“คุณรู้จักตัวเองหรือยัง” คำถามจาก โฮเวิร์ด มาร์กส์ ถึงนักลงทุนทุกคน

IMG_9179

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในตอนที่แล้ว ผมได้เล่าให้ฟังว่า โฮเวิร์ด มาร์กส์ ไม่เชื่อในการพยากรณ์ภาพใหญ่ เขาไม่เชื่อว่านักลงทุนที่เก่ง คือคนที่ทำนาย GDP ได้ถูกต้อง ทำนายอัตราดอกเบี้ยได้ถูกต้อง ฯลฯ

มาร์กส์ยังชี้ด้วยว่า แม้จะมีผู้ที่ทำนายตัวเลขเชิงมหภาคได้ถูกต้องอยู่เสมอ คนเหล่านั้นก็ทำเงินไม่ได้อยู่ดี เพราะพวกเขาใช้การ “อิงอดีต” (extrapolation)  โดยทำนายว่าอนาคตจะเหมือนกับอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งต่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามนั้น ตลาดก็รับรู้และคิดลดมันเข้าไปในราคาหลักทรัพย์เรียบร้อยแล้ว

มาร์กส์อ้างถึง นสพ.วอลล์สตรีท เจอร์นัล ที่ไปสอบถามนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญ 30 คนทุกๆ 6 เดือน ว่า GDP ในอีกครึ่งปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ค่าเงินจะเป็นอย่างไร? ราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร? ฯลฯ ปรากฏว่าส่วนใหญ่ต่างก็พยากรณ์โดยใช้การอิงอดีต ซึ่งมักจะถูกต้องหรือใกล้เคียงความจริงด้วยกันทั้งนั้น เพราะมีโอกาสสูงมากที่สถานการณ์จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ปัญหาก็คือ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นมา (ช่วงโควิดน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี) พวกเขากลับทายผิดกันแทบจะทุกคน และแม้จะมีบางคนที่ทายถูกต้อง เมื่อย้อนไปดูสถิติย้อนหลังของคนๆ นั้น ก็จะพบว่าเขามักทำนายแบบ “สุดขั้ว” เสมอ ซึ่งก็ผิดมาตลอด จนมาถูกต้องในครั้งนี้

เพราะฉะนั้น การที่คุณพบว่าผู้เชี่ยวชาญสักคนทำนายบางสิ่งบางอย่างถูกต้อง ขณะที่คนอื่นๆ ทายผิด จึงไม่ได้ทำให้เขาน่าเชื่อถือขึ้นมาแต่อย่างใด 

“มุมมองของนักพยากรณ์คนนั้นจะไม่มีคุณค่าใดๆ แก่คุณทั้งสิ้น เว้นเสียแต่เขาจะทำนายถูกอย่างสม่ำเสมอ” มาร์กส์บอก (และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไม่มีคนอย่างนั้นจริงหรอก) 

ถ้าเช่นนั้น คำถามก็คือ นักลงทุนทั่วๆ ไปควรลงทุนอย่างไร ในเมื่อเราไม่มีรู้ว่าตลาดจะเป็นเช่นไรต่อไป?

เพื่อตอบคำถามนี้ มาร์กส์ยกเรื่องราวจากบทความของ ชาร์ลส์ เอลลิส นักลงทุนมือฉมังคนหนึ่ง มาเล่า เขาเปรียบเทียบการลงทุนกับกีฬาเทนนิส โดยบอกว่า นักเทนนิสระดับท้อปอย่าง พีท แซมพราส หรือ ราฟาเอล นาดาล ชนะโดยหวด “วินนิ่งช็อต” ซึ่งหมายถึงการตีลูกที่ดี รุนแรง หรือแม่นยำจนคู่ต่อสู้รับไม่ได้

ทว่านักเทนนิสสมัครเล่นอย่างตัวเขา ไม่ได้ชนะด้วยการตี “ลูกวินเนอร์” แต่ชนะด้วยการตีพลาดเอง หรือที่เรียกว่า “unforced error” น้อยกว่าคู่แข่ง เช่น ตีข้ามเน็ตไป 20 ครั้ง แล้วคู่ต่อสู้ตีติดเน็ตก่อน จึงได้แต้ม

