ปรากฏการณ์ขอบฟ้า

horizon

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ฟังชื่อแล้วหลายคนอาจสงสัยว่าคราวนี้ผมจะมาเล่าอะไรเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาหรือเปล่า ความจริงแล้วไม่ใช่หรอกครับ ผมยังคงวนเวียนอยู่กับ “หุ้น” และต้นทางของเรื่องนี้ก็ไม่ได้มาจากตลาดหุ้นอีกเช่นเคย เพราะเรื่องสนุกๆ รอบตัวเราสามารถเอามาโยงเข้าตลาดหุ้นได้อยู่เสมอ ส่วนคราวนี้ผมคิดไปถึงเกมครับ

นึกย้อนไปถึงกิจกรรมในสมัยก่อน เกมโปรดอันหนึ่งของผมและเพื่อนๆ ก็คือ “หมากรุก” ไม่ว่าจะเป็นหมากรุกไทย จีน หรือฝรั่ง ใครขนอะไรมาให้เล่นก็เล่นหมด แต่นั่นก็คืออดีต เนื่องจากสมัยนี้เราหาคนมาเล่นหมากรุกด้วยค่อนข้างยากแล้ว แต่ถ้าคุณไม่รังเกียจที่จะเล่นกับคอมพิวเตอร์แล้วล่ะก็ มันก็ไม่มีปัญหาหรอก เพราะโปรแกรมฟรีให้ดาวน์โหลดก็มีเยอะแยะ

อย่างไรก็ตาม คนส่วนมากไม่ค่อยอยากเล่นหมากรุกกับคอมฯ แม้แต่เพื่อนผมที่เป็นเซียนหมากรุกยังบอกว่า คอมฯ มันเก่งเกินไป เล่นกี่ทีก็แพ้”

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์โลกส่วนมากจึงยอมศิโรราบให้กับหมากรุกคอมพิวเตอร์แต่โดยดี แม้แต่ผมเองก็ยังเรียกโปรแกรมขึ้นมาเล่นแค่พอแก้ขัดยามที่หาคนเล่นด้วยไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะชนะอะไร จนกระทั่งเวลาผ่านไป และได้รู้ “ทีเด็ด” ที่จะใช้ต่อกรกับมัน

ทราบหรือเปล่าครับว่า ทำอย่างไรถึงจะ “คว่ำ” เจ้าสมองกลนี้ได้?!

วิธีชนะคอมพิวเตอร์

เซียนหมากรุกทราบกันดีว่า คู่แข่งสมองกลของเขานั้นฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด คอมพิวเตอร์ไม่มีการเผลอหรือลืม สำหรับพวกมัน รู้ก็คือรู้ และเมื่อรู้แล้วก็ไม่มีลืม มันสามารถ “จดจำ” รูปแบบการเดินหมากได้สารพัด แถมยังคิดไปล่วงหน้าได้อีกหลายตาในลักษณะของ “what-if” analysis ด้วย

ข่าวดีก็คือ การคิดล่วงหน้าของคอมพิวเตอร์นั้นถูกจำกัดด้วยหน่วยความจำและความเร็วในการประมวลผล มันจึงอาจคิดมองไปข้างหน้าได้ “แค่ในระดับหนึ่ง”

สมมติคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งสามารถคำนวณล่วงหน้าได้ 4 ตาเดิน ก็หมายความว่า มันจะเช็คมาเรียบร้อยแล้วว่าภายใน 4 ตาเดินนี้ เราอาจเดินหมากตอบโต้กับมันอย่างไรได้บ้าง จากนั้นเครื่องก็จะเลือกเอา “ทางเลือกที่ดีที่สุด” สำหรับมันออกมา

หลายคนอาจเริ่มคิดขึ้นมาว่า อ้าว แล้วตาที่ 5, 6 หรือ 7 ล่ะ?…

ใช่แล้วครับ นั่นคือสิ่งที่คอมพิวเตอร์ “มองไม่เห็น” และนั่นก็คือ Horizon Effect หรือ ปรากฏการณ์ขอบฟ้า นั่นเอง ลองจินตนาการถึงตัวเราเองก็ได้ เราอาจขึ้นไปยืนบนยอดเขากวาดสายตามองไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ไกลจนถึงขอบฟ้า เราเห็นทุกอย่าง … ยกเว้นสิ่งที่อยู่ถัดไปจากขอบฟ้า (horizon: อ่านว่า ฮอ-ไร-ซอน)

วิธีเอาชนะคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน หากเราวาง “กับดัก” เอาไว้ให้ไกลกว่าขอบฟ้า จากนั้นก็หลอกให้มันเดินเข้าไปติดกับได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถคว่ำคอมพิวเตอร์ที่ใครๆ ประหวั่นพรั่นพรึงได้แล้ว

