Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

วิเคราะห์หุ้น 2 แบบ

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร
 
ใครวิเคราะห์หุ้นก่อนซื้อถือได้ว่าเป็น “นักลงทุน” ใครไม่วิเคราะห์หุ้นก่อนซื้อถือได้ว่าเป็น “นักเสี่ยงโชค” ไม่อยากให้ใครครหาว่าเล่นหุ้นเป็นการพนันก็ต้องรู้จักวิเคราะห์หุ้น

เป็นที่ทราบกันว่าแนวทางการวิเคราะห์หุ้นมีอยู่ 2 แบบ คือ การวิเคราะห์แบบ top-down และการวิเคราะห์แบบ bottom-up ผมจะขอเล่าให้ฟังว่าแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร นักวิเคราะห์ส่วนมากใช้วิธีไหน แล้วมันเป็นวิธีที่ดีกว่าจริงหรือไม่! ลองติดตามดูนะครับ

การวิเคราะห์แบบ top-down

การวิเคราะห์แบบ top-down เป็นการมองจากบนลงล่าง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการมองจากภาพใหญ่ไล่ลงมาสู่ภาพเล็ก โดยอาศัยการตัดตัวเลือกออกไปทีละขั้น ตัวอย่างเช่น เราเป็นผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนไปทั่วโลก เราอาจจะเริ่มจากการวิเคราะห์ภูมิภาคที่เราสนใจ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย เป็นต้น สมมติว่าเราวิเคราะห์แล้วเศรษฐกิจยุโรปยังย่ำแย่ อเมริกาก็ยังไม่แน่ว่าจะฟื้น พิจารณาดูแล้วเอเชียมีภาษีกว่าเพื่อน เราก็วิเคราะห์ย่อยลงมาในระดับประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย ฯลฯ โดยพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจ การเมือง และโครงสร้างพื้นฐานประกอบกัน

จากตัวอย่างนี้สมมติว่าเราชอบประเทศไทย เราก็วิเคราะห์ต่อไปโดยอาจมองว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงขยายตัวได้ดี อัตราดอกเบี้ยยังน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง กำลังซื้อของประชาชนโดยรวมน่าจะสูงขึ้นจากมาตรการปรับขึ้นค่าแรงของรัฐบาล รวมทั้งเหตุการณ์อุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไปน่าจะส่งผลให้ผู้คนจำเป็นต้องจับจ่าย ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามที ภาพนี้ทำให้เราพอจะมองเห็นได้ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะสูงขึ้น เป็นต้น เมื่อวิเคราะห์ได้ดังนี้แล้ว เราก็มองต่อว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อได้กลุ่มอุตสาหกรรมแล้วก็ค่อยมาดูว่ามีบริษัทอะไรในนั้น แล้วก็ขุดงบการเงินมาดูต่อไป …จนเมื่อได้ตัวบริษัทที่เราพอใจก็เริ่มลงเม็ดเงินซื้อหุ้นได้

การวิเคราะห์หุ้นแบบ top-down เป็นที่นิยมกันในหมู่นักวิเคราะห์ หากเราเปิดทีวีช่องเศรษฐกิจอย่าง Money Channel หรือ TNN24 เราจะพบว่าผู้ดำเนินรายการมักถามนักวิเคราะห์ที่เชิญมาว่า “ลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนดี?” ซึ่งมองให้ลึกๆ แล้วนี่คือการบอกเราทางอ้อมว่าเขาใช้การวิเคราะห์แบบ top-down นั่นเอง

การวิเคราะห์แบบ bottom-up

นอกจากการวิเคราะห์จากบนลงล่างแล้ว เรายังวิเคราะห์หุ้นจากล่างขึ้นบนได้ด้วย ความแตกต่างอยู่ที่การวิเคราะห์แบบ top-down เราไล่มองในภาพใหญ่ก่อนแล้วค่อยไล่เรียงเจาะไปทีละขั้นๆ กว่าจะมาถึงตัวหุ้น ในขณะที่การวิเคราะห์แบบ bottom-up นั้น เราโผล่มาถึงก็ตัวหุ้นเลย จากนั้นค่อยวิเคราะห์ออกไปที่คู่แข่งและอุตสาหกรรม แล้วเลยต่อไปถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและดูว่าบริษัทจะได้รับผลดีหรือผลเสียอย่างไร พูดแบบชาวบ้านๆ ก็คือมีปัญญาที่จะอยู่รอดและเติบโตต่อไปหรือไม่ เมื่อวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้วก็ลงมือซื้อหุ้นได้

