บทสัมภาษณ์ในตำนานของ ปีเตอร์ ลินช์ ถึง “วิกฤตต้มยำกุ้ง” และอื่นๆ

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ปีเตอร์ ลินช์ คือหนึ่งในผู้จัดการกองทุนที่ดีที่สุดของโลกตลอดกาล กองทุนฟิเดลิตี้ แม็คเจลแลน ที่เขาบริหาร ทำผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นได้ 29% ตลอดระยะเวลา 13 ปี ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่มีใครเคยทำได้

เขาเป็นที่รู้จักของนักลงทุนทั่วโลก จากผลงานหนังสือที่เขียนหลายเรื่อง โดยเฉพาะ One Up on Wall Street ซึ่งเป็นเบสต์เซลเลอร์ระดับตำนาน

ลินช์บอกว่า นักลงทุนทั่วไปสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ ด้วยการลงทุนในหุ้นคุณภาพดีที่ตนเองรู้จักและคุ้นเคย เป็นหุ้นที่อยู่ใกล้ๆ ตัว และถือมันไว้ในระยะยาว

บทสัมภาษณ์นี้ ปีเตอร์ ลินช์ ให้สัมภาษณ์ชาร์ลี โรส พิธีกรชื่อดังทางช่อง Bloomberg เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 1997 เป็นการพูดคุยสั้นๆ ไม่ถึง 15 นาที แต่เนื้อหาอัดแน่น

ที่สำคัญ การสัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ขณะประเทศไทยและเอเชียกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” และบังเอิญว่าก่อนหน้าวันที่ลินช์มาให้สัมภาษณ์นั้น ตลาดสหรัฐฯ เองก็ร่วงลงเกือบ 7% จึงมีเนื้อหาหลายๆ อย่างที่น่าสนใจอย่างมาก

ผมสรุปเป็นประเด็นๆ ไว้ด้านล่าง ลองอ่านดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าการลงทุนหุ้นนั้น ขอเพียงเลือกใช้วิธีที่ถูกต้อง คุณก็สามารถประสบความสำเร็จเหนือพวกผู้จัดการกองทุนมืออาชีพได้ ทั้งยังทำให้รู้ว่า ผู้ชายคนนี้พูดอะไรไว้ไม่เคยผิดจริงๆ

คนที่กำลังจะเริ่มต้นลงทุน หรือคนที่ลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะ หุ้นต่างประเทศ ควรอ่านอย่างยิ่งครับ !!


ปีเตอร์ ลินช์ ให้สัมภาษณ์หลังเกษียณตัวเองมาได้หลายปี ขณะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย

สรุปเนื้อหาจากการให้สัมภาษณ์ของปีเตอร์ ลินช์ ในรายการ ชาร์ลี โรส (พิธีกรชื่อเดียวกับรายการ) ทางช่อง Bloomberg ออกอากาศวันที่ 28 ต.ค. 1997 

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(รายการนี้ ออกอากาศในช่วงเช้าวันอังคารที่ 28 ต.ค. 1997 โดยก่อนหน้านั้น 1 วัน คือวันจันทร์ที่ 27 ต.ค. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักถึง 6.8% จากวันศุกร์ที่ 24 ต.ค. เป็นการปรับลดลงมโหฬารภายในวันทำการเดียว) 

1. ตลาดลงหนักคือเรื่องธรรมดา

ลินช์บอกโรสว่า ตลาดขึ้นมาเยอะแล้ว จาก 4,000 จุดเมื่อสองปีครึ่งที่แล้ว (ต้นปี 1995) กลายเป็น 8,300 จุดเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา (สิงหาคม 1997) จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องลง ลินช์บอกว่าตัวเขาไม่ได้ห่วงอะไร ใช้คำว่า “มันดีงาม” (It’s Healthy)

ลินช์บอกว่า P/E ตลาดหุ้นสหรัฐฯ 30 ปีก่อนหน้านี้อยู่ที่ระหว่าง 10 ถึง 20 เท่า เวลานี้ (ต.ค. 1997) อยู่แถวๆ 20 เท่า ซึ่งเป็นขอบบนแล้ว จึงถึงเวลาที่จะลง ครั้งก่อนหน้าที่ P/E อยู่ที่ 20 แบบเดียวกันนี้คือยุค ’60 ซึ่งดอกเบี้ยเป็นศูนย์

2. ธุรกิจดี ราคาจะดีเอง

ลินช์บอกว่า ธุรกิจที่ดี จะเห็นความสัมพันธ์ในเชิงบวกระหว่างกำไรกับราคาหุ้น อย่างแม็คโดนัลด์ 30 ปีที่ผ่านมา กำไรดีขึ้นมาตลอด ราคาหุ้นก็ดีขึ้นมาด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในระยะยาว ราคาจะเป็นไปตามกำไรเสมอ