Horizon ในเกมหุ้น

ปรากฏการณ์ขอบฟ้ามีอยู่ในโลกของการลงทุนเช่นเดียวกัน นักเล่นหุ้นที่มองสถานการณ์วันต่อวันย่อมมี horizon ที่สั้น (เช่น 2-3 วัน) พวกเขาจะไม่เห็นสิ่งที่อยู่ไกลกว่านั้น ไม่ว่ามันจะใหญ่โตมโหฬารแค่ไหน หากมีข่าวร้ายออกมา เช่น แบงก์ชาติญี่ปุ่นเตรียมลดจำนวนเงินที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ พวกเขาก็จะ “ตีความ” เอาง่ายๆ แค่ว่า มันเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย ถ้าเป็นข่าวร้ายก็หุ้นลง … ขาย!

นักลงทุนที่มี horizon ยาวไกลกว่านี้อาจมองแนวโน้มที่ใหญ่ขึ้น พวกเขาดูภาพรวมของเศรษฐกิจ และถ้าเป็นบริษัทก็จะดูว่าแนวโน้มธุรกิจยังดีอยู่หรือไม่ แน่นอน พวกเขายังคงรับฟังข่าวสารเหมือนกับคนอื่นๆ เพียงแต่พวกเขา “ตีความ” ด้วยมุมมองและความใส่ใจที่แตกต่างออกไป และที่คนกลุ่มนี้มองเห็นสิ่งที่คนกลุ่มแรกไม่เห็น ก็เนื่องจากพวกเขามี horizon ที่ยาวกว่านั่นเอง

อาจพูดได้ว่า คนที่มี horizon ยาวกว่าย่อมมีความได้เปรียบเหนือคนที่มี horizon สั้น คิดเอาง่ายๆ สมมติผมจัดแมตช์หมากรุกให้คอมพิวเตอร์ 2 ตัวแข่งขันกัน ตัวหนึ่งมี horizon 4 ตาเดิน ส่วนอีกตัวมี horizon 20 ตาเดิน ไม่ต้องบอกก็คงรู้ใช่ไหมครับว่าคอมฯ ตัวหลังจะไล่ยำตัวแรกเละเทะขนาดไหน

ในทำนองเดียวกัน หากนักลงทุนที่มี horizon สั้นปะทะกับนักลงทุนที่มี horizon ยาว (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น) คนกลุ่มแรกก็จะหยิบฉวยผลประโยชน์สั้นๆ เมื่อหยิบได้มาแล้วก็เอาไปแจกจ่ายให้โบรกเกอร์ ส่วนที่เหลือเก็บไว้เองก็มีแค่เพียงเล็กน้อย บางครั้งพลาดไปโดน “กับดัก” ที่รออยู่ไกลกว่า horizon เท่าที่พวกเขามองเห็น ก็เจ็บเนื้อเจ็บตัวกันไป

ขณะที่นักลงทุนกลุ่มที่สองก็อาจหยิบฉวยผลประโยชน์ระยะสั้นด้วยเหมือนกัน แต่พวกเขาก็จะเลือกเฉพาะอันที่ไม่มีกับดักรออยู่ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเจ็บตัวก็มีน้อยลง นอกจากนี้การที่พวกเขามี horizon ที่ยาวไกลขึ้นก็เปิดโอกาสให้หยิบฉวยประโยชน์จาก “ภาพใหญ่” ได้ด้วย กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้มองแค่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงในวันพรุ่งนี้ แต่มองภาพใหญ่ว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัว อัตราภาษีต่ำ ผลประกอบการของบริษัทน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ และตามหลักเหตุผลแล้วราคาหุ้นก็น่าจะยังเป็นขาขึ้นต่อไป เป็นต้น

มิติอื่นของ Horizon

นอกจาก horizon ในมิติของเวลาแล้ว ยังมี horizon ในมิติอื่นๆ ที่เราควรคำนึงถึงอีกด้วย

ตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่ง ได้แก่ horizon ในมิติของกลยุทธ์ บริษัทบางแห่งมีผลประกอบการดีมาอย่างต่อเนื่อง สินค้าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี มีสถานะทางการตลาดเข้มแข็ง ซึ่งนักลงทุนที่มี horizon สั้นๆ ก็จะเห็นแค่นี้