ในมุมมองของคนใส่สูทผูกไทด์นั่งทำงานวิเคราะห์อยู่ในออฟฟิศ แน่นอนว่าการวิเคราะห์แบบ bottom-up ย่อมจะเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มวิเคราะห์หุ้นตัวไหนดีในเมื่อหุ้นในตลาดมีอยู่ร่วมๆ 500 ตัว ต่างจากนักลงทุนทั่วไปที่สามารถเอาชีวิตประจำวันมาใช้ในการคัดเลือกหุ้นที่ตนเองสนใจ

 
เช่น ผมอาจจะเดินผ่านโฮมโปรทุกสัปดาห์และสังเกตเห็นว่ามีคนซื้อของเยอะทุกที ทำให้ผมรู้สึกสนใจกิจการของเขาและเริ่มค้นคว้า ซึ่งอาจจะลงท้ายด้วยการซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นก็ได้ ลักษณะแบบนี้แหละครับที่เรียกว่าการวิเคราะห์แบบ bottom-up

มืออาชีพใช้ top-down โคตรเศรษฐีใช้ bottom-up

เมื่อผมเรียนเรื่องการวิเคราะห์หุ้น ผมรู้สึกว่าตำราค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางชื่นชอบวิธี top-down มากกว่าวิธี bottom-up ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าตำราหรือหลักสูตรนั้นเขาฝึกคนให้ไปเป็นนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุน อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมกลับชื่นชอบวิธี bottom-up มากกว่าครับ

ประการแรก วิธี bottom-up เริ่มจากเรารู้จักตัวหุ้นหรือตัวบริษัทมาก่อนเป็นเบื้องต้น นั่นแปลว่าขอแค่เรารู้จักบริษัทเจ๋งๆ ซัก 2-3 บริษัทอย่างลึกซึ้งก็เพียงพอแล้วที่เราจะถือหุ้นเหล่านั้นและทำกำไร ส่วนหุ้นอีก 400-500 ตัวในตลาดเราไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือใส่ใจเลยก็ได้ เพราะเราไม่ใช่นักวิเคราะห์ชื่อดังที่จะต้องคอยตอบนักข่าวว่า “ลงทุนหุ้นกลุ่มไหนดี?”

ประการที่สอง วิธี top-down ค่อนข้างขึ้นกับทิศทางและสภาวะเศรษฐกิจ เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน ข้อสรุปก็เปลี่ยน ดังนั้นตัวหุ้นที่แนะนำก็เปลี่ยนได้เรื่อยๆ และอาจจะบ่อยด้วย การเปลี่ยนตัวหุ้นบ่อยๆ ทำให้เราไม่สามารถทำความรู้จักหุ้นได้อย่างลึกซึ้งและทำให้เราก้าวข้าม “ขอบข่ายแห่งความชำนาญ” หรือ circle of competence ของเราเอง

ประการที่สาม อย่าลืมว่านักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์, ฟิลลิป ฟิชเชอร์ หรือแม้แต่ ปีเตอร์ ลินช์ ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน ต่างก็ใช้วิธี bottom-up ในการเลือกหุ้น พวกเขามีความเชื่อร่วมกันว่ากิจการชั้นเยี่ยมนั้นจะดูแลตัวเองได้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดำเนินไปอย่างไร ดังนั้นหากหุ้นตัวใดมีความโดดเด่นจน “เตะตา” เราได้ มันย่อมมีดีพอที่เราจะลงทุนลงแรงและศึกษามัน

ประการสุดท้าย การอ่านสภาวะเศรษฐกิจเป็นเรื่องยาก 2-3 เดือนผ่านไป แนวโน้มก็เปลี่ยนไปแล้ว การพยายามคาดการณ์เศรษฐกิจอาจเป็นความพยายามที่สูญเปล่า อีกทั้งภาพที่เราเห็น คนอื่นๆ เขาก็เห็น ในจังหวะที่เราวิเคราะห์แบบ top-down แล้วไล่ตามหุ้นกลุ่มแบงก์ คนจำนวนมากก็กำลังวิ่งไล่ตามอยู่เช่นกัน จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะได้ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำและมี margin of safety

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัว แต่ก็อาจมีประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่กำลังเลือกแนวทางการวิเคราะห์หุ้น ถึงอย่างไรผมก็เชื่อว่า ไม่ว่าเราใช้วิธีใด อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนที่ไม่วิเคราะห์ครับ