3. สัญญาณเตือนภัยของสหรัฐฯ

โรสถามว่า เมื่อวานนี้กับวันนี้ พื้นฐานของบริษัทต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่ทำไมราคาหุ้นทั้งตลาดกลับลดลงอย่างมาก วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผลหรือไม่ ลินช์บอกว่า “มีผล แต่ไม่มาก” (in a small way) แต่ก็เป็น “wake up call” หรือสัญญาณเตือนของสหรัฐฯ

(หมายเหตุจากผู้แปล – หลังจากนั้น 4 ปี สหรัฐฯ เกิดปรากฏการณ์ฟองสบู่ด็อทคอมแตกในปี 2001 และตามด้วยวิกฤตหนี้อสังหาฯ – วิกฤตการเงินในปี 2007-2009 เป็นวิกฤตสองครั้งใหญ่ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี)

4. เศรษฐกิจไทยเจ๊ง อเมริกากระทบหรือไม่ ?

ลินช์บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่ได้มีผลต่อสหรัฐฯ เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในเม็กซิโก ถ้าเม็กซิโกเจอวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนในเมืองไทยตอนนี้ ก็จะกระทบสหรัฐฯ มากกว่าเยอะ เพราะเม็กซิโกเป็นเพื่อนบ้าน เป็นลูกค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ

5. องค์ประกอบของบริษัทที่ลินช์ชอบ

ลินช์บอกว่า บริษัทที่เขาชอบ คือบริษัทที่พื้นฐานดี กำไรดี คู่แข่งกำลังแย่ ธุรกิจที่เป็นแบบนี้ ถ้าราคาหุ้นลงมาเยอะๆ เช่น จาก 40 ลงมาเหลือ 30 เหรียญ เพราะตลาดปรับลดลงมาทั้งตลาด มันคือโอกาสซื้อ

6. ต้อง “ตัดสินใจไว้ก่อน”

แต่นั่นไม่เหมือนกับหุ้นที่ราคา overpriced อยู่ก่อน แล้วพอตลาดร่วง ราคาหุ้นก็ลงมาอยู่ในระดับ fairly priced เช่น จาก 50 ลงมาเหลือ 30 เหรียญ อย่างนี้ไม่ควรซื้อ เพราะมันไม่ได้ถูก แค่ไม่แพงเหมือนแต่ก่อน นักลงทุนต้องแยกตรงนี้ให้ออก

ลินช์บอกว่า คุณควรจะ “ตัดสินใจไว้ก่อน” ว่าต้องการหุ้นตัวไหน รอจนมันปรับตัวลงมา จึงค่อยเข้าไปซื้อ

7. หุ้นตก คือ “โอกาส” จงทำการบ้านให้หนัก

ที่ผมชอบมากๆ ก็คือ โรสถามลินช์ซึ่งเกษียณตัวเองไปหลายปีแล้วว่า ถ้าวันนี้คุณเป็นบริหารกองทุนฟิเดลิตี้ แม็คเจลแลน อยู่ คุณคงซื้อแหลกเลยล่ะสิ ลินช์บอกว่า “ผมจะทำการบ้านแหลกเลยต่างหาก” (I will research like crazy) 

8. เลือกบริษัทที่หุ้นตก แต่พื้นฐานไม่เปลี่ยน

ลินช์บอกว่า เขาจะดูว่าบริษัทไหนยังมี story เหมือนเดิม โดยยังทำธุรกิจได้ดีและไม่ถูกกระทบจากการปรับลดลงของตลาด (เขาใช้คำว่า this is a non-event for them แปลว่าการที่ตลาดปรับตัวลดลง ไม่เกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ) หรือแม้จะเกิด recession ขึ้นจริง แต่บริษัทไม่กระทบ นั่นแหละคือบริษัทที่เขาจะเข้าไปซื้อ

9. โอกาสได้-โอกาสเสีย และ “จุดตัดสินใจ” ในการเข้าลงทุน

อันนี้สำคัญมากๆ ลินช์บอกว่า ก่อนซื้อ เขาจะคิดก่อนว่า “ถ้าคิดถูก ผมจะได้เท่าไร ถ้าคิดผิด ผมจะเสียเท่าไร” อัตราส่วนที่เขาชอบ คือถ้าเขาถูก หุ้นนั้นจะขึ้นไป “2-3 เท่า” แต่ถ้าคิดผิด หุ้นนั้นจะลงไป “30-40%” นี่คือสถานการณ์ที่ควรเข้าลงทุน 

