“จบอย่างไรให้สวย” บทเรียนจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์

banister-1238466_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในปี 1969 วอร์เรน บัฟเฟตต์ “เบื่อหน่าย” กับสภาวะบ้าคลั่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะนั้น เขาบอกว่าตลาดหุ้นแพงขึ้นมาเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลายี่สิบปี จนถึงตอนนี้ เขาไม่เหลือ “ไอเดียดีๆ” ในการลงทุนอีกต่อไป

ปู่ในวัย 38 บอกว่า เขาเคยพยายามที่จะ “ผ่อน” การบริหารห้างหุ้นส่วนของตนเอง (ตอนนั้นปู่ยังไม่ได้ใช้ เบิร์คเชียร์ เป็นบริษัทลงทุน) แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเมื่อรับผิดชอบต่อเงินของคนอื่น ก็รู้สึกเสมอว่าต้องทุ่มเทเต็มร้อย

“ตราบใดที่ผมยังอยู่ ‘บนเวที’ ยังต้องชี้แจงสถิติการลงทุนของตัวเองให้คนอื่นอ่านอยู่เรื่อยๆ และยังต้องรับผิดชอบการบริหารเงินของหุ้นส่วน … ผมจะไม่มีทางแบ่งเวลาให้กับสิ่งอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ BPL (Buffett Partnetship) ได้เลย … ผมรู้ว่าผมไม่อยากวิ่งไล่ตามกระแสการลงทุนอันรวดเร็วฉาบฉวยไปตลอดชีวิต วิธีเดียวที่จะผ่อนมือลงได้ ก็คือเลิกไปเลยเท่านั้น”

นี่คือถ้อยคำจากปู่ ชี้แจงเหตุผลของการเลิกลงทุน ซึ่งสรุปง่ายๆ ก็คือ

ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็ไม่ควรทำ!! 

อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจประการหนึ่งของปู่ก็คือ อยาก “จบให้สวย” ลงจากบัลลังก์อย่างสง่างาม ซึ่งคงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการทำผลตอบแทนปีสุดท้ายให้ “เลิศ” เข้าไว้ เหมือน เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ที่จบการคุมทีมด้วยการพาแมนยูเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกหนึ่งสมัย

ปัญหาก็คือ ตลาดหุ้น ณ เวลานั้นไม่เอื้ออำนวยเลยแม้แต่น้อย

“ผมมองไม่เห็นเลยว่ามีอะไรที่พอจะเป็นความหวังให้ผมจบปีสุดท้ายอย่างสวยๆ ได้ และผมก็ไม่อยากหลับตาคลำไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะ ‘โชคดี’ ด้วยเงินของคนอื่น ตัวผมไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมของตลาดในตอนนี้ และผมก็ไม่อยากทำลายสถิติการลงทุนที่ดี ด้วยการทู่ซี้เล่นเกมที่ผมไม่เข้าใจ เพื่อที่ผมจะออกจากเกมได้อย่างฮีโร่ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอชำระบัญชีเลิกกิจการในปีนี้เลย”

จะเห็นได้ว่า แม้ปู่จะอยาก “จบสวย” แต่ในเมื่อเป็นไปได้ไม่ได้ ก็หยุดเสียเลยจะดีกว่า ยิ่งทำต่อ ยิ่งแย่ ยิ่งทำให้สถิติอันยอดเยี่ยมในอดีตถูกทำลายลงไป

ก่อนหน้านั้น สถิติการลงทุนของปู่อยู่ที่ 29.8% ต่อปี ซึ่งถือว่ามากมายมหาศาล ชนิดยากที่ใครจะเทียบเคียงได้ การที่ปู่หยุดลง ณ​ ตรงนี้ จึงถือว่า “จบสวย” ที่สุดแล้ว

เขียนถึงตรงนี้ พาให้ผมนึกไปถึงผู้จัดการกองทุนอีกคนหนึ่ง คือ ปีเตอร์ ลินช์ ซึ่งบริหารกองทุนฟิเดลิตี้ แม็กเจลแลน ระหว่างทศวรรษ 1980-90 ทำผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้น 29% ในเวลา 14 ปี ก่อนจะตัดสินใจก้าวลง ณ จุดสูงสุด

เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการตัดสินใจเลิกลงทุนครั้งแรกของปู่เหลือเกิน

