ร้านร้อยเยน

IMG_3464

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“ร้านร้อยเยน” คือโมเดลธุรกิจที่ผมมองว่าน่าสนใจมากๆ จุดเด่นของธุรกิจนี้คือความเรียบง่าย สินค้าที่ขายในร้านร้อยเยนส่วนมากคือของใช้ทั่วไป บ้างก็เป็นของแต่งบ้าน ของใช้ส่วนตัว ไปจนถึงสินค้าจิปาถะต่างๆ เช่น เคสโทรศัพท์มือถือ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ไม่เว้นแม้ของกิน ฯลฯ โดยเอาทุกอย่างมาขายในราคาหนึ่งร้อยเยน หรือประมาณ 31  บาทไทย

(โมเดลนี้ไม่ได้มีเฉพาะในญี่ปุ่น ในอเมริกาก็มีร้าน 1 ดอลลาร์ 2 ดอลลาร์ ในเมืองจีนมีร้าน 10 หยวน ว่ากันไป แต่ในที่นี้ขอพูดถึงญี่ปุ่นเท่านั้น)

การตั้งราคาเดียวร้อยเยน ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าถูก (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ถือว่าถูกจริง) และตัดสินใจซื้อได้ง่าย เห็นอะไรชอบก็หยิบๆ ใส่ตะกร้า นอกจากนี้ สินค้าในร้านร้อยเยนยังมีหลากหลาย แม่บ้านญี่ปุ่นหลายคน เวลาอะไรในบ้านขาดนี่พุ่งไปร้านร้อยเยนก่อนเลย โดยเฉพาะของที่ไม่ต้องเน้นคุณภาพอะไรมาก ถ้าร้านร้อยเยนไม่มี หรือต้องการของที่คุณภาพดีสักหน่อย จึงค่อยไปซื้อที่อื่น

ยกตัวอย่างเช่น ต้องการถาดทำน้ำแข็งในตู้เย็น แทนที่จะไปซื้อที่แผนกเครื่องครัวในห้าง Nitori หรือ Tokyu Hands ซึ่งอย่างน้อยๆ ต้องมี 200-300 เยน ก็ไปซื้อที่ร้านร้อยเยน ใช้ได้เหมือนกัน จะจ่ายแพงกว่าทำไม (ผมเองใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นปีละหลายเดือน เข้าร้านร้อยเยนสัปดาห์หนึ่งหลายครั้งอยู่)

IMG_3466

ในมุมของผู้ขาย เรื่องของ pricing นี่ไม่ต้องคิดเลย เพราะใช้กลยุทธ์ “ราคาเดียว” (one-price) อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ลดต้นทุนสินค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะทำได้ก็ด้วยการสั่งผลิตและซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากจากผู้ผลิต และการจะทำเช่นนั้นได้ ปัจจัยสำคัญคือต้อง “ขยายสาขาออกไปให้ได้มากๆ” เพราะยิ่งมีสาขามาก ปริมาณสินค้าที่ต้องสั่งซื้อ (หรือสั่งผลิต) ก็จะยิ่งมาก ซึ่งย่อมจะทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลง (ร้านค้าทั่วไปที่ไม่ใช่ร้อยเยน อย่าง IKEA ห้างขายของใช้ในบ้านระดับโลกก็สามารถขายของถูกได้ด้วยเหตุผลนี้เป็นสำคัญ)

อีกสิ่งหนึ่งที่ธุรกิจนี้ต้องทำ คือการ “สร้างจุดขาย” โดยทำให้สินค้าของร้านตัวเองมีความแตกต่างจากร้านอื่นๆ ซึ่งเอาเข้าจริง จากที่ผมสังเกต สินค้าที่ขายในร้านร้อยเยนญี่ปุ่นจำนวนมากเป็นสินค้าแบบเดียวกันเป๊ะ แต่จะมีส่วนหนึ่งที่เป็นของร้านใครร้านมัน ประมาณว่าของชิ้นนี้-แบบนี้ มีที่ร้านนี้เท่านั้น

สินค้าประเภทหลังนี่แต่ละร้านควรมีให้มากเข้าไว้ เพราะยิ่งมีของน่ารักๆ ที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ ก็จะเป็นการ “สร้างความแตกต่าง” ทำให้เกิดความน่าซื้อ ลูกค้าอยากมา

IMG_3467

ร้านร้อยเยนหลายร้านมี “Character Goods” หรือสินค้าตัวการ์ตูนดังๆ เช่น มิกกี้เมาส์ คุมะมง ไข่ย้อย ฯลฯ ซึ่งก็ทำออกมาได้น่ารักน่าใช้มากเลยทีเดียว ขนาดผมเป็นผู้ชาย เห็นช้อนส้อม กล่องใส่อาหารลายมิคกี้เม้าส์ หรือทิชชู่เย็นลายคุมะมง ยังอยากซื้อมาใช้ (แล้วก็ซื้อจริงๆ ด้วย) บางร้านนี่แยกเป็นมุมของการ์ตูนนั้นๆ โดยเฉพาะเลยก็มี

แบรนด์ร้านร้อยเยนของญี่ปุ่นที่คนไทยคุ้นเคย น่าจะได้แก่ Daiso เพราะมีสาขาไปเปิดที่เมืองไทย และถึงขนาดขายแฟรนไชส์กันแล้ว โดยขายของที่ชิ้นละ “เริ่มต้น 60 บาท” ซึ่งเทียบกับเงินญี่ปุ่นคือประมาณ 200 เยน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะต้นทุนสูงกว่า แต่ร้านร้อยเยนญี่ปุ่นยังมีอีกหลายร้าน ที่คนไทยนิยมกันก็อย่างเช่น ร้าน CanDo ซึ่งมีอยู่หลายสาขา โดยเฉพาะสาขาใหญ่ที่ชินจูกุที่ทัวร์ไทยชอบเอาลูกค้าไปปล่อยไว้

แต่ที่ผมชอบที่สุดโดยส่วนตัว คือร้าน Seria อันนี้ก็มีหลายสาขาเช่นกัน ผมเคยช้อปร้าน Seria ครั้งแรกที่เกาะโอกินาว่า ก่อนจะซื้อของที่ร้านนี้เรื่อยมา เหตุที่ชอบ Seria มากกว่าร้านอื่นๆ เพราะสินค้าเค้าทำน่าซื้อมาก และมีให้เลือกหลากหลายกว่า ที่สำคัญคือ เป็นร้านร้อยเยนที่ทุกอย่าง “100 เยน” จริงๆ ไม่ใช่เริ่มต้นร้อยเยน แต่บางชิ้นขาย 200-300 เยน ดังนั้นจึงคิดเงินง่ายมาก เช่น หยิบของ 10 อย่างก็คูณสิบเข้าไป = 1,080 เยน (ยังมีภาษีอีกชิ้นละ 8% = 8 เยน)

IMG_3470

ในมุมของการลงทุน โมเดลธุรกิจนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะ “ง่าย”  และรายจ่ายลงทุนไม่สูง ไม่ต้องมีงบ R&D อะไรมาก แต่ก็แน่นอน ด้วยความที่ราคาสินค้าถูก cap ไว้ที่ 100 เยน profit margin จึงค่อนข้างต่ำ บางชิ้นกำไรน้อยมาก หรือแทบไม่ได้กำไร ในขณะที่บางชิ้นอาจกำไรมากหน่อย แต่ถัวกันไปแล้วยังมีกำไร ธุรกิจนี้จึงต้องเน้น volume คือขายของให้ได้มากชิ้นที่สุด อีกทางหนึ่งก็ต้องขยายสาขาออกไปให้ได้มากๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดความประหยัดจากขนาด

อย่างไรก็ตาม จากที่ได้อ่านงบการเงินของร้านร้อยเยนในญี่ปุ่น ผมพบว่าบางร้านทำ net margin  ได้สูงขึ้นผิดหูผิดตา จาก 1 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ เมื่อสิบปีที่แล้ว กลายเป็น 6-7 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน ซึ่งไม่เลวร้ายเลย

ข้อดีอีกอย่างของธุรกิจนี้ที่นึกออกคือ สินค้าส่วนใหญ่ตกรุ่นค่อนข้างยาก แม้จะต้องมีสินค้ามากมายหลายประเภท แต่ของพวกนี้อยู่ได้นาน (คุณเคยเห็น พรมเช็ดเท้า หรือไม้แขวนเสื้อ ตกรุ่นไหมล่ะ?) ธุรกิจจึงนี้บริหารสต็อกได้ง่ายกว่า ไม่เหมือนร้านขายเสื้อผ้า

โดยสรุป ร้านร้อยเยนของญี่ปุ่นเป็นธุรกิจที่น่าลงทุน แต่ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มีการขยายสาขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (เพราะ key driver อยู่ที่การขยายสาขา) และดู performance ย้อนหลังจากงบการเงินของบริษัท หากพบว่าดีและหุ้นราคาไม่แพงจนเกินไปก็สามารถตัดสินใจลงทุนได้ครับ

บัฟเฟตต์ “ชี้ชัด” ทำไมซื้อหุ้นแอปเปิ้ล

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เป็นที่สงสัยกันมานานแล้ว ว่าทำไมวอร์เรน บัฟเฟตต์ ถึงเข้าซื้อหุ้นแอปเปิ้ล ทั้งๆ ที่แกปฎิเสธหุ้นเทคโนโลยีมาตลอดชีวิต บางคนมองว่า “ปู่เปลี่ยนไป” บางคนบอกว่า “ปู่ไม่ได้ซื้อเอง มีคนซื้อให้”

ในที่สุด บัฟเฟตต์ก็มาเฉลยข้อสงสัยนี้ไว้ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC รายการ Squawk Box (27 ก.พ. 2017 ที่ผ่านมา) ซึ่งปู่จะมานั่งคุยกับพิธีกรของช่องการเงินชื่อดังแบบเจาะลึกสามชั่วโมง ในวันเดียวกับที่มีการออก “จดหมายถึงผู้ถือหุ้น” ของเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ นับเป็นปีที่สิบแล้วในครั้งนี้ โดยประเด็นการซื้อหุ้นแอปเปิ้ล มีใจความดังนี้ครับ

ปู่เล่าว่า จากที่แกเคยบอกว่าได้ซื้อทุ่มเงินซื้อหุ้นแล้ว 12,000 ล้านเหรียญนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ถึงตอนนี้เงินก้อนนั้นได้เพิ่มเป็น 20,000 ล้านเหรียญแล้ว

เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวสวยเจ้าเก่าถามว่า ขอทายว่าบริษัทที่ซื้อคือ “แอปเปิ้ล” (AAPL) และกลุ่มสายการบินใช่ไหม ซึ่งปู่ก็บอกว่า “ทายได้แม่นมาก”

ปู่เล่าว่า แกซื้อหุ้นแอปเปิ้ลเยอะมาก นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2017 เป็นต้นมา ก่อนจะหยุดซื้อไปหลังผลประกอบการออก เพราะราคามันพุ่งกระฉูดไปไกล โดยสรุปว่า ตอนนี้เบิร์คเชียร์มี AAPL อยู่ 133 ล้านหุ้นแล้ว

(ปู่ขยายความทีหลังว่า เดิมทีตอนสิ้นปีมีอยู่ 59 ล้านหุ้น และตั้งแต่เข้าปีนี้ แกก็ใช้เวลาเพียง 20 วัน ซื้อเพิ่มอีกประมาณ 70 ล้านหุ้น)

และดังที่ผมเคยเขียนไว้ในเพจว่า คนที่ตัดสินใจซื้อน่าจะเป็นสองคู่หู ท็อดด์ หรือ เท็ด ผจก.กองทุนของเบิร์คเชียร์ คนใดคนหนึ่ง เบ็คกี้ก็ถามคำถามเดียวกันว่า ใช่สองคนนั้นเป็นผู้ซื้อหรือไม่ ซึ่งปู่ก็ยอมรับว่า “ใช่” แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นท็อดด์หรือเท็ดกันแน่

อย่างไรก็ตาม ปู่บอกว่า ท็อดด์กับเท็ดซื้อแค่ 10 ล้านหุ้น และเป็นตัวแกที่ตามเข้าไปซื้ออีก 123 ล้านหุ้น รวมเป็น 133 ล้านหุ้นนั่นเอง

เบ็คกี้ถามว่า ทำไมถึงซื้อล่ะ

ปู่ตอบกวนๆ ว่า “ก็ผมชอบอ่ะ”

เบ็คกี้ถามว่าต่อว่า คุณไม่ชอบลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี แต่กลับซื้อหุ้นแอปเปิ้ลเยอะมากจนกลายเป็นสัดส่วน “อันดับ 5” ในพอร์ตของเบิร์คเชียร์ มากกว่าโคคาโคล่าเสียด้วยซ้ำ มันมีเหตุผลอันใดหรือ?

เท่านั้นล่ะครับ ปู่ก็ร่ายยาวแบบชี้ชัดกันไป ซึ่งเป็นการไขข้อสงสัยของทุกคนในที่สุด ว่าตัวแกเห็นอะไรในหุ้นแอปเปิ้ล จึงยอม “เปลี่ยนแนว” มาทุ่มเงินซื้อซะเยอะขนาดนั้น

ปู่บอกว่า … “ผมคงต้องบอกว่า แม้แอปเปิ้ลจะเป็นหุ้นเทคโนฯ จ๋า แต่มันกลายเป็น `สินค้าอุปโภคบริโภค` ไปแล้ว”

จากนั้น ปู่อ้างถึงหนังสือ “Common Stocks and Uncommon Profits” ของฟิล ฟิชเชอร์ แม่แบบอีกคนของแก โดยบอกว่า แกใช้วิธี “scuttlebutt” (การล้วงลึก) กับหุ้นแอปเปิ้ล โดยลุยสอบถามคนทั่วไปว่ารู้สึกอย่างไรกับสินค้าของแอปเปิ้ล และพบว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า “ความติดหนึบ” (stickiness) คือมีสินค้าที่คนชอบชนิดถอนตัวไม่ขึ้น พอซื้อไอโฟนเครื่องนึงแล้วก็ต้องซื้อรุ่นต่อไปเรื่อยๆ (แต่กลับยอมรับว่าตัวแกเองไม่เคยซื้อเลย จนโดน ทิม คุก แซวอยู่เสมอ) นั่นคือเหตุผลที่แกซื้อหุ้นตัวนี้

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่สุดในการลงทุนยังไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ปู่บอกว่า แอปเปิ้ลมีความสามารถในการทำกำไรในอนาคต (future earning power) ที่ดีมาก และกล่าวชม ทิม คุก ว่า ทำงานได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังจัดสรรเงินลงทุนได้เก่งมาก

ก่อนจะสรุปปิดท้ายว่า “ผมไม่รู้หรอกนะว่ามีอะไรเกิดขึ้นในห้องแล็บของแอปเปิ้ลบ้าง แต่ผมรู้ว่าผู้บริโภคคิดอย่างไร เพราะผมใช้เวลามากมายไปเพื่อพูดคุยกับพวกเขา”

โดยสรุป จะเห็นได้ว่า แม้ดูเหมือน “เปลี่ยนแนว” แต่แท้จริงแล้ว ปู่ “ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” แกยังใช้ “ตำราเล่มเดิม” และ “หลักการเดิมๆ” ที่ใช้เลือกซื้อหุ้นมาแล้วห้าสิบกว่าปี เป็นหลักที่แกสอนพวกเรามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ “หาข้อมูล” “ทำงานหนัก” และเลือกสินค้าที่ได้รับ “ความภักดี” จากผู้บริโภค

ดูผิวเผินเหมือน “เปลี่ยนไป” แต่ปู่คนนี้ อย่างไรก็ไม่เคย “เปลี่ยนแปลง” .. ชี้ชัดครับ!

ความเหนือชั้นของแอร์เอเชียที่คุณอาจไม่เคยรู้

airasia

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผลประกอบการของแอร์เอเชียไตรมาส 3 ออกมาดีมากครับ ทั้งบริษัทแม่ของแอร์เอเชียที่มาเลเซีย รวมทั้ง “ไทยแอร์เอเชีย” ด้วย

ได้อ่านบทความของ David Fickling ใน Bloomberg.com เขียนวิเคราะห์การพลิกฟื้นผลประกอบการกลับมาทำกำไรของโลว์คอสต์หมายเลขหนึ่งเจ้านี้ พบว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

ในรอบห้าปีที่ผ่านมา แอร์เอเชียประสบผลขาดทุนมาตลอด มีเพียง “สาม จาก ยี่สิบไตรมาส” ที่มีกำไร แต่สาเหตุที่กลับมาทำกำไรได้ Fickling วิเคราะห์ไว้น่าสนใจมากๆ ว่า …

เป็นเพราะธุรกิจหลักของแอร์เอเชียมิใช่ธุรกิจ “สายการบิน” อีกต่อไป แต่เป็นธุรกิจ “เช่าซื้อเครื่องบิน” ต่างหาก !!

ทราบไหมครับว่า แอร์เอเชียเพิ่งสั่งเครื่องบินถึง 575 ลำ จากบริษัทแอร์บัส (โมเดล Airbus Group SE ปัจจุบันนำส่งแล้วร้อยกว่าลำ เหลืออีกสี่ร้อยกว่าลำ) เป็นออเดอร์ขนาดใหญ่เกือบที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งทำให้มีอำนาจต่อรองกับแอร์บัสสูง และได้รับส่วนลดเยอะมาก

จากนั้น แอร์เอเชียก็บริหารฝูงบินที่ซื้อมา (ซึ่งมีอยู่มากเกินกว่าความจำเป็นในการใช้งานของตัวเอง) บ้างก็ขายเครื่องต่อให้สายการบินที่เล็กกว่า บ้างก็ให้เช่าซื้อ แล้วก็ซื้อกลับมา โดยทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจนี้ มากกว่ารายได้จากการขายตั๋วเครื่องบินเสียด้วยซ้ำ

และเร็วๆ นี้ โทนี่ เฟอร์นันเดซ ซีอีโอมือทอง จะแยกส่วนธุรกิจนี้ออกมาเป็นอีกหนึ่งบริษัท เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ และขจัดคำครหาในเรื่องของการบันทึกบัญชี (เพราะส่วนหนึ่งของฝูงบินถูกลีสให้กับบริษัทในเครือของแอร์เอเชียเอง รวมทั้งไทยแอร์เอเชียด้วย) โดยเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะทำเงินสดๆ ได้ถึง 1,000 ล้านเหรียญ

เชื่อไหมครับว่า “ค่าตั๋วเครื่องบิน” อย่างเดียว ไม่เคยครอบคลุม “ต้นทุนจริง” ของแอร์เอเชียได้เลย แม้จะรวมเอาค่าธรรมเนียมหยุมหยิมสารพัด ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมในการจองที่นั่ง ค่าน้ำหนักสัมภาระ รวมทั้งค่าอาหารที่ผู้โดยสารซื้อกิน และรายได้จากสินค้าดิวตี้ฟรีที่ขายบนเครื่องบิน อย่างมากก็แค่ “เท่าทุน” เท่านั้น

แอร์เอเชียตัวแม่ จึงหันมาเน้นธุรกิจบริหารฝูงบิน และใช้มันเป็นตัวจักรหลักในการประคองธุรกิจกลับมาจนมีกำไรได้สำเร็จ

… จะว่าไปก็เหมือนกับการเอาสินทรัพย์ดำเนินงานในมือมา “เล่นแร่แปรธาตุ” ดีๆ นี่เอง

นักลงทุนจำนวนมากไม่เคยทราบความจริงตรงนี้ ทำให้หุ้นของแอร์เอเชียถูกมองข้ามจากใครหลายๆ คน PE จึงอยู่แค่ 6 เท่ากว่าๆ ขณะที่ ROE อยู่ที่ 26 เท่า เมื่อเทียบกับเซาธ์เวสต์ ที่ ROE 30 เท่า แต่ PE อยู่ที่ 13 เท่า แพงกว่าแอร์เอเชียเยอะ

ทีนี้ มาดู “ไทยแอร์เอเชีย”กันบ้างนะครับ ไตรมาสที่ 3 ปีนี้ โลว์คอสต์หมายเลขหนึ่งแห่งสยามประเทศ ทำผลประกอบการออกมาได้สวยงามยิ่ง รายได้เพิ่มขึ้น 12% yoy แต่กำไรก่อนภาษีและดอกเบี้ย (EBIT) เพิ่มขึ้นถึง 168% yoy ทั้งหมดนี้ บริษัทชี้แจงว่าเกิดจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 21% ขณะที่ราคาน้ำมันโลกลดลง

ในส่วนของกำไรสุทธิยิ่งแล้วใหญ่ เพิ่มถึง 330% ส่วนหนึ่งเกิดจากเอาผลขาดทุนสะสมไปช่วยลดภาษี และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (แต่ตัวเลขนี้ไม่สำคัญเท่ากับ EBIT ซึ่งบ่งบอก performance จริงของบริษัท) และหากเทียบเก้าเดือนแรกปีนี้ กับเก้าเดือนแรกปีที่แล้ว รายได้เพิ่มขึ้น 14% EBIT เพิ่มขึ้น 85% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 127%

จะเห็นได้ว่าผลประกอบการของแอร์เอเชียออกมาน่าประทับใจมาก ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีธุรกิจอื่นใด แต่ PE ของบริษัทอยู่ที่ 15 เท่า แพงกว่าตัวแม่ที่มาเลย์เยอะ

โดยสรุป ธุรกิจสายการบิน เป็นธุรกิจที่อยู่ใน red ocean หรือ “ทะเลแดง” ต้องแข่งขันกันเหน็ดเหนื่อยไปตลอด ชนะก็เหนื่อย แพ้ยิ่งเหนื่อย

แต่ ณ นาทีนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ชนะในธุรกิจทะเลแดงดังกล่าว มิใช่สีใดอื่น นอกจาก “สีแดง” เหมือนทะเลเดือดนั้นเองครับ

——————

Image Credit : wikipedia , picture by Mehdi Nazarinia (GNU Free Documentation License)

ข้อมูลประกอบจากบทความ : Air Asia’s new lease of Life โดย David Fickling จาก  Bloomberg.com