สถานการณ์ที่ลินช์ไม่ชอบ คือถึงเขาคิดถูก หุ้นก็ไม่ขึ้นอีกแล้ว เพราะรับเอาข่าวดีมาหมดแล้ว แต่ถ้าคิดผิด มันจะลงไปเยอะมาก อย่างนี้เขาไม่ซื้อเด็ดขาด

10. ลงทุนในสิ่งที่ตัวเองรู้และอยู่ใกล้ตัว

ลินช์บอกว่า ให้ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ เขาไม่ได้ใช้คำว่า circle of competence (ขอบข่ายแห่งความชำนาญ) เหมือนวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า คุณต้องมี edge หรือ “ความได้เปรียบ” เหนือคนอื่น เช่น คุณเคยทำงานในธุรกิจร้านอาหารมา 30 ปี คุณควรจะซื้อ Taco Bell หรือ Pizza Hut แทนที่จะไปซื้อบริษัทไบโอเทค ที่คุณไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ลงทุนหุ้นต่างประเทศด้วยความมั่นใจ กับ My VALUE by Club VI subscription plan ที่จะให้แนวทางในการตัดสินใจ ให้ท่านลงทุนได้ “แม่นยำ” ยิ่งกว่าเดิม ด้วยบทวิเคราะห์หุ้นเชิงลึก และเนื้อหาที่คัดสรรจากสำนักข่าวสายการเงินระดับโลก พร้อม “พอร์ตหุ้นจำลอง” เพื่อวัดผลการลงทุน

ราคาพิเศษถึง 5 พ.ค. นี้เท่านั้น คลิก ที่นี่

11. อย่าลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ แม้ธุรกิจจะดี เพราะเราสู้คนอื่นไม่ได้

เขายกตัวอย่างว่า เขาไม่รู้เรื่อง networking ในท้องถิ่น ดังนั้น เขาจะไม่ซื้อหุ้น Cisco ถึงแม้มันจะเป็นหุ้นที่ดี เพราะเขาไม่รู้จักมัน และมีคนอีกมากทำได้ดีกว่าเขา

12. ถือหุ้นดีไม่กี่ตัว แล้วอยู่กับมันยาวๆ

ลินช์บอกว่า คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้า มีหุ้นให้เลือก 5,000 ตัว แต่ขอให้เลือกแค่ 4-5 ตัวที่คุณรู้จักและทำการบ้านได้ “ทั้งหมดที่คุณต้องมีในช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษ คือหุ้นดีๆ ไม่กี่ตัวเท่านั้น”

13. “ตัวช่วย” ในวันที่เพิ่งจะมี “อินเทอร์เน็ต”

อีกหนึ่งช็อตเด็ดที่ผมชอบในการสัมภาษณ์วันนั้น ซึ่งโลกเพิ่งรู้จักอินเทอร์เน็ต คือตอนที่โรสหยิบเอากล่อง “ซีดีรอม” ขึ้นมา เป็นซีดีรอมที่ลินช์ร่วมผลิตกับฟิเดลิตี้

ลินช์บอกโรสว่า นี่คืออุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยม เพียงต่อเข้ากับพีซี จะได้ข้อมูลบริษัท 5-6000 บริษัท อัพเดตตลอด และเป็นข้อมูลย้อนหลังไป 10 ปี ทั้งงบการเงิน ตัวเลขกำไร ตัวเลขสินค้าคงเหลือ 

โรสถามว่า มันก็ดูได้จาก Bloomberg Terminal อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ลินช์บอกว่า ของ Bloomberg Terminal จะไม่อัพเดต และย้อนหลังไปได้แค่ 5 ปี แต่ซีดีรอมตัวนี้ สมัครสมาชิกกับฟิเดลิตี้เพียง 6.95 เหรียญต่อเดือนเท่านั้น แถมมีช่วง free trial ให้ทดลองก่อนด้วย

ทั้งนี้ กำไรในส่วนของลินช์ทั้งหมด เขาบริจาคให้การกุศล

(หมายเหตุจากผู้แปล – ลองคิดดูก็แล้วกันว่านักลงทุนวันนี้ได้เปรียบคนสมัยก่อนขนาดไหน ถ้ายังไม่ศึกษาหาข้อมูลต้องถือว่าน่าเสียดายมากๆ)

14. เหตุที่เราต้องเข้าใจงบการเงิน

ลินช์บอกว่า เหตุที่เราต้องเข้าใจงบการเงิน เพราะถ้าไม่รู้จักงบการเงิน ไม่รู้จักเงินสด ไม่รู้จักหนี้สิน ก็อาจจะเลือกลงทุนผิดบริษัทได้