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกลงไปก็จะเห็นว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทที่เติบโตอย่างน่าพอใจนั้น มีกุญแจหลักอยู่ที่ความร่วมมือทางธุรกิจ กล่าวได้ว่า ความร่วมมือกับพันธมิตรเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จอันนี้ และเมื่อเจาะลึกเข้าไปที่พันธมิตร เราอาจพบว่าพันธมิตรรายนี้กำลังดำเนินงานบางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับบริษัทที่เราสนใจ และมีความเป็นไปได้ที่เขาจะ “เลิกความสัมพันธ์” และหันมาแข่งขันด้วยในอนาคต

นี่คือ “กับดัก” ที่อยู่ไกลกว่า horizon ของนักลงทุนบางราย และแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องโดนดักตีหัวเข้าสักวัน หากว่ายังคงมองแค่สั้นๆ

อีกตัวอย่างหนึ่งเป็น horizon ในมิติของผู้บริหาร บางบริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดูดี ผู้บริหารสูงสุดเป็นคนมีความสามารถ สุภาพ และจริงใจ เมื่อใดที่เขาออกงานสังคม ทุกคนก็ล้วนแต่ชื่นชม และก็ไม่แปลกหากนักลงทุนที่มี horizon สั้นๆ จะเห็นเพียงเท่านี้

ทว่านักลงทุนที่รอบคอบจะเจาะลึกลงไปถึงฝ่ายบริหาร “ทั้งทีม” พวกเขาคอยติดตามผู้บริหารท่านอื่นๆ ด้วยว่าใครรับผิดชอบอะไร ท่าทีของทีมบริหารเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ใครเป็นผู้มีอิทธิพลชี้นำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญและเป็นความรู้ที่ต้องรวบรวมจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะจากการประชุมผู้ถือหุ้น งานพบปะนักลงทุน และการให้สัมภาษณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ (แน่นอนว่าไม่มีในสรุปข้อมูลทางการเงิน หรือในบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์)

การที่เรารู้จักฝ่ายบริหารเป็นอย่างดีจะทำให้สามารถคาดเดาได้ว่า พวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร และการกระทำดังกล่าวจะส่งผลต่อบริษัทในแง่บวกหรือแง่ลบ หากผู้บริหารหลายคนเป็นพวกคร่ำครึหัวโบราณ พวกเขาอาจทำให้การบริหารงานของบริษัทฝืดกว่าที่ควร และนี่ก็เป็นกับดักที่คน horizon ยาวเท่านั้นที่จะเห็น

ไม่ใช่แค่ “มุมมอง” และ “ความรู้”

แม้มุมมองและความรู้จะเป็นตัวหลักที่กำหนด horizon ของเรา แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า “อคติ” ที่เรามี ก็มีส่วนสำคัญในการกำหนด horizon ด้วย บางครั้งเราอาจพรั่งพร้อมด้วยความรู้และความสามารถ แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากเราเต็มไปด้วยอคติ

คนเรามักเห็นอย่างที่อยากจะเห็น”

เพราะฉะนั้นถ้าเรามีจิตใจฝักใฝ่ไปแล้วว่าหุ้นตัวนั้นตัวนี้เป็นอย่างไร อคติของเราก็จะตามไปบิดเบือนการตีความและบั่นทอน horizon จนทำให้มองไม่เห็นระเบิดเวลาที่วางอยู่โต้งๆ เรามองไม่เห็นสิ่งที่ควรจะเห็น!

ลองนึกทบทวนดูก็ได้ครับ ที่เราเคยเจ๊งหุ้นมาในอดีตเกิดจาก Horizon Effect กันบ้างหรือไม่

—————————

เรขาคณิตของการเจ๊งหุ้น

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

นักเล่นหุ้นส่วนมากคุ้นเคยกับหลักการ “buy low, sell high” หรือ “ซื้อถูก ขายแพง” ด้วยเหตุนี้พอหุ้นที่หมายตามีราคาลดลง พวกเขาก็จะเข้าซื้อและหวังว่าจะไปขายทำกำไรในอนาคต

กลยุทธ์การเข้าซื้อเมื่อหุ้น “ย่อตัว” และขายออกไปเมื่อมัน “เด้ง” สามารถใช้ได้ดีในยามที่ราคาหุ้นเป็นไซด์เวย์ (sideway) คือ แกว่งตัวอยู่ในกรอบ หรือถ้าเป็นขาขึ้นก็ยิ่งดี เพราะเวลาเด้ง มันจะได้เด้งยาวๆ ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ หากจะกล่าวว่า นี่คือกลยุทธ์พื้นฐานของนักเล่นหุ้นส่วนมากในตลาดก็คงจะไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจทำให้เกิดหายนะได้ หากว่าเรา “อ่านเกมไม่ขาด” แถมยังใช้กลยุทธ์ “เฉลี่ยต้นทุน” เสียอีกด้วย 

