ถอดรหัส ปู่ “ขายหุ้นแบงก์” ทำไม

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

16 พ.ค. 2020

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ช็อคโลกอีกแล้ว ด้วยการเทขายหุ้นสถาบันการเงินออกมาเป็นจำนวนมาก

ที่เยอะสุดคือ โกลด์แมน แซคส์ ซึ่งถือมาตั้งแต่ Financial crisis ปี 2008 โดยนับจากต้นปี หุ้นโกลด์แมนร่วงลงมาถึง 33% หรือ 1 ใน 3

สถานการณ์เช่นนี้ ถ้ากางตำราเดิมของปู่ ต้องเข้าไป “ซื้อเพิ่ม” จึงจะถูก แต่ปรากฏว่าปู่กลับเทขายออกมา

จากรายงานล่าสุดที่แจ้งต่อ กลต. เบิร์คเชียร์เหลือหุ้นในโกลด์แมนไม่ถึง 2 ล้านหุ้น จากเดิม 12 ล้านหุ้น ลดลงถึง 84% จากเดิมมีหุ้นอยู่ในมือมูลค่าประมาณ 2,760 ล้านเหรียญ เหลือแค่ 297 ล้านเหรียญ และก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.พ. ปู่ก็เพิ่งขายหุ้นโกลด์แมนถึง 1 ใน 3 จากที่ถืออยู่เมื่อสิ้นปีที่แล้ว

เรียกได้ว่า “ขายต่อเนื่อง” และ “ขายอุตลุต” จริงๆ

นอกจากนี้ ปู่ยังลดสัดส่วนการถือหุ้นใน เจพี มอร์แกน อีกหนึ่งสถาบันการเงินชั้นนำลงเล็กน้อยประมาณ 3% ยังไม่นับการขายหุ้น US Bancorp ธนาคารขนาดใหญ่ เป็นมูลค่าไม่มากนักประมาณ 16 ล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่งเป็นข่าวเมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านี้

และยังไม่รวมการลดสัดส่วนการถือหุ้นใน เวลส์ ฟาร์โก แบงก์ลูกรักของปู่ (ที่เพิ่งเจอปัญหาการทุจริต) ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยขายหุ้นทิ้งไป 14% ซึ่งถือว่าไม่น้อย รวมทั้งอีกหนึ่งธนาคารคือ BNY Mellon ที่เพิ่งลดสัดส่วนลงด้วยเช่นกัน

ที่น่าแปลกใจก็คือ ปู่เพิ่งพูดในการประชุมเบิร์คเชียร์ 2020 ที่ผ่านมาว่า แบงก์ไม่ใช่ธุรกิจที่น่าเป็นห่วงมากนักจากวิกฤตโคโรน่าไวรัส

ปู่บอกว่า “ถ้าปัญหาเศรษฐกิจหนักมากถึงระดับหนึ่ง แม้แต่ธนาคารที่เข้มแข็งก็ยังต้องรับความกดดันอย่างหนัก และเราก็ดีใจมากที่มีระบบธนาคารกลางคอยหนุนหลังพวกเขาอยู่”

“ระบบธนาคารโดยรวมๆ จะไม่เป็นปัญหาอะไร” ปู่ชี้ชัด “พวกเขา (ธนาคาร) ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผมห่วงเลย”

ด้วยเหตุนี้ การที่ปู่ขายหุ้นแบงก์ แม้จะไม่พลิกความคาดหมายอะไรมากนัก เพราะขายมาแล้วตั้งแต่ต้นปี แต่ก็ชวนให้สงสัยว่าปู่คิดอะไรอยู่หรือถึงทำเช่นนี้ เป็นการยอม “ขาดทุนกำไร” มหาศาล ชนิดที่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ปู่ทำ อาจถูกมองว่าเป็น “พฤติกรรมเม่า” ด้วยซ้ำ

ประเด็นนี้ ผมอยากนำท่านย้อนไปถอดรหัสคำพูดของปู่ ในอีกตอนหนึ่งของการประชุมเบิร์คเชียร์ 2020 ที่ผ่านมา