เช่น คุณอาจจะไปลงทุนในบริษัทที่กำลังจะล้มละลาย แทนที่จะเลือกบริษัทที่ทำเงินสดได้เป็นล้านล้านเหรียญ 

หรือบางบริษัทราคาหุ้นแค่ 2-3 เหรียญ ดูเหมือนเป็นหุ้นที่ถูก แต่จริงๆ แล้วบริษัทกำลังขาดทุนเป็นสิบๆ ล้านเหรียญ ถ้าดูงบไม่เป็นแล้วเข้าไปซื้อก็แย่

โรส หยิบกล่องซีดีรอมของลินช์ขึ้นมา

15. ซื้อหุ้นเองหรือซื้อกองทุนรวมดี

โรสถามว่า ถ้าอย่างนั้น ลินช์กำลังบอกให้เลือกหุ้นเอง แทนที่จะซื้อกองทุนรวมใช่หรือไม่

ลินช์บอกว่า คุณทำได้ทั้งสองอย่าง คุณอาจจะซื้อกองทุนรวมไว้ แล้วหาจังหวะซื้อหุ้นเมื่อมีโอกาส เป็นหุ้นที่คุณรู้จัก อยู่ใกล้ตัวคุณ และคุณมีข้อมูล

16. อยากทำนายตลาด ต้อง “โยนเหรียญ”

โรสถามว่า รู้ไหมว่าตลาดจะเป็นอย่างไรต่อไป (อย่าลืมว่าในขณะนั้นหุ้นเพิ่งลงวันเดียว 6.8% ถือเป็นเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานมากๆ)

ลินช์บอกว่า คงต้อง “โยนเหรียญเอา” ก่อนจะขยายความว่า เขาไม่รู้หรอกว่าหุ้นจะขึ้นอีก 1000 จุดเมื่อไร จะขึ้นไปอีก 6000 จุดเมื่อไร จะขึ้นไปอีก 14,000 หรือ 20,000 จุดเมื่อไร ไม่มีใครรู้

17. สิ่งที่เรารู้ได้

ส่ิงที่เรารู้คือ กำไรของบริษัทจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้มากในอีก 10 และ 20 ปีข้างหน้า นี่ต่างหากคือสิ่งที่เรารู้ได้ เมื่อ 20 ปีก่อนไม่มีไมโครซอฟท์ ไม่มี FedEx มีบริษัทใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ นี่ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้ประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่คอยดูว่าดัชนีจะขึ้นหรือลง

18. ไม่เอา “อนุพันธ์”

โรสถามลินช์ว่า มองอนุพันธ์อย่างไร ?

ลินช์บอกว่า  มันสับสนมาก มากเกินไปสำหรับเขา (โรสถามย้ำว่า ยากเกินไปสำหรับคุณเนี่ยนะ?) ลินช์บอกว่า ชีวิตนี้เขาไม่เคยซื้อออปชั่น เพราะการซื้อหุ้นเท่ากับเวลาอยู่ข้างเราอยู่แล้ว เขาไม่รู้เรื่อง พุต ดาวน์ ฟิวเจอร์ส ไม่แตะต้องเลย

“ผมทำไม่ได้” เขาบอก

19. อย่ากลัว recession อย่ากลัววิกฤต

ลินช์บอกว่า เรามี recession มาแล้วเก้าครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และเดี๋ยวก็จะมีอีก แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไร อย่าไปกังวล แต่เขามั่นใจในเศรษฐกิจอเมริกา และบริษัทที่ดีก็จะอยู่รอดปลอดภัย

20. เอเชียและเมืองไทยจะไม่ตาย

โรสถามลินช์ว่า เอเชียจบเห่หรือยัง (ขณะนั้นเมืองไทยเพิ่งลอยตัวค่าเงินบาทได้สองเดือนว่า เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ที่ก้นเหว และลากเอาเกือบทั้งเอเชียตามลงไปด้วย) ??

ลินช์บอกว่า “ไม่หรอก ให้ตายสิ ไม่จบหรอก” แต่พวกเขาต้องถอยออกมาก้าวหนึ่ง หาทางออก แล้วก้าวต่อไป เขาย้ำว่า “เอเชียยังไม่จบเห่แน่นอน ไม่มีทางเลย”

และทั้งหมดนี้ คือบทสัมภาษณ์หายากของสุดยอดนักลงทุนที่ชื่อ ปีเตอร์ ลินช์ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย อย่าลืมแบ่งปันให้คนที่คุณรักที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นอ่านด้วยนะครับ


