช้จ่ายเท่าที่ควร

เงินเฟ้อของประเทศจึงอยู่ในระดับ “ต่ำ” จนถึง “ติดลบ” สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจจึงติดหล่มอยู่อย่างนี้

ยิ่งมีเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่มาส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทญี่ปุ่น การขึ้นเงินเดือนให้พนักงานซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นอยากให้เกิดขึ้นนักหนาก็คงต้องร้องเพลงรอต่อไปอีก เศรษฐกิจแดนซามูไรจึง “ซึม” ต่อไปไม่มีกำหนด

ผู้เขียนสรุปไว้อย่างน่าเจ็บปวดว่า เหตุที่ญี่ปุ่น “ถูกกว่า” เพราะมัน “ถูกทิ้ง” ไว้เบื้องหลังการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

และนี่เอง คือสาเหตุที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นประเทศ “โคตรแพง” จะซื้อทัวร์ทีนึงไม่ต่ำกว่า 5-60,000 บาท หรือจะไปเที่ยวเองก็ยิ่งแพง ทุกวันนี้กลับกลายเป็นประเทศ “สุดคุ้ม” ไปเที่ยวเองก็สะดวก จะซื้อทัวร์ก็ไม่แพง

จนกลายเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวหลักของคนไทยและนักท่องเที่ยวจากอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกไปเสียแล้ว


ข้อมูลประกอบ : นิตยสาร Nikkei Asian Review ฉบับวันที่ 10 ธ.ค. 2019

“จบอย่างไรให้สวย” บทเรียนจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์

banister-1238466_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในปี 1969 วอร์เรน บัฟเฟตต์ “เบื่อหน่าย” กับสภาวะบ้าคลั่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะนั้น เขาบอกว่าตลาดหุ้นแพงขึ้นมาเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลายี่สิบปี จนถึงตอนนี้ เขาไม่เหลือ “ไอเดียดีๆ” ในการลงทุนอีกต่อไป

ปู่ในวัย 38 บอกว่า เขาเคยพยายามที่จะ “ผ่อน” การบริหารห้างหุ้นส่วนของตนเอง (ตอนนั้นปู่ยังไม่ได้ใช้ เบิร์คเชียร์ เป็นบริษัทลงทุน) แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเมื่อรับผิดชอบต่อเงินของคนอื่น ก็รู้สึกเสมอว่าต้องทุ่มเทเต็มร้อย

“ตราบใดที่ผมยังอยู่ ‘บนเวที’ ยังต้องชี้แจงสถิติการลงทุนของตัวเองให้คนอื่นอ่านอยู่เรื่อยๆ และยังต้องรับผิดชอบการบริหารเงินของหุ้นส่วน … ผมจะไม่มีทางแบ่งเวลาให้กับสิ่งอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ BPL (Buffett Partnetship) ได้เลย … ผมรู้ว่าผมไม่อยากวิ่งไล่ตามกระแสการลงทุนอันรวดเร็วฉาบฉวยไปตลอดชีวิต วิธีเดียวที่จะผ่อนมือลงได้ ก็คือเลิกไปเลยเท่านั้น”

นี่คือถ้อยคำจากปู่ ชี้แจงเหตุผลของการเลิกลงทุน ซึ่งสรุปง่ายๆ ก็คือ

ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็ไม่ควรทำ!! 

อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจประการหนึ่งของปู่ก็คือ อยาก “จบให้สวย” ลงจากบัลลังก์อย่างสง่างาม ซึ่งคงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการทำผลตอบแทนปีสุดท้ายให้ “เลิศ” เข้าไว้ เหมือน เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ที่จบการคุมทีมด้วยการพาแมนยูเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกหนึ่งสมัย

ปัญหาก็คือ ตลาดหุ้น ณ เวลานั้นไม่เอื้ออำนวยเลยแม้แต่น้อย

“ผมมองไม่เห็นเลยว่ามีอะไรที่พอจะเป็นความหวังให้ผมจบปีสุดท้ายอย่างสวยๆ ได้ และผมก็ไม่อยากหลับตาคลำไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะ ‘โชคดี’ ด้วยเงินของคนอื่น ตัวผมไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของตลาดในตอนนี้ และผมก็ไม่อยากทำลายสถิติการลงทุนที่ดี ด้วยการทู่ซี้เล่นเกมที่ผมไม่เข้าใจ เพื่อที่ผมจะออกจากเกมได้อย่างฮีโร่ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอชำระบัญชีเลิกกิจการในปีนี้เลย”