ด้วยเหตุนี้ เกมเทนนิสของมือสมัครเล่น จึงเป็น “เกมผู้แพ้” (Loser’s game) เช่นเดียวกับเกมของ “นักลงทุนสมัครเล่น” 

สุดยอดผู้จัดการกองทุนผู้นี้อธิบายว่า เหตุที่การลงทุนของมือสมัครเล่นเป็น “เกมผู้แพ้” ไม่ใช่เพราะตลาดมีประสิทธิภาพจนไร้ประโยชน์ที่จะพยายามเอาชนะมัน ตรงกันข้าม มาร์กส์เชื่อว่าตลาดมีความ “ไร้ประสิทธิภาพ” อยู่บ่อยครั้ง ทว่ามันยากเกินไปสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ที่จะไปฉวยประโยชน์จากความไร้ประสิทธิภาพดังกล่าว

ดังนั้น “กุญแจสำคัญ” ก็คือ คุณต้อง “รู้จักตัวเอง”

มาร์กส์แนะให้ลองถามตัวเองว่า ตัวเราเป็นนักลงทุนระดับไหน เราเก่งพอหรือไม่ที่จะเน้น “วินเนอร์” หากคิดว่าไม่เก่งพอ ก็ควรเน้นทำผิดพลาดให้น้อยที่สุด นั่นแหละคือหนทางสู่ความสำเร็จในการลงทุน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ที่มาร์กส์และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชนะตลาดได้ เป็นเพราะพวกเขาคือ “มืออาชีพ” ซึ่งมีความสามารถพอที่จะฉวยโอกาสจากความไร้เหตุผลของตลาด และรู้ว่าตัวเองดีพอที่จะทำเช่นนั้น

ทว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นมือสมัครเล่นควรทำอย่างไร? จะซื้อกองทุนอิงดัชนีดีหรือไม่? แล้วมืออาชีพอย่างมาร์กส์ทำอย่างไร? ตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังครับ


แหล่งที่มา : คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks


(หมายเหตุ : โฮเวิร์ด มาร์กส์ เป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital ​Management เป็นเวลาหลายสิบปี โดยความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”) 


ย้อนอ่านตอนก่อนหน้านี้:

Howard Marks The Series

#1 :โฮเวิร์ด มาร์กส์ เตือนแรง ระวังเฟดอุ้มตลาดไม่ไหว คลิกที่นี่

#2 :เพราะเหตุใดเราจึงควรฟังคำเตือนของโฮเวิร์ด มาร์กส์ คลิกที่นี่

#3 : อย่ามองใครว่าถูกต้องด้วยเหตุผลที่ผิด คลิกที่นี่

#4 : “ทำไมคนที่คิดถูกเสมอจึงไม่รวย” มุมคิดคมๆ จากโฮเวิร์ด มาร์กส์ คลิกที่นี่

“ทำไมคนที่คิดถูกเสมอจึงมักไม่รวย” มุมคิดคมๆ จาก โฮเวิร์ด มาร์กส์

IMG_9008

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โฮเวิร์ด มาร์กส์ บอกว่า ในโลกแห่งการลงทุน การเอาตัวรอดในเวลาที่สถานการณ์เป็นปกติถือว่ายังไม่พอ

“คุณอยู่กับสถานการณ์ปกติไม่ได้หรอก คุณบอกไม่ได้หรอกว่า ‘แค่เอาตัวรอดไปเรื่อยๆ ในเวลาปกติ ฉันก็แฮปปี้แล้ว’ มาร์กส์บอก “คุณต้องอยู่รอดให้ได้ในวันที่แย่ต่างหาก”

