ลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง

animal-158944_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

การลงทุนหุ้นแบบเน้นพื้นฐานทั่วไปนั้น โดยส่วนตัวผมแบ่งออกเป็นสองประเภท ตาม “วิธีลงทุน” ดังนี้

หนึ่ง คือ ซื้อหุ้นที่พื้นฐานดีและกำลังโต

ลงทุนหุ้นประเภทนี้ไม่ยากเลย คือซื้อหุ้นที่กิจการดีเยี่ยมอยู่แล้ว และยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ขณะที่โอกาสเจ๊งแทบจะไม่มี (หมายถึงธุรกิจแทบไม่มีโอกาสเจ๊ง ไม่ใช่ซื้อหุ้นแล้วจะไม่เจ๊ง)

ลักษณะของหุ้นประเภทนี้ก็คือ รายได้-กำไร มักจะโตเอาๆ ควบคู่ไปกับราคาหุ้นที่โตตามไปด้วย โดยมากก็เป็นไปตามนิยามของ growth stock ทั่วไปนั่นเอง

ถ้าเป็นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก็นำโดยพวกหุ้นค้าปลีก หุ้นโรงพยาบาล แต่ถ้าเป็นห้าปีที่ผ่านมา ที่โดดเด่นมากๆ คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าหุ้นสนามบิน และยังมีที่รองๆ ลงมาอีกหลายเซคเตอร์

ทว่าข้อเสียของหุ้นประเภทนี้คือ ราคามักจะแพง เนื่องจากใครๆ ก็เห็นชัดอยู่แล้วว่าดี จึงมักแย่งกันเข้ามาซื้อ
ดังนั้น คนที่ซื้อหุ้นจำพวกนี้ มีโอกาสสูงที่จะได้ของแพง แม้โอกาสเจ๊งจะน้อย แต่ส่วนต่างกำไรที่ได้ก็จะไม่มากนัก

ที่ต้องระวังอีกอย่างก็คือ มีหลายเคสที่เป็นการโตหลอกๆ คือโตจาก potential ในอนาคตซึ่งเป็น “การคาดการณ์” แต่กำไรจริงยังไม่โต หรือโตไม่มาก พวกนี้หากซื้อเข้าไปแล้วมันไม่เป็นไปตามนั้น คือสิ่งที่หวังไว้ไม่เกิดขึ้น ก็มีโอกาสเจ็บตัวสูง

ตัวอย่างเช่น พวกหุ้นพลังงานทางเลือกที่เคยฮ็อตมากช่วง 4-5 ปีก่อน พวกนี้บางบริษัทไม่มีแผนการณ์ชัดเจนเท่าไรนัก แค่ออกข่าวว่ามีแผนจะทำ หุ้นก็วิ่งแล้ว หรือบางบริษัททำจริง แต่ทำออกมาแล้วไม่ดีอย่างที่ฝันกัน อันนี้นักลงทุนก็เจ็บหนักได้

และสอง คือการซื้อหุ้นที่กำลังมีปัญหา และราคาไม่ realize พื้นฐาน หรือไม่เล็งเห็นถึงโอกาสในอนาคต หรือไม่เห็นถึงผลบวกอื่นใด “ซึ่งตัวเรามองเห็น”

หุ้นบางตัวอาจไม่ได้มีกำไรมากมาย บางตัวถึงขนาด “ขาดทุน” อยู่ก็มี (พวกหุ้น turnaround ก็อยู่ในจำพวกนี้) หรือในเคสที่เบาคือยังกำไรอยู่ แต่อาจประสบปัญหาเล็กน้อย ทว่าราคาหุ้นหล่นลงมาฮวบฮาบเกินกว่าที่ควรจะเป็น

เขียนแค่นี้ท่านก็น่าจะพอเดาได้ว่า การจะลงทุนในแนวทางนี้ ต้องใช้ความสามารถสูงกว่าแนวทางแรก เพราะต้อง “เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น” ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแปลว่าคุณต้องมองเก่งกว่าคนอีกมากมาย