จะเห็นได้ว่า แม้ปู่จะอยาก “จบสวย” แต่ในเมื่อเป็นไปได้ไม่ได้ ก็หยุดเสียเลยจะดีกว่า ยิ่งทำต่อ ยิ่งแย่ ยิ่งทำให้สถิติอันยอดเยี่ยมในอดีตถูกทำลายลงไป

ก่อนหน้านั้น สถิติการลงทุนของปู่อยู่ที่ 29.8% ต่อปี ซึ่งถือว่ามากมายมหาศาล ชนิดยากที่ใครจะเทียบเคียงได้ การที่ปู่หยุดลง ณ​ ตรงนี้ จึงถือว่า “จบสวย” ที่สุดแล้ว

เขียนถึงตรงนี้ พาให้ผมนึกไปถึงผู้จัดการกองทุนอีกคนหนึ่ง คือ ปีเตอร์ ลินช์ ซึ่งบริหารกองทุนฟิเดลิตี้ แม็กเจลแลน ระหว่างทศวรรษ 1980-90 ทำผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 29% ในเวลา 14 ปี ก่อนจะตัดสินใจก้าวลง ณ จุดสูงสุด

เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการตัดสินใจเลิกลงทุนครั้งแรกของปู่เหลือเกิน

แม้ผมไม่เล่าต่อ ท่านก็คงทราบอยู่แล้วว่า ในที่สุด ปู่ก็ตัดสินใจกลับเข้าสู่สนามการลงทุน และอยู่กับมันต่อเนื่องมาอีก 50 ปีจนถึงวันนี้ โดยไม่คิดจะเลิกอีกเลย ด้วยความรักในการลงทุน

แต่บทเรียนจากการ “จบสวย” ครั้งแรกเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ก็เป็นเรื่องราวที่น่าศึกษาและเอาเป็นเยี่ยงอย่างไม่น้อย คนเรา ทำดีมาทั้งชีวิต ต้องหาโอกาสก้าวลงให้งามๆ

รู้จักพอ ไม่ทู่ซี้ จึงสามารถประดับชื่อไว้ในโลกา

——
ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/

เมื่อปู่ลงทุนในธุรกิจที่รู้ทั้งรู้ว่าจะไม่ได้อะไร

Boys_town

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

นับตั้งแต่หารายได้ด้วยการส่งหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ตามบ้านในสมัยเด็ก บัฟเฟตต์ก็มีความสนใจในวิชาชีพหนังสือพิมพ์ตลอดมา ทั้งเขาและชาร์ลี มังเกอร์ มีความนับถืออย่างสูงต่อการทำข่าวเชิงวิเคราะห์ และสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์

บัฟเฟตต์มีความคิดอยากเป็นเจ้าของ นสพ. มาพักใหญ่แล้ว และแล้ว โอกาสก็มาถึงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยซูซี่ ภรรยาของเขา รู้จักกับสแตนฟอร์ด ลิปซีย์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ โอมาฮา ซัน อยู่มาวันหนึ่ง ลิปซีย์ไปที่ออฟฟิศของบัฟเฟตต์ที่อาคารคีวิต พลาซ่า และบอกว่าเขาอยากจะขายธุรกิจของเขา

บริษัทของลิปซีย์ทำหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ที่เน้นเรื่องของท้องถิ่นประมาณ 5-6 หัวในเมืองโอมาฮา โดยมียอดขาย 50,000 ฉบับ กับรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านเหรียญ โดยโอมาฮา ซัน ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์หัวหลักของบริษัท เป็นเบอร์สองในเมือง ขณะที่เบอร์หนึ่งคือ โอมาฮา เวิลด์-เฮรัลด์

ดีลนี้ตกลงกันได้ใน 20 นาที  โดยข้อตกลงก็คือ ลิปซีย์จะรับเป็นบรรณาธิการต่อไป

ที่น่าตลกก็คือ บัฟเฟตต์ระบุในภายหลังว่า เขาจ่ายเงิน 1.25 ล้านเหรียญ แลกกับบริษัทที่คาดว่าจะทำเงินได้ปีละ 100,000 เหรียญ ซึ่งเท่ากับผลตอบแทนต่อเงินลงทุน 8% อันถือว่าน้อยมากสำหรับห้างหุ้นส่วนของเขาเวลานั้น ที่ทำผลตอบได้ปีละ 29.8%

ส่ิงที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาก็คือ บริษัท นสพ. นี้ย่ำแย่มาโดยตลอด และทำไม่ได้แม้กระทั่งกำไร 8% ที่บัฟเฟตต์เคยคาดไว้ แต่กลับได้ในสิ่งซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะได้

