สรุปไฮไลท์จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2020 ของปู่

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมสรุปไฮไลท์สำคัญจากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ ปี 2020 ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานบริษัท เขียนถึงผู้ถือหุ้นของตนเอง แม้จะสั้นลงกว่าปีที่ผ่านๆ มาตามเรี่ยวแรงของปู่ แต่ก็มีประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ดังนี้ครับ

1. ไม่เคยแทรกแซงการดำเนินงานของบริษัท

ปู่ยืนยันเหมือนเดิมว่า แกและชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนคู่หู มองหุ้นที่เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ ถือ ซึ่งวันนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 281,000 ล้านเหรียญ เป็นคอลเลคชั่นของสารพัดธุรกิจ โดย “เราไม่ได้เข้าไปควบคุมการดำเนินงานของบริษัทเหล่านั้น แต่เรามีส่วนในความเจริญรุ่งเรืองของพวกเขาตามสัดส่วนของเรา”

2. “บิ๊กโฟร์ของเบิร์กเชียร์

ปู่บอกว่า สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของเบิร์กเชียร์มีสี่กลุ่ม  

หนึ่ง คือ ธุรกิจประกันในเครือทั้งหมด 

สอง คือ บริษัทรถไฟ BNSF ซึ่งเบิร์กเชียร์เป็นเจ้าของ 100% 

สาม คือ หุ้น 5.4% ใน Apple 

สี่ คือ บริษัท เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ เอ็นเนอร์จี (BHE) ธุรกิจน้ำมัน ซึ่งเบิร์กเชียร์ถือหุ้นอยู่ 91%

(ปู่บอกว่าอันดับที่ 2 และ 3 สำคัญพอๆ กัน จนแทบจะต้องโยนหัวก้อย)

3. สภาพคล่อง 138,000 ล้านเหรียญ

ปู่บอกว่า ปัจจุบัน เบิร์กเชียร์สบายใจกับ “สภาพคล่อง” (float) 138,000 ล้านเหรียญ ซึ่งมาจากธุรกิจประกัน เป็น “เงินทุนซึ่งไม่ใช่ของเรา แต่เป็นเงินที่เราเอาไปใช้ได้” จะเอาไปซื้อหุ้นกู้ หุ้น สินทรัพย์ที่เทียบเท่าเงินสด หรือพันธบัตรรัฐบาลก็ได้ทั้งนั้น และคาดว่าสภาพคล่องดังกล่าวจะอยู่ในระดับนี้ไปอีกหลายปี

ด้วยเหตุนี้ ปู่จึงยกธุรกิจประกันเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุดอันดับ 1 ของเบิร์กเชียร์

4. พันธบัตรไม่ใช่คำตอบ

ปู่บอกว่า “ทุกวันนี้พันธบัตรไม่ใช่คำตอบ” โดยพันธบัตร 10 ปีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทน 0.93% ลดลงถึง 94% จากเมื่อเดือนกันยายนปี 1981 ซึ่งให้ผลตอบแทน 15.8% ในประเทศสำคัญๆ อย่างเยอรมนีและญี่ปุ่น คนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ผลตอบแทนติดลบด้วยซ้ำไป

“นักลงทุนที่ลงทุนเพื่อผลตอบแทนคงที่ ต่างเผชิญกับอนาคตที่มืดมน” ปู่อธิบาย โดยมองว่าการซื้อหุ้นสหรัฐฯ แล้วถือไว้เป็นการลงทุนที่ดีกว่าเยอะ

5. ซื้อหุ้นคืนเยอะมาก

ณ ราคาปิด 364,580 เหรียญ (วันที่ 26 ก.พ.) หุ้นเบิร์กเชียร์ซื้อขายกันอยู่ที่ระดับราคา 1.26 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหลายปีที่ผ่านมาที่ระดับ 1.4 ถึง 1.5 เท่า ปู่จึงซื้อหุ้นคืนถึง 5% ในปี 2020 เป็นเงิน 24,700 ล้านเหรียญ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าโดยเนื้อแท้ (intrinsic value) ให้กับหุ้นของบริษัท

“เบิร์กเชียร์ซื้อหุ้นคืนมากกว่านั้นอีกนับตั้งแต่สิ้นปีที่ผ่านมา และน่าจะลดจำนวนหุ้นในตลาดลงไปอีกในอนาคต”