ลงทุน “หุ้นต่างประเทศ” ด้วยความ “มั่นใจ” กับ My VALUE , subscription plan ที่จะให้แนวทางในการตัดสินใจ เพื่อให้ท่านลงทุนได้ “แม่นยำ” ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเนื้อหาที่คัดสรรและบทความที่เรียบเรียงมาจากสำนักข่าวสายการเงินการลงทุนระดับโลก ราคาพิเศษ 1-5 พ.ค. นี้เท่านั้น คลิก ที่นี่ เลย


ข้อมูลอ้างอิง : Youtube – Investor Archive

สรุปไฮไลท์ ประชุมเบิร์กเชียร์ 2021

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ข้อมูลจาก CNBC

ปีนี้ การประชุมประจำปีของ เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2021 ที่ผ่านมา โดยย้ายไปประชุมที่แคลิฟอร์เนีย และมีไฮไลท์ที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นการที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่าตนเองอาจจะทำพลาดที่ขายหุ้น Apple ไปบางส่วน หรือการที่ทั้ง บัฟเฟตต์ และ ชาร์ลี มังเกอร์ มอง Robinhood แอพเทรดหุ้นฟรีค่าธรรมเนียม ที่สร้างปรากฏการณ์ Gamestop เป็นลบค่อนข้างมาก รวมทั้งจุดยืนอันมั่นคงต่อบิทคอยน์ของทั้งปู่บัฟและปู่มังก์

ผมแปล-เรียบเรียงมาให้อ่านกัน ดังนี้ครับ

มองลบ แอพ “Robinhood”

บัฟเฟตต์  :

“มันกลายเป็นพวกกาสิโนกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาร่วมในตลาดหุ้นเมื่อปีที่ผ่านมาหรือปีครึ่งที่ผ่านมา” 

มังเกอร์ :

“มันช่างเหมือนกับการสะบัดธงแดงล่อวัวกระทิงซะจริงๆ ผมว่ามันโคตรห่วยบรมเลยที่ของอย่างนี้ลากเอาแวดวงการลงทุน จากความเป็นมนุษย์ที่มีอารยธรรม กลายเป็นคนเดินดินธรรมดา”

จัดเต็ม “บิทคอยน์”

บัฟเฟตต์ ไม่พูด โดยบอกว่าไม่อยากโดนต่อว่าจากพวกที่ไป Long บิทคอยน์ไว้

มังเกอร์ :

“(บิทคอยน์เป็น) ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สร้างขึ้นในอากาศ”

“แน่นอน ผมเกลียดความสำเร็จของบิทคอยน์” 

“ผมไม่ยอมต้อนรับอัตราแลกเปลี่ยนที่นักเรียกค่าไถ่และพวกปล้นสะดมใช้ได้ถนัดมืออย่างแน่นอน”

“ผมคิดว่าการก่อตัวขึ้นมาของมันแบบบ้อๆ บอๆ ช่างน่ารังเกียจและขัดแย้งกับคุณประโยชน์แห่งอารยธรรมมนุษย์”

ไม่กลัวการพุ่งขึ้นของอัตราภาษี

บัฟเฟตต์ :

“มันเป็นนิทานหลอกชาวบ้านที่พวกบริษัทแต่งขึ้นมา เวลาที่พวกเขาออกแถลงการณ์ โดยอ้างว่ามันจะแย่ต่อพวกคุณทุกคน”

ชี้แจงการซื้อหุ้นคืน

(ปัจจุบันเบิร์กเชียร์กำลังซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง)

มังเกอร์ :

“(มันจะไร้จริยธรรม) ถ้าคุณซื้อหุ้นคืนเพียงเพื่อดันราคาให้มันวิ่ง”

“แต่ถ้าคุณซื้อหุ้นคืน เพราะมันเหมาะสมแล้วที่จะทำ เพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นปัจจุบัน มันก็เป็นการกระทำที่มีจริยธรรมสูงยิ่ง และคนที่ออกมาด่าก็คือพวกบ้าๆ บอๆ เท่านั้นแหละ”

เตือนเกี่ยวกับ SPAC 

(บริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนผ่านการ IPO โดยที่ตัวบริษัทนั้นเองไม่ได้ทำธุรกิจอะไร)

บัฟเฟตต์ :

“เท่าที่ผมเข้าใจ พวก SPAC ต้องใช้เงินภายในสองปี ซึ่งถ้าคุณเอาปืนมาจ่อหัวผมแล้วบังคับให้ซื้อธุรกิจภายในสองปี ผมก็คงต้องยอมนั่นแหละ” (หัวเราะลั่น)

“มันเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก เพียงแค่ตอนนี้ เงินมันไปอยู่ตรงนั้น และวอลล์สตรีตก็วิ่งตามเงินไปก็เท่านั้นแหละ”

