โคตรเหง้าของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หนังสือ “The Snowball” ชีวประวัติของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เล่าไว้โดยละเอียดว่า ตระกูลบัฟเฟตต์ ตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกามานานแล้ว แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนนัก แต่ทราบได้ว่ามีอาชีพ “ชาวนา”

“บัฟเฟตต์” คนแรกที่มีหลักฐานว่าเคยมีชีวิตอยู่ คือ จอห์น บัฟเฟตต์ ซึ่งเชื่อกันว่าเขามีเชื้อสายฝรั่งเศส จอห์นอพยพมายังอเมริกาในศตวรรษที่ 17 และมาทำนาอยู่ที่ลองไอส์แลนด์ (ผมสงสัยมานานแล้วว่านามสกุลของบัฟเฟตต์ออกไปทางฝรั่งเศส เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง)

หลังจากนั้นอีกเจ็ดเจเนอเรชั่น จึงปรากฏชื่อของ เซบูลอน บัฟเฟตต์ ชาวนาในลองไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นคนตระกูลบัฟเฟตต์คนแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีตัวตนอยู่จริง

หลานชายของเซบูลอน ชื่อ ซิดนีย์ บัฟเฟตต์ เดิมทำงานอยู่ในฟาร์มของเซบูลอน (เซบูลอนเป็นปู่ของซิดนีย์) แต่ต่อมาก็เลิก เพราะไม่พอใจที่ได้ค่าจ้างน้อย ก่อนจะย้ายถิ่นฐานไปยังโอมาฮา รัฐเนบราสก้า เพื่อไปช่วยงานในธุรกิจของคุณตา และนั่นคือครั้งแรกที่คนตระกูลบัฟเฟตต์เข้ามาตั้งรกรากในโอมาฮา

ต่อมา ซิดนีย์แยกออกไปเปิดร้านขายของชำของตัวเอง ร้านของเขาขายผัก ผลไม้ ไพ่ และของเล่นต่างๆ ซิดนีย์เป็นคนขยัน เปิดร้านถึงห้าทุ่มทุกวัน จนธุรกิจของเขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ

ซิดนีย์มีลูกหกคน ตายไปสี่คน สองคนที่ไม่ตาย คือ เออร์เนสต์ และแฟรงก์ ทั้งสองต่างก็ช่วยงานในร้านของพ่อ

วันหนึ่ง มีสาวสวยคนหนึ่งชื่อ เฮนเรียตต้ามาสมัครงาน ทั้งเออร์เนสต์และแฟรงก์ต่างก็แย่งกันจีบ แต่เออร์เนสต์หล่อกว่า จึงจึบได้ ซึ่งทำให้แฟรงก์เจ็บใจมาก หลังจากนั้น สองพี่น้องไม่พูดคุยกันอีกเลยจนวันตาย โดยแฟรงก์ไม่ยอมแต่งงานตลอดชีวิตด้วย

เออร์เนสต์ กับเฮนเรียตต้า มีลูกสามคน คนสุดท้องคือ โฮเวิร์ด (พ่อของวอร์เรน) หลังจากแต่งงาน ทั้งคู่แยกออกมาเปิดร้านขายของชำของตัวเอง โดยร้านใหม่นี้ เออร์เนสต์ร่วมหุ้นกับซิดนีย์ ผู้พ่อ

โฮเวิร์ด ลูกของเออร์เนสต์ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนลูกคนรวย เขาจึงรู้สึกแปลกแยกอยู่ไม่น้อย เพราะพ่อของเขาเป็นแค่เจ้าของร้านขายของชำ อีกทั้งตัวโฮเวิร์ดยังเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ (ต่อมา วอร์เรนก็ส่งหนังสือพิมพ์ตามรอยพ่อ) และยังใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่ถูกโละมาจากพี่สองคน แต่เขาก็ยังรักดี และเรียนดีด้วย

โฮเวิร์ดเข้าเรียนที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนบราสก้า เขาเป็นกอง บก. หนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ต่อมา เขาพบกับเลล่า (แม่ของวอร์เรน) ซึ่งเป็นคนสนใจในงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์เหมือนกัน ทั้งคู่แต่งงานกันและมีลูกสามคน คือ ดอริส วอร์เรน และโรเบิร์ตต้า