ปู่เล่าถึงสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ Great Depression ว่า วันที่ 3 ก.ย. 1929 ดัชนีดาวโจนส์อยู่ที่ 381.17 จุด ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผู้คนแฮปปี้กันมาก แต่แล้ว พอถึงวันที่ 13 พ.ย. 1929 ผ่านมาเพียงสองเดือนกว่า หุ้นก็ตกลงมาเหลือ 198.69 จุด หรือลดลงมา 48% จากจุด high

ปู่บอกว่า ตอนนั้นยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำว่าสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจ “ตกต่ำ” หรือ depression ผู้คนต่างคิดว่าเป็นแค่ภาวะ “ถดถอย” หรือ recession เหมือนครั้งก่อนๆ

หลังจากนั้นเก้าเดือน ในวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 1930 ปู่ก็ลืมตาออกมาดูโลก โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน (วันศุกร์ที่ 29 ส.ค.) ตลาดปิดที่ 240.42 จุด ปรับตัวขึ้นมา 20% จากเก้าเดือนก่อนหน้า และพอปู่อายุได้สิบวัน หุ้นก็ขึ้นไปแตะที่ 245 จุด

ถึงตรงนี้ ใครต่อใครพากันมองว่ามรสุมร้ายน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว …

ทว่าตลาดกลับ “พังครืน” ลงมาอีกรอบ และรอบนี้คือของจริง !!

จาก high ที่ 245 จุด พอถึงวันที่ 8 ก.ค. 1932 หรือผ่านมาไม่ถึงสองปี ดัชนีกลับลดลงเหลือเพียง 41.22 จุด ทรุดฮวบลงมา 83% จากวันที่ปู่เกิด และลงมา 89% จากจุดพีค โดยเงิน 1,000 เหรียญที่ซื้อ Dow Jones Average ในวันเกิดปู่ จะเหลือแค่ 170 เหรียญ

ย้ำว่าในเวลาไม่ครบสองปีดี

จะเห็นได้ว่า สมัย Great Depression ทีแรกคนยังไม่คิดว่า “รุนแรง” อะไรนัก นึกว่าผ่านมาให้พอสะดุ้ง เดี๋ยวก็คงผ่านไป แม้หุ้นจะตกลงมาเกือบ 50% แต่ก็กลับขึ้นมาพอสมควร นักลงทุนมากมายจึงย้อนเข้าไปในตลาด

ณ จุดนี้เอง ตลาดหุ้นก็พังพาบลงอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นการพังชนิด “ล่มสลาย” ไม่เหลือชิ้นดี ก่อนจะเข้าสู่ภาวะ Depression ที่ไม่ใช่แค่  Recession แต่เป็น “Great Depression” คือ “ตกต่ำครั้งใหญ่” เสียด้วย

ผมจึงขอตั้งข้อสงสัยว่า ในวิกฤตโคโรน่าไวรัสครั้งนี้ การที่ปู่ถือเงินสด 137,000 ล้านเหรียญ หรือเกือบ 4.5 ล้านล้านบาท ไม่ยอมซื้ออะไรเลย ทั้งยังทยอยขายหุ้นแบงก์และหุ้นอื่นๆ ทิ้ง

เป็นไปได้ไหมว่า ปู่กำลังมองว่าวิกฤตที่ดูเหมือนเริ่มผงกหัวขึ้นมาอีกครั้งในเวลานี้ สุดท้ายแล้วอาจดิ่งลงเหวลึกยิ่งกว่าเดิม เหมือนฝันร้ายเมื่อ 90 ปีก่อน

ก่อนจบ ขอยกอีกท่อนหนึ่งจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา มาถ่ายทอดไว้

ปู่บอกว่า “เราอาจเจอประสบการณ์ ที่เหตุการณ์อย่างมหาโรคระบาดครั้งนี้เกิดขึ้น ซึ่งมันยากมากเลยที่จะคิดเผื่อไว้ก่อน นี่คือเหตุผลที่เราจะไม่ใช่เงินกู้ หรือมาร์จิ้นเพื่อลงทุน และเราก็บริหารเบิร์คเชียร์กันมาอย่างนี้ เราบริหารมันในรูปแบบที่ในทางทฤษฎี เราจะพร้อมรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเสมอ”