ที่สำคัญก็คือ แม้เราตัดสินใจถูก มันก็อาจยังไม่เห็นผลในเร็ววัน

“ถ้าคุณเป็นคนตัดสินใจ คุณต้องอยู่รอดให้นานพอ ที่การตัดสินใจที่ถูกต้องของคุณจะปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์ คุณหวังให้มันเกิดขึ้นทันทีไม่ได้หรอก ราคาที่แพงเกินไป ไม่ได้แปลว่ามันจะร่วงลงในวันพรุ่งนี้”

นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่มักมองว่า นักลงทุนที่เก่งที่สุด คือคนที่ทำนายภาพใหญ่ได้แม่นที่สุด เช่น มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาแย่ จึงเก็บเงินสดไว้ก่อน แล้วก็ปรากฏว่าเป็นไปตามนั้น จึงเข้าไปซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูก

มาร์กส์บอกว่า เขาไม่เคยเชื่ออย่างนั้นเลย

“ผมไม่เชื่อในการพยากรณ์เชิงมหภาค ผมไม่เชื่อคนที่พยากรณ์อัตราดอกเบี้ย พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจจะดีแค่ไหน ตลาดหุ้นจะดีแค่ไหน และผมไม่คิดว่าในการจะเป็นนักลงทุนที่เหนือชั้น ความพยายามที่ผม หรือของคนส่วนใหญ่ทุ่มเทลงไป จะได้ประโยชน์จากการพยายามพยากรณ์เชิงมหภาค”

“ผมกำลังบอกว่านักพยากรณ์ไม่เคยทายถูกเลยหรือเปล่า? ไม่นะ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น พวกนักพยากรณ์ทายถูกออกจะบ่อยไป ปีที่แล้ว GDP โต 2% พอถึงปีนี้ นักพยากรณ์หลายคนก็บอกว่า GDP จะโต 2% นั่นเรียกว่า ‘การอิงอดีต’ (extrapolation) และโดยปกติแล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์ การอิงอดีตมักได้ผลเสมอ เพราะอนาคตมักจะคล้ายคลึงกับอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ดังนั้น คนที่พยากรณ์ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะดำเนินต่อไป จึงมักจะถูก”

ปัญหาก็คือ ต่อให้ทายถูก .. ก็ไม่ได้อะไร

“ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจนะ อัตราการเติบโต 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ถูกยัดเข้าไปในราคาหลักทรัพย์วันนี้เรียบร้อยแล้ว ถ้าอัตราการเติบโตออกมา 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ จริง ทุกคนที่พยากรณ์ไว้อย่างนั้นก็จะถูก แต่ราคาหลักทรัพย์จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะไอ้การเติบโตสองเปอร์เซ็นต์กว่าๆ ที่ว่า มันถูกคาดไว้และคิดลดเข้าไปในราคาหลักทรัพย์ตั้งแต่ 1-2 ปีก่อนหน้านั้นแล้ว”

“การอิงอดีตจึงถูกอยู่เสมอ การพยากรณ์ที่ใช้การอิงอดีตจึงถูกอยู่เสมอ แต่คนพวกนั้นทำเงินไม่ได้เลย”

และนี่เอง คือสาเหตุที่คนที่ “คิดถูกอยู่เสมอ” ซึ่งพบได้ทุกวี่วันตามรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการเงินการลงทุนจึงมักไม่รวย

อย่างไรก็ตาม มาร์กส์บอกว่า นักพยากรณ์ที่ทำเงินได้มากมายก็มีเหมือนกัน แต่ต้องเป็นคนที่ “ฉีกแนว” และต้อง “ถูกต้อง” ด้วย

“นักพยากรณ์ที่ทำเงินได้ คือนักพยากรณ์ที่คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในระดับสุดขั้ว (radical changes)”

“ถ้าทุกคนพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโต 2% แต่ผมพยากรณ์ว่าจะติดลบ 2% แล้วมันออกมาติดลบ 2% หรือผมพยากรณ์ไว้บวก 6 แล้วมันออกมาบวก 6 ผมจะได้เงินมากมาย ดังนั้น การพยากรณ์ที่ไม่ใช้การอิงอดีตจะมีโอกาสจะสร้างมูลค่าได้สูงมากถ้ามันถูกต้อง แต่แน่นอนว่ามันจะไม่เหลือค่าอะไรเลยถ้ามันผิด อีกทั้งคุณยังจะเสียเงินมากมาย ถ้าทุกคนพยากรณ์ไว้ 2.4 แต่คุณทายไว้ 6 แล้วมันออกมา 2.4 คุณคงเลือกลงทุนผิดทาง แล้วเสียเงินไปเยอะมาก”