“SPAC มันใช้ได้ผลมาพักใหญ่แล้ว และถ้าคุณเอาอะไรที่ชื่อดังสักหน่อยไปปะไว้ มันก็ขายได้แทบจะทั้งนั้นแหละ” 

พูดถึงการพิมพ์เงินเข้ามาในระบบแบบมโหฬาร

มังเกอร์ :

“พวกนักทฤษฎีการเงินยุคใหม่มันมั่นใจเกินไป ผมไม่คิดว่าอย่างเราๆ จะมีใครรู้หรอกว่า ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นกับไอ้สิ่งน้ี”

“ผมคิดว่ามีโอกาสอยู่พอสมควรที่การกระทำแบบสุดขั้วนี้อาจจะไหลลื่นกว่าที่ทุกคนคิด แต่ผมก็รู้เช่นกันว่าถ้าทำต่อเนื่องไปโดยไร้ขีดจำกัด มันจะจบลงแบบหายนะแน่นอน”

Quote จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์

บัฟเฟตต์ เอาคำพูดของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ขึ้นสไลด์

“นักเก็งกำไรไม่อาจสร้างฟองสบู่ขึ้นมาได้ บนสายธารแห่งธุรกิจที่ไหลนิ่ง แต่การซื้อขายของเขาจะส่งผลรุนแรงขึ้นมาทันที หากองค์กรกลายเป็นฟองสบู่ บนน้ำเชี่ยววนแห่งการเก็งกำไรอันถาโถม เมื่อพัฒนาการทางเงินทุนของประเทศหนึ่งๆ เป็นผลพวงมาจากกิจกรรมแบบบ่อนกาสิโน มันจะจบลงไม่สวยค่อนข้างแน่นอน”

“เราคงหาซื้อธุรกิจดีๆ ไม่ได้ ถ้าช่วงเวลาแบบนี้ยังดำเนินต่อไป”

ขายหุ้น Apple บางส่วนอาจเป็นความผิดพลาด

บัฟเฟตต์ :

“เรามีโอกาสซื้อเพิ่ม แต่ผมกลับขายไปบางส่วนเมื่อปีที่แล้ว … ผมอาจจะพลาดก็ได้นะ”

“(หุ้น Apple) เป็นราคาลดแบบสุดๆ ไปเลย”

“มัน (สินค้า Apple) จำเป็นมากๆ สำหรับผู้คน”

“มันมีบทบาทกับชีวิตคนมากๆ” 

“รถยนต์คันหนึ่งราคา 35000 เหรียญ แต่ผมมั่นใจว่า สำหรับบางคน ถ้าคุณไปถามเขาว่าจะยอมทิ้งอะไรระหว่างสินค้า Apple กับรถยนต์ เขาจะยอมทิ้งรถยนต์แน่ๆ”

ลงทุน “หุ้นต่างประเทศ” ด้วยความ “มั่นใจ” กับ My VALUE , subscription plan ที่จะให้แนวทางในการตัดสินใจ เพื่อให้ท่านลงทุนได้ “แม่นยำ” ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเนื้อหาที่คัดสรรและบทความที่เรียบเรียงมาจากสำนักข่าวสายการเงินการลงทุนระดับโลก

ราคาพิเศษ 1-5 พ.ค. นี้เท่านั้น คลิก ที่นี่ เลย

ทำไมบัฟเฟตต์กับมังเกอร์ไม่เคยเถียงกัน

มังเกอร์ :

“วอร์เรน กับผมไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำทุกเรื่อง แต่เราก็เข้ากันได้ดี”

บัฟเฟตต์ :

“เราไม่เคยเถียงกันเลยตลอด 62 ปี ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราเห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่เราแค่ไม่เคยโกรธกัน”

ไม่มีปัญหากับการถือหุ้นน้ำมัน

บัฟเฟตต์ :

“คนที่มักสุดขั้วไปในทางใดทางหนึ่งคือคนบ้า ผมไม่อยากเห็นไฮโดรคาร์บอนถูกแบนเบ็ดเสร็จในสามปีข้างหน้านี้ มันไม่เวิร์กหรอก ในทางตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันจะค่อยๆ ปรับกันไปเอง”

“ทุกๆ ธุรกิจจะมีสิ่งที่ ถ้าคุณได้รู้เข้า คุณจะไม่ชอบมัน … ถ้าคุณคาดว่าทุกอย่างในตัวคู่ครองของคุณ หรือเพื่อนของคุณ หรือของบริษัทต่างๆ จะสมบูรณ์แบบ คุณจะไม่มีวันได้เห็นอย่างนั้น”

 ไม่อยากถือหุ้นสายการบิน

บัฟเฟตต์ :