“พร้อมรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด” นี่อาจเป็นเหตุผลแห่ง “แอ็คชั่นช็อคโลก” ของปู่ก็เป็นได้


ที่มาของข้อมูล : คลิปถ่ายทอดสดจาก Yahoo! Finance, CNBC, Bloomberg

สรุปไฮไลท์จาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ณ การประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway 2020

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมได้สรุปไฮไลท์คำพูดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากการประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ปี 2020 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากแปลสดๆ ลงเพจ Club VI ไปก่อนหน้านี้ เอาแบบสั้นๆ กระชับ คัดเฉพาะเนื้อๆ มาให้อ่านกันนะครับ

เนื้อหาแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกมาจาก speech ที่ปู่บรรยายเพื่อเปิดการประชุม (ซึ่งแกจะทำอย่างนี้ทุกปี) และช่วงที่สองจะเป็นการตอบคำถามที่ส่งกันเข้ามาจากทางบ้าน เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรก (และอาจจะเป็นปีเดียว) ที่ไม่มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วม

ช่วงที่ 1  : speech เปิดงาน

1. ขอบคุณหมอ – ปู่บอกว่าอเมริกาโชคดีมากๆ ที่มี ดร.แอนโธนี ฟอซี ผอ.สถาบันควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติ คอยอธิบายให้ข้อมูลเกี่ยวกับโคโรนาไวรัส ปู่บอกด้วยว่าตัวเองเก่งเลข แต่ห่วยมากเรื่องสุขภาพ ดีที่มี ดร.ฟอซี คอยอธิบายให้ฟัง แกรู้สึกขอบคุณและติดหนี้บุญคุณคุณหมอฟอซีเป็นอย่างยิ่ง

2. มองอเมริกาเป็นบวก – ปู่ยังมองอเมริกาเป็นบวกมาก (พูดซ้ำหลายครั้ง) โดยเปรียบสหรัฐฯ เป็นรถไฟขบวนหนึ่ง สมัยปี 2008-9 รถไฟขบวนนี้ตกราง ถนนหนทางก็ไม่ค่อยจะดี อันเนื่องมาจากปัญหาธนาคาร แต่ครั้งนี้รถไฟกลับมาวิ่งบนรางปกติแล้ว เราแค่หยุดมันชั่วไว้ครู่เท่านั้น

3. การสร้างมูลค่าของอเมริกา ปู่บอกว่าตั้งแต่แกจบมหาวิทยาลัย สหรัฐอเมริกาสามารถทำให้เงินทุกๆ 1 เหรียญกลายเป็น 100 เหรียญ เท่ากับว่าสหรัฐฯ เดินหน้าเต็มตัวเรื่อยมา

สหรัฐอเมริกาในปี 2020 มี wealth 100 ล้านล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 แสนเท่าจากเงินทุกๆ 1 เหรียญตอนที่ก่อตั้งประเทศ หากเทียบเป็นค่าเงินระดับเดียวกัน คือได้กำไร 5,000 เท่า

ดังนั้น ถ้าลองมองวิกฤต 2-3 เดือนที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นเรื่องชั่วคราว และอเมริกาจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งอย่างแน่นอน สิ่งที่คุณต้องทำก็เพียงเชื่อมั่นในอเมริกาเท่านั้น คุณต้องเชื่อว่ามหัศจรรย์แห่งอเมริกาจะไม่มีวันจางหาย

ปู่ย้ำว่า “อย่าเดิมพันตรงข้ามกับอเมริกา”

4. ย้อนถึง The Great Depressionปู่บอกว่าช่วง Great Depression มันแย่มาก รู้สึกยาวนานมากๆ และไม่มีใครคิดว่ามันจะจบ แต่แล้ววันหนึ่งเศรษฐกิจก็กลับมา

ปู่เล่าว่าช่วง Great Depression เงินในตลาดหุ้น 1,000 เหรียญ ลดเหลือ 170 เหรียญในเวลาแค่สองปี