ข้อดีก็คือ การลงทุนในแนวทางนี้ หากประสบความสำเร็จ ก็มีโอกาสได้กำไรสูงมาก เช่น หากเลือกซื้อหุ้นที่กำลังมีปัญหาหนักๆ ราคาหุ้นอาจลดลง 50% จากภาวะปกติ (เทียบกับสถิติ PE เฉลี่ยของหุ้นตัวนั้น) แต่ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว พอบริษัทแก้ไขปัญหานั้นได้ ราคาจึงกลับเข้าสู่จุดเดิม เราก็จะได้กำไรถึง 50%

ข้อเสียก็คือ เนื่องจากเป็นการ “เล่นท่ายาก” หากพลาดพลั้งจึงอาจบาดเจ็บถึงตายได้ เช่น เข้าไปซื้อหุ้นที่คาดว่าธุรกิจกำลังแย่ แต่เดี๋ยวจะกลับมา ปรากฏว่ามองผิด คือปัญหานั้นหนักกว่าที่เราคิด สุดท้ายจึงกลับมาไม่ได้ กรณีอย่างนี้ มีโอกาสเสียเงินไปถึง 70-80% หรืออาจเสียทั้ง 100% เลยก็ได้ เพราะกิจการตายสนิท

ดังนั้น ใครที่กระดูกยังไม่แข็งจริง ยังไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ หรือถ้าจะใช้ ให้เลือกหุ้นที่เจอปัญหาไม่หนัก คือกำไรยังมี แต่อาจจะลดลง เพื่อที่แม้มองผิด ก็อาจจะไม่ตายสนิท

และทั้งหมดนี้คือการแบ่งแยกประเภทการลงทุนแบบเน้นพื้นฐาน บนพื้นฐานของวิธีลงทุน ขอให้เลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเองกันนะครับ

Advertisements

“พูดปลดหนี้” เส้นทางทำเงินของครอบครัวคลินตัน

Hillary_Clinton_Bill_Chelsea_on_parade

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยแปลหนังสือเรื่อง The Ten Roads to Riches ของ เคน ฟิชเชอร์ ลูกชายของฟิลลิป ฟิชเชอร์ หนึ่งในสองแม่แบบการลงทุนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือ ฟิชเชอร์ระบุว่า บิล และ ฮิลลารี คลินตันทำเงินได้กว่า 150 ล้านเหรียญ จากการรับจ้างไปพูดในที่ต่างๆ ทั้งๆ ที่บิลพ้นจากตำแหน่งโดยมีภาระหนี้สินก้อนโต

ผมเพิ่งอ่านเจอในเว็บไซต์ CNBC โดยบิลพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตนเอง เขาบอกว่า ตัวเขาออกจากทำเนียบขาวโดยมีหนี้สินถึง “6 ล้านเหรียญ” (เกือบ 200 ล้านบาท) ขณะที่ฮิลลารี่ผู้เป็นภรรยาก็ยอมรับว่าเธอ “หมดเนื้อหมดตัว” (dead broke) ในเวลาที่สามีพ้นตำแหน่งเมื่อปี 2001

หนี้สินจำนวนดังกล่าว เกิดจากค่าทนายที่ใช้ต่อสู้กรณีที่บิลจะถูกถอดถอนจากกรณีอื้อฉาวกับ โมนิก้า ลูวินสกี้ และการที่เขาจะถูกยึดใบอนุญาตกฏหมายของรัฐอาร์คันซอว์

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่สามารถใช้กลยุทธ์ “พูดปลดหนี้” ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ภายในเวลาเพียงสามปี โดยบิลตระเวณรับจ้างพูดตามบริษัทองค์กรต่างๆ รวมแล้ว 57 ครั้ง ว่ากันว่า ค่าตัวต่อการพูดหนึ่งครั้งของบิล มาตรฐานอยู่ที่ 125,000 เหรียญ (4 ล้านบาท) และสูงสุดถึง 350,000 เหรียญ (กว่า 11 ล้านบาท)

โดยทั้งคู่ทำเงินจากการพูดรวมกันได้ถึง 153.7 ล้านเหรียญ (เกือบ 5,000 ล้านบาท) ระหว่างปี 2001 ถึงปี 2005 เรียกได้ว่าปลดหนี้อย่างรวดเร็วภายในสามปี มิหนำซ้ำยังรวยกว่าเดิมชนิดอื้อซ่า

นอกจากการพูดแล้ว ครอบครัวคลินตันยังมี “งานเขียน” โดยฮิลลารีทำเงินถึง 8 ล้านเหรียญ (กว่า 250 ล้านบาท) จากหนังสือ Living History ของเธอ ขณะที่บิลเก็บเงินเข้ากระเป๋าถึง 10 ล้านเหรียญ (320 ล้านบาท) จากหนังสือ “My Life” ของเขา

จะเห็นได้ว่า ทั้งคู่อาศัยชื่อเสียงและตำแหน่งหน้าที่ในอดีตมาทำเงินได้ก้อนโต ทั้งๆ ที่ก่อนเข้าทำเนียบขาว บิลและฮิลลารีไม่ใช่คนรายได้สูงอะไรเลย โดยเคน ฟิชเชอร์ ให้ข้อมูลว่า เงินเดือนผู้ว่าการรัฐของบิลอยู่ที่ 35,000 เหรียญ ส่วนฮิลลารีเองก็เป็นทนายระดับกลางๆ ที่ไม่ได้เด่นอะไร รายได้ก้อนสุดท้ายอยู่ที่ 200,000 เหรียญเท่านั้น แต่พอทั้งสองพ้นจากตำแหน่งมาทำธุรกิจ พูด-เขียน ทุกอย่างกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน

อย่างไรก็ตาม หากจะพูดถึงความเป็น “นักลงทุน” ของทั้งคู่ ก็ต้องบอกว่า “แย่มาก” โดยฟิชเชอร์บอกว่า ถ้าบิลและฮิลลารีออมเงินสักครึ่งหนึ่งของรายได้แล้วเอาไปลงทุน ทั้งคู่น่าจะมีเงิน 3.6 ล้านเหรียญขณะเข้าทำเนียบขาว และหากเอาเงินเดือนครึ่งหนึ่งในระหว่างอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีไปลงทุนอย่างฉลาด ก็น่าจะทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านเหรียญ

อาจมองได้ว่า คลินตันผัวเมีย เก่งในการ “บริหารชื่อเสียง” แต่ไม่ใช่ไอดอลของเราๆ ในฐานะ “นักลงทุน” อย่างแน่นอน

โดยส่วนตัวแม้ผมจะชื่นชอบบิล คลินตัน แต่เรื่องราวการใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง “ในอดีต” ไปทำมาหากิน ก็ต้องยอมรับว่าทำให้หลายคนไม่ชอบเขา อันนี้ก็เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคนที่ว่ากันไม่ได้นะครับ


ข้อมูลประกอบจากเว็บไซต์ CNBC  และหนังสือ Ten Roads to Riches โดย Ken Fisher

 

 

 

