ใครๆ ก็ชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักอวดอ้างเสมอว่า ตนเองเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่สื่อหลายสำนักเคยชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ “เก่ง” หรือไม่ได้เป็นนักธุรกิจที่ “ประสบความสำเร็จ” อย่างที่เขากล่าว

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ไม่มีหลักฐานและเหตุผล ตรงกันข้าม เป็นหลักฐานและเหตุผลที่ฟังขึ้นทีเดียว 

กล่าวคือ เมื่อปี 1982 ซึ่งเป็นปีแรกที่ Forbes จัดอันดับคนรวยของสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “Forbes 400” นิตยสารชื่อดังระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มีทรัพย์สิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นมรดกที่เขาได้รับจากเฟรด ทรัมป์ ผู้พ่อ (ทรัมป์อ้างด้วยซ้ำไปว่า ตนเองมีทรัพย์สิน 500 ล้านเหรียญ มากกว่าที่ Forbes ระบุไว้) 

เริ่มต้น ณ ปีนั้น หากทรัมป์เลิกทำงาน แล้วเอาทรัพย์สินทั้งหมด 200 ล้านเหรียญไปลงทุนในกองทุนอิงดัชนี S&P 500 โดยไม่ถอนเงินออก และเอาเงินปันผลไป reinvest ด้วย เงิน 200 ล้านเหรียญดังกล่าวจะทำผลตอบแทนให้เขาปีละ 11.86% 

ผ่านมา 32 ปี ในเดือน ธ.ค. ปี 2014 เงิน 1 เหรียญที่ลงทุนในปี 1982 จะกลายเป็น 40 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้น “40 เท่า” ซึ่งจะทำให้เงิน 200 ล้านเหรียญ ของทรัมป์ในวันนั้น กลายเป็น 8,000 ล้านเหรียญ

เมื่อเทียบกับทรัพย์สินของทรัมป์ในปี 2014 ซึ่ง Forbes ประมาณว่าอยู่ที่ 4,100 ล้านเหรียญ (Bloomberg ให้มูลค่าแค่ 2,900 ล้าน) นั่นหมายความว่า หากเขาเลิกทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และนอนเฉยๆ อยู่กับบ้าน พอถึงปี 2014 เขาจะรวยกว่าที่เป็นอยู่ถึงเกือบสองเท่า!!

ยิ่งไปกว่านั้น หากใช้ตัวเลขที่ทรัมป์กล่าวอ้างไว้เมื่อปี 1982 ว่าตนเองมีทรัพย์สินถึง 500 ล้านเหรียญ ค่าเสียโอกาสที่ว่านี้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าเขาเอาเงิน 500 ล้านไปลงทุนใน index fund ผ่านมากว่าสามทศวรรษ เขาจะมีความมั่งคั่งถึง “20,000 ล้านเหรียญ” ในปี 2014 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ สื่อหลายสำนักจึงสรุปตรงกันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ “เก่ง” หรือเป็น “สุดยอดนักธุรกิจ” เหมือนที่เขามักกล่าวอ้าง อันปรากฏชัดจากข้อมูลที่ยกมาว่า ถ้าเขาเลิกทำธุรกิจมาตั้งแต่สามทศวรรษก่อนแล้วปล่อยให้ตลาดหุ้นทำงานแทน เขาจะรวยกว่าวันนี้เยอะมาก

ผมชอบที่ Yahoo! Finance สรุปไว้ว่า “You can beat the Donald” หรือ “ใครๆ ก็ชนะเจ้าโดนัลด์ได้” ขอเพียงเอาเงินของคุณไปลงทุนใน index  fund และถ้าคุณได้มรดกจากพ่อเหมือนทรัมป์ โดยลงทุนใน index fund ตั้งแต่เมื่อ 32 ปีที่แล้ว คุณก็จะรวยกว่าเขาในวันนี้เช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งขนาดที่เขาต้องการให้เราเข้าใจ เราก็คงยากที่จะปฏิเสธความเป็น “นักขาย” ของเขา ที่สามารถทำให้คนอเมริกันจำนวนมาก “เชื่อ” ว่าเขาเก่ง และ “เชื่อเกินกว่า” สิ่งที่เขา “เป็น”

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีอยู่ถึงสี่ปีนั่นเอง 


ข้อมูลประกอบ : https://finance.yahoo.com/news/why-probably-better-investing-donald-233020366.html, https://www.vox.com/2015/9/2/9248963/donald-trump-index-fund , https://fortune.com/2015/08/20/donald-trump-index-funds/

สรุปความเป็นไปได้ สงครามการค้า อเมริกา – จีน ใครถือไพ่เหนือ ?!!

Donald_Trump_Laconia_Rally,_Laconia,_NH_4_by_Michael_Vadon_July_16_2015_19.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรียกได้ว่า “ไม่ทันประดาบก็เลือดเดือด” ซะแล้ว สำหรับ trade war หรือ “สงครามการค้า” ระหว่าง อเมริกา กับ จีน หลังสองฝ่ายประกาศตั้งกำแพงภาษีแก่กันและกัน ทำเอาหุ้นทั่วโลกตกกันระเนระนาด รวมทั้งหุ้นไทย

ก่อนอื่น ขอสรุปที่มาที่ไปเป็นลำดับเหตุการณ์ง่ายๆ ดังนี้นะครับ

  1. ทรัมป์ประกาศว่าจะตั้ง tariff โดยเก็บภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ จากสินค้านำเข้าจากจีน
  2. ทรัมป์ระบุรายการสินค้าที่จะเน้นเก็บภาษีเป็นพิเศษ คือพวกของไฮเทคต่างๆ
  3. จีนไม่ยอมโดนกระทำฝ่ายเดียว ประกาศเอาคืนหนักกว่า ด้วยการตั้ง tariff กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมสินค้าแทบทุกประเภท คิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านเหรียญ
  4. ทรัมป์โต้กลับอีกรอบ บอกว่าจะโน้มน้าวตัวแทนการค้าของสหรัฐฯ ให้เพิ่ม tariff อีกเป็นมูลค่า 100,000 ล้านเหรียญ

ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์นักกลยุทธ์และผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความเห็นกับ CNBC ทุกคนต่างอ่านเกมตรงกันว่า สงครามครั้งนี้ อเมริกาอยู่ในสถานะเสียเปรียบจีนอย่างมาก โดยมองกันช็อตต่อช็อตว่า ถ้าเปิดหน้ารบกันจริง อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

ขอสรุปเป็นข้อๆ ให้เข้าใจกันง่ายๆ ดังนี้ครับ

  1. หมัดเด็ดของจีน คือการที่จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา โดยถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ถึง 1.17 ล้านล้านเหรียญ
  2. เหตุที่จีนต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เพื่อเอารายได้ที่ได้จากการขายสินค้าให้สหรัฐฯ มาเก็บไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งคงไม่มีอะไรจะปลอดภัยไปกว่าพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทั้ง “ลูกหนี้” และ “คู่ค้า” ของตนเอง
  3. ด้วยเหตุนี้ การถือพันธบัตรสหรัฐฯ ไว้เป็นจำนวนมาก จึงเป็น “หมัดเด็ด” ของจีน โดยหากยังตกลงกันไม่ได้ จีนมีทางเลือกที่จะ “ขาย” พันธบัตรสหรัฐฯ จำนวนมหาศาลออกมา ซึ่งจะทำให้ US bond ล้นตลาดกระทันหันXi_Jinping_in_USA.jpg
  4. เมื่อพันธบัตรสหรัฐฯ ล้นตลาดกระทันหัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ “ราคา” ของมันจะตกลงอย่างรวดเร็ว สวนทางกับ “ดอกเบี้ย” ที่จะพุ่งสูงขึ้น
  5. เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนในการกู้ของบริษัทต่างๆ ในอเมริกาก็จะสูงขึ้นด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อบริษัทกู้เงินไปสร้างการเติบโตได้ไม่สะดวก เศรษฐกิจก็จะชะลอตัวลง
  6. นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เองจะมีต้นทุนในการกู้เงินสูงขึ้นเช่นกัน เพราะถ้าออกพันธบัตร ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าเดิมมาก
  7. ถึงจุดนี้ ไม่ต้องบอกก็คงพอเดากันได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้น แน่นอนว่าเมื่อดอกเบี้ยสูง เศรษฐกิจชะลอ หุ้นจะร่วงลงถล่มทลายแน่นอน
  8. อย่างไรก็ตาม หากจีนทำเช่นนั้นจริงๆ จีนเองก็จะเสียหายเช่นกัน เนื่องจากพันธบัตรส่วนหนึ่งที่ขาย จะเป็นการ “ขายขาดทุน” และหากขายออกมามากๆ ก็ย่อมจะมีอีกหลายๆ ประเทศ รวมทั้งยุโรป เข้าไปซื้อ (ก็ใครละจะไม่ได้อยากได้ US bond ในราคาถูกๆ)
  9. ดังนั้น ถ้ามองในอีกแง่ ก็อาจมองได้ว่า แม้จีนจะใช้ไม้นี้จริง ก็คงทำได้ไม่เต็มเหนี่ยวนัก สถานการณ์จึงไม่น่าจะรุนแรงมาก
  10. มองข้ามไปอีกช็อต สมมุติว่าจีนไม่ใช้พันธบัตรเป็น “ตัวประกัน” พญามังกรจะมี “ไพ่” ใบอื่นอีกหรือไม่? ก็ตอบได้ว่า “มี” และเป็นไพ่ที่จะทำให้สหรัฐฯ เดือดร้อนหนักเสียด้วย นั่นคือการ “ลดค่าเงิน”
  11. การกดค่าเงินหยวนให้ต่ำของรัฐบาลจีน เป็นสิ่งที่สหรัฐฯ “เกลียดที่สุด” เพราะมันคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลจากการค้า ดังนั้น นอกจากจะขึ้นกำแพงภาษี อันเป็นการ “รบกันที่ปลายน้ำ” จีนยังสามารถ “ดักทาง” ได้ตั้งแต่ “ต้นน้ำ” คือลดค่าเงินมันซะเลย
  12. เมื่อเงินหยวนถูกลง กำแพงภาษีของทรัมป์ก็จะไม่ได้ผลเต็มที่ เพราะบริษัทอเมริกันจะยังนำเข้าสินค้าจากจีนอยู่ดี (ภาษีแพงขึ้นจริง แต่ต้นทุนค่าสินค้าก็ถูกลงด้วย)
  13. นอกจากนี้ จีนยังมี “ไพ่รอง” อีกหลายใบ เช่น อาจจำกัดการออกวีซ่าให้แก่คนงานสหรัฐฯ ที่จะมาทำงานในจีน หรือแม้แต่เข้ายึดโรงงานของบริษัทในจีนซะเลย (ประการหลังนี่มีคนมองไว้ แต่ผมมองว่าไม่น่าเป็นไปได้ หากจะทำได้ก็น่าจะเป็นการออกกฏเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มความยุ่งยากหรือเพิ่มต้นทุนให้แก่โรงงานของสหรัฐฯ ในจีนมากกว่า – ชัชวนันท์)
  14. แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา ผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่า สุดท้ายแล้วสงครามการค้าจะไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น จีนเองแม้จะถือไพ่หลายใบ แต่โรงงานของสหรัฐฯ ก็จ้างคนงานจีนจำนวนมาก ถ้าโรงงานเหล่านั้นย้ายออกจากจีน จีนก็เดือดร้อน ฝ่ายสหรัฐฯ เองถ้าเล่นไม่เลิก ขืนโดนจีนเอาคืนก็จะเจ็บหนักเช่นกัน
  15. สุดท้าย ทั้งสองประเทศจึงควรยุติสงคราม และหาบันไดลงแบบสวยๆ ด้วยกันทั้งคู่ ด้วยประการละฉะนี้

ข้อมูลประกอบจาก : CNBC