ผมจะยกตัวอย่างพร้อมแสดงให้เห็นด้วยเรขาคณิต ว่าหายนะเกิดขึ้นได้อย่างไร…และบางทีคุณอาจตกใจที่ผลลัพธ์มัน “โหดร้าย” กว่าที่คิด

ตัวอย่าง บมจ.ภูผาถ่านหิน

บมจ.ภูผาถ่านหิน เป็นยักษ์ใหญ่ในแวดวงพลังงาน ชนิดที่ทุกโบรกเกอร์ต้องออกบทวิเคราะห์ และมีมุมมองเป็นบวกทั้งในแง่ความแข็งแกร่งและผลกำไร หากเราย้อนดูราคาหุ้นของภูผาถ่านหินจะพบว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น

1

เมื่อมองย้อนไปในอดีต นักลงทุนต่างคิดว่า บมจ.ภูผาถ่านหิน เป็นกิจการชั้นยอด เพราะยอดขายและกำไรของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าจะวัดกันด้วยอัตราส่วนทางการเงิน ค่า ROE (Return on Equity) ก็สูงกว่า 30% ค่าพีอี (Price-to-Earning) ก็ค่อนข้างต่ำเพียง 10 เท่า เรียกว่าเข้าตำราน่าซื้อทุกอย่าง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างที่เห็น และยิ่งเห็นก็ยิ่งมั่นใจ

ฉะนั้น พอราคาหุ้นย่อตัวลงมาที่ 700 บาท พี่อ้น นักลงทุนมือใหม่เลยเข้าซื้อไว้ก่อน 100 หุ้น และครั้นราคาหุ้นตกลงมาที่ 650 บาท เขาก็จัดไปอีก 100 หุ้น เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่ได้ซื้อหุ้นดีราคาถูก

สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเตือนพี่อ้น คือ โดยธรรมชาติของธุรกิจแล้ว กำไรของบริษัทขึ้นอยู่กับ “ถ่านหิน” ซึ่งจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และถูกกำหนดราคาโดยตลาดโลก กล่าวได้ว่าถ่านหินมี “วัฏจักร” ของมัน และนั่นก็หมายความว่า บริษัทเองก็มีวัฏจักรของมันด้วยเช่นกัน และแม้บริษัทจะเก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจหลีกพ้นความจริงในข้อนี้

นี่คือสิ่งที่ “ตัวเลข” ไม่ได้บอกไว้!

การที่เขาโผล่เข้ามาแล้วเห็นขาขึ้นพอดี ทำให้คิดไปว่า ราคาหุ้นที่ลดลงเป็นแค่การย่อตัวของหุ้น … ทั้งที่จริงมันกำลังเข้าสู่ขาลง!

ถัวเฉลี่ยขาลง

นักลงทุนรายนี้คิดอยู่เสมอว่า หากเขาดึงต้นทุนให้ต่ำลงได้ โอกาสที่จะได้กำไรก็ย่อมจะสูงขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาพยายามซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลง

ฟังดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายใช่ไหมครับ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้ เพราะหุ้นตัวนี้กำลังอยู่ในขาลง และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

2

การซื้อหุ้นขาลง แม้เราจะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำลง แต่ต้นทุนเฉลี่ยของเราก็ไม่ได้ลดลงเร็วเท่ากับราคาหุ้น เหตุเพราะว่ามีหุ้นล็อตแรกๆ ที่ซื้อไว้เมื่อตอนราคาสูงคอยเป็นตัวถ่วงอยู่

มิหนำซ้ำพอราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งผมเรียกว่าเป็น “surrender price” หรือ จุดยอมแพ้ อาจจะด้วยเงินหมดหรือถอดใจก็ตามที

การซื้อหุ้นเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนก็สิ้นสุดลง นักลงทุนส่วนมากจะไม่ยอมขายหุ้นทิ้งเพื่อคัทลอส แต่กลับยอมถือหุ้น “ติดดอย” และรอคอยจนกว่าราคาหุ้นจะดีดกลับขึ้นมาเท่าทุน พวกเขาถึงจะยอมขายหุ้นเหล่านั้นไป

เรขาคณิตของการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย

อธิบายผลขาดทุนจากการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยในกรณีข้างต้นได้ดังนี้

3

เราอาจคิดว่า อู้หู! แทนที่จะขาดทุนสองหมื่น ไปๆ มาๆ พี่อ้นขาดทุนถึงห้าหมื่นบาท แต่… มันยังไม่จบครับ กล่องสี่เหลี่ยมที่ผมเรียงให้ดูมีลักษณะคล้าย สามเหลี่ยมขั้นบันได สังเกตว่าผมเรียงกล่องให้ดูถึงแค่ surrender price เท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของหายนะเลยด้วยซ้ำ