6. ย้ายไปประชุมที่แอลเอ

การประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของเบิร์กเชียร์ปีนี้จะจัดที่ลอส แอนเจลิส (ปกติจะจัดที่โอมาฮา) และชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานบริษัทจะกลับมาขึ้นเวทีคู่กับบัฟเฟตต์เพื่อตอบคำถามของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากปีที่แล้วมังเกอร์ไม่ได้มา จึงเป็น เกร็ก อาเบล (รองประธานฝ่าย non-insurance) มานั่งคู่กับบัฟเฟตต์แทน

“เห็นได้ชัดเลยว่าพวกคุณคิดถึงเขา” ปู่บอก (ข้อสังเกตของผมคือ มังเกอร์อาศัยอยู่ที่ลอสแอนเจลิส การไปจัดที่แอลเอ อาจจะเป็นการย้ายเพื่อความสะดวกของมังเกอร์ที่อายุเกือบ 100 แล้วหรือไม่?)

7. ปีที่แล้วกำไร 42,500 ล้านเหรียญ

เบิร์กเชียร์ทำกำไรได้ 42,500 ล้านเหรียญในปี 2020 ตามหลักการบัญชีที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไป (ที่มักเรียกกันว่า “GAAP”) 

ตัวเลขดังกล่าวประกอบด้วย กำไรจากการดำเนินงาน (operating income) 21,900 ล้านเหรียญ กำไรส่วนต่างเงินทุนที่ realize แล้ว (กำไรจากหุ้นที่ซื้อแล้วขายทิ้งในราคาสูงกว่าตอนซื้อมา) 4,900 ล้านเหรียญ กำไรส่วนต่างเงินทุนที่ยังไม่ realize (กำไรจากหุ้นที่ซื้อแล้วราคาขึ้น แต่ยังไม่ได้ขายหุ้นนั้น) และสุดท้าย ผลขาดทุน 11,000 ล้านเหรียญจากการปรับมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทในเครือ

อย่างไรก็ตาม ปู่ไม่ค่อยชอบสัดส่วนนี้เท่าไรนัก ปู่บอกว่า “กำไรจากการดำเนินงาน คือส่วนที่สำคัญที่สุด” เพราะมันคือกำไรจากการทำธุรกิจจริงๆ (ไม่ใช่กำไรจากการที่หุ้นขึ้น)

ปู่เคยบอกด้วยว่า อยากจะให้กำไรส่วนนี้เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด แต่ถึงตอนนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จ โดยในปี 2020 กำไรจากการดำเนินงานยังลดลง 9%

8. ชื่นชมบริษัทรถไฟกับบริษัทพลังงาน

ปู่บอกว่า BNSF บริษัทรถไฟลูกรักที่ซื้อมาตั้งแต่ประมาณสิบปีก่อน กับ BHE หรือเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ เอ็นเนอร์จี บริษัทพลังงาน ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำให้เบิร์กเชียร์ตลอดมา โดยในปี 2011 สองบริษัททำกำไรรวมกันได้ 4,200 ล้านเหรียญ พอถึงปี 2020 แม้จะเจอโควิด แต่ยังทำกำไรรวมกันได้ 8,300 ล้านเหรียญ

ปู่บอกว่า บริษัท asset-heavy อย่างนี้ ก็สามารถเป็นการลงทุนที่ดีได้

9. Apple คือสุดยอดการลงทุน

ปู่บอกว่า ตั้งแต่เข้าเก็บหุ้น Apple เมื่อช่วงปลายปี 2016 และเก็บได้ประมาณ 1,000 ล้านหุ้นในช่วงต้นปี 2018 จนมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 5.2% ใช้ทุนไป 36,000 ล้านเหรียญ ได้ปันผลมาปีละประมาณ 775 ล้านเหรียญ และได้เงินสดมาอีก 11,000 ล้านเหรียญจากการตัดขายบางส่วนออกไปในปี 2020

ทว่าแม้จะขายหุ้นทิ้ง ฮูเร่! ตอนนี้เบิร์กเชียร์กลับมีหุ้น 5.4% ใน Apple ส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นแทบประเมินมูลค่าไม่ได้เลยสำหรับเรา ที่เราได้มันมา ก็เพราะ Apple ซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง และลดจำนวนหุ้นที่มีอยู่ลงเยอะมาก

ปู่ยังบอกด้วยว่า ด้วยความที่เบิร์กเชียร์เองก็ซื้อหุ้นคืนด้วย ปัจจุบันผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์จึงมีหุ้น Apple เพิ่มขึ้นถึง 10% นับจากกลางปี 2018 และเบิร์กเชียร์รวมทั้ง Apple ก็จะซื้อหุ้นคืนต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ถือหุ้นโดยอ้อมใน Apple เพิ่มขึ้นไปอีก