การตัดสินใจมูลค่า 50,000 ล้านเหรียญ ของวอร์เรน บัฟเฟตต์

บทความของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชิ้นนี้ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Forbes Life ฉบับเดือนเมษายน เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ “เมื่อฉันอายุ 25” ผมเห็นว่าน่าสนใจ อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นบอกไม่ถูก จึงเอามาแปลเป็นไทยไว้ ณ ที่นี้ครับ

 วอร์เรน บัฟเฟตต์  เขียน / ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

เบนจามิน เกรแฮม เป็นไอดอลของผมมาตั้งแต่ผมอ่านหนังสือเล่มแรกของเขาคือ “The Intelligent Investor” ผมอยากเรียนที่คณะบริหารธุรกิจ ม.โคลัมเบีย ก็เพราะเขาเป็นอาจารย์อยู่ที่นั่น และหลังจากจบจากโคลัมเบีย กลับมาที่โอมาฮา และเริ่มงานค้าหลักทรัพย์ ผมก็ไม่เคยลืมเขาเลย

ระหว่างปี 1951 ถึง 1954 ผมยังคงกวนใจเกรแฮมอยู่ตลอด โดยส่งไอเดียการลงทุนดีๆ ไปให้เขาอยู่เรื่อยๆ จนเกรแฮมส่งจดหมายกลับมาหาผม บอกว่า “ครั้งต่อไปที่คุณมานิวยอร์ก มาหาผมหน่อยนะ”

ดังนั้น ผมจึงไปหาเขา และเขาก็เสนองานที่ เกรแฮม-นิวแมน คอร์ป ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนที่เขาบริหารร่วมกับเจอร์รี่ นิวแมน ให้ผมทำ ตอนนั้น ทุกคนต่างบอกว่า เอ ดับเบิ้ลยู โจนส์ เป็นผู้สร้างอุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์ขึ้นมา แต่ที่จริงแล้ว ห้างหุ้นส่วน เกรแฮม-นิวแมน ก่อตั้งขึ้นมาก่อนเสียอีก  

จากนั้น ผมจึงย้ายไปอยู่นิวยอร์กพร้อมกับซูซี่ ภรรยาของผมและลูกสาว โดยขึ้นรถไฟไปทำงานที่ย่าน แกรนด์ เซ็นทรัล ของนิวยอร์กทุกๆ เช้า

หลังจากทำงานในตำแหน่งที่ว่าได้ไม่นานเท่าไร ในปีต่อมา ขณะที่ผมอายุได้ 25 ปี “คุณเกรแฮม” ซึ่งเป็นชื่อที่ผมเรียกเขาในตอนนั้น ได้ยื่นข้อเสนอที่ทำให้ผมแทบจะร้องออกมาด้วยความตกใจ

เขาบอกผมว่าเขากำลังจะเกษียณตัวเอง และได้เสนอให้ผมรับตำแหน่งแทนเขา โดยมีลูกชายของเจอร์รี่ ชื่อ มิคกีย์ เป็นซีเนียร์พาร์ทเนอร์คนใหม่ กองทุนนั้นเป็นกองทุนขนาดเล็ก มีสินทรัพย์ราวๆ 6-7 ล้านเหรียญ แต่เป็นกองทุนที่มีชื่อเสียงมากเลยทีเดียว

แต่แล้ว ผมกลับต้องตัดสินใจในสิ่งที่บีบคั้นหัวใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ ผมเพิ่งได้รับโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปแทนที่วีรบุรุษของตัวเอง ซึ่งผมถึงขนาดเอาชื่อเขามาตั้งเป็นชื่อลูกชายคนแรก คือ “โฮเวิร์ด เกรแฮม บัฟเฟตต์” (โฮเวิร์ดคือชื่อพ่อของผม) อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังอยากกลับมาอยู่ที่โอมาฮา

ตอนนั้น ผมทำงานอยู่ได้สักเดือนหนึ่ง ทุกๆ เช้าก็คิดอยู่ในใจว่าจะบอกคุณเกรแฮมว่าผมจะลาออกแล้วนะ แต่มันช่างเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเหลือเกิน

ประเด็นก็คือ ตอนที่ผมออกจากมหาวิทยาลัย ผมมีเงินแค่ 9,800 เหรียญ แต่พอถึงปลายปี 1955 ผมมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 127,000 เหรียญ ผมคิดในใจว่า เราจะกลับไปโอมาฮา เข้าคอร์สเรียนอีกสักหน่อย อ่านเยอะๆ และจะเกษียณตัวเอง