“อุตสาหกรรรมที่ขายในราคารวมกันไม่ถึง 100,000 ล้านเหรียญนั้น ขาดทุนไปแล้วมากมาย พวกเขาสูญเสียความสามารถในการทำกำไร … การเดินทางระหว่างประเทศยังไม่กลับมา … ผมคงไม่บอกว่ามันเป็นเรื่องที่ดี (การขายหุ้นสายการบินทิ้ง)ในประวัติศาสตร์ของเบิร์กเชียร์ แต่เราก็มีเงินมากกว่าบริษัทไหนๆ ในสหรัฐฯ … ผมคิดว่าธุรกิจสายการบินเริ่มจะดีขึ้นเพราะเราขายพวกเขาทิ้ง และผมขอให้พวกเขาโชคดี แต่ผมยังคงไม่อยากซื้อธุรกิจสายการบินอยู่เหมือนเดิม”

มองธุรกิจยากกว่ามองเทรนด์

บัฟเฟตต์ :

“การเลือกหุ้น มีอะไรต้องทำเยอะกว่ามาก เมื่อเทียบกับการมองว่าอุตสาหกรรมไหนจะยอดเยี่ยมในอนาคต”

ยังแนะนำให้ซื้อกองทุนอิงดัชนี

บัฟเฟตต์ :

“มันบอกเราว่าทุนนิยมยังทำงานได้ดีอยู่ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นนักทุนนิยม … โลกเราเปลี่ยนไปมากๆ มากเหลือเกิน” (ก่อนจะสรุปว่า วิธีที่ดีที่สุดยังคงเป็นการลงทุนในกองทุนอิงดัชนี)


ลงทุน “หุ้นต่างประเทศ” ด้วยความ “มั่นใจ” กับ My VALUE , subscription plan ที่จะให้แนวทางในการตัดสินใจ เพื่อให้ท่านลงทุนได้ “แม่นยำ” ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเนื้อหาที่คัดสรรและบทความที่เรียบเรียงมาจากสำนักข่าวสายการเงินการลงทุนระดับโลก ราคาพิเศษ 1-5 พ.ค. นี้เท่านั้น คลิก ที่นี่ เลย


ข้อมูลอ้างอิง CNBC : https://www.cnbc.com/2021/05/01/berkshire-hathaway-meeting-live-updates.html?__source=newsletter%7Cweekendbrief&fbclid=IwAR0DK6hRTAB-xJfiJaWTs53o9_GYtV_QX-rM4u7ltqXCMWXSeJf6m-XXqAw

ลึกลงไปใน “กำไร” ของ Tesla

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(30 เม.ย. 2021)

Tesla เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมา ปรากฏว่ากำไรสุทธิอยู่ที่ “438 ล้านเหรียญ” ส่วนรายได้อยู่ที่ “10,390 ล้านเหรียญ”

ตัวเลขกำไรดังกล่าว มากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อยู่พอสมควร แต่หุ้นกลับร่วงลง 3% หลังจากทราบข่าว

มาดูกันนะครับว่าตลาดเห็นอะไร …

จากผลประกอบการของ Tesla ไตรมาสล่าสุดที่ประกาศออกมา

กำไรต่อหุ้น “93 เซนต์” เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ “79 เซนต์” 

รายได้ “10,390 ล้านเหรียญ” เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ “10,290 ล้านเหรียญ” เพิ่มขึ้น 74% จากปีที่แล้ว

ดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร ก็ทำได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดด้วยซ้ำไป ราคาหุ้นน่าจะวิ่งกระฉูดไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงลงล่ะ?

สาเหตุอยู่ตรงนี้ครับ …

กำไรสุทธิไตรมาสนี้ ที่ออกมา 438 ล้านเหรียญนั้น เป็นกำไรแบบ GAAP คือรวม “รายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว” ด้วย 

รายการที่ว่านั้น ได้แก่ ยอดขายที่เป็นเครดิต (sales of regulatory credits) จำนวน “518 ล้านเหรียญ” และ bitcoin ที่ขายทิ้งไปเป็นเงิน “101 ล้านเหรียญ”

หากตัดสองรายการนี้ออก กำไรของบริษัทในไตรมาสล่าสุดของ Tesla จะติดลบ “181 ล้านเหรียญ” (438 ล้าน – 518 ล้าน – 101 ล้าน) 

ภาพจากรายการ Squawk Box ของ CNBC

กอร์ดอน จอห์นสัน ผู้ก่อตั้ง GLJ Research ให้สัมภาษณ์ เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวในรายการ Squawk Box ช่อง CNBC ถึง Tesla บอกว่า 

“They are losing money the more cars they deliver” 

แปลเป็นไทยว่า ยิ่งนำส่งรถได้มากเท่าไร ยิ่งขาดทุนมากเท่านั้น”

