ทำไมค้าปลีกไทยและญี่ปุ่น จึงอยู่ได้อีกนาน

IMG_4539

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ภาพของธุรกิจ “ค้าปลีก” ที่ปรากฏให้เห็นกันทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังตายลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับ วอลมาร์ท โมเดิร์นเทรดยักษ์ใหญ่ซึ่งยอดขายถดถอยลงอย่างน่าใจหาย ยังไม่รวมร้านค้าปลีกอื่นๆ จำนวนมากที่ขาดทุนและทยอยปิดกิจการกันไป ล้วนเป็นประจักษ์พยานอันเด่นชัดยิ่ง สวนทางกับการพุ่งขึ้นของ “เอมะซอน” อาณาจักร e-commerce สะท้านโลกที่ขึ้นมาครองตลาดแดนมะกันเป็นที่เรียบร้อย

แม้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังยอมรับเองว่า ธุรกิจค้าปลีกเป็นอะไรที่ “โหดเกินไป” สำหรับตัวแก ทั้งยังบ่นว่า การทุ่มเงินลงทุนไปในธุรกิจค้าปลีกของแกทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นห้างสรรพสินค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน รวมทั้งหุ้นวอลมาร์ท และที่อื้อฉาวสุดๆ อย่างเทสโก้ของอังกฤษ สุดท้ายแล้วกลายเป็นการ “เอาหัวไปพาดบนเขียง” ซึ่งน่าจะเป็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุดแล้วของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่รายนี้

โดยส่วนตัว ผมเองก็เป็นนักลงทุนตัวเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งเติบโตขึ้นมากับยุคทองของธุรกิจค้าปลีกไทย จึงเอาเรื่องนี้มาขบคิดอยู่ค่อนข้างนาน โดยพยายามเทียบเคียงกับธุรกิจลักษณะเดียวกันของประเทศอื่นๆ ในที่นี้ขอพูดถึงธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่นก่อนเป็นอันดับแรก

IMG_5598 2

ผมเชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกญี่ปุ่น จะ “ตายช้า” กว่าค้าปลีกของอเมริกา เนื่องด้วยสาเหตุหลักๆ สองประการ

ประการแรกได้แก่ การที่ประเทศญี่ปุ่นมีระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟที่สะดวกสบาย ความจำเป็นในการใช้รถยนต์ส่วนตัวนั้นน้อยมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อีกทั้งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชากรเยอะเมื่อเทียบกับพื้นที่ ห้างสรรพสินค้ารวมทั้งร้านค้าปลีกทุกประเภทจึงกระจุกตัวรวมกันอยู่อย่างชุกชุม ซึ่งคนก็สามารถเดินทางไปยังห้างร้านเหล่านั้นได้ไม่ลำบากเลย ไม่ต้องขับรถไปไกลๆ เหมือนในอเมริกา

ประการที่สอง คนญี่ปุ่นมีลักษณะที่ “เปลี่ยนแปลงช้า” ปัจจุบันชาวลูกพระอาทิตย์ยังคงดูหนังจากแผ่นดีวีดี ฟังเพลงจากแผ่นซีดี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าร้านขายหนัง-เพลง อย่าง ซึทาญ่า หรือ Tower Records ที่ทั่วโลกทยอยปิดกิจการกันไปเกือบหมดแล้ว แต่ที่ญี่ปุ่นยังมีสาขาใหญ่โต เปิดขายกันเป็นปกติเหมือนไม่ได้รับรู้ความเป็นไปของโลกใบนี้

ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงช้า ผมจึงเชื่อว่าคนญี่ปุ่นจะยังไปจับจ่ายใช้สอยที่ร้านค้าปลีก เป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี แม้ว่า e-commerce ของญี่ปุ่นรวมทั้งระบบ logistics จะพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ตาม