ต่อมา โฮเวิร์ดกลายเป็น “นักลงทุน” และเปิดบริษัทลงทุนของตัวเอง ทั้งยังลงเล่นการเมือง และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พรรครีพับลิกัน เขาเป็นนักการเมืองที่ซื่อสัตย์ และเชื่อมั่นในทุนนิยมอย่างยิ่ง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า โฮเวิร์ดผู้พ่อคือต้นแบบของเขา ซึ่งเมื่อดูจากประวัติชีวิตของปู่ ก็พบว่าเป็นจริงตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นการหาเงินด้วยการส่งหนังสือพิมพ์ และการเลือกอาชีพเป็นนักลงทุน วอร์เรนล้วนเดินตามรอยพ่อทั้งสิ้น ยกเว้นเรื่องการเมือง ที่ปู่หันมาสนับสนุนพรรคเดโมแครต ไม่เหมือนพ่อที่เป็นลูกหม้อรีพับลิกัน (ส่วนหนึ่งเพราะซูซี่ ภรรยาสุดที่รักของปู่เป็นนักสิทธิมนุษยชนซึ่งมาในแนวเดโมแครต)

ผมจบบทความนี้ ด้วยข้อความที่เซบูลอน บัฟเฟตต์ (ปู่ของปู่ของพ่อของวอร์เรน) เคยเขียนถึงซิดนีย์ผู้เป็นหลาน หลังจากซิดนีย์ทิ้งปู่และอพยพไปยังโอมาฮา จนกลายเป็นรกรากใหม่ของตระกูลบัฟเฟตต์จนถึงทุกวันนี้ โดยคำสอนในกระดาษนี้เอง เป็นสิ่งยืนยันถึงการมีตัวตนของเซบูลอน ซึ่งเป็นตระกูลบัฟเฟตต์คนแรกที่ยืนยันได้ว่าเคยมีชีวิตอยู่

เนื้อหามีดังนี้

“เวลาดีลอะไรกับใคร ต้องตรงเวลา”

“คนบางคนดีลอะไรด้วยยาก ให้พยายามหลีกเลี่ยง”

“จงรักษาเครดิตไว้ให้ดี เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเงิน”

“หากจะทำธุรกิจ จงพอใจกับผลตอบแทนระดับปานกลาง อย่าดิ้นรนจะรวยมากเกินไป”

“จงใช้ชีวิตให้พอเหมาะ อยู่ให้พอควร ตายให้พอดี”

ด้วยหลักในการดำเนินชีวิตตรงนี้ ทำให้คนในตระกูลบัฟเฟตต์ทุกคน ไม่มีใครยากจน แม้จะไม่มีใครทิ้งมรดกมากมายไว้ให้ลูกหลาน แต่ก็ไม่เคยมีใครจากโลกนี้ไปตัวเปล่าๆ ด้วยนิสัยรู้จักเก็บออมและใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะ

คำสอนอันล้ำค่าของตระกูลบัฟเฟตต์ ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะจากโฮเวิร์ดผู้เป็นพ่อ น่าจะมีส่วนทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สร้างตัวเองขึ้นมา จนกลายเป็นนักลงทุนและนักบุญที่ยิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้

——————

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ The Snowball ครับ)

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับสมดุลระหว่างงานและชีวิต

grieve3

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คุณสมบัติประการหนึ่ง ที่ทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลายเป็นนักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก คือการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการลงทุน เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากลงทุน ลงทุน และลงทุน 

บางครั้งก็มากไป จนถูกมองว่าแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก

เมื่อตอนที่ อเมริกัน เอ็กซ์เพรสส์ เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “วิกฤตน้ำมันสลัด” โดยบริษัทได้ไปรับรองสต็อคน้ำมันสลัดปลอม และออกใบรับรองให้แก่ลูกค้าที่เป็นโบรกเกอร์จอมฉ้อฉลคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่สต็อคดังกล่าวมีน้ำมันสลัดอยู่เพียงเล็กน้อย ที่เหลือเป็น “น้ำเปล่า” และเจ้าโบรกเกอร์ตัวแสบนั่นก็ใช้สต็อคปลอมนั้นกู้เงินจากอเมริกันเอ็กเพรสส์เอง รวมทั้งยังเอาใบรับรองที่เอเม็กซ์ออกให้ไปกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่นๆ ด้วย