Great Depression คงอยู่เป็นเวลานานหลายปี แต่ในความรู้สึกของผู้คนกลับนานยิ่งกว่านั้น แม้ว่าต่อมาเศรษฐกิจจะกลับมาได้ แต่ความกลัวในจิตใจของผู้คนยังไม่จางหายไป มันกลายเป็นเรื่องเล่าขาน พ่อแม่เล่าให้ลูกฟังถึงความน่ากลัวของวิกฤติครั้งนั้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญในตอนนี้คือต้อง “อย่าเสียศรัทธากับประเทศ”

5. อย่าคาดเดาตลาด – ไม่มีใครรู้ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรในวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า รู้แต่ว่าอเมริกาจะก้าวหน้าไป ไม่มีใครรู้แน่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 .. 2001 (หลัง 9/11) เหมือนที่ไม่มีใครรู้ว่าไวรัสครั้งนี้จะเกิดขึ้น

ปู่บอกว่า คุณเดิมพันฝั่งเดียวกับอเมริกาได้เสมอ แต่ก็ต้องระวัง เพราะคุณเชื่อใจอเมริกาได้ก็จริง แต่เชื่อใจตลาดหุ้นไม่ได้ เนื่องจากตลาดสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง

6. อย่ากู้เงินมาลงทุนปู่บอกว่า อย่ากู้เงิน อย่าใช้มาร์จิ้นมาลงทุนในวิกฤตโคโรนาไวรัสครั้งนี้ เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูงมาก มีปัจจัยต่างๆ ที่คาดเดาไม่ได้มากมาย ปู่บอกว่า มีเหตุผลทุกประการที่ควรลงทุนกับการก้าวหน้าไปของอเมริกา ยกเว้นการกู้เงินมาลงทุน

7. ซื้อ S&P 500 ดีที่สุด – ปู่ยังคงแนะนำเหมือนเดิมว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ การถือกองทุนอิงดัชนี S&P 500 เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ดีกว่าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล และดีกว่าทำตามพรายกระซิบ

8. เชื่อมั่นประธานเฟด – ปู่เชื่อมั่นในตัวประธานเฟด เจโรม พาวเวลล์ โดยยกไว้ในระดับเดียวกับ พอล โวลค์เกอร์ ซึ่งเป็นอดีต ปธ. อีกคนที่แกชื่นชม เนื่องจากพาวเวลล์เทคแอ็คชั่นตั้งแต่กลาง มี.ค. ซึ่งน่าจะเป็นการปรับเอาบทเรียนจาก 2008-9 มาใช้ ถ้าวันนั้นเฟดไม่ลงมือรวดเร็วและเด็ดขาด วันนี้คงแย่กว่านั้นเยอะ

9. ยอมรับความผิดพลาดที่ลงทุนในสายการบิน – อันนี้สำคัญมาก ปู่บอกว่าแกทำ “ความผิดพลาดที่เข้าใจได้” ด้วยการเข้าซื้อหุ้นสายการบินทั้งสี่ “ตอนที่เราซื้อ (หุ้นสายการบิน) เรากำลังจะได้เงินก้อนโตจากการลงทุนในหลายๆ สายการบิน” แต่แล้ว “กลับกลายเป็นว่าผมคิดผิดเกี่ยวกับตัวธุรกิจ” โดยปู่ไม่ได้โทษ CEO ของทั้งสี่สายการบินแต่อย่างใด เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่เป็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน

10. ไม่รู้อนาคตธุรกิจการบิน – ที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดก็คือ ปู่มองอนาคตสายการบิน “เป็นลบ” โดยบอกว่า แม้ 3-4 ปีต่อจากนี้ ก็ไม่รู้ว่าคนจะกลับมาบินมากเหมือนเดิมหรือไม่ และเครื่องบินก็มีอยู่เยอะแยะ (สืบเนื่องจากปู่ ตามหลักวีไอ ต้องบอกว่า “พื้นฐานเปลี่ยน” แล้ว สำหรับธุรกิจสายการบิน และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบินด้วย)

P071811PS-0254_(5951720542)