ผมเชื่อว่าร้านค้าหลายๆ ร้านจะยังอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็น “มินิมาร์ท” อย่าง Family Mart (คนญี่ปุ่นเรียกแฟมมี่), 7-eleven, Lawson, Sunkus ฯลฯ ซึ่งน่าจะเป็น category ที่ตายช้าที่สุด, ร้านค้าปลีกแบบราคาเดียว หรือ “ร้านร้อยเยน” เช่น Daiso, Seria, Can Do ฯลฯ ร้านขายของอินดี้ที่เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว อย่าง Don Quijote, ร้านขายยา อาทิ Matsumoto Kiyoshi, SunDrug, Tsuruha, Kokumin ร้านขายหนัง-ซีดี อาทิ ซึทาญ่า, Tower Records ร้านหนังสือ อย่าง Book First, Sanseido, Maruzen ร้านขายของแต่งบ้าน อย่าง Nitori และอื่นๆ อีกมากมาย

จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของร้านค้าปลีกสูงมาก และจากประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและพูดคุยกับเพื่อนชาวเจแปน ผมมองว่าร้านเหล่านี้กลมกลืนอยู่กับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นจนกลายเป็นอัตลักษณ์ประจำชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าจะ “ประวิงเวลา” ให้มันอยู่กับชีวิตแบบ “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” ไปได้อีกพักใหญ่

นี่คือมุมมองที่ผมมีต่อค้าปลีกญี่ปุ่น … แล้วค้าปลีกไทยล่ะ จะเป็นอย่างไร?!!

IMG_3464

สำหรับเมืองไทย ผมมองว่าค้าปลีกจะยังไม่ตายง่ายๆ เช่นกัน (แม้จะเชื่อว่าคงไม่อยู่ยั้งยืนยงเหมือนค้าปลีกญี่ปุ่น) ด้วยเหตุผลสองประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง ประเทศไทยมีอากาศร้อนตลอดทั้งปี คนไทยจึงชอบเข้าไปเดินในห้าง จะไปสวนสาธารณะก็ร้อน เดินได้แค่ช่วงเช้าหรือเย็น (แล้วก็ไม่ค่อยมีให้เดินด้วย) ไม่เหมือน park สวยๆ ในต่างประเทศที่เดินหรือเข้าไปปิกนิกได้ทั้งวัน

นอกจากนี้ ประเทศเราไม่มีกิจกรรมให้ผู้คนได้ทำมากนัก เราไม่มีมิวเซียมดีๆ ให้คนเดิน เราไม่มีกีฬาดีๆ ให้พ่อแม่จูงลูกไปชมในวันเสาร์อาทิตย์ สิ่งเดียวที่คนไทยทำได้เสมอ คือการไปใช้เวลาตามศูนย์การค้า ซึ่งรวมเอากิจกรรมทุกอย่างเข้าไปอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ กวดวิชา โยนโบว์ลิ่ง คุยธุระ ฯลฯ การเดินห้างของคนไทย จึงไม่ใช่แค่ไป “ซื้อของ” เหมือนฝรั่ง แต่เป็นการเข้าไป “ใช้ชีวิต” เสียมากกว่า

(ในการประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ที่ผ่านมา ชาร์ลี มังเกอร์ คู่หูของบัฟเฟตต์ยังบอกว่า เหตุที่ “e-commerce” กำลังทำให้ห้างสรรพสินค้าตาย เพราะคนสมัยนี้จับจ่ายใช้สอยในห้างน้อยลง แต่เอาเงินไปใช้กับเรื่องบันเทิงมากขึ้น เช่น “ดูหนัง” เมื่อได้ยินมังเกอร์พูดเช่นนี้ ผมยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้นั้นไม่ผิด เพราะห้างเมืองไทยไม่ได้มีไว้แค่ขายสินค้า แต่เป็น entertainment complex คือมีทุกอย่างรวมอยู่ในนั้น รวมทั้งโรงหนังด้วย ห้างไทยจึงไม่เหมือนของอเมริกาแน่ๆ)