ครั้นเรื่องแดงขึ้นมา หุ้นของอเมริกันเอ็กซ์เพรสส์ก็ร่วงลงอย่างหนัก จากแปดสิบกว่าเหรียญ เหลือแค่สามสิบกว่าเหรียญ บัฟเฟตต์จึงเล็งเห็นถึงโอกาส โดยแกมองว่าวิกฤตดังกล่าวเป็นเพียง “เหตุการณ์ครั้งเดียว” และผลเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ได้รุนแรงขนาดที่สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้น

นอกจากนี้ ปู่ยังไปนั่งที่ร้านสเต็กที่แกกินอยู่เป็นประจำเพื่อสำรวจตลาด ก่อนจะพบว่า ผู้คนยังใช้บัตรเครดิตอเมริกันเอ็กเพรสส์รูดจ่ายค่าอาหารตามปกติ นั่นแสดงให้เห็นว่าวิกฤตที่ว่าไม่ได้กระทบธุรกิจบัตรเครดิตของบริษัทเลย แกจึงมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านี่คือโอกาสซื้อที่งดงามที่สุด และตัดสินใจตะลุยเก็บหุ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้น ชีวิตปู่เองก็ต้องประสบกับวิกฤตเช่นกัน โดย “โฮเวิร์ด” พ่อของปู่ กำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็ง ต้องผ่าตัดหลายครั้ง อาการน่าเป็นห่วงมาก ทว่าปู่กลับยกหน้าที่ทั้งหมดในการจัดการกับวิกฤตนี้ให้เป็นของซูซี่ ผู้เป็นภรรยา โดยตัวแกยังคงทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่หุ้นอเมริกันเอ็กซ์เพรสส์

โดยเฉพาะในสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่พ่อจะเสียชีวิต แกแทบไม่เป็นทำอะไร มัวแต่ตามหุ้นเอเม็กซ์ กลายเป็นซูซี่ผู้เป็นลูกสะใภ้ที่ต้องคอยบังคับให้วอร์เรนไปเยี่ยมพ่อของตัวเองที่โรงพยาบาลทุกวัน

และแล้ว พ่อของปู่ก็เสียชีวิตลง

หลังงานศพผ่านพ้นไป ปู่หายหน้าไปสองสามวัน แล้วก็กลับไปทำงานตามปกติ โดยกลับไปไล่ซื้อหุ้นเอเม็กซ์อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง คิดเป็นเงินลงทุนรวมทั้งสิ้นถึง 3 ล้านเหรียญ มากกว่าหุ้นตัวใดๆ ที่แกเคยลงทุนมาในชีวิต และทยอยซื้อมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอเม็กซ์ โดยมีหุ้นอยู่ราว 15 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 9,700 ล้านเหรียญ (ประมาณ 340,000 ล้านบาท) โดยมีต้นทุน 1,290 ล้านเหรียญ (45,150 ล้านบาท) เรียกได้ว่ากำไรอื้อซ่าเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า แม้ในช่วงเวลาวิกฤตที่สุดของชีวิต ปู่ก็ยังจดจ่ออยู่กับเรื่องลงทุน และแม้คนใกล้ชิดอาจมองว่า ปู่ไม่ได้แสดงอาการเสียใจอะไรเลยกับการจากไปของพ่อ บางคนอาจมองว่าแก “ไร้หัวใจ” แต่นั่นคงมิใช่ความจริง เพราะปู่ทั้งรักและนับถือพ่อของตัวเองมาก

แกเคยบอกด้วยซ้ำไปว่า ไอดอลในชีวิตแกมีอยู่เพียงสองคน คนแรกคือ โฮเวิร์ด ผู้เป็นพ่อ ส่วนอีกคนหนึ่งคือ เบนจามิน แกรแฮม จึงเป็นไปไม่ได้ที่แกจะไม่เสียใจ

