Index Living Mall

ILM-Club VI-02

ภาพรวมธุรกิจ

หากพูดถึง “เฟอร์นิเจอร์” หรือ “ของตกแต่งบ้าน” ในประเทศไทย หนึ่งในชื่อแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคงหนีไม่พ้น “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ หรือ Index Living Mal”

โดยบริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) (“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์”) กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้ตัวย่อ “ILM” ประกอบธุรกิจค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจร ปัจจุบันเป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ของตนเองและแบรนด์อื่นๆ ผ่านช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย ทั้งหน้าร้านค้าปลีกของตนเอง งานโครงการ ตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ช่องทางออนไลน์ และเครือข่ายร้านค้าปลีกในต่างประเทศ
นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังได้ขยายธุรกิจไปยังการให้เช่าและให้บริการพื้นที่ให้เช่าภายใต้แบรนด์ The Walk, Little Walk และ Index Mall ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัดรวม 9 สาขา ทั้งนี้ ร้านค้าปลีกของบริษัทฯ ล้วนมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ได้แก่ Index Living Mall, Trend Design, MOMENTOUS และ BoConcept นอกจากนี้เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตจากพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จึงขยายไปสู่ร้านตัวแทนจำหน่ายภายใต้แบรนด์ WINNER Furniture Center ปัจจุบันมีทั้งหมด 25 ร้าน ในหัวเมืองใหญ่และหัวเมืองรอง
ในปี 2560 อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Younique Customized Furniture 4.0” ซึ่งเป็นบริการเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดรูปแบบใหม่ที่ลูกค้าสามารถปรับแต่งขนาดและดีไซน์ได้เองตามความต้องการ และชอบความรวดเร็ว 
ภายใต้งบประมาณที่วางไว้ โดยใช้เวลาตั้งแต่การวัดพื้นที่ ถึงการติดตั้งแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังมีธุรกิจในต่างประเทศ โดยมีร้านค้าในรูปแบบตัวแทนจำหน่ายและแฟรนไชส์ รวม 17 ร้านใน 7 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย เนปาล มัลดีฟส์ ลาว กัมพูชา ปากีสถาน และเมียนมาร์ รวมทั้งมีการรับผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ หรือ OEM ภายใต้แบรนด์ของลูกค้าอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งช่องทางจำหน่ายหลัก คือการขายให้โครงการในรูปแบบ B2B (Business to Business) ซึ่งมียอดการสั่งซื้อต่อครั้งที่สูง จึงช่วยเพิ่มความแน่นอนให้กับรายได้และกระแสเงินสด ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้างานโครงการที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัย ลูกค้าเอกชนและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับช่องทางสุดท้าย ซึ่งกำลังเพิ่มศักยภาพขึ้นเรื่อยๆ คือ ช่องทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้จัดทำเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่าน http://www.indexlivingmall.com โดยรวบรวมสินค้าทั้งหมดไว้ในที่เดียว ทั้งยังจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ Lazada Shopee และ Index Chat to Shop (Line@) ด้วย

จุดแข็งของธุรกิจ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลกสอนว่า จงลงทุนใน “บริษัทผู้ชนะ”
“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” คือผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจรในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งยังมี “แบรนด์” ที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ในใจของลูกค้าชาวไทย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญแห่งความเป็น “บริษัทผู้ชนะ”
นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายและเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว ยังไม่นับการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ ที่ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังดำเนินธุรกิจเองตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเป็นเจ้าของตั้งแต่โรงงานผลิตจนถึงช่องทางการจัดจำหน่าย ทำให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่า อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เข้าตำรา “บริษัทผู้ชนะ” ตามตำราของวอร์เรน บัฟเฟตต์

นอกเหนือจาก “ปัจจัยเชิงคุณภาพ” แล้ว อีกสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ “ตัวเลขทางการเงิน”
ในปี 2561 อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีรายได้จากการขายและรายได้จากการให้เช่าและบริการรวม 9,658 ล้านบาท กำไรที่อยู่ในรูปเงินสดหรือ EBITDA 1,427 ล้านบาท คิดเป็น EBITDA margin 14.8% กำไรสุทธิ 430.9 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิก่อนหักขาดทุนครั้งเดียว 592 ล้านบาท เติบโตทบต้น 10% ในรอบสามปีหลัง (2559-61) อัตรากำไรสุทธิ 6.1% (ตัวเลขทั้งหมดยังไม่รวมผลขาดทุนจากขาดทุนจากแผนการปิดกิจการของ Index Living Mall มาเลเซีย ที่รับรู้เข้ามาในงบการเงินรวมปี 2561)
ต้องถือว่าตัวเลขทางการเงินของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีความมั่นคง และ “เสี่ยงน้อย” โดยเฉพาะธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลักของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์