มารู้จักชายผู้ทำให้ปู่ซื้อหุ้น Apple กันเถอะ

ted-brk
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
เป็นประจำทุกปี ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะเปิดประมูลให้คนมารับประทานอาหารกลางวันกับแกหนึ่งมื้อ เพื่อเอาเงินไปช่วยการกุศล
สำหรับปี 2018 นี้ ผู้ชนะยอมจ่ายเงินถึง 3.3 ล้านเหรียญ หรือเกือบ 100 ล้านบาท เพื่อให้ได้กระทบไหล่ปู่ โดยเงินทั้งหมดจากการประมูลผ่าน Ebay for Charity จะมอบให้แก่มูลนิธิ Glide เพื่อช่วยเหลือคนยากไร้
การประมูลครั้งนี้เป็นครั้งที่ 19 และที่ผ่านมาสามารถระดมทุนได้แล้วถึง 26 ล้านเหรียญ โดยยอดเงินปีนี้ เพิ่มสูงกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ 2.6 ล้านเหรียญ ราวๆ 7 แสนเหรียญ
ในรอบนี้ ผู้ชนะซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม จะได้ทานอาหารกับปู่ที่ร้านสเต็กในนิวยอร์ก และสามารถพาเพื่อนมาได้สูงสุดเจ็ดคน
แต่ใครจะรู้ว่า มีคนอยู่คนหนึ่ง ยอมทุ่มเงินถึงสองปีติดต่อกัน เพื่อให้ได้รับโอกาสนี้
เขาคือ “เท็ด เวลช์เลอร์” ซึ่งปัจจุบันมานั่งเป็นผู้จัดการกองทุนของเบิร์คเชียร์นั่นเอง
เวลช์เลอร์ เป็นแฟนพันธุ์แท้ของบัฟเฟตต์มาเนิ่นนาน เขาจบการศึกษาจากวอร์ตัน  Business School ชั้นนำของโลก และเป็นผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จสูงมาก โดยบริหารเฮดจ์ฟันด์ของตัวเองมาสิบกว่าปี
ด้วยความที่คลั่งไคล้บัฟเฟตต์ ทำให้เท็ดยอม bid เงินก้อนโตเพื่อไปทานอาหารกับปู่ และชนะประมูลในปี 2010 และ 2011 ด้วยเงิน 2,626,311 และ 2,626,411 เหรียญ ตามลำดับ (ปีที่สองแพงกว่าปีแรก 100 เหรียญ)
เท็ดบอกว่า เขาได้เอาปรัชญาการลงทุนของบัฟเฟตต์มาใช้กับการบริหารกองทุนของตัวเองตั้งแต่เริ่มแรก แม้แต่การตั้งออฟฟิศ เขาก็เลือกที่จะอยู่ที่เวอร์จิเนีย ไม่ย้ายไปนิวยอร์ก เพื่อหลีกเลี่ยง “สิ่งเร้า” เหมือนปู่ที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่โอมาฮา
ระหว่างที่ทานอาหารกันอยู่นั้น เท็ดกับปู่พูดคุยกันถูกคอมาก เนื่องจากแบ็คกราวด์คล้ายกัน ปู่เล่าด้วยว่า แกอยากรู้ว่าเท็ดบริหารเฮดจ์ฟันด์ประสบความสำเร็จขนาดไหน
ซึ่งแม้จะไม่ได้คำตอบในเวลานั้น แต่ข้อมูลก็ถูกเปิดเผยออกมาในภายหลังว่า จนถึงตอนนั้น (ปี 2011) ผู้ที่ลงทุนกับกองทุนของเท็ดตั้งแต่ปี 2000 ที่เขาตั้งกองทุน จะได้รับผลตอบแทนได้ถึง 1,236 เปอร์เซ็นต์!!
เรียกได้ว่า หมอนี่เป็นสุดยอดนักลงทุนอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ปู่ชวนเท็ดมาทำงานด้วยที่เบิร์คเชียร์ ว่ากันว่า ปู่ชวนเท็ดตั้งแต่ปีแรกที่กินข้าวกัน คือปี 2010 ก่อนจะชวนอีกครั้งในปี 2011 ซึ่งปู่ก็บอกว่า ตอนที่ชวนนั้น แกไม่รู้ว่าเท็ดจะสนใจหรือไม่ เพราะเท็ดก็บริหารกองทุนตัวเองจนรวยไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว
ดังนั้น ถ้าเท็ดจะมา ย่อมไม่ใช่เหตุผลเรื่องเงินแน่ๆ
และสุดท้าย ก็อย่างที่รู้กัน คือเท็ดมาอยู่กับปู่จริงๆ หลังจากขอเวลากลับไปคิดหลายสัปดาห์ และไม่ต้องบอกก็คงเดากันได้ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร .. ก็ด้วยความชื่นชมที่เขามีต่อปู่นั่นเอง
ถามว่า คนๆ นี้มีผลต่อเบิร์คเชียร์ขนาดไหน?
คำตอบก็คือ เท็ด และคู่หู่อีกคนหนึ่ง คือ ท็อดด์ คอมบ์ส เป็นผู้ “เปิดเกม” ด้วยการซื้อหุ้น Apple จนทำให้ปู่ซึ่งแต่ไหนแต่ไหนไม่เคยสนใจหุ้นเทคโนโลยี ตัดสินใจทุ่มเงินซื้อตาม ทำเอางงกันไปทั้งโลก
จนปัจจุบันหุ้น AAPL คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของพอร์ต BRK !!
นี่คืออิทธิพลที่เท็ดมีต่อปู่!
ปัจจุบัน คู่หู เท็ดและท็อดด์ กลายเป็นกำลังหลักของเบิร์คเชียร์ และว่ากันว่าจะมีบทบาทสำคัญยิ่งกว่านี้ ในวันที่ปู่ไม่อยู่กับพวกเราอีกต่อไปแล้ว
—————
ภาพประกอบจาก Flickr ของ Janis Jaquith