ช่วงที่ 2 : ตอบคำถาม

11. ขายหุ้นสายการบินทั้งหมดแล้ว – อันนี้ฮือฮาที่สุด คือ ปู่ยอมรับว่าขายหุ้นสายการบินทั้งหมดแล้ว โดยขายไปเป็นเงิน 6,509 ล้านเหรียญ “โลกเปลี่ยนไปแล้วสำหรับสายการบิน และผมก็ไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ผมหวังว่ามันจะแก้ไขตัวเองได้ด้วยวิธีที่รวดเร็ว” และ “ผมไม่รู้ว่าคนอเมริกันเปลี่ยนนิสัยหรือจะเปลี่ยนนิสัย (เกี่ยวกับการบิน) หรือไม่” ปู่บอกว่า มีหลายอุตสาหกรรมที่กระทบจากวิกฤตโคโรนาไวรัส และสายการบินก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เจ็บหนักมากจนควบคุมไม่ได้

12. ทำไมไม่ซื้ออะไรสักที – ต่อข้อสงสัยว่าทำไมหุ้นลงมาขนาดนี้แล้ว เงินสดก็เหลือเยอะแยะ แต่ไม่ยอมทำอะไรสักที ปู่บอกว่า “เรายังไม่ทำอะไร เพราะเราไม่เห็นอะไรน่าสนใจ” แต่ก็บอกด้วยว่า แกพร้อมจะลงทุนครั้งใหญ่ อาจจะ 30,000 40,000 หรือ 50,000 ล้านเหรียญ ทันทีที่เห็นโอกาสที่น่าลงทุน แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นเลย โดยล่าสุด BRK มีเงินสดถึง 137,000 ล้านเหรียญ

13. อนาคตของ Berkshire – เกร็ก อาเบล รองประธานฝ่ายธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับประกัน ซึ่งปีนี้ขึ้นมานั่งคู่บัฟเฟตต์แทน ชาร์ลี มังเกอร์ บอกว่า ไม่ว่าบัฟเฟตต์และมังเกอร์จะอยู่หรือไม่ วัฒนธรรมองค์กรของ Berkshire ก็จะไม่เปลี่ยน “เราไม่มีใครดีกว่าวอร์เรนและชาร์ลี แต่เรามีทีมที่เก่งเทียบเท่ากันที่เบิร์คเชียร์” (เรื่องมุมมองต่ออนาคตของ BRK แนะนำอ่านหนังสือ Berkshire Beyond Buffett ของ ศ.ลอว์เรนซ์ คันนิงแฮม ที่ผมเป็นผู้แปล ดีมากๆ และลึกที่สุดแล้ว – ชัชวนันท์)

14. ทายาทของปู่ – เกี่ยวกับเรื่องทายาทที่จะมารับไม้ต่อจากบัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคำถามหลักที่คนอยากรู้ โดยเฉพาะเมื่อ ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานวัย 96 ไม่ได้มานั่งตอบคำถามในปีนี้ และเป็นครั้งแรกที่มังเกอร์ไม่มา ปู่ยืนยันว่า ตัวแกและ “ปู่มัง” ยังแข็งแรง แถมบอกด้วยว่า ตอนนี้มังเกอร์ใช้ Zoom ประชุมเป็นแล้วด้วย

สำหรับคนที่จะมาแทนแกนั้น ปู่บอกรายชื่อออกมาสามคน คือ เกร็ก อาเบล (รองประธานฯ ที่มานั่งข้างแกแทนมังเกอร์วันนี้) และสองขุนพล ท็อดด์ คอมบ์ส กับ เท็ด เวลช์เลอร์ อย่างไรก็ตาม ปู่บอกว่า “เราจะไม่สมัครใจยอมจากไปไหน แต่เราอาจจะต้องไปโดยไม่สมัครใจในเวลาไม่นานนัก”

ตรงนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ในมุมมองของผม เพราะ เป็นครั้งแรกที่บัฟเฟตต์แย้มชื่อออกมาชัดเจนที่สุดแล้ว โดยตัดเหลือสามคน และเป็นครั้งแรกที่แกพูดทีเล่นทีจริงทำนองว่า ตัวแกกับมังเกอร์อาจจะต้องจากไปในเวลาไม่นาน หลังจากก่อนหน้านี้เคยบอกมาตลอดว่าจะทำงานจน “จำหน้ากันและกันไม่ได้”