IMG_5608 2

ประการที่สอง ผมมองว่า “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ทำให้คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยยังไม่มีบัตรเครดิต และไทยเองก็ไม่มีระบบเดบิตที่เข้มแข็งเหมือนที่คนจีนมี “จือฟู่เป่า” (Alipay) ต่อให้ชาวบ้านกดมือถือซื้อของเองได้จริง การจะจ่ายเงินด้วยระบบ e-payment ก็ย่อมจะเป็นอุปสรรคอยู่ดี

การโตของ e-commerce ไทย จึงน่าจะเติบโตในลักษณะเดียวกับเศรษฐกิจไทยในอดีต คือหัวโต แต่แขนขาลีบ แม้ชาวบ้านร้านตลาดจะมีสมาร์ทโฟน แต่เมื่อใดที่ต้องการรองเท้าแตะสักคู่หรือสากกะเบือสักอัน การไป Big C หรือ  Lotus ก็ยังเป็นทางเลือกที่ “ใช่” ไปอีกนาน 

ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา ผมจึงเชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่น และรวมถึงของไทย จะยัง “ลากยาว” ไปได้อีกพอสมควร ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกลงทุนหรือไม่ลงทุนในธุรกิจค้าปลีกของทั้งสองประเทศนี้ ผมก็ไม่คิดว่ามันจะตายวันตายพรุ่งแต่อย่างใดครับ

บัฟเฟตต์ “ชี้ชัด” ทำไมซื้อหุ้นแอปเปิ้ล

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เป็นที่สงสัยกันมานานแล้ว ว่าทำไมวอร์เรน บัฟเฟตต์ ถึงเข้าซื้อหุ้นแอปเปิ้ล ทั้งๆ ที่แกปฎิเสธหุ้นเทคโนโลยีมาตลอดชีวิต บางคนมองว่า “ปู่เปลี่ยนไป” บางคนบอกว่า “ปู่ไม่ได้ซื้อเอง มีคนซื้อให้”

ในที่สุด บัฟเฟตต์ก็มาเฉลยข้อสงสัยนี้ไว้ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC รายการ Squawk Box (27 ก.พ. 2017 ที่ผ่านมา) ซึ่งปู่จะมานั่งคุยกับพิธีกรของช่องการเงินชื่อดังแบบเจาะลึกสามชั่วโมง ในวันเดียวกับที่มีการออก “จดหมายถึงผู้ถือหุ้น” ของเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ นับเป็นปีที่สิบแล้วในครั้งนี้ โดยประเด็นการซื้อหุ้นแอปเปิ้ล มีใจความดังนี้ครับ

ปู่เล่าว่า จากที่แกเคยบอกว่าได้ซื้อทุ่มเงินซื้อหุ้นแล้ว 12,000 ล้านเหรียญนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ถึงตอนนี้เงินก้อนนั้นได้เพิ่มเป็น 20,000 ล้านเหรียญแล้ว

เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวสวยเจ้าเก่าถามว่า ขอทายว่าบริษัทที่ซื้อคือ “แอปเปิ้ล” (AAPL) และกลุ่มสายการบินใช่ไหม ซึ่งปู่ก็บอกว่า “ทายได้แม่นมาก”

ปู่เล่าว่า แกซื้อหุ้นแอปเปิ้ลเยอะมาก นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2017 เป็นต้นมา ก่อนจะหยุดซื้อไปหลังผลประกอบการออก เพราะราคามันพุ่งกระฉูดไปไกล โดยสรุปว่า ตอนนี้เบิร์คเชียร์มี AAPL อยู่ 133 ล้านหุ้นแล้ว

(ปู่ขยายความทีหลังว่า เดิมทีตอนสิ้นปีมีอยู่ 59 ล้านหุ้น และตั้งแต่เข้าปีนี้ แกก็ใช้เวลาเพียง 20 วัน ซื้อเพิ่มอีกประมาณ 70 ล้านหุ้น)