เพียงแต่ความเป็นคนเนิร์ดๆ ไม่แสดงออก ทำให้ไม่มีใครเห็นถึงความเศร้าโศกนั้นต่างหาก ความจริงข้อนี้พิสูจน์ชัด จากการที่ปู่เอาภาพถ่ายขนาดใหญ่ของพ่อมาแขวนไว้บนผนังตรงข้ามโต๊ะทำงาน หลังจากโฮเวิร์ดจากไปไม่กี่วัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราต้องรู้จักสร้างสมดุลระหว่างการงานกับชีวิตส่วนตัวให้ดี เราทุกคนล้วนต้องเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่จะจัดการกับมันได้อย่างไร นั่นต่างหากที่สำคัญ

หากทำใจไม่ได้กับเรื่องส่วนตัว ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน แต่หากทุ่มเทกับงานมากไป ชีวิตส่วนตัวก็ย่อมจะเสียหาย และอาจต้องมาเสียใจในภายหลัง นี่ปู่ยังโชคดีที่มีเมียดี ช่วยนำพาครอบครัวผ่านพ้นวิกฤตไปได้ (แต่แกก็ไม่วาย บ่นเมียว่าใช้เงินซื้อโลงศพให้พ่อแพงเกินไป)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ คงไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีในเรื่องของ work-life balance แต่การเรียนรู้จากชีวิตส่วนตัวของเขาก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวครับ

(ข้อมูลประกอบจาก วิกีพีเดีย, fool. com และหนังสือ The Snowball)

** คอร์สสัมมนาหุ้น โดย Club VI คลิกที่นี่ **

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับความผิดหวัง และการ Live & Learn

skateboard-331751_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีความฝันในวัยเด็กอยู่ประการหนึ่งคือ แกอยากเป็น “มิลเลียนแนร์” นั่นคือมีความมั่งคั่ง “หนึ่งล้านเหรียญ” (35 ล้านบาท) ให้ได้เมื่ออายุครบ 35 ปี เป็นความฝันที่อยู่ในใจเรื่อยมา จนถึงวันที่เรียนจบมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม ปู่ยังมีความมุ่งมั่นอีกอย่างหนึ่งคือ แกอยากเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งแท้จริงแล้วค่อนข้างขัดแย้งกับตัวตนของแกอยู่พอสมควร เพราะปู่เป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจการศึกษาตามแบบแผนเท่าไรนัก โดยชอบศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองซะมากกว่า (ว่ากันตรงๆ คือ เพราะแกเก่งกว่าอาจารย์แทบจะทุกคน) ทว่าการได้เข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดก็ยังเป็นความฝันของปู่ เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ หลังจบปริญญาตรีขณะอายุแค่ 19 (เห็นมั้ยครับว่าเก่งขนาดไหน) ปู่จึงไปสมัครเรียนปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ด โดยแกมั่นใจอย่างยิ่งว่า ฮาร์วาร์ดต้องรับแกแน่ๆ นอกจากนี้ แกยังได้ไปขอทุนการศึกษาไว้ล่วงหน้าและได้รับทุนเรียบร้อยแล้วด้วย นั่นแปลว่าถ้าได้เรียน ก็จะไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่เพนนีเดียว

ปู่เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า วันที่เดินทางจากโอมาฮาไปยังชิคาโก้เพื่อสอบสัมภาษณ์เข้าฮาร์วาร์ดนั้น (ม.ฮาร์วาร์ดอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเสตส์ แต่การสัมภาษณ์ครั้งนั้นมีขึ้นที่ชิคาโก้) แกตื่นตั้งแต่กลางดึก และขึ้นรถไฟไปคนเดียว และแม้พ่อแกจะเป็น ส.ส. ปู่ก็ไม่ได้ขอให้พ่อใช้เส้นสายช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น

ปู่เล่าว่า แกเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์โดยตั้งใจว่าจะ “โชว์” ความรู้เรื่องหุ้นอย่างเต็มที่ ทว่านั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะปู่ไม่ได้มีความเข้าใจในเนื้อแท้ของฮาร์วาร์ด เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องการคนที่มีบุคลิก “เป็นผู้นำ” ซึ่งสิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ต้องมีความมั่นคงในตัวเอง