ดังนั้น การพยากรณ์ที่แปรปรวนจากค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสสร้างมูลค่าได้สูงมาก แต่มันยากเหลือเกินที่จะทำได้เช่นนั้น

ถ้าอย่างนั้น พวกนักลงทุนระดับเทพ ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ชื่นชมมาร์กส์มาก รวมทั้งตัวมาร์กส์เอง ทำสำเร็จได้อย่างไร ตอนหน้ามาว่ากันต่อครับ


แหล่งที่มา : คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks


(หมายเหตุ : โฮเวิร์ด มาร์กส์ เป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital ​Management เป็นเวลาหลายสิบปี โดยความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”) 


ย้อนอ่านตอนก่อนหน้านี้:

Howard Marks The Series

#1 :โฮเวิร์ด มาร์กส์ เตือนแรง ระวังเฟดอุ้มตลาดไม่ไหว คลิกที่นี่

#2 :เพราะเหตุใดเราจึงควรฟังคำเตือนของโฮเวิร์ด มาร์กส์ คลิกที่นี่

#3 : อย่ามองใครว่าถูกต้องด้วยเหตุผลที่ผิด คลิกที่นี่


 

 

 

 

 

 

โฮเวิร์ด มาร์กส์ เตือนแรง “ระวังเฟดอุ้มตลาดไม่ไหว”

34133084_2018583564880498_6155184027797028864_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โฮเวิร์ด มาร์กส์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนโอ๊คทรี แคปิตอล เป็นอีกหนึ่งนักลงทุนระดับโลกที่ออกมาฟันธงว่า ตลาดหุ้นขณะนี้ขึ้นมาเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับผลเสียหายจากโคโรน่าไวรัส หลังจากก่อนหน้านี้ บรรดาตัวพ่ออย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์, เรย์ ดาลิโอ บ้างก็ขายหุ้น บ้างก็ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นกลับมาได้

มาร์กส์บอกว่า ตอนนี้คนในตลาดแบ่งเป็นสองจำพวก คือคนที่เชื่อว่าทุกอย่างจะกลับมาอย่างรวดเร็ว และคนที่เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นคืนมา ซึ่งเขาอยู่ในจำพวกหลัง โดยเขามองไม่เห็นโอกาสที่จะเกิดการฟืนตัวแบบ V-shape เหมือนที่บางคนบอกว่าจะเกิดเลย

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ มาร์กส์ชี้ชัดว่า ในส่วนของตลาดหุ้น สามารถแบ่งมุมมองของคนออกได้เป็นสองจำพวกอีกเช่นกัน คือคนที่เชื่อว่าตลาดตอนนี้ “แพงเกินไปแล้ว” เมื่อเทียบกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่เสียหายไป กับอีกกลุ่มที่เชื่อว่า “มันโอเค” ที่ขึ้นมาแบบนี้ เพราะยังไงเสีย ธนาคารกลางก็จะคอยอุ้มเศรษฐกิจและตลาดโดยรวมไว้เสมอ

มหาเศรษฐีผู้นี้ยังเสริมอีกว่า เราทุกคนต่างเชื่อว่าชีวิตจะกลับสู่ภาวะปกติไม่ช้าก็เร็ว เราต่างรู้ว่าเดี๋ยวจะมีวัคซีนออกมาแน่ๆ แต่คนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งรวมถึงเขาด้วย) ยังไม่เข้าใจว่าทำไมหุ้นจึงขึ้นมาได้เร็วปานนี้ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับเชื่อว่าที่เป็นอยู่นี่ก็โอเคแล้ว ด้วยคำขวัญดั้งเดิมว่า “ไม่มีใครสู้กับเฟดได้”