แม้ผมไม่เล่าต่อ ท่านก็คงทราบอยู่แล้วว่า ในที่สุด ปู่ก็ตัดสินใจกลับเข้าสู่สนามการลงทุน และอยู่กับมันต่อเนื่องมาอีก 50 ปีจนถึงวันนี้ โดยไม่คิดจะเลิกอีกเลย ด้วยความรักในการลงทุน

แต่บทเรียนจากการ “จบสวย” ครั้งแรกเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ก็เป็นเรื่องราวที่น่าศึกษาและเอาเป็นเยี่ยงอย่างไม่น้อย คนเรา ทำดีมาทั้งชีวิต ต้องหาโอกาสก้าวลงให้งามๆ

รู้จักพอ ไม่ทู่ซี้ จึงสามารถประดับชื่อไว้ในโลกา

——
ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/

Advertisements

วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนวิธีเป็นมหาเศรษฐีที่ทุกคนทำได้

buff-munger-brk18

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นข้อคิดจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ปี 2018 โดยปู่ได้ kick off มหกรรม woodstock แห่งโลกทุนนิยม ด้วยการเล่าเรื่อง “หุ้นตัวแรก” ในชีวิตของแก

ในวันที่ 11 มี.ค. 1942 ปู่ซื้อหุ้น cities service จำนวนสามหุ้น ด้วยเงินเก็บทั้งหมดที่มี โดยหุ้นตัวนี้ราคาตกลงมาเยอะมาก ปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ 84 เหรียญ ก่อนจะตกลงมากว่าเหลือสามสิบกว่าเหรียญภายในปีเดียว ปู่เห็นว่าถูกมากแล้วจึงตัดสินใจเข้าซื้อ ณ ราคา 38.25 ก่อนที่หุ้นดังกล่าวจะปิดตลาดที่ราคา 37 เหรียญในวันเดียวกัน

ปู่พูดขำๆ ว่า นั่นเป็นสัญญาณแรกที่บอกว่า แกคงเป็นนักเก็งกำไรไม่ได้ เพราะเริ่มต้นก็เห็นแล้วว่า timing ในการเข้าซื้อแย่มากๆ

จากนั้น ราคาหุ้น cities ก็ตกลงไปอีก ทำเอาปู่เริ่มกระวนกระวาย ครั้นมันกลับขึ้นมาเท่าทุน และขึ้นต่อไปจนถึง 40 เหรียญ ปู่จึงตัดสินใจขายทิ้งทั้งหมด ทำกำไรได้รวม 5.25 เหรียญ

แต่แล้ว หลายสิบปีต่อมา ราคาของหุ้นตัวนี้เพิ่มขึ้นไปถึงกว่า 200 เหรียญ ถือเป็นค่าเสียโอกาสมากมายมหาศาล มองย้อนกลับไป ปู่บอกว่านี่คือบทเรียนในการลงทุนที่สอนให้แกรู้ว่า เมื่อเจอหุ้นดี จงถือมันไว้ อย่าขาย

ที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงเดียวกับที่ปู่ซื้อหุ้น คือเดือนมีนาคมปี 1942  นั้น โลกกำลังอยู่ในภาวะสงคราม ยุโรปกำลังป่วน ญี่ปุ่นเพิ่งบุกยึดนิวกินี ยึดพม่า ฟิลิปปินส์เพิ่งแตก อเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกได้เพียงสามเดือน และทำท่าว่าจะแพ้

แม้จะเป็นเวลาที่เลวร้ายสุดๆ มาดูกันเถอะว่า อะไรจะเกิดขึ้น หากคุณเริ่มต้นลงทุนในวันเดียวกับปู่ ?

nyt

ปู่เอาสถิติมากางให้ดูว่า คนที่ซื้อหุ้นใน S&P 500 ด้วยเงิน 10,000 เหรียญ ณ วันนั้น แล้วถือไว้จนถึงวันนี้ มันจะเพิ่มมูลค่าขึ้นเป็น “51 ล้านเหรียญ” (กว่า 5,000 เท่า) โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เรียกได้ว่า ลงทุนครั้งเดียว สบายไปตลอดชาติ (ปู่บอกด้วยว่า ปี 1942 ไม่ใช่โอกาสซื้อที่ดีที่สุดด้วยซ้ำไป ยังมีเวลาที่ดีกว่านั้นอีก)