นั่นคือ “รางวัลพูลิตเซอร์” อันเป็นเกียรติยศสูงสุดแห่งวงการหนังสือพิมพ์อเมริกัน

Omaha_World-Herald_front_page

หลังจากบัฟเฟตต์เข้าไปถือหุ้นทั้งหมด โอมาฮา ซัน ได้ทำข่าวกรณี “Boys Town” ซึ่งเป็นบ้านเด็กกำพร้าชายล้วน ที่โด่งดังขึ้นมาจากการถูกเอาเรื่องราวไปทำเป็นหนังจนได้รางวัลออสการ์

ทั้งนี้ “เดอะ ซัน” ได้แฉเรื่องไม่ชอบมาพากลทางการเดิน โดย Boys Town ได้ระดมเงินทุนจากคนทั่วประเทศ และได้เงินหลายสิบล้านเหรียญ แล้วเอาเงินไปทำอีลุ่ยฉุยแฉก อีกทั้งยังมีการดูแลเด็กๆ แบบประหลาด คือจับเอาไปไว้ในแคมปัสที่ห่างไกล ไม่ให้เจอเด็กผู้หญิง ห้ามติดต่อกับโลกภายนอก เว้นเสียแต่ให้คนไปเยี่ยมได้สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง และจดหมายทุกฉบับต้องถูกเซนเซอร์

หลังกรณีถูก โอมาฮา ซัน เผยแพร่ออกไป บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้ก็ถูกสั่งห้ามระดมทุน และมีการเข้าไปปฏิรูปใหม่ทั้งหมด กรรมการทั้งคณะถูกให้ออก พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน และเปลี่ยนโมเดลการดูแลเด็ก ให้เด็กได้มาอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ที่ต้องการอุปการะเด็ก ไม่ใช่เอาไปขังในแคมปัสเหมือนแต่เดิม นั่นทำให้บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้เติบโตและคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

การเสนอข่าวเรื่องนี้ ทำให้โอมาฮา ซัน ชนะรางวัลพูลิตเซอร์ ในปีเดียวกับที่ วอชิงตัน โพสต์ ได้พูลิตเซอร์จากกรณีวอเตอร์เกต ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า นสพ.อันดับที่สองของเมืองเล็กๆ จะได้รับเกียรติยศยิ่งใหญ่ขนาดนี้

ที่น่าสนใจก็คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ที่สนับสนุนการทำข่าวนี้อย่างเต็มตัว เขาเป็นคนช่วยค้นหาตัวเลขอันไม่ชอบมาพากลของ Boys Town และบางครั้งยังปลอมตัวไปลงพื้นที่กับบรรดานักข่าวอาชีพอีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม แม้บอยส์ทาวน์จะดีขึ้น แต่โอมาฮาซัน ซึ่งเเป็นธุรกิจของบัฟเฟตต์กลับแย่ลง ก่อนที่บัฟเฟตต์จะขายทิ้งไปในปี  1980 แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น จึงปิดกิจการไปในปี 1983 ขณะที่คู่แข่ง คือ โอมาฮา เวิลด์ เฮรัลด์ เจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้

บทเรียนที่ได้รับจากเรื่องนี้ก็คือ ชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน จะทำอะไรอย่าคิดแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น บัฟเฟตต์ยอมเอาเงินกองทุนของเขามาเพื่อหนุนหลังหนังสือพิมพ์จอมอุดมการณ์อย่าง เดอะ ซัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะได้ผลตอบแทนแค่ในระดับกลางๆ หรืออาจจะไม่ได้อะไรเลย

แต่บางสิ่งบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อสังคมที่ดีกว่า

บัฟเฟตต์เคยบอกว่าเขาเป็นคนโชคดี เขาทำเงินได้มากมายเพราะเขาโชคดีพอที่ได้เกิดมาในสังคมที่มีสถาบันที่ดี มีนิติรัฐ  เป็นสังคมที่พลเมืองเป็นใหญ่ มีการตรวจสอบและถ่วงดุลย์อำนาจ และมีสื่อที่มีเสรีภาพ เขาจึงยอมใช้เงินทุนที่มีเพื่อสนับสนุนเสรีภาพของสื่อ

นี่คือบุคคลระดับโลก ที่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม และพิสูจน์แล้วด้วยการกระทำมาตลอดชีวิตของตนเอง


ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/


image credit :  wikipedia , both qualified as fair use.