4

หากเราไล่นับกล่องสี่เหลี่ยมก็จะพบว่า เมื่อถึงวันที่ราคาหุ้นภูผาถ่านหินลงมาอยู่ที่ 350 บาท ผลขาดทุนทั้งหมดจะเท่ากับ 50000 + 60000 = 110,000 บาท ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีเขาลงทุนด้วยเงินแค่ 70,000 บาทเท่านั้น! และเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการซื้อหุ้นเพิ่มของเขานั่นเอง

เพื่อความชัดเจนผมจะชี้ให้เห็นเป็นกรณีไปนะครับ

กรณีแรก ซื้อล็อตแรกครั้งเดียว (100 หุ้น) แล้วทนถือเรื่อยมา ไม่มีการซื้อถัว

ต้นทุนของพี่อ้นจะอยู่ที่ 700 บาท และเมื่อราคาหุ้นตกลงเรื่อยมาจนอยู่ที่ 350 บาท เขาก็จะขาดทุน 50% คิดเป็นตัวเงิน (700 – 350) x 100 = 35,000 บาท

กรณีที่สอง เข้าซื้อรวม 4 ครั้ง ครั้งละ 100 หุ้น แล้วทนถือต่อมา

ต้นทุนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 625 บาท ซึ่งเมื่อราคาหุ้นตกลงมาที่ 350 บาท เขาก็จะขาดทุน 44% คิดเป็นตัวเงิน (625 – 350) x 400 = 110,000 บาท

สิ่งที่ผมอยากให้สังเกต คือ แม้พี่อ้นจะลดเปอร์เซ็นต์การขาดทุนจาก 50% เหลือ 44% ได้ด้วยการซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย แต่ในแง่จำนวนเงินที่ขาดทุนกลับเพิ่มทะลักล้นจาก 35,000 ไปเป็น 110,000 บาท

ยิ่งอัดเพิ่ม ยิ่งตายอนาถ

วิธีหนึ่งที่นักลงทุนหลายท่านชอบปฏิบัติกัน คือ ยิ่งหุ้นตกยิ่งซื้อมาก นัยว่าต้องการ “เกทับ” และเอาคืนให้เร็วที่สุด เป็นต้นว่าเริ่มซื้อครั้งแรก 100 หุ้น พอหุ้นตกลงมาก็เลยซื้อเพิ่ม 200 หุ้น และพอหุ้นตกมาอีก คราวนี้อัดเต็มๆ 400 หุ้น เป็นต้น

การ “อัดเพิ่ม” ในลักษณะนี้ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของเราลดลงมาเร็วกว่าปกติ ซึ่งก็หมายความว่า หากราคาหุ้นมีการเด้งขึ้น โอกาสที่เราจะกลับไปเท่าทุนก็มีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่หุ้นเป็นขาลง การ “เด้งขึ้น” ของราคาหุ้นย่อมจะสั้นกว่าการ “ทรุดลง” …

ไอเดียเด็ดๆ ที่ว่าจะรอขายตอนหุ้นเด้งขึ้นนั้น บางครั้งมันก็เด้งเพียงแค่นิดเดียว ก่อนที่จะทรุดยาวต่อไป โดยมากไอเดียจึงเป็นได้แค่ไอเดียเท่านั้น

การซื้อหุ้นอัดเพิ่มโดยไม่คำนึงถึงแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว จัดได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแทนที่เราจะเสียหายเพียงแค่ 100 หุ้น เราอาจต้องเสียหายเป็นพันๆ หุ้นเลยก็ได้ ถ้าอัดเพิ่มครั้งแล้วครั้งเล่า ราคาหุ้นก็ยังคงดิ่งลงนอกจากนี้ เนื่องจากคนเราย่อมมี resource ที่จำกัด (ซึ่งในที่นี้ก็คือเงิน)

การพยายามซื้อถัวเฉลี่ยด้วยวิธี “อัดเพิ่ม” ยังจะทำให้เราไปถึง surrender price เร็วขึ้น และนั่นก็ทำให้ “พื้นที่สี่เหลี่ยม” ใหญ่ขึ้น ผลขาดทุนโดยรวมก็จะยิ่งมากขึ้น

5

จากตัวอย่างการอัดเพิ่มนี้ ถ้าเรานับกล่องสี่เหลี่ยมใต้ surrender price เราจะนับได้ถึง 28 กล่อง และหากนับรวมทั้งหมดจะได้ 39 กล่อง! แต่อันที่จริงแค่เทียบรูปนี้กับรูปก่อนหน้าก็พอกะด้วยสายตาได้ว่า การอัดเพิ่มทำให้จำนวนกล่องของเรามากขึ้น และยิ่งจำนวนกล่องเยอะก็แปลว่ายิ่งขาดทุนมาก