“สิ่งดีๆ ที่มีมากเกินมันช่าง … ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร” ปู่อ้างคำพูดของเม เวสต์

10. ยอมรับผิดจากการซื้อ Precision Castparts

ปู่บอกว่า ตนเองตัดสินใจผิดพลาดที่เข้าซื้อ Precision Castparts (PCC) บริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินด้วยเงินที่มากเกินไปเมื่อปี 2016 พอถึงปีที่แล้ว บริษัทก็แย่ลงจากการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ PCC 

ปู่บอกว่า แม้ตนเองจะมองถูกต้องแล้ว ว่า PCC จะใช้สินทรัพย์ที่มีตัวตนสร้างผลตอบแทนให้เบิร์กเชียร์ แต่จุดที่มองผิดก็คือ ประเมินกำไรในอนาคตที่บริษัทจะทำได้มากเกินไป ทำให้จ่ายแพงเกินไปเพื่อซื้อบริษัท PCC ส่งผลให้ในปีที่แล้วต้องตัดมูลค่าสินทรัพย์ลงไปถึง 11,000 ล้านเหรียญ

และทั้งหมดนี้ คือไฮไลท์จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2020 ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือน ก.พ. 2021 ที่ผ่านมา ก่อนจะถึงการประชุมประจำปีในเดือน พ.ค.นี้

ดูจากสังขารและตัวเลขวัยของปู่ ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นครั้งท้ายๆ แล้วก็ได้ที่เราจะได้อ่านจดหมายดีๆ อันทรงคุณค่าเช่นนี้

สรุปความมหัศจรรย์แห่ง ARK Invest

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

นาทีนี้ คนในแวดวงการลงทุนทั่วโลก คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อ ARK Invest บริษัทลงทุนของ เคธี วูด จากผลงานสุดมหัศจรรย์ที่สร้างผลตอบแทน 170% เมื่อปีที่แล้ว 

ผมสรุปออกมาเป็นข้อๆ ให้อ่านกันง่ายๆ นะครับ

1. ARK Invest หรือชื่อเต็มคือ ARK Investment LLC ก่อตั้งเมื่อปี 2014 โดย เคธี่ วู้ด นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงิน 

2. เคธีเคยดำรงตำแหน่งเป็น CIO ของ AllianceBernstein ก่อนจะลาออกมาตั้งกองทุนของตัวเอง โดยเธอได้ไอเดียเกี่ยวกับการทำ ETF ด้านเทคโนโลยีล้ำยุคระหว่างบริหารกองทุนให้ AllianceBernstein นี้เอง

3. ชื่อ ARK ย่อมาจาก Active Research Knowledge แปลเป็นไทยว่า  “ความรู้จากการค้นคว้าวิจัยอย่างแอ็คทีฟ” 

4. สไตล์การลงทุนอันเป็นเอกลักษณ์ของ ARK Invest คือจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปโลก (disruptive technology) และเข้าลงทุนในบริษัทเหล่านั้น

5. ล่าสุดในปี 2021 Bloomberg ยกให้ ARK Invest เป็นหนึ่งใน “ท็อปเทน” ของผู้ออกหน่วยลงทุน (issuer) แห่งอุตสาหกรรม ETF ทั่วโลก จากกระแสความนิยมที่นักลงทุนมีต่อกองทุนของบริษัท 

6. 12 เดือนที่ผ่านมา (12 ก.พ. 2020 – 12 ก.พ. 2021) ARK Inovation ETF (ARKK) กองทุนสุดฮ็อตของ ARK Investment ทำผลตอบแทนได้ 168% และทำให้ NAV จาก 58.33 เหรียญ กลายเป็น 156.58 เหรียญ 

7. “หุ้นพระเอก” ในพอร์ตของ ARKK หนีไม่พ้น Tesla ที่เคธีกล้าเดิมพันด้วยแบบเต็มๆ และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

8. ด้วยผลงานอันน่าอัศจรรย์นี้ ทำให้ ARK Innovation กลายเป็น  ETF ที่ใช้คนเลือกหุ้น (actively-managed ETF) ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้า ETF ของ JP Morgan สถาบันการเงินเก่าแก่ไปได้เป็นที่เรียบร้อย