ผมคำนวณว่าตัวเองจะอยู่ได้ โดยมีรายได้ราวๆ 12,000 เหรียญต่อปี ผมบอกภรรยาว่า “ผลตอบแทนทบต้นรับประกันได้เลยว่าฉันจะรวยแน่นอน”

ภรรยาและลูกๆ ของผมกลับไปอยู่ที่โอมาฮาก่อนล่วงหน้าแล้ว จากนั้น ผมจึงตามไป โดยขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย และขับรถมุ่งหน้าไปทางตะวันตก ระหว่างทางได้แวะเยี่ยมชมบริษัทที่ผมสนใจจะลงทุน มันคือการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของกิจการ (Due Diligence) ดีๆ นี่เอง

ผมแวะที่ ฮาเซิลตัน เพนซิลเวเนีย เพื่อไปที่บริษัทเหมืองถ่านหิน Jeddo-Highland แวะที่บริษัท Kalamazoo Stove& Furnace ในมิชิแกน ซึ่งอยู่ระหว่างการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ ผมไปดูว่าอาคารของบริษัทเป็นอย่างไร ทำไมมันถึงถูกขายทิ้ง

ผมไปที่ เดลาแวร์ โอไฮโอ เพื่อไปที่ Grief Bros. Cooperage (จะมีใครรู้เรื่องของการทำภาชนะไม้ดีเท่าบริษัทนี้อีก) ผมได้พบกับประธานบริษัทหลายคน ทั้งๆ ที่ไม่ได้นัดไว้ล่วงหน้า เพียงแวะเข้าไปและขอเข้าพบ สิ่งหนึ่งที่ผมพบก็คือ ทุกคนต่างก็ยินดีที่จะคุยกับผม คนเหล่านั้นช่วยผมได้มากทีเดียว

ที่โอมาฮา ผมเช่าบ้านเลขที่ 5202 เขตอันเดอร์วูด ด้วยราคา 175 เหรียญต่อเดือน ผมบอกภรรยาว่า “ฉันอยากซื้อบ้านนะ แต่ถ้าซื้อตอนนี้ ฉันคงเหมือนช่างไม้ที่เอากล่องเครื่องมือของตัวเองไปขาย” ความหมายก็คือผมไม่อยากใช้เงินทุนที่มีจนหมด

ตอนนั้นผมไม่ได้มีความคิดเลยว่าจะตั้งห้างหุ้นส่วน ไม่ได้คิดจะหางานทำเสียด้วยซ้ำ ผมไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะมีเงินพอที่ลงทุนได้ด้วยตัวเองแบบสบายๆ

แต่ด้วยความบังเอิญแท้ๆ อยู่ๆ ก็มีคนเจ็ดคน ซึ่งในจำนวนนั้นมีญาติของผมรวมอยู่ด้วย มาบอกผมว่า “เธอเคยขายหุ้นมาก่อน ช่วยบอกพวกเราหน่อยสิว่าจะเอาเงินไปทำอะไรดี” ผมจึงตอบว่า “ผมจะไม่ทำงานค้าหุ้นอีกแล้วนะ แต่จะตั้งห้างหุ้นส่วนเหมือนที่เบนกับเจอร์รี่เคยทำ และถ้าพวกคุณสนใจก็เอาเงินมาลงได้”

เพียงแค่นั้น พ่อตาของผม เพื่อนร่วมห้องของผมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมด้วยแม่ของเขา ป้าอลิซของผม พี่สาวของผม พี่เขยของผม และทนายของผมต่างเข้ามาร่วมวงด้วย นอกจากนี้ ผมยังเอาเงินของตัวเองหลายร้อยเหรียญมาลงในกองทุนนี้

นั่นคือจุดเริ่มต้น เป็นการเริ่มต้นด้วยความบังเอิญแท้ๆ

ตอนที่ผมตั้งห้างหุ้นส่วนนั้น ผมและบรรดาผู้เป็นหุ้นส่วนได้นัดรับประทานอาหารเย็นกัน รวมตัวผมด้วยก็เป็นเจ็ดคนพอดี ผมค่อนข้างแน่ใจ 99 เปอร์เซ็นต์ ว่าเราทานอาหารกันที่โอมาฮาคลับ