ทิศทางการขยายธุรกิจและโอกาสในการเติบโต

ผู้เขียนมองว่า อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เติบโตมาถึงจุดหนึ่งแล้ว นอกจากการขยายสาขาในประเทศ ก็ถึงเวลาที่น่าจะหันไปขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ควรเพิ่มสัดส่วนการขายตรงให้งานโครงการในลักษณะ B2B มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในระดับหนึ่ง

รายละเอียดในการระดมทุน

ปัจจุบันอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีทุนจดทะเบียนจำนวน 2,525 ล้านบาท และมีหุ้นสามัญ 505 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 5.00 บาท ในจำนวนนั้นเป็นทุนชำระแล้วจำนวน 2,000 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นสามัญ 400 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ หุ้นที่จะนำออกเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) มีจำนวนไม่เกิน 105 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 20.79 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO ในครั้งนี้

วิเคราะห์ธุรกิจและความคิดเห็นโดย Club VI

จุดเด่นของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ คือ ผู้นำร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านในประเทศไทย และการมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งด้วยนวัตกรรมและการออกแบบที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกระดับ อีกทั้งการดำเนินธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย ทำให้สามารถบริหารต้นทุนและหาช่องทางในการเติบโตได้ดีกว่าอีกหลายๆ บริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
จุดที่ต้องระวังคือ การขยายธุรกิจไปในต่างประเทศซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความคุ้นชินน้อยกว่า อาจทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าตามไปด้วย ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ อย่างไรก็ตาม อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เลือกการขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ในต่างประเทศผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ที่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นจะเป็นผู้ลงทุนและพัฒนาพื้นที่หน้าร้านเอง โดยมีอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ คอยให้คำแนะนำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์
โดยสรุป อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งและยังมีโอกาสเติบโตได้อีกในอนาคต แต่จะน่าลงทุนหรือไม่เพียงใดนั้น ควรพิจารณาเรื่องของหนี้สิน และตัวเลขทางการเงินอื่นๆ ในหนังสือชี้ชวนประกอบด้วย

Advertisements

เพราะเหตุใดสตาร์บัคส์ในไทยจึงโตเร็วยิ่งกว่าในยุโรป

Starb1

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

แม้สตาร์บัคส์จะเป็นบริษัทกาแฟยักษ์ใหญ่ที่ขยายสาขาไปทั่วโลก แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่กาแฟสัญชาติอเมริกันรายนี้จะประสบความสำเร็จ

หนึ่งในนั้นคือ “ออสเตรเลีย”

ในปี 2008 ขณะที่กาแฟแบรนด์นางเงือกกำลังประสบปัญหา และต้องดิ้นรนแก้วิกฤตด้วยการทยอยปิดสาขาทั่วโลกอยู่นั้น ประเทศที่มีสาขาถูกปิดมากที่สุดแน่นอนว่าคือสหรัฐอเมริกา โดยปิดไป 661 สาขา

แต่ที่หนักที่สุดเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนก็ได้แก่ “ออสเตรเลีย” โดยมี 61 จาก 84 สาขา หรือเกือบ 70% ของสาขาที่มีอยู่ถูกปิดไป

ถามว่า มีอะไรผิดพลาดในออสเตรเลียหรือ?

คำตอบที่น่าจะชัดเจนที่สุดก็คือ “เพราะสตาร์บัคส์ไม่ใช่ของใหม่”

starb2

ออสเตรเลียเป็น “ประเทศแห่งคาปูชิโน” มานานแล้ว ก่อนที่โฮเวิร์ด ชัลท์ซ จะเริ่มทำร้านกาแฟของตัวเองเสียอีก

คนออสซี่เข้าใจดีอยู่แล้วว่า “กาแฟคุณภาพ” ควรเป็นอย่างไร

สำหรับชาวออสซี่ สตาร์บัคส์จึงไม่มีอะไรแตกต่าง และรสชาติของมันก็ไม่ได้ดีกว่ากาแฟที่พวกเขาดื่มอยู่ทุกวัน

ต่างจากในสหรัฐฯ อังกฤษ และอีกหลายประเทศ ที่วัฒนธรรมการดื่มกาแฟไม่ได้เข้มแข็ง สตาร์บัคส์จึงเจริญรุ่งเรือง และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเอสเพรสโซในประเทศเหล่านั้น

“จีน” ประเทศต้นกำเนิดแห่ง “ชา” ที่ได้กลายเป็นตลาดหลักของกาแฟแบรนด์นางเงือกในปัจจุบัน เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดในเรื่องนี้