15. การแตกบริษัท – ปู่บอกว่า จะไม่ “แตก” Berkshire ออกเป็นบริษัทย่อยๆ เพราะแม้บางคนมองว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้น แต่มันจะโดนภาษีและค่าธรรมเนียมมากมาย ปู่บอกว่า แกคิดทุกอย่างมาดีแล้ว การเก็บ Berkshire ไว้เป็นกลุ่มบริษัท (conglomerate) อย่างนี้ นอกจากจะทำให้เงินทั้งหมดที่ Berkshire ทำได้กลายเป็นของการกุศลแล้ว ยังทำให้พวก “สุนัขจิ้งจอก” เข้ามายุ่มย่ามไม่ได้

16. การซื้อหุ้นคืน – ต่อข้อถามว่า จะซื้อหุ้น BRK คืนหรือไม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคำถามที่คนสงสัยกันมาก เพราะปู่ชอบการซื้อหุ้นคืนเมื่อมันต่ำกว่ามูลค่า แต่ที่ผ่านมากลับซื้อคืนน้อยมาก ทั้งที่ตลาดลงมาเยอะ

ปู่บอกว่า ตอนนี้มีกระแสไม่ชอบการซื้อหุ้นคืนเยอะมาก “มีคนพูดอะไรบ้าๆ เกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืนกันมากมาย” ทั้งที่จริงแล้ว การซื้อหุ้นคืนเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย มันคือการส่งมอบเงินสดคืนให้ผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม ถ้า BRK จะซื้อหุ้น ก็ต้องทำโดยคำนึงถึงราคาและความจำเป็นให้มากที่สุด และเมื่อสถานการณ์มันใช่จึงจะทำ โดยต้องไม่ให้ผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์เหมือนการจ่ายปันผล (ที่ต้องถูกหักภาษี)

นอกจากนี้ แกยังเสริมอีกว่า ที่ซื้อหุ้นคืนน้อยมากในช่วง Q1 (ซื้อคืนแค่ 1,700 ล้าน เมื่อเทียบกับเงินสด 137,000 ล้านที่มี) ตอนที่ตลาดหุ้นถล่มลงมานั้น เป็นเพราะราคายังไม่ถูกพอ “ราคาตอนนั้นยังไม่ได้อยู่ในระดับที่รู้สึกว่า มันดีกว่าเยอะเมื่อเทียบกับสิ่งอื่นๆ รวมทั้งเมื่อคำนึงถึงมูลค่าของเงิน พอที่จะให้เราลงมือครั้งใหญ่ได้”

สรุปก็คือ ปู่ยังนิยมการซื้อหุ้นคืนเหมือนเคย แต่พูดเป็นนัยว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา

17. ประเทศที่ดี ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง – มีคำถามว่า วิกฤตครั้งนี้มีผู้เสียสละมากมาย ทั้งบุคลากรด้านสาธารณสุข บุคลากรด้านสายอุปทานอาหาร เดลิเวอรี่ การบริการชุมชน ประเทศของเราจะดูแลพวกเขาอย่างไร?

ปู่บอกว่า พวกเขาเหมือนทหารที่นอร์มังดี พวกเขาเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ทรมาน ทำงาน 24 ชม. แต่เราไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของพวกเขา

ปู่บอกว่า ประเทศนี้ต้องทำสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยพวกเขา เราเป็นประเทศที่ร่ำรวย พวกเขาเสียสละกว่าคนบางคน ซึ่งเพียงแค่เกิดมาในมดลูกที่ถูกต้อง เราต้องสร้างสังคมที่ภายใต้สถานการณ์ปกติ คนที่ทำงานมากกว่าสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงต้องมีชีวิตที่ดี มีลูกสองสามคนได้โดยไม่ต้องมี second job

“พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนพระราชาไม่ได้ก็จริง แต่นั่นไม่ใช่ความหมายของผม ไม่มีใครควรถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง”


Credit : ข้อมูลประกอบจากเว็บ Yahoo! Finance, CNBC และลิงค์การถ่ายทอดสดของ Yahoo! Finance ภาพประกอบจาก Yahoo! Finance