และดังที่ผมเคยเขียนไว้ในเพจว่า คนที่ตัดสินใจซื้อน่าจะเป็นสองคู่หู ท็อดด์ หรือ เท็ด ผจก.กองทุนของเบิร์คเชียร์ คนใดคนหนึ่ง เบ็คกี้ก็ถามคำถามเดียวกันว่า ใช่สองคนนั้นเป็นผู้ซื้อหรือไม่ ซึ่งปู่ก็ยอมรับว่า “ใช่” แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นท็อดด์หรือเท็ดกันแน่

อย่างไรก็ตาม ปู่บอกว่า ท็อดด์กับเท็ดซื้อแค่ 10 ล้านหุ้น และเป็นตัวแกที่ตามเข้าไปซื้ออีก 123 ล้านหุ้น รวมเป็น 133 ล้านหุ้นนั่นเอง

เบ็คกี้ถามว่า ทำไมถึงซื้อล่ะ

ปู่ตอบกวนๆ ว่า “ก็ผมชอบอ่ะ”

เบ็คกี้ถามว่าต่อว่า คุณไม่ชอบลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี แต่กลับซื้อหุ้นแอปเปิ้ลเยอะมากจนกลายเป็นสัดส่วน “อันดับ 5” ในพอร์ตของเบิร์คเชียร์ มากกว่าโคคาโคล่าเสียด้วยซ้ำ มันมีเหตุผลอันใดหรือ?

เท่านั้นล่ะครับ ปู่ก็ร่ายยาวแบบชี้ชัดกันไป ซึ่งเป็นการไขข้อสงสัยของทุกคนในที่สุด ว่าตัวแกเห็นอะไรในหุ้นแอปเปิ้ล จึงยอม “เปลี่ยนแนว” มาทุ่มเงินซื้อซะเยอะขนาดนั้น

ปู่บอกว่า … “ผมคงต้องบอกว่า แม้แอปเปิ้ลจะเป็นหุ้นเทคโนฯ จ๋า แต่มันกลายเป็น `สินค้าอุปโภคบริโภค` ไปแล้ว”

จากนั้น ปู่อ้างถึงหนังสือ “Common Stocks and Uncommon Profits” ของฟิล ฟิชเชอร์ แม่แบบอีกคนของแก โดยบอกว่า แกใช้วิธี “scuttlebutt” (การล้วงลึก) กับหุ้นแอปเปิ้ล โดยลุยสอบถามคนทั่วไปว่ารู้สึกอย่างไรกับสินค้าของแอปเปิ้ล และพบว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า “ความติดหนึบ” (stickiness) คือมีสินค้าที่คนชอบชนิดถอนตัวไม่ขึ้น พอซื้อไอโฟนเครื่องนึงแล้วก็ต้องซื้อรุ่นต่อไปเรื่อยๆ (แต่กลับยอมรับว่าตัวแกเองไม่เคยซื้อเลย จนโดน ทิม คุก แซวอยู่เสมอ) นั่นคือเหตุผลที่แกซื้อหุ้นตัวนี้

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่สุดในการลงทุนยังไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ปู่บอกว่า แอปเปิ้ลมีความสามารถในการทำกำไรในอนาคต (future earning power) ที่ดีมาก และกล่าวชม ทิม คุก ว่า ทำงานได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังจัดสรรเงินลงทุนได้เก่งมาก

ก่อนจะสรุปปิดท้ายว่า “ผมไม่รู้หรอกนะว่ามีอะไรเกิดขึ้นในห้องแล็บของแอปเปิ้ลบ้าง แต่ผมรู้ว่าผู้บริโภคคิดอย่างไร เพราะผมใช้เวลามากมายไปเพื่อพูดคุยกับพวกเขา”

โดยสรุป จะเห็นได้ว่า แม้ดูเหมือน “เปลี่ยนแนว” แต่แท้จริงแล้ว ปู่ “ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” แกยังใช้ “ตำราเล่มเดิม” และ “หลักการเดิมๆ” ที่ใช้เลือกซื้อหุ้นมาแล้วห้าสิบกว่าปี เป็นหลักที่แกสอนพวกเรามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ “หาข้อมูล” “ทำงานหนัก” และเลือกสินค้าที่ได้รับ “ความภักดี” จากผู้บริโภค

ดูผิวเผินเหมือน “เปลี่ยนไป” แต่ปู่คนนี้ อย่างไรก็ไม่เคย “เปลี่ยนแปลง” .. ชี้ชัดครับ!