ดังนั้น คนที่บอกว่า Tesla กำไรตั้งเยอะ มาบอกว่าขาดทุนได้ยังไง? ต้องดูให้ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง จึงจะเห็นภาพที่แม่นยำขึ้น

ทีนี้ มาดูส่วนธุรกิจอื่นๆ ที่ยังมีปัญหากันบ้าง …

ธุรกิจของ Tesla แบ่งเป็นสามส่วน คือ ยานยนต์ (Automotives) พลังงาน (Energy) และบริการและอื่นๆ (Services and Other) 

ในส่วนหลังสุด คือธุรกิจ “บริการและอื่นๆ” หรือที่หลายคนในแวดวงการเงินรวมทั้งพวก geek ในเว็บบอร์ด เรียกว่า “เอสโอ” (SO)  และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “บริการ” และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “รถใช้แล้ว” (used cars) และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “รถและอื่นๆ” (cars and others) นั้น

เป็นการขาย “รถใช้แล้ว” หรือ “รถมือสอง” ของ Tesla ร่วมด้วยการให้บริการซ่อมบำรุง (maintenance) และบริการอื่นๆ แม้แต่การขายรถที่ไม่ใช่รถของ Tesla ก็รวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย

นี่คือส่วนธุรกิจที่เรียกได้ว่า เป็นตัว “เผาเงิน” ของ Tesla มาหลายปี และยังเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

เว็บไซต์เกี่ยวกับรถ รายงานผลประกอบการของ Tesla ว่ายิ่งผลิตรถ ยิ่งขาดทุน
ภาพจากรายการ Squawk Box ของ CNBC

กล่าวคือ gross margin ของธุรกิจนี้ ติดลบ 20% ในไตรมาสล่าสุด เทียบกับไตรมาสที่แล้วที่ติดลบอยู่ 8% แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก หากมองย้อนหลังไปถึงปี 2018 ซึ่งเคยติดลบถึง 45%

นั่นแปลว่า การขายรถยนต์ใช้แล้วของ Tesla และธุรกิจบริการอื่นๆ นั้น “ยิ่งขาย ยิ่งขาดทุน”

เว็บไซต์ stockdividendscreener. com สรุปว่า “Tesla เสียเงินไปกับทุกๆจุดทั้งชิ้นส่วนและยานยนต์ใช้แล้วซึ่งขายอยู่ในส่วนธุรกิจบริการ

ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนธุรกิจที่สอง คือ “ธุรกิจพลังงาน” Tesla ก็มี gross margin เป็นลบถึง 13 ไตรมาสติดกัน

ยังไม่นับกระแสเงินสดอิสระของบริษัท ที่ลดลงถึง 1,650 พันล้านเหรียญ

อัตราส่วนทางการเงินของ Tesla จาก Morningstar

กอร์ดอน จอห์นสัน นักวิเคราะห์ชื่อดังของสหรัฐฯ คนหนึ่งบอกว่า ธุรกิจที่ “ราคาต่อยอดขาย” สูงขนาดนี้ “ราคาต่อกำไรสุทธิ” สูงขนาดนี้ คุณควรจะเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นตรงกันข้าม

“การจะบอกว่าภาพรวมในระยะยาวมันดี แต่ตัวเลขมีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ เราไม่เข้าใจเลย … พอถึงจุดหนึ่ง คุณต้องหันมามองความเป็นจริงได้แล้ว” 

โดยส่วนตัว เวลาเขียนถึง Tesla หรือกองทุนในเครือ ARK ที่นักลงทุนรุ่นใหม่ รวมทั้งนักลงทุนไทยกำลังชื่นชอบกัน ผมมักจะเตือนให้ “ระวัง” 

ผมไม่อยากใช้คำว่า “แพงเกินไป” แต่ขอใช้คำที่เป็นกลางที่สุดว่า

ราคา ณ ปัจจุบันนี้ เป็นระดับที่ “หาเหตุผลมารองรับไม่ทัน” 

แม้รู้ดีว่าเตือนไปแล้วจะ “โดนด่า” ก็ตาม

ผมขอเลือกเขียนในสิ่งที่ผมเชื่อ จากตำราที่ร่ำเรียนมา จากกูรูที่เคยฟัง จากหนังสือที่เคยอ่าน เป็นการเขียนเพื่อเตือนอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีเจตนาแอบแฝงอื่นใด

เพราะแม้จะมีมุมมองที่แตกต่าง หรือเหตุผลมาคัดง้างอย่างไร

แต่ผมมั่นใจว่า คำว่า “ระวัง” ที่บอกไป คงไม่ทำร้ายใครอย่างแน่นอน