ในวันที่บัฟเฟตต์คิด “เลิกลงทุน”

glowing-686871_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หรือ The Great Depression ในปี 1929 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ใช้เวลาราวๆ 20 ปี ในการฟื้นตัว และคัมแบ็กกลับมาเต็มรูปแบบในทศวรรษ 1950 โดยในช่วงระยะเวลาสิบปี ระหว่างปี 1950-1959 ดัชนีดาวโจนส์ขึ้นจาก 200 มาอยู่ที่ 600 จุด เป็นการเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า

เวลานั้น อาจกล่าวได้ว่า “ทุกคนลืมเรื่องฝันร้ายเมื่อครั้ง Great Depression ไปหมดสิ้นแล้ว”

จากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นขาขึ้นมาเรื่อยๆ ครั้นถึงปี 1966 ตลาดก็เข้าขั้นร้อนแรงสุดขั้ว ในตลาดเต็มไปด้วยคนมากมายที่แห่กันเข้าไปเก็งกำไร

ณ ตอนนั้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เกิดในช่วง Great Depression และสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชื่อขึ้นมาในช่วงที่หุ้นยังไม่แพง โดยบริหาร Buffett Partnership จนมีเงินทุนหลายสิบล้านเหรียญ ทำผลตอบแทนได้ปีละ 29.8% และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ก็เริ่มจะ “หมดมุข” กับการลงทุน

ตลาดหุ้นในปี 1966 ค่า PE อยู่ที่ 15-20 เท่า เพิ่มจากสิบปีก่อนหน้านั้นซึ่งอยู่ที่ 12 เท่าเยอะมาก ทำให้เขาหาหุ้นถูกและดีแทบจะไม่ได้

แต่แทนที่จะโทษดินโทษฟ้า โทษคนในตลาด บัฟเฟตต์กลับบอกว่า

“เมื่อเกมมันไม่ได้เล่นกันในวิถีทางของคุณอีกต่อไปแล้ว การจะชี้นิ้วโทษว่าวิธีใหม่นั้นมันผิด เป็นสิ่งที่มนุษย์กระทำกันทั่วไป ซึ่งรังแต่จะก่อให้เกิดปัญหา ผมเองก็เคยรู้สึกรังเกียจพฤติกรรมเช่นนั้นของคนอื่นมาแล้วในอดีต” 

แล้วปู่ในวัยกลางคนก็กล่าวยอมรับว่า

“อันที่จริง ผมอาจจะไม่เหมาะกับสภาวะที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ในด้านหนึ่ง ผมก็ชัดเจน คือผมจะไม่ละทิ้งวิธีเดิมๆ ซึ่งเป็นตรรกะเหตุผลที่ผมเข้าใจ  แม้มันจะหมายถึงการที่ผมต้องยอมให้กำไรก้อนโตที่อาจจะได้มาง่ายๆ หลุดมือไป แทนที่จะเปิดรับวิธีใหม่ที่ผมไม่เข้าใจและไม่เคยใช้จนประสบผลสำเร็จเข้ามาแทนที่ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินทุนไปอย่างถาวรได้”

จะเห็นได้ว่า แม้บัฟเฟตต์จะไม่โทษว่า “ตลาดผิด” แต่เขาก็ไม่ยอม “เปลี่ยนแปลงตัวเอง” ไปทำในสิ่งที่ไม่ถนัด

สุดท้าย บัฟเฟตต์จึงตัดสินใจ “ยุบห้างฯ” และออกจากตลาดหุ้นไป โดยตั้งใจจะเลิกลงทุนเป็นการถาวร

บทเรียนที่ได้รับจากเรื่องนี้ก็คือ ในการดำเนินชีวิตของคนเราต้องอย่าคิดแต่จะเอาเงิน จงรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ อะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง ก็ให้ถอยออกมา

หากคิดแต่จะโลภเอาเงิน ก็จะเอาชื่อเสียงที่เคยสั่งสมมาไปทิ้งซะเปล่าๆ

เลือกจังหวะก้าวเดินในชีวิตกันให้ดีๆ นะครับ

(มีต่อตอนหน้า)

—-
ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/