ในทางตรงข้าม ถ้าเอาเงินจำนวนเดียวกัน คือ 10,000 เหรียญ ไปซื้อทองคำ จะซื้อได้ประมาณ 300 ออนซ์ และทองก็จะแช่อยู่อย่างนั้น จะมอง จะลูบคลำมันอย่างไร มันก็ไม่ตอบสนอง และไม่ให้ผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่ธุรกิจจะทำงานของมันไปเรื่อยๆ

และถ้าคุณถือทอง 300 ออนซ์จนถึงวันนี้ มูลค่าของมันจะอยู่ที่ 400,000 เหรียญ เรียกได้ว่าต่ำกว่าหุ้นกว่า “100 เท่า” นี่คือผลลัพธ์จากการลงทุนในสิ่งที่ “ไม่ให้ผลผลิต” เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลผลิตอย่างหุ้น

ปู่จึงชี้ชัดว่า คุณแทบไม่มีทางเจ๊งได้เลย ถ้าคุณใช้วิธีซื้อหุ้นที่ดีแล้วถือไว้ (เว้นเสียแต่จะซื้อผิดตัว หรือตื่นตกใจจนขายทิ้งไปในเวลาที่ไม่ควรจะขาย)

ดังนั้น การซื้อสินทรัพย์ที่ไม่มีผลผลิต หรือแม้จะซื้อหุ้น แต่ใช้วิธีซื้อๆ ขายๆ ไม่มีทางเทียบเท่าการถือหุ้นดีไว้เฉยๆ ได้

ปู่สรุปปิดท้ายด้วยว่า วิธีนี้ดีที่สุดแล้วสำหรับนักลงทุนทั่วไป สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมโดยไม่ต้องพึ่งมืออาชีพที่ไหนทั้งนั้น ทั้งยังผ่อนคลาย ไม่ต้องรู้เรื่องบัญชี ไม่ต้องรู้คำศัพท์เฉพาะทางด้านการลงทุนต่างๆ ไม่ต้องสนใจว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกกี่ครั้ง

และนี่คือ วิธีเป็น “มหาเศรษฐี” จากปู่ ที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ ขอเพียงเริ่มต้นทันที และอย่าไขว้เขวออกนอกลู่นอกทางไปไหนก็แล้วกัน

(มีต่อด้านล่าง)


** หลักสูตร  “ประเมินมูลค่าหุ้น และ DCF” รุ่น ๘  สอนทำ valuation อย่างมืออาชีพ 26 พ.ค. 61 ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัล รัชดา คลิกที่นี่

** หลักสูตร “อ่านงบการเงิน” ออนไลน์ รับชมทาง Facebook Closed Group คลิกที่นี่


แล้วนักลงทุนไทยควรทำอย่างไร?

นักลงทุนไทยที่ได้ยินเรื่องประมาณนี้ คำถามที่มักเกิดขึ้นเสมอก็คือ แล้วสำหรับหุ้นไทยล่ะ จะทำได้หรือไม่ ถือไว้เฉยๆ หลายสิบปีแล้วจะได้ผลอย่างเดียวกับอเมริกาจริงหรือ?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้เราจะไม่ได้มีมุมมองที่ bullish ต่อประเทศไทยเหมือนสหรัฐฯ หรือจีน แต่เดี๋ยวนี้กำแพงการลงทุนน่าจะถูกทำลายลงไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว ผมเชื่อว่าต่อไป การซื้อกองทุน S&P 500 ผ่าน บลจ.ไทย ค่าธรรมเนียมก็น่าจะลดลง ซึ่งน่าจะช่วยให้นักลงทุนไทยทำตามสูตรของบัฟเฟตต์ได้

หรือแม้จะลงทุนในกองทุนอิงดัชนีอื่นๆ หรือเลือกหุ้นดีแล้ว “ถือไว้เฉยๆ” หากทำผลตอบแทนได้เพียงปีละ 10% เงินหนึ่งล้านบาท ก็จะกลายเป็น 17.5 ล้านบาทได้ในเวลา 30 ปีเช่นเดียวกัน)


Image Credit  :  Yahoo Finance! Berkshire Hathaway’s 2018 Shareholders’ Meeting Live Streaming