ซึ่งสำหรับคำขวัญดังกล่าว มาร์กส์ไม่สู้จะเห็นด้วยนัก เขาบอกว่า “ผมเชื่อว่าเฟดมีพาวเวอร์ก็จริง แต่ไม่ใช่ตลอดไป” นอกจากนี้ เขายังไม่ปักใจเชื่อ เจ พาวเวลล์ ประธานเฟดที่บอกว่า เฟดจะไม่มีวัน “กระสุนหมด” โดยมาร์กส์ตั้งข้อสงสัยว่า “ผมไม่รู้ว่ากระสุนของเฟดจะไร้ขีดจำกัดจริงหรือ” และ …

“ผมรู้อยู่ว่าเฟดทำให้ตลาดขึ้นได้ตราบใดที่มันยังซื้อ แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะซื้อได้ตลอดไปแน่หรือ”

มาร์กส์เตือนด้วยว่า ตอนนี้เราอยู่ใน “ดินแดนใหม่” เพราะเฟดเองก็ไม่เคยซื้อหุ้นกู้บริษัทมาก่อน แต่ตอนนี้ยังหันมาซื้อหุ้นกู้บริษัท แถมยังขยับขยายไปซื้อหุ้นกู้ที่ไม่ใช่ระดับลงทุน (investment grade) ด้วย

เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ตอนนี้เหมือนลูกบอลลูกหนึ่งซึ่งลอยอยู่เหนือน้ำ เหตุผลที่มันยังลอยอยู่ได้เพราะมีน้ำอุ้มอยู่ ถ้าวันไหนน้ำหายไป บอลจะหล่นตุ้บลงไปอยู่ที่พื้นแน่นอน

สุดยอดผู้จัดการกองทุนระดับโลกผู้นี้อธิบายต่อไปว่า ตอนนี้เฟดหวังว่าการซื้อของตัวเองจะอัดฉีดความมั่นใจเข้าไปในตลาด และเมื่อตลาดมั่นใจแล้ว มันก็จะเข้ามา “รับช่วง” ด้วยการซื้อต่อไป แต่นั่นเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้แน่ และถึงตลาดมั่นใจจริง ก็ไม่แน่ว่าจะเข้ามาซื้อในระดับเดียวกับที่เฟดซื้อได้หรือไม่

เมื่อพิธีกรของ Bloomberg ถามว่า กลัวหรือไม่ว่า ถ้าเฟด “ถอนสภาพคล่อง” ออกจากตลาด หุ้นจะพังครืนลงมาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อไตรมาสสี่ปี 2018 ซึ่งเฟดขึ้นดอกเบี้ย และตลาดก็ร่วงลงอย่างรุนแรง มาร์กส์ตอบไว้น่าสนใจมากๆ ว่า เขามองว่าผู้คนกังวลกันมากเกินไปในเรื่องที่เฟดจะเลิกพยุงตลาด แต่เรื่องที่ควรกังวลมากกว่าคือหากเฟดจะพยุงตลาดเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่างหาก

“แน่นอน เด็กๆ ชอบลูกวาด เหมือนที่นักลงทุนชอบดอกเบี้ยต่ำๆ แต่เราก็ต้องมีวินัยด้วย”

และนี่คืออีกหนึ่ง “เสียงทัก” แบบชัดๆ ตรงไปตรงมา จากนักลงทุนชั้นเซียนที่เราควรจะฟังกันเอาไว้ ในสภาวะที่ใครต่อใครต่างมองว่าตลาดกลับเป็น “ขาขึ้น” แล้วในวันนี้


(หมายเหตุ : โฮเวิร์ด มาร์กส์ เป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital ​Management เป็นเวลาหลายสิบปี โดยความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”) 


แหล่งที่มา : คลิปสัมภาษณ์ “Oaktree’s Howard Marks on Fed Support, Credit Market Distress, Virus Impact” ทาง Youtube Channel ช่อง Bloomberg Markets and Finance

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks