มีเงินก็ไม่มีความสุขหรอก .. จริงหรือ?

men-2425121_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ผมอ่านเจอในหนังสือยอดฮิต “Sapiens” และอยากเอามาถ่ายทอดให้ฟังกัน โดยขอประยุกต์ให้เข้ากับบริบทแบบไทยๆ เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นนะครับ

ในแทบทุกสังคม เรามักได้ยินคำสอนหรือความเห็นในทำนองว่า “เงินทอง” กับ “ความสุข” เป็นสองสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน บางคนบอกว่า “มีเงินก็ไม่มีความสุขหรอก” ที่หนักหน่อยก็พูดราวกับว่าเงินทองคือความชั่วร้าย คนยิ่งมีเงินยิ่งโลภ ยิ่งทำในสิ่งที่ไม่ดี สู้คนที่ไม่โลภ ไม่ไขว่คว้า รู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไม่ได้

เรื่องพวกนี้ ถ้าเถียงกันลอยๆ คงยากจะได้ข้อสรุป วิธีที่น่าจะดีที่สุด คงหนีไม่พ้นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็มีคนเคยศึกษาวิจัยเรื่องนี้ไว้อย่างจริงจัง โดยสำรวจคนที่มีเงินมากและเงินน้อย เพื่อหาระดับความสุขของพวกเขา

ในแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ให้ผู้ตอบให้คะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 10 ว่าเห็นด้วยกับข้อความต่อไปนี้หรือไม่ อาทิ “ฉันมีความสุขมากกับชีวิตที่เป็นอยู่” หรือ “ฉันรู้สึกว่าชีวิตนี้งดงามจริงๆ” หรือ “ฉันมองอนาคตในแง่บวกมากๆ” หรือ “ชีวิตนี้ดีมากๆ” จากนั้น ผู้สำรวจก็จะเอาคำตอบทั้งหมดมารวมเป็นคะแนน

ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามรายได้ คือไปถามคน 1,000 คนที่มีรายได้  100,000 เหรียญ ต่อปี และอีก 1,000 คนที่มีรายได้ 50,000 เหรียญต่อปี ผลที่ได้ก็คือ คนกลุ่มแรกได้คะแนนรวม 8.7 ขณะที่กลุ่มหลังได้คะแนน 7.3

(วิธีเดียวกันนี้ สามารถใช้สำรวจกับเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย เช่น คนที่อยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย กับระบอบเผด็จการ ใครมีความสุขกว่ากัน)

ผลการวิจัยจึงสรุปออกมาว่า “ความร่ำรวย” มีความสัมพันธ์ไปในทางเดียวกับ “ความรู้สึกสุขสบายของคนๆ นั้น” … หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “เงินทองนำมาซึ่งความสุข” อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังสรุปอีกว่า เงินทองจะช่วยเพิ่มความสุข “ถึงจุดหนึ่ง” เท่านั้น หากเกินกว่าจุดนั้นไป จะไม่มีความสุขส่วนเพิ่มอีก

เช่น single mom ชาวอเมริกันคนหนึ่ง มีรายได้ปีละ 12,000 เหรียญ แต่ถูกล็อตเตอรี่ ได้เงินมา 500,000 เหรียญ จะมีความสุขมากๆ และมีความสุขนานกว่า เมื่อเทียบกับผู้บริหารคนหนึ่ง ซึ่งเงินเดือนทั้งปี 250,000 เหรียญ แล้วอยู่ๆ ถูกหวยได้เงินมา 500,000 เหรียญ คนหลังนี้แม้จะมีความสุข แต่ก็สุขอยู่แค่ 1-2 สัปดาห์ เช่น อาจจะไปเที่ยวยุโรปสักทริปหนึ่ง ซื้อรถหรูสักคันหนึ่ง จากนั้นไม่นาน ชีวิตก็จะกลับสู่กิจวัตรปกติ ไม่มีอะไรพิเศษอีกต่อไป

ทว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่การวิจัยนี้ค้นพบก็คือ ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ความร่ำรวย สุขภาพ หรือแม้แต่สังคมที่คนๆ นั้นอยู่เสมอไป แต่อยู่ที่ความเชื่อมโยงกันระหว่าง “สิ่งที่คนๆ นั้นได้รับ” กับ “สิ่งที่คนๆ นั้นคาดหวัง”

เช่น ถ้าคุณอยากได้รถโตโยต้าสักคัน แล้วคุณก็ได้มันมา คุณจะมีความสุขมากกว่า เมื่อเทียบกับคนที่อยากได้เฟอร์รารี่คันใหม่ แต่สุดท้ายได้แค่รถเบนซ์

ดังนั้น สืบเนื่องจากผลวิจัยนี้ คำที่สอนว่า “ให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี” จึงถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ แต่คำสอนหรือความเชื่อในระดับ extreme ที่บอกว่า “เงินทองกับความสุขไม่เกี่ยวข้องกัน” คงไม่เป็นความจริง เพราะเงินทองช่วยเพิ่มความสุขได้จริง แม้จะทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

โดยสรุป หากเราอยากมีความสุขแบบเป็นรูปธรรมแท้จริง เราควรรู้ชัดว่าตัวเองต้องการอะไร แค่ไหน แล้วไขว่คว้าจนได้สิ่งนั้นมา ไม่ใช่อยากได้ให้น้อยเข้าไว้ (เว้นเสียแต่คุณต้องการแค่นั้นจริงๆ) แต่ก็ไม่ใช่อยากจะมีให้มากที่สุด เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการมีความสุขครับ

——————————–

Advertisements

AOT มีอะไร ทำไมวันนี้ขึ้นเยอะ?

IMG_9530.PNG

เหตุที่วันนี้ (28 พ.ย.) ราคาหุ้น AOT ขึ้นกว่า 5% เพราะ CEO แถลงกับนักวิเคราะห์ว่า

1. จำนวนผู้โดยสารในรอบปีบัญชี 2560 เพิ่ม 8% ระหว่างประเทศโต 19% (จากฐานที่ต่ำในปี 59 ด้วยเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ) ในประเทศโต 5%

** แม้งบปีจะยังไม่ออก (รอบปีบัญชีของ AOT จบ 30 ก.ย. จึงยังไม่ต้องประกาศ จนกว่าจะครบ 60 วัน) แต่สามารถ imply ถึงกำไรที่จะเพิ่มขึ้นได้ **

2. กระทรวงคมนาคมมีแผนจะพัฒนาสนามบินต่างๆ ในประเทศ 29 แห่ง ให้รองรับ direct flight จากต่างประเทศเพื่อลดความแออัดของสุวรรณภูมิ โดยเบื้องต้น AOT น่าจะได้ทำ อุดรฯ (สนามบินหลักแห่งอีสาน) และ ตาก (แต่ที่จริงก็เต็งจ๋าที่จะได้ทำทุกสนามบิน)

3. เร็วๆ นี้จะได้รายได้ก้อนโต จากการประมูลพื้นที่พาณิชย์ในสุวรรณภูมิเดิม 20,000 ตรม. ที่จะหมดสัญญากับ King Power และพื้นที่ของเฟสใหม่อีก 10,000 ตรม. รวมแล้ว 30,000 ตรม. (อันนี้เรื่องเดิม)

นี่คือสามเหตุผลหลักที่ทำให้หุ้น AOT วันนี้ขึ้นเยอะมาก อีกไม่กี่วันงบออก จะมาสรุปให้ฟังกันใหม่ครับ Stay tuned!

เสี่ยงอย่าง ริชาร์ด แบรนสัน

Richard_Branson_March_2015_(cropped)

(ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนจากนิตยสาร Forbes ฉบับครบรอบ 100 ปี เป็นการรวบรวมเอาข้อคิดดีๆ จากสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ซึ่งผมได้ทยอยแปลเป็นไทยให้ได้อ่านกัน วันนี้เป็นคิวของ ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้ง “เวอร์จิ้น กรุ๊ป” ในหัวข้อ “ความเสี่ยง” ซึ่งน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ลองอ่านดูนะครับ )

ริชาร์ด แบรนสัน เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ผมเดาว่าในบรรดานักธุรกิจทุกคนที่ถูกรวบรวมไว้ในฉบับนี้ ผมคือคนที่ทำเรื่องบ้าๆ โง่ๆ ไว้มากกว่าใคร เพื่อให้บริษัทของผมเป็นที่รู้จัก

ตอนที่ เวอร์จิ้น อเมริกา เริ่มเส้นทางบินไป ลาส เวกัส สต๊าฟของผม พาผมขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของโรงแรมพาล์มส์ และบอกว่า ผมต้องกระโดดจากชั้นสูงสุดลงไปยังงานปาร์ตี้ที่ชั้นล่างสุดแบบบั้นจี้ ซึ่งผมลังเลมากๆ เพราะตอนนั้นลมแรง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ผมก็กระโดด และตัวไปฟาดกับด้านนอกตึกระหว่างที่กำลังพุ่งลง ซึ่งทำให้กางเกงขาดยับเยินหมด พอลงมาถึงงานปาร์ตี้ เลือดก็ไหลท่วมขา

แบรนด์ เวอร์จิ้นถูกผูกเอาไว้กับตัวตนของผมอย่างแท้จริง ผมจึงต้องระวัง ไม่ทำอะไรที่จะไปทำลายแบรนด์ของตัวเอง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ยอมเสี่ยง ในขณะที่กลุ่มเวอร์จิ้นใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น เราก็สามารถเสี่ยงมากขึ้นและฉลาดขึ้นในหลายๆ เซคเตอร์

การลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของเราคือ “บริษัทอวกาศ” ซึ่งเราลงทุนไปแล้ว 1,000 ล้านเหรียญเพื่อเริ่มต้น ผมเสี่ยงอะไรมามากต่อมากในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องธุรกิจ บางครั้งก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

แต่คนเรามักไม่รังเกียจคนที่พยายามทำสิ่งต่างๆ แล้วล้มเหลวหรอก


แหล่งที่มาข้อมูล: http://www.forbes.com/100-greatest-business-minds/person/richard-branson

ภาพโดย : Chatham House