การอัดหุ้นเพิ่มยิ่ง “มาก” และ “เร็ว” เท่าไหร่ก็ยิ่งตายอนาถเท่านั้น… จริงอยู่เราอาจขายหุ้นล็อตหลัง (ที่มีจำนวนมาก) ในจังหวะที่ราคาหุ้นเด้งขึ้น เพื่อทำกำไรสั้นๆ เอามาหักลบกับผลขาดทุนรวม แต่หากภาพรวมของหุ้นเป็น “ขาลง” เบ็ดเสร็จแล้วโอกาสเจ๊งมีมากกว่าเจ๊า

โดยส่วนตัวผมขอแนะนำว่า “ซื้อได้ถ้าเห็นว่าดี แต่อย่าซื้อเพื่อเฉลี่ยต้นทุน”

นักโทษแหกคุก

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ช่วงปลายปีเรามักได้ยินเพื่อนๆ บ่นอยากลาพักร้อนไปเที่ยวกับครอบครัว แต่หลายคนก็บ่นกระปอดกระแปดว่างานล้นมือจนไม่สามารถลาไปไหนกับใครเขาได้ ผมจึงคิดถึงเรื่องราวของ “นักโทษแหกคุก” ขึ้นมา

คนทำงานประจำมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นคนที่ทำงานด้วยความรักในงานอย่างแท้จริง และแทบไม่เคยบ่น ไม่เคยเจ็บปวด ไม่เคยน้อยใจในชีวิตการทำงาน แน่นอนว่าคนกลุ่มแรกนี้เป็นคนที่โชคดีมาก และเขาคงไม่มีคุกให้ต้องแหกแต่อย่างใด ที่จริงแล้วเขาอาจเต็มใจ “จ่ายเงิน” เพื่อให้ได้ไปทำงานเสียด้วยซ้ำ

แต่สำหรับคนกลุ่มที่สอง คือ คนที่ทำงานด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจมีความรักในงานอยู่ด้วย แต่พวกเขาก็มีความเจ็บปวด น้อยใจ หรือไม่พอใจกับชีวิตอยู่เรื่อยๆ คนกลุ่มนี้มีคุกให้แหก แต่เขาจะแหกหรือไม่ อันนี้เป็นสิทธิส่วนตัวซึ่งคงไปก้าวก่ายไม่ได้

สิ่งที่ผมพอทำได้ คือ บอกพวกเขาว่า logic ของนักโทษแหกคุก สามารถนำมาใช้กับชีวิตได้อย่างไร และบางทีพวกเขาอาจจะเปลี่ยนชีวิตไปได้ตลอดกาล…

นักโทษในออฟฟิศ

ด้วยความเคารพในเกียรติภูมิของมนุษย์เงินเดือนที่มีอยู่เป็นล้านๆ คนในประเทศไทย ผมไม่มีเจตนาจะกล่าวหาว่าการทำงานประจำเป็นสิ่งเลวร้ายหรือปราศจากอิสรภาพ เพราะผมเองก็อาศัยเงินเดือนเลี้ยงชีพและตั้งตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้ พูดแบบกลางๆ ก็คือ ผมเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของงานประจำมาพอสมควร

งานประจำ หรือ งานที่รับเงินเดือน นั้นใช่ว่าจะไม่ดี อย่างน้อยเราก็มีรายได้ที่แน่นอน มีสวัสดิการพอสมควร บางครั้งก็เป็นหน้าเป็นตาด้วย โดยเฉพาะถ้าเราทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ หรือบริษัทที่มีชื่อเสียง แต่ปัญหาก็คือ ชีวิตของเราจำเป็นต้องขึ้นกับ “คนอื่น” หรือ “ปัจจัยอื่นๆ” อยู่มากเกินไป และบางครั้ง เหตุ ที่ดีก็ไม่ได้นำไปสู่ ผล ที่ดีเสมอไป

ตัวอย่างเช่น คุณอาจมีตรรกะว่า ทำงานเก่งแล้วจะได้เลื่อนขั้น แต่ในโลกของความเป็นจริง ยังมีคนอื่นและปัจจัยอื่นอีกมาก เช่น

  • งานที่คุณเก่งนั้นมีความสำคัญกับแผนกหรือองค์กรแค่ไหน?
  • หัวหน้าเห็นคุณค่าของสิ่งที่คุณทำหรือไม่? หรือต่อให้เห็น เขาอยากให้คุณเติบโตหรือไม่?
  • การเลื่อนขั้นมีโควต้าหรือเปล่า? บางทีอาจจะมีคนอื่นที่มีผลงานโดดเด่นกว่าคุณ
  • การเลื่อนขั้นของคุณอาจสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นหรือเปล่า?