โคตรเหง้าของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หนังสือ “The Snowball” ชีวประวัติของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เล่าไว้โดยละเอียดว่า ตระกูลบัฟเฟตต์ ตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกามานานแล้ว แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนนัก แต่ทราบได้ว่ามีอาชีพ “ชาวนา”

“บัฟเฟตต์” คนแรกที่มีหลักฐานว่าเคยมีชีวิตอยู่ คือ จอห์น บัฟเฟตต์ ซึ่งเชื่อกันว่าเขามีเชื้อสายฝรั่งเศส จอห์นอพยพมายังอเมริกาในศตวรรษที่ 17 และมาทำนาอยู่ที่ลองไอส์แลนด์ (ผมสงสัยมานานแล้วว่านามสกุลของบัฟเฟตต์ออกไปทางฝรั่งเศส เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง)

หลังจากนั้นอีกเจ็ดเจเนอเรชั่น จึงปรากฏชื่อของ เซบูลอน บัฟเฟตต์ ชาวนาในลองไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นคนตระกูลบัฟเฟตต์คนแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีตัวตนอยู่จริง

หลานชายของเซบูลอน ชื่อ ซิดนีย์ บัฟเฟตต์ เดิมทำงานอยู่ในฟาร์มของเซบูลอน (เซบูลอนเป็นปู่ของซิดนีย์) แต่ต่อมาก็เลิก เพราะไม่พอใจที่ได้ค่าจ้างน้อย ก่อนจะย้ายถิ่นฐานไปยังโอมาฮา รัฐเนบราสก้า เพื่อไปช่วยงานในธุรกิจของคุณตา และนั่นคือครั้งแรกที่คนตระกูลบัฟเฟตต์เข้ามาตั้งรกรากในโอมาฮา

ต่อมา ซิดนีย์แยกออกไปเปิดร้านขายของชำของตัวเอง ร้านของเขาขายผัก ผลไม้ ไพ่ และของเล่นต่างๆ ซิดนีย์เป็นคนขยัน เปิดร้านถึงห้าทุ่มทุกวัน จนธุรกิจของเขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ

ซิดนีย์มีลูกหกคน ตายไปสี่คน สองคนที่ไม่ตาย คือ เออร์เนสต์ และแฟรงก์ ทั้งสองต่างก็ช่วยงานในร้านของพ่อ

วันหนึ่ง มีสาวสวยคนหนึ่งชื่อ เฮนเรียตต้ามาสมัครงาน ทั้งเออร์เนสต์และแฟรงก์ต่างก็แย่งกันจีบ แต่เออร์เนสต์หล่อกว่า จึงจึบได้ ซึ่งทำให้แฟรงก์เจ็บใจมาก หลังจากนั้น สองพี่น้องไม่พูดคุยกันอีกเลยจนวันตาย โดยแฟรงก์ไม่ยอมแต่งงานตลอดชีวิตด้วย

เออร์เนสต์ กับเฮนเรียตต้า มีลูกสามคน คนสุดท้องคือ โฮเวิร์ด (พ่อของวอร์เรน) หลังจากแต่งงาน ทั้งคู่แยกออกมาเปิดร้านขายของชำของตัวเอง โดยร้านใหม่นี้ เออร์เนสต์ร่วมหุ้นกับซิดนีย์ ผู้พ่อ

โฮเวิร์ด ลูกของเออร์เนสต์ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนลูกคนรวย เขาจึงรู้สึกแปลกแยกอยู่ไม่น้อย เพราะพ่อของเขาเป็นแค่เจ้าของร้านขายของชำ อีกทั้งตัวโฮเวิร์ดยังเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ (ต่อมา วอร์เรนก็ส่งหนังสือพิมพ์ตามรอยพ่อ) และยังใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่ถูกโละมาจากพี่สองคน แต่เขาก็ยังรักดี และเรียนดีด้วย