ปัจจุบัน สตาร์บัคส์มีสาขาในแผ่นดินมังกรกว่า 2,200 สาขา มากกว่าประเทศในภาคพื้นทวีปยุโรปทุกประเทศบวกกับรัสเซีย และเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งเปิดโรงคั่วกาแฟขนาดใหญ่ เป็นแลนด์มาร์ก ณ ใจกลางมหานครเซี่ยงไฮ้ไปหยกๆ

ข้อมูลเปรียบเทียบจำนวนร้านสตาร์บัคส์ในแต่ละประเทศ (เลือกเฉพาะบางประเทศ)

ประเทศ

จำนวนร้าน

% ต่อจำนวนร้านทั่วโลก

จำนวนร้านต่อประชากร 1 ล้าน

จีน

2,205

9.5

1.7

ญี่ปุ่น

1,191

4.9

9.4

ไทย

264

1.1

3.9

มาเลเซีย

220

0.9

7.1

สวิตเซอร์แลนด์

63

0.3

7.5

เนเธอร์แลนด์

59

0.2

3.5

ออสเตรเลีย

23

0.1

1

ออสเตรีย

18

0.1

2.1

ข้อมูล ณ  28 มี.ค. 2016 แหล่งที่มา: http://www.loxcel.com/sbux-faq.html

หรือแม้แต่ประเทศในอาเซียนที่ไม่ประสีประสาเรื่องกาแฟอย่าง มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งรายได้ต่อหัวของประชากรเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิด (คนมาเลย์รายได้ต่อหัวแค่ 21% ขณะที่คนฟิลิปปินส์รายได้ต่อหัวแค่ 4.9% ของคนอเมริกัน) ยังทำกำไรได้มากกว่าอิตาลี ซึ่งรายได้ต่อหัวเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ อยู่ที่ 75% เสียด้วยซ้ำ

และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สตาร์บัคส์มีอัตราการขยายสาขาในเมืองไทยสูงกว่าในภาคพื้นทวีปยุโรปเกือบทุกประเทศ ยกเว้นเพียงสวิตเซอร์แลนด์กับเนเธอร์แลนด์

จะเห็นได้ว่า สตาร์บัคส์ทำกำไรได้ดีกว่าในประเทศที่ “ไม่เดียงสา” เรื่องกาแฟ บริษัทจึงมีสาขาต่อหัวประชากรมากที่สุดใน สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และไต้หวัน แต่ไม่ใช่ อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี ฯลฯ

เรื่องนี้สอนเราว่า วิธีทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น บางครั้งอาจไม่ใช่การมุ่งขายสินค้าให้กับคนที่รู้จักสินค้านั้นๆ ดีอยู่แล้ว แต่เป็นการขาย “ความแปลกใหม่” ให้กับคนที่ยังไม่รู้จักมันดีต่างหาก

ถ้าคุณเข้าไปเปลี่ยนแปลงนิสัยของผู้คนได้ โลกทั้งโลกก็จะเป็นของคุณ

ข้อมูลประกอบจากหนังสือ How to Spot the Next Starbucks โดย Mark Tier แปลเป็นไทยโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

 

“เมื่อชีวิตถึงจุดเปลี่ยน” จากคนเคาะกระดานหุ้น มาขับแท็กซี่ 20 ปี

taxi-238478_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อวานนั่งแท็กซี่จากถนนเพชรบุรีไปทำธุระย่านเยาวราช เจอคนขับอายุรุ่นอา เป็นคนไทยเชื้อสายจีน นั่งไปสักพักก็ชวนแกคุย รู้สึกได้เลยว่าแกเป็นคนมีการศึกษาสูงทีเดียว

คุยไปอีกพักนึงถึงได้รู้ว่า แกเคยทำงานอยู่กับ “แบงก์ BBC” เป็นคน “เคาะกระดานหุ้น” สมัยโน้น ก่อนจะตกงานตอนที่ปิดสถาบันการเงิน 56 แห่งยุคบิ๊กจิ๋ว หลังฟองสบู่แตก

แกเล่าให้ฟังว่า ช่วงนั้นชีวิตแกกำลังรุ่ง มีบ้าน มีรถ เพิ่งแต่งเมีย พอตกงาน แกก็สูญเสียเกือบทุกอย่าง

หลังเปลี่ยนรัฐบาล แกอ่านข่าวเจอว่า รัฐมนตรีคลังคนใหม่บอกให้คนตกงานที่มีบ้านติดแบงก์ ไปรีไฟแนนซ์กับ ธอส. ได้ ปรากฏว่าพอแกไปจริง ธนาคารจะถามหาสลิปเงินเดือน แกโกรธมาก ด่ากลับไปว่า “ก็กูตกงาน แล้วจะมีสลิปเงินเดือนได้ไง” แล้วแกก็ถามว่า รัฐมนตรีคลังไปให้สัมภาษณ์บอกให้มารีไฟแนนซ์ได้ไม่ใช่หรือ (เรื่องรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์อย่างไรนี่ผมไม่ทราบ และไม่สามารถสืบค้นข้อมูลได้ แต่แกเล่าว่าอย่างนั้น)