การที่เราไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ บวกกับระเบียบปฏิบัติต่างๆ ขององค์กรที่เราอยู่ เป็นต้นว่าการเข้างาน 8.30 น. เลิกงาน 17.00 น. (ซึ่งก็ไม่เคยได้เลิกงานตามเวลานั้น) การลาหยุดต้องได้รับอนุญาต บางครั้งต้องทำงานวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ หรือทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน งานไม่เสร็จก็ยังกลับบ้านไม่ได้ หรือต้องหอบงานกลับมาทำที่บ้าน ฯลฯ

เมื่อคุยเรื่องนี้กับเพื่อนที่ทำงานประจำ เขาก็หัวเราะ แล้วว่า “แล้วจะให้ทำยังไง?”… ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะบอกเขาว่า “แกก็เลิกเป็นนักโทษในออฟฟิศสิ แหกคุกซะ!”

แหกคุก … ทำยังไง?

คนส่วนมากไม่น่าจะมีความรู้เกี่ยวกับการแหกคุก(จริงๆ) แต่อย่างน้อยก็คงจะเคยเห็นจากในภาพยนตร์กันมาบ้าง เพียงแต่จะมีสักกี่คนที่จะเห็นตรรกะบางอย่างที่เอามาใช้สร้างอิสรภาพให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนได้

ถามแบบง่ายๆ ถ้านักโทษจะแหกคุก เขาต้องทำอะไรเป็นอันดับแรก?

คำตอบง่ายมากครับ… ก็ต้อง “วางแผน” ไง!

อย่างน้อยเราจะต้องมีแผนผังของคุกที่จะแหกออกมา การวางแผนทำให้เรารู้ว่าจะต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง ต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาคอยช่วยเหลือหรือไม่ จะใช้เวลานานแค่ไหน จะลงมือได้เมื่อไร เป็นต้น หากปราศจากการเตรียมการที่ดี แผนแหกคุกก็ยากที่จะสำเร็จได้ และทุกคนก็น่าจะรู้ดีว่าการแหกคุกที่ไม่สำเร็จนั้นจะส่งผลอย่างไร

การวางแผนที่ดีทำให้เราสามารถกำหนดรูปแบบการแหกคุกออกมาได้ว่าควรใช้วิธีใดหรือเส้นทางไหน รู้ว่าต้องมี “อะไร” และจะใช้มัน “เมื่อไหร่” จากนั้นจึงค่อยคิดว่าจะหาสิ่งเหล่านั้นได้ “อย่างไร” รวมทั้งเมื่อทำได้สำเร็จแล้วจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ต้องไม่ให้คนอื่นรู้เรื่องนี้ก่อนเวลาอันควร โดยเฉพาะผู้คุมของคุณ

“ไอ้คนมีฝัน”

ในทำนองเดียวกัน หากคุณคิดจะแหกคุกออกไปจากออฟฟิศ คุณก็ย่อมจะไม่อยากให้หัวหน้างานของคุณรู้เรื่องพวกนี้ก่อนเวลาอันควร ถ้าวันหนึ่งที่คุณพร้อมหมดทุกอย่างแล้ว และเดินไปบอกเขาว่า “พี่ครับ ผมจะลาออกไปทำตามฝันของผม ตอนนี้ผมพร้อมทุกอย่างแล้วทั้งเงินทุน สถานที่ บุคลากร และได้วางแผนไว้อย่างรอบคอบแล้ว ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับทุกๆ คนครับ

เทียบกับการที่คุณ “โดนจับได้” ก่อนที่จะพร้อม สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คุณจะไม่อยู่ในรายชื่อต้นๆ ที่จะได้รับการโปรโมทในครั้งต่อไป เพราะหัวหน้าย่อมไม่อยากเข็นคุณขึ้นทั้งที่รู้ว่าคุณอยากลาออกไปโลดโผนด้วยตัวเอง และการเลื่อนขั้นให้กับคนที่ “พร้อมใจ” จะทำงานเป็นมือซ้ายมือขวาให้กับเขาในระยะยาวย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

นี่ยังไม่นับนะครับว่าคุณจะถูกจัดจำแนกไปอยู่ในพวก “ไอ้คนมีฝัน” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ออฟฟิศที่ช้อปกระจายตอนพักเที่ยง เดินถือกาแฟสดหรือชาไข่มุกกลับเข้าออฟฟิศ พอบ่ายก็สุมหัวกันเม้าท์ ใกล้สิ้นเดือนก็จดจ่อรอเงินเดือนออก จ่ายหนี้บัตรเครดิต ได้โบนัสมาก็เอาไปช้อปไปเที่ยวจนหมด ฯลฯ