โฮเวิร์ดเข้าเรียนที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนบราสก้า เขาเป็นกอง บก. หนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ต่อมา เขาพบกับเลล่า (แม่ของวอร์เรน) ซึ่งเป็นคนสนใจในงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์เหมือนกัน ทั้งคู่แต่งงานกันและมีลูกสามคน คือ ดอริส วอร์เรน และโรเบิร์ตต้า

ต่อมา โฮเวิร์ดกลายเป็น “นักลงทุน” และเปิดบริษัทลงทุนของตัวเอง ทั้งยังลงเล่นการเมือง และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พรรครีพับลิกัน เขาเป็นนักการเมืองที่ซื่อสัตย์ และเชื่อมั่นในทุนนิยมอย่างยิ่ง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า โฮเวิร์ดผู้พ่อคือต้นแบบของเขา ซึ่งเมื่อดูจากประวัติชีวิตของปู่ ก็พบว่าเป็นจริงตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นการหาเงินด้วยการส่งหนังสือพิมพ์ และการเลือกอาชีพเป็นนักลงทุน วอร์เรนล้วนเดินตามรอยพ่อทั้งสิ้น ยกเว้นเรื่องการเมือง ที่ปู่หันมาสนับสนุนพรรคเดโมแครต ไม่เหมือนพ่อที่เป็นลูกหม้อรีพับลิกัน (ส่วนหนึ่งเพราะซูซี่ ภรรยาสุดที่รักของปู่เป็นนักสิทธิมนุษยชนซึ่งมาในแนวเดโมแครต)

ผมจบบทความนี้ ด้วยข้อความที่เซบูลอน บัฟเฟตต์ (ปู่ของปู่ของพ่อของวอร์เรน) เคยเขียนถึงซิดนีย์ผู้เป็นหลาน หลังจากซิดนีย์ทิ้งปู่และอพยพไปยังโอมาฮา จนกลายเป็นรกรากใหม่ของตระกูลบัฟเฟตต์จนถึงทุกวันนี้ โดยคำสอนในกระดาษนี้เอง เป็นสิ่งยืนยันถึงการมีตัวตนของเซบูลอน ซึ่งเป็นตระกูลบัฟเฟตต์คนแรกที่ยืนยันได้ว่าเคยมีชีวิตอยู่

เนื้อหามีดังนี้

“เวลาดีลอะไรกับใคร ต้องตรงเวลา”

“คนบางคนดีลอะไรด้วยยาก ให้พยายามหลีกเลี่ยง”

“จงรักษาเครดิตไว้ให้ดี เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเงิน”

“หากจะทำธุรกิจ จงพอใจกับผลตอบแทนระดับปานกลาง อย่าดิ้นรนจะรวยมากเกินไป”

“จงใช้ชีวิตให้พอเหมาะ อยู่ให้พอควร ตายให้พอดี”

ด้วยหลักในการดำเนินชีวิตตรงนี้ ทำให้คนในตระกูลบัฟเฟตต์ทุกคน ไม่มีใครยากจน แม้จะไม่มีใครทิ้งมรดกมากมายไว้ให้ลูกหลาน แต่ก็ไม่เคยมีใครจากโลกนี้ไปตัวเปล่าๆ ด้วยนิสัยรู้จักเก็บออมและใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะ

คำสอนอันล้ำค่าของตระกูลบัฟเฟตต์ ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะจากโฮเวิร์ดผู้เป็นพ่อ น่าจะมีส่วนทำให้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สร้างตัวเองขึ้นมา จนกลายเป็นนักลงทุนและนักบุญที่ยิ่งใหญ่เช่นทุกวันนี้

——————

(ข้อมูลประกอบจากหนังสือ The Snowball ครับ)