ผมซื้อสมุดบัญชีแยกประเภทมาด้วยเงิน 49 เซ็นต์ ส่วนพวกเขาต่างก็เอาสมุดเช็คมา ก่อนจะรับเงิน ผมได้แจกกระดาษให้กับทุกคนคนละครึ่งแผ่น ซึ่งตัวผมเองมีสำเนาเป็นกระดาษคาร์บอนอยู่แล้ว โดยที่อยู่ในนั้นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า “กฎพื้นฐาน”

ผมบอกว่า “เอกสารกฎหมายของห้างหุ้นส่วนทั่วไปมักมีความยาว 2-4 หน้า แต่สำหรับกองทุนของเรา พวกคุณไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนั้น ผมจะบอกให้ว่าในกระดาษนั้นมีอะไรบ้าง และทุกอย่างก็จะเป็นไปตามนั้น ไม่มีอะไรต้องตกใจทีหลังแน่นอน”

ผมบอกต่อไปว่า “กฎพื้นฐานนี้ถือเป็นปรัชญานะ ถ้าคุณเห็นด้วยกับผม ก็มาลงทุนด้วยกัน แต่ถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ผมเข้าใจนะ ผมจะไม่บอกพวกคุณว่าเรามีหุ้นนั้นหุ้นนี้อยู่ ผมอยากจะได้ช่อดอกไม้ในเวลาที่ผมสมควรที่จะได้รับมัน ผมพร้อมจะให้คุณขว้างของใส่ผมก็ได้ ถ้ามันสมควรแล้วที่ผมจะโดนเช่นนั้น แต่อย่าขว้างอะไรมา ถ้าผมทำผลตอบแทนได้ติดลบ 5 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตลาดติดลบ 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ผมว่าผมควรจะได้รับช่อดอกไม้มากกว่า”

พวกเราตกลงทุกอย่างกันแบบเคลียร์ๆ และพวกเขาก็เซ็นเช็คให้ผม

ผมไม่ได้ทำหนังสือชี้ชวนอะไรเลย แต่ก็ยังมีเช็คหลั่งไหลกันเข้ามาเรื่อยๆ จากคนที่ผมไม่รู้จัก ย้อนกลับไปในนิวยอร์ก ห้างหุ้นส่วน เกรแฮม-นิวแมน กำลังอยู่ในกระบวนการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ โฮเมอร์ ด็อดจ์ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเวอร์มองต์ที่ลงทุนกับเกรแฮมมาตลอดได้ถามเขาว่า “เบน แล้วตอนนี้ผมจะเอาเงินไปทำอะไรดี” เบนบอกว่า “มีไอ้เด็กคนหนึ่ง เคยทำงานกับผม ….”

ด็อดจ์จึงขับรถมาที่โอมาฮา มาที่บ้านที่ผมเช่าอยู่ ผมอายุ 25 หน้าตาเหมือน 17 นิสัยเหมือนเด็กอายุ 12 เขาถามผมว่า “เธอทำงานอะไร” ผมตอบว่า ..

“นี่แหล่ะ คือสิ่งที่ผมทำเลี้ยงครอบครัวของผม และผมจะทำในสิ่งเดียวกันนี้ให้กับคุณ”!!

แม้ผมจะไม่เคยตระหนักมาก่อน แต่ต้องถือว่าอายุ 25 เป็นจุดผกผันในชีวิต ผมได้เปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปตลอดกาล ได้จัดตั้งสิ่งที่ต่อมาได้กลายเป็นห้างหุ้นส่วนขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ตอนนั้นผมไม่กลัวอะไรเลย 

เพราะผมกำลังทำในสิ่งที่รัก และยังคงทำมันอยู่จนถึงทุกวันนี้

วอร์เรน บัฟเฟตต์

อ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.forbes.com/sites/randalllane/2012/03/26/warren-buffetts-50-billion-decision/ 

บัฟเฟตต์เปิดใจ ทำไมยังรักหนังสือพิมพ์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

คราวที่แล้ว ผมได้หยิบยกเอาเรื่องที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถึง สตีฟ จ็อบส์ ในรายการ Squawk Box ช่อง CNBC มาคุยให้ฟัง ซึ่งก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก วันนี้ ขอเอาอีกประเด็นหนึ่งซึ่งมีความน่าสนใจไม่แพ้กันมาเล่าบ้างนะครับ

ก่อนหน้านี้ เราเคยคุยกันไปแล้วว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้กลับสู่ “โลว์เทค” อีกครั้งหนึ่ง โดยเข้าไปซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์ Omaha World-herald สื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่นของโอมาฮา ซึ่งทำให้หลายคนประหลาดใจมาก (อ่านย้อนหลังที่ https://clubvi.com/2011/12/05/buffett-back-to-low-tech/)

แม้จะเป็นที่ทราบกันดีกว่าปู่บัฟฟ์คุ้นเคยกับธุรกิจหนังสือพิมพ์ขนาดไหน โดยเขาเคยส่งหนังสือพิมพ์หารายได้มาตั้งแต่สมัยเรียน พอโตขึ้นก็ไปซื้อหุ้น Washington Post แต่เราๆ ท่านๆ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า การซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรม “ขาลง” ก็ไม่น่าจะเหมาะสม มิใช่หรือ (ดังที่เขาเคยพลาดมาแล้ว ตอนซื้อหุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมสิ่งทออย่าง เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ซึ่งต่อมาก็จำต้องแปลงสภาพเป็นบริษัทโฮลดิ้งส์)

ด้วยเหตุนี้ พิธีกรสาวสวยของ CNBC อย่าง Becky Quick ซึ่งบินตรงไปคุยสดกับปู่บัฟฟ์ ถึงที่ทำการของ Omaha World-herald จึงเลือกที่จะคำถามนี้เป็นคำถามแรกของการสัมภาษณ์ 3 ชั่วโมงว่า บัฟเฟตต์ซื้อหนังสือพิมพ์อีกทำไม

คำตอบของปู่บัฟฟ์ก็คือ ณ เวลานี้ มีปัญหาที่เกิดขึ้นกับธุรกิจหนังสือพิมพ์สามประการ สองในสามของปัญหาที่ว่า เป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ แต่อีกปัญหาหนึ่งสามารถแก้ไขได้

สามปัญหานั้น ได้แก่

หนึ่ง หนังสือพิมพ์ได้สูญเสีย “Primariness” หรือความเป็น “แหล่งข้อมูลหลัก” ของผู้คนไปแล้ว ในสมัยก่อน เมื่อคนต้องการทราบราคาหุ้นหรืออยากรู้ผลการแข่งขันเบสบอล ก็ต้องไปซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง อ่านในอินเตอร์เน็ตได้

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ยังมีความสำคัญอยู่ในหลายๆ แง่ เช่น ข่าวสารการเมืองท้องถิ่น ผลฟุตบอลในแนบราสก้า ข่าวสารในชุมชน ซึ่งอินเตอร์เน็ตให้คุณได้ไม่เท่ากับหนังสือพิมพ์ ฯลฯ

สอง หนังสือพิมพ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ “แพง” (ความหมายของปู่บัฟฟ์หมายถึง ต้นทุนสูง) กระบวนการผลิตของมันเริ่มจากการตัดต้นไม้ในแคนาดา จนกลายเป็นกระดาษปึกหนึ่งที่เด็กส่งหนังสือพิมพ์เอามาโยนไว้หน้าบ้านของคุณทุกๆ เช้า และเดี๋ยวนี้ก็ยังแพงอยู่ ตรงกันข้ามกับอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งราคาถูกมาก

นั่นคือปัญหาสองประการที่แก้ไขไม่ได้

ปัญหาประการที่สาม ซึ่งบัฟฟ์บอกว่าแก้ได้ คือ ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ทั้งหลายไม่ควรเอาเนื้อหาในกระดาษไปให้คนอ่านออนไลน์แบบฟรีๆ นั่นไม่ใช่ Business Model ที่ถูกต้องเลย มีหลายบริษัททำเช่นนั้นอยู่ ซึ่งไม่ดี

พิธีกรถามต่อว่า ถ้าเช่นนั้น หมายความว่าบัฟเฟตต์ก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ รูเพิร์ต เมอร์ด็อค กำลังทำ คือเรียกเก็บเงินจากเนื้อหาออนไลน์ใช่หรือไม่ ปู่บัฟฟ์บอกว่า ใช่แล้ว เขาเห็นด้วย และบอกว่าที่จริง Dow Jones ทำมาก่อนรูเพิร์ตเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่ New York Times เองลังเลอยู่นาน แต่ตอนนี้ก็ได้เริ่มต้นทำอย่างเอาจริงเอาจัง

ปู่บัฟฟ์ตบท้ายว่า “และสิ่งนี้เอง ที่จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของธุรกิจหนังสือพิมพ์”

[ดูคลิปได้ที่ http://www.cnbc.com/id/46541258]