บางทีพฤติกรรมของคุณอาจแตกต่างจากชาวบ้านอยู่บ้าง แต่จะยังไม่ “แปลกแยก” จนกว่าจะมีคนระแคะระคายว่าคุณกำลังวางแผนคิดการใหญ่ ผมจึงต้องย้ำว่า อย่าให้ใครรู้แผนของคุณก่อนเวลาอันควร

ตัวอย่างของแผน

ดังที่บอกแล้วข้างต้นว่าเราจำเป็นต้องวางแผนเพื่อให้รู้ว่าเราต้องมี “อะไร” และมี “เมื่อไหร่” ผมจึงขอสมมติตัวอย่างดังนี้นะครับ

นายอิสระ เป็นพนักงานประจำที่มีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่อิสรภาพทางการเงิน เขาวางแผน 2 ขั้น โดยขั้นแรกเป็นการเก็บหอมรอมริบเพื่อออกมาเปิดร้านเบเกอรี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารักและมีความถนัด ในการนี้เขาจะต้องใช้เงินลงทุน 2 ล้านบาท

จากนั้นจะเข้าสู่แผนขั้นที่สอง คือ การเอากำไรจากร้านเบเกอรี่ไปลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อสร้างพอร์ตหุ้นที่เลี้ยงชีวิตได้ในระยะยาว เขาคำนวณคร่าวๆ พบว่า หากใช้จ่าย 25,000 บาทต่อเดือน และลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 10% เมื่อบวกกับเงินค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่เขาจะกันไว้ เบ็ดเสร็จแล้วเขาจะต้องมีเงินตั้งต้นในขั้นตอนนี้ราว 4 ล้านบาท

นี่คือเบื้องต้น สิ่งที่เขาต้องมี และลำดับก่อนหลัง ต่อจากนี้เขาก็คิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ

อิสระมองว่าความสำเร็จของเขาขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการเปิดร้านเบเกอรี่ เขาจึงไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำร้านเบเกอรี่เพิ่มเติม สะสมเงินและลงทุนไปพร้อมๆ กัน เขางดเว้นจากการจับจ่ายใช้สอยหรือเที่ยวเตร่เกินจำเป็น ในที่สุดเมื่อทำงานประจำจนครบ 5 ปี อิสระก็มีเงินทุน 2 ล้านบาทและ “แหกคุก” ออกจากงานประจำ พร้อมมุ่งหน้าสู่อิสรภาพทางการเงินต่อไป

กุญแจของความสำเร็จ

จากตัวอย่างข้างต้น อิสระไม่ได้คิดแค่ว่า “อยากมีเงินเยอะๆ” หรือ “อยากมีเงินเดือนเยอะๆ” เพราะนั่นไม่ได้ตอบโจทย์ในระยะยาวของชีวิตเขา

อิสระอ่านความต้องการในชีวิตของตัวเองออกว่า เขาอยากมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง และอยากมีอิสรภาพทางการเงิน… การมีเงินทุนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญ คือ เขาคำนวณออกมาด้วย ว่าที่ต้องมีนั้นมากน้อยแค่ไหน และต้องมั่นใจด้วยว่ามันเป็นจำนวนที่เพียงพอ

นอกจากเรื่องของเงินทุน เขายังเห็นว่า ความรู้เกี่ยวกับเบเกอรี่และธุรกิจเบเกอรี่ ก็เป็นสิ่งสำคัญ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาลงมือศึกษาไปพร้อมๆ กับการสะสมเงินทุน

ระหว่างที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี อิสระไม่ได้ละเลยหน้าที่ในงานประจำแต่อย่างใด เขายังคงมีความก้าวหน้าดีและได้รับเงินเดือนเพิ่มอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่ว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายในระยะยาวของเขา เขาอาจมีความสุขพอสมควรในงานประจำ แต่เขาก็มั่นใจว่าจะมีความสุขมากกว่ากันมากในร้านเบเกอรี่ของตัวเอง

จากตัวอย่างนี้น่าจะทำให้เห็นว่าการวางแผนจะช่วยเราได้อย่างไร ทั้งในแง่ของลำดับความคิด พลังใจ และการลงมือปฏิบัติ

แต่ข้อที่ว่าจะแหกคุกได้สำเร็จหรือไม่นั้น มีแต่คุณที่จะตอบได้ครับ

——————————

ภาพประกอบมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Shawshank Redemption เป็นหนังแหกคุกที่ดีมากเรื่องหนึ่ง