9. หลายคนอาจคิดว่า เคธี แค่ฟลุ๊ค และกองทุนของเธอเพิ่งมาวิ่งกระฉูดจากกระแส new normal แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย 

หากตรวจสอบย้อนหลังไปจะพบว่า ARK Innovation (ARKK) กองทุนหลักที่เธอบริหาร ทำผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นระหว่างปี 2014 ถึง 2021 ได้ถึง 39% ต่อปี เหนือกว่า S&P 500 สามเท่า ** ตั้งแต่ยังไม่มีกระแส disruption เหมือนทุกวันนี้

10. เงิน 10,000 เหรียญ (300,000 บาท) ที่ลงทุนกับ ARKK ในวันที่ 12 ก.พ. 2020 ก่อนโควิดระบาดในสหรัฐฯ หรือเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้ จะกลายเป็น 26,800 เหรียญ (804,000 บาท) ในวันที่ 12 ก.พ. 2021  

11. ปัจจุบัน กองทุนภายใต้การบริหารของ Ark Invest มีมูลค่าร่วม 30,000 ล้านเหรียญ 

12. ล่าสุด ARK Invest ของเคธี เพิ่งยื่นจด ETF ใหม่กับ กลต. ชื่อ ARK Space Exploration ETF (ARKX) เน้นบริษัทที่ทำธุรกิจสำรวจอวกาศและนวัตกรรมอวกาศ เรียกได้ว่าหัวก้าวหน้าสุดๆ จริงๆ 

ภาพประกอบจาก ARK Investment LLC. ข้อมูลประกอบจาก ARK Investment LLC., CNBC และ Wikipedia

เล่าเรื่องหุ้นกัญชา 24 เด้ง

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมกัญชาไปแล้วหลายครั้ง และยิ่งนานวัน นักลงทุนไทยก็เริ่มหันมาสนใจลงทุนในหุ้นสายเขียวมากขึ้นเรื่อยๆ 

ในบทความนี้ ผมจะมาขยายความถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีก่อน โดยยกตัวอย่างหุ้นกัญชาบางตัว และฝากข้อคิดข้อควรระวังสำหรับนักลงทุนที่อยากเลือกเดินบนเส้นทางสีเขียวนี้

ขอเกริ่นซ้ำอีกครั้งว่า ปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมกัญชาโลกอยู่ที่ราวๆ 13,000 ล้านเหรียญ และเชื่อกันว่ายังอยู่ในช่วงต้นของการเติบโต สืบเนื่องจากการที่หลายๆ ประเทศรวมทั้งเมืองไทยกำลังผ่อนคลายกฏระเบียบเกี่ยวกับกัญชา ขณะที่อีกหลายประเทศจะเปิดเสรี (legalize) ในเวลาไม่นาน

นักวิเคราะห์มองว่า อุตสาหกรรมกัญชาน่าจะเติบโตไปได้อีก 500% ภายในปี 2030 หรือสิบปีข้างหน้า โดยมูลค่าอาจจะสูงถึง 85,000 ล้านเหรียญ

หลายคนจึงมองว่า นี่คือช่วงเวลาที่น่าเข้าลงทุนที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกอย่างจะสวยหรูเสมอไป หุ้นกัญชาหลายตัวของประเทศแคนาดาซึ่งเปิดเสรีกัญชาเมื่อปี 2018 ราคาพุ่งขึ้นไปเป็นร้อยๆ หรือนับพันเปอร์เซ็นต์ จากกระแส “green rush” ที่ทำให้คนแห่กันเข้ามาลงทุน ขณะที่บริษัทเองก็แข่งกันซื้อกิจการ ควบรวม ตลอดจนขยายการผลิตอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง 

แต่แล้ว ฟองสบู่ก็แตกดังโพละ ราคาที่เฟ้อขึ้นไปจนฉุดไม่อยู่จึงร่วงลงมาเละเทะไม่มีชิ้นดี บางตัวดิ่งลงถึง 90%

บริษัทอย่าง Aphria และ Tilray ที่ผมเคยเขียนถึงไปก็อยู่ในจำพวกนี้ ทว่าตัวอย่างที่ extreme สุดๆ คงหนีไม่พ้น Aurora Cannabis (NYSE : ACB) ยักษ์ใหญ่สายเขียวชั้นนำของโลก

หุ้น ACB เด้งขึ้นถึง 2400% ในเวลาเพียงสองปี และทำให้เกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นมากมาย เงิน 1,000 เหรียญที่ลงทุนใน ACB จะกลายเป็น 24,000 เหรียญ ถือเป็นปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์ยิ่ง 

ถามว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ปัจจัยสำคัญก็อย่างที่บอกไปแล้ว คือเช่นเดียวกับบริษัทสายเขียวอื่นๆ Aurora ขยายกิจการอย่างบ้าคลั่ง โดยตั้งเป้าว่าจะผลิตกัญชาให้ได้ถึง 5 แสนกิโลกกรัมในปี 2019 บริษัทจึงลงทุนกับเครื่องจักรเป็นเงินมหาศาล และตะลุยซื้อบริษัทคู่แข่งโดยมุ่งจะเอาวอลุ่มไว้ก่อน โดยเฉพาะการเข้าซื้อ MedRelief บริษัทสายเขียวอีกรายด้วยราคาแพงลิบลิ่วถึง 2,500 ล้าน USD คิดเป็น 66 เท่าของรายได้ของผู้ถูกซื้อ

แต่ในที่สุด ปรากฏว่า demand ไม่ได้สูงอย่างที่คาด ที่จริงต้องเรียกว่าพลาดเป้าไปเยอะมาก บริษัทจึงทยอยปิดโรงงาน ตัดมูลค่าเครื่องจักร และมูลค่าทางบัญชีของกัญชาในโกดังที่ขายไม่ออกทิ้งไป

ส่งผลให้ในรอบปีบัญชี 2020 สิ้นสุดเดือน มิ.ย. 2020 บริษัทประสบผลขาดทุนถึง 3,300 ล้าน CAD โดยรายได้อยู่ที่เพียง 60-70 ล้าน CAD และในไตรมาส 1 ปี 2020 สิ้นสุดเดือน ก.ย. 2020 รายได้ก็ยังลดลงอีก 6% YoY

นั่นทำให้ หุ้น ACB ดิ่งลงถึง 95% จากจุดสูงสุด เรียกได้ว่า “เศรษฐีใหม่” กลายสภาพเป็น “คนเคยรวย” ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

อย่างไรก็ตาม บริษัทมิได้เอาแต่นั่งมองความพินาศ ทว่าได้ลงมือแก้วิกฤตอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเลย์ออฟคนงานและปรับโครงสร้าง จนสามารถลดผลขาดทุนจากการดำเนินงานใน Q1/2020 ลงเหลือ 42.3 ล้าน CAD จากเดิม 77 ล้าน CAD ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ปัจจุบัน แม้สถานการณ์ของ Aurora จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าปัญหายังมีอีกกองพะเนิน โดยหลังจากเพิ่มทุนไปเยอะมากเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาจนทำให้หุ้น dilute ลงไปมโหฬาร บริษัทยังมีหุ้นกู้แปลงสภาพอีกกว่า 322 ล้าน CAD มีหนี้อีก 185 ล้าน CAD โดยมีเงินสดอยู่เพียง 134 ล้าน CAD จนหลายคนไม่กล้าโดดเข้าซื้อหุ้น ณ จุดนี้ แม้ราคาหุ้นต่อรายได้จะเหลือเพียง 5.5 เท่า ถูกกว่าหุ้นของคู่แข่งเยอะมาก 

ทั้งนี้เพราะนักลงทุนไม่แน่ใจว่าบริษัทจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้เมื่อไร

โดยสรุป ผมยังยืนยันมุมมองเดิมว่า การลงทุนในหุ้นกัญชาก็เหมือนกับหุ้นเทค คือบริษัทต่างๆ ต้องแข่งกันลงทุนเพื่อเป็นผู้ชนะ แล้วค่อยไปลุ้นกำไรกันทีหลัง แม้อุตสาหกรรมกำลังเติบโต แต่ไม่มีใครที่สามารถนั่งชิลๆ รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ 

และในฐานะนักลงทุน เราต้อง “เลือกม้าให้ถูกตัว” หากเลือกถูกก็รวย แต่ถ้าเลือกผิด ก็อาจเจ๊งหมดเนื้อหมดตัว ล่มจมไปพร้อมกับบริษัทได้เช่นกัน

ดังนั้น ในวันที่ทรงกำลังมา ทุกอย่างกำลังดูดี ก็อย่าเพิ่งเคลิ้มอย่า “high” มากเกินจนคุมสติไม่ได้ แทนที่จะทุ่มเข้าไปสุดตัว ก็ควรเผื่อเหลือเผื่อขาด เผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้บ้าง น่าจะดีที่สุด


ข้อมูลและภาพประกอบจาก The Motley Fool