สุดท้ายผู้จัดการแบงก์ต้องเรียกแกไปคุยส่วนตัวในห้องทำงาน แล้วขอโทษขอโพย บอกว่าทำให้ไม่ได้ แกจึงเดินลงมาด้านล่าง แล้วบอกคนที่รอคิวอยู่เป็นร้อยๆ คนว่าพวกเราถูกหลอกแล้ว ก่อนจะฉีกเอกสารทิ้งกระจุยกระจาย

ผมถามว่าแล้วแกทำยังไงต่อ แกก็บอกว่า ก็ต้องเสียบ้านหลังนั้นไป ทั้งๆ ที่ผ่อนจะหมดอยู่แล้ว และต้องย้ายมาอยู่บ้านเช่าเดือนละ 5,000 พลางขับแท็กซี่หาเลี้ยงชีวิต

แกขับแท็กซี่ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2542 อีกไม่กี่เดือนก็จะครบ 20 ปีพอดี

อย่างไรก็ตาม ในดีมีร้าย ในร้ายมีดี แกเล่าว่า ในวันที่แกสูญสิ้นทุกอย่างนั้น สิ่งที่แกไม่สูญเสียคือ “ภรรยา” แกบอกเมียแกให้ไปหาผัวใหม่ จะได้ไม่ต้องมาตกระกำลำบากกับแก แต่เมียแกกลับด่าแกเข้าให้ บอกว่าเราลำบากมาด้วยกัน จะมาทิ้งกันได้ยังไง (ที่แย่กว่าคือภรรยาแกก็ตกงานพร้อมกัน เพราะทำงานอยู่ในสถาบันการเงินด้วยกันทั้งคู่ แต่อยู่กันคนละบริษัท)

ถึงวันนี้ ผ่านมาเกือบ 20 ปี แกยังขับแท็กซี่อยู่เหมือนเดิม และยังอยู่บ้านเช่าเดือนละ 8,000 บาท แต่ลูกชายคนเดียวของแกเรียนจบแล้ว มีงานมีการมั่นคง เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเพิ่งจะบวชให้พ่อแม่ มีลูกดี แกก็หมดห่วง
 
ผมคุยกะแก ดูจากสีหน้าท่าทาง รู้เลยว่าแกหมดทุกข์แล้ว แกดูมีความสุขกับชีวิต ชวนผมคุยเป็นที่สนุกสนาน

ผมถามคำถามสุดท้ายว่า แกเคยคิดจะกลับไปทำงานในวงการหุ้นบ้างไหม แกบอกผมว่า เดี๋ยวนี้เขาใช้ระบบคอมพิวเตอร์หมด แกทำไม่เป็น

“นิ้วผมมันไม่ไป” เป็นประโยคที่แกใช้อธิบายความ “โลว์เทค” ของตัวเอง

ทุกวันนี้ ผมก็คือคนๆ หนึ่งใน “วงการหุ้น” หลายครั้งหลายคราที่ผมเฝ้ารอให้วิกฤตกลับมา เพื่อหวังคว้าโอกาสในการลงทุน แต่อีกด้านนึงก็ไม่อยากให้มันเกิดกับเมืองไทย แม้ว่าการคิดเช่นนั้นก็คือการเห็นแก่ตัวอยู่นั้นเอง เพราะแม้คนไทยจะไม่ตกงาน แต่ที่ใดที่มันเกิด ก็ต้องมีคนเดือดร้อน จะต้องมีคนเป็นแบบลุงแท็กซี่คนนี้อีกมากมาย

บทเรียนที่ผมเอามาสอนตัวเองมีสองข้อ ข้อแรกคือ เราต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับอนาคต อย่าไปหวังว่าหายนะจะเกิด แต่ก็จงเตรียมตัวให้พร้อม โอกาสมาจะได้คว้ามัน

ที่สำคัญ อย่าเอาตัวเราไปอยู่ในตำแหน่งที่ “เสี่ยงต่อหายนะ” เสียเอง

แต่บทเรียนที่มีค่ายิ่งกว่านั้น คือจงเลือกคนที่รักเราจริงๆ คนที่มาอยู่กับเราในวันที่ลำบาก แม้ลำบากอีกครั้ง เขาก็จะไม่ทิ้งเรา ลุงแท็กซี่คนนี้ผ่านอุปสรรคทุกอย่างมาได้ ก็ด้วยความรักและกำลังใจจากภรรยาของแก

เป็นสิ่งที่แม้จะมีเงินเป็นหมื่นๆ ล้านก็แลกเอามาไม่ได้เลย