ปู่เล่าว่า อาจารย์ผู้สัมภาษณ์เขา ได้มองทะลุท่วงท่าที่ดูมั่นใจและความช่ำชองในความรู้เรื่องหุ้น จนเห็นถึงแก่นแท้ของตัวแก ซึ่งยังมิได้มีความมั่นคงและวุฒิภาวะเพียงพอ

“ตอนนั้นผมดูเหมือนเด็กอายุสิบหก อารมณ์เหมือนเด็กเก้าขวบ ผมใช้เวลาประมาณสิบนาทีพูดคุยกับผู้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นศิษย์เก่าฮาร์วาร์ด และพวกเขาก็ปฎิเสธผม” ปู่กล่าว

ปู่เล่าด้วยว่า ระหว่างการสัมภาษณ์ แกยังไม่ได้มีโอกาสพูดเรื่องหุ้นด้วยซ้ำไป โดยผู้สัมภาษณ์ได้ตัดบทแล้วบอกแกอย่างสุภาพว่า “อีกสองสามปี เธอจะมีโอกาสมากกว่านี้” แต่ตอนนั้น ด้วยความอ่อนต่อโลก แกจึงไม่เข้าใจความหมายของคำพูดดังกล่าว ต้องรอจนจดหมายปฏิเสธส่งมาถึงบ้าน จึงได้รู้ความจริง

ปู่บอกว่า พอรู้ผล แกถึงกับช็อค เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะไม่ผ่านสัมภาษณ์ แกยังนึกในใจเลยว่า “นี่เราจะบอกพ่อยังไงดี” ซึ่งแม้พ่อของแกจะไม่ได้ว่าอะไร แต่ปู่ก็ยังไม่สามารถลืมความผิดหวังครั้งนั้นได้

จากนั้น ปู่จึงเริ่มมองหามหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อเข้าเรียน และไปเจอกับ “ชื่อสองชื่อ” เป็นอาจารย์สองคนที่สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย คนแรกคือ เดวิด ด็อดด์ และอีกคนหนึ่งคือ เบนจามิน แกรแฮม ผู้เขียนหนังสือ “The Intelligent Investor” ซึ่งแกเคยอ่านแล้วชื่นชอบอย่างยิ่ง

ไม่ต้องเล่าต่อ ท่านก็คงพอเดาได้แล้วใช่ไหมครับว่า ปู่ได้ไปสมัครเข้าเรียนที่ ม.โคลัมเบีย และคราวนี้ก็ไม่พลาด ได้เรียนสมใจ โดยได้ศึกษาหาความรู้จากทั้ง เดวิด ด็อดด์ และ เบนจามิน แกรแฮม ครั้นเรียนจบไม่กี่ปี แกก็ได้ไปทำงานกับแกรแฮม ก่อนจะเอาความรู้ทั้งหมดจากครูผู้นี้ มาเปิดห้างหุ้นส่วนลงทุนของตัวเอง

…. เรื่องราวต่อจากนั้น คือประวัติศาสตร์

อาจกล่าวได้ว่า การถูกปฏิเสธจากฮาร์วาร์ด คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เพราะมันทำให้แกได้มาเรียนกับ เบน แกรแฮม

และจากการที่ปู่เคยบอกไว้ว่า การลงทุนของแกทุกวันนี้ มาจากแกรแฮมถึง “85 เปอร์เซ็นต์” จึงอาจกล่าวได้ว่า หากวันนั้น ปู่ไม่ถูก “เซย์โน” จากฮาร์วาร์ด วันนี้โลกทั้งโลกก็อาจไม่รู้จักนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชื่อ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตคนเรา ย่อมมีทั้งความสมหวังและผิดหวัง จงอย่าท้อถอยในวันที่ต้องพลาดหวังหรือสิ่งต่างๆ ไม่ได้อย่างใจ เพราะสิ่งไม่ดีสิ่งหนึ่ง อาจแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งอาจจะเปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาลเลยก็ได้

สิ่งที่เราทุกคนควรทำก็คือ “จงใช้ชีวิต และเรียนรู้จากมัน” เอาประสบการณ์ทุกอย่างไม่ว่าดีหรือร้ายมาเป็นบทเรียน และเลือกก้าวเดินไปในหนทางที่ดีที่สุดที่ชีวิตมอบให้แก่เรา

เพียงเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ กับคำว่า “ชีวิต”

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ  The Snowball)