เข้าใจ Bitcoin ใน 3 นาที

เรียบเรียง โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(จากรายการ “ถามอีกกับอิก” โดย บรรพต ธนาเพิ่มสุข สัมภาษณ์ “พี่รัน”)

บิทคอยท์ทำหน้าที่เหมือนกับทองคำ

สมัยก่อนที่ทองคำมีค่าขึ้นมา ก็เพราะคนใช้มันเป็น “สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน”

คุณลักษณะของสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน คือต้องหายาก ปลอมยาก และได้รับความเชื่อมั่น

“ความเชื่อมั่น” ( trust) และ “จำนวนที่จำกัด” (limited supply) คือองค์ประกอบสำคัญที่สุด

นึกถึงภาพวาดของ แวนโก๊ะ ทั้งหมดมีอยู่ไม่กี่ร้อยภาพ

แต่ในสมัยที่แวนโก๊ะยังมีชีวิต มันกลับขายไม่ได้ เพราะคนไม่เชื่อมั่นในแวนโก๊ะ ไม่รู้ว่าเขาคือใคร

ตลอดชีวิตของแวนโก๊ะ เขาขายภาพได้แค่ภาพเดียว

ทว่าเมื่อเขาตายไปนานแล้ว ความเชื่อมั่นก็เกิดขึ้น ภาพของเขาจึงมีมูลค่าขึ้นมา

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า คนสมัยก่อนใช้ “ทองคำ” เป็นตัวกลาง แต่ด้วยความที่ทองคำพกพาได้ยาก เลยมีการพิมพ์ “กระดาษ” ออกมาเพื่อใช้แทนมูลค่าของทองคำ

นั่นเอง เป็นที่มาของเงินสกุลต่างๆ หรือ currency ภาษาไทยคือ “อัตราแลกเปลี่ยน”

เงินดอลล่าร์ เงินปอนด์ เงินเยน และเงินหลายสกุลทั่วโลก เหล่านี้ล้วนเป็น currency

เมื่อก่อน การที่ชาติหนึ่งๆ จะพิมพ์เงินออกมาได้ ต้องมีทองคำฝากไว้ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยสามารถพิมพ์เงินได้ตามมูลค่าทองคำที่ตัวเองมีอยู่

แต่แล้ว พอสหรัฐอเมริกาบุกเวียดนาม สหรัฐฯ ต้องใช้เงินมหาศาล จึงพิมพ์เงินออกมามากกว่าทองคำที่ค้ำไว้ ซึ่งผิดข้อตกลง

ด้วยเหตุนี้ในปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ดนิกสันจึงประกาศเลิกผูกเงินดอลล่าร์กับทองคำและสหรัฐฯก็พิมพ์เงินออกมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้ (มูลค่าทองคำต่อดอลล่าร์สหรัฐฯจึงสูงขึ้นตลอดมา)

ปัจจุบัน หลายชาติ รวมทั้งญี่ปุ่น มีการพิมพ์เงินออกมาเอง โดยไม่ผูกกับทองคำ แบบที่สหรัฐฯ ทำ และเมื่อไม่นานมานี้ ญี่ปุ่นก็เพิ่งทำ QE โดยใส่เงินเพิ่มเข้าไปในระบบ ตามรอยอเมริกา

นั่นทำให้ในโลกยุคปัจจุบันเงินที่เราใช้กันอยู่เหลือแต่ “trust” แต่ความเป็น “limited supply” นั้นหมดไปแล้ว

เหตุที่สกุลเงินต่างๆยังรักษาคุณค่าของมันอยู่ได้เพราะผู้คนมีความเชื่อถือในประเทศนั้นๆไม่ใช่เพราะความมีอยู่จำกัดของเงินอีกต่อไป

ดู “ซิมบับเว” เป็นตัวอย่าง ซิมบับเวเป็นประเทศที่ไม่มี “trust” พอพิมพ์แบงก์ออกมามากๆ จึงเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ปัจจุบัน เพดานหนี้ภาครัฐของหลายประเทศ ยกระดับขึ้นไปสูงมาก และหากรัฐบาลหนึ่งเกิดไม่ชำระหนี้ (default) ก็อาจส่งผลเป็นโดมิโนไปทั่วโลก

(ขอเสริมว่าเพราะโลกทุกวันนี้มีความเชื่อมโยงทางการเงินสูง มีการให้กู้ ให้เงินช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากชาติหนึ่งหยุดชำระหนี้ ชาติเจ้าหนี้ย่อมได้รับผลกระทบ ดังกรณีของกรีซ หากกรีซหยุดชำระหนี้ เยอรมนีและอีกหลายๆ ชาติเจ้าหนี้จะเจ็บหนักที่สุด- ผู้เรียบเรียง)

และผู้คนอาจไม่เชื่อถือใน “เงินตรา” แบบดั้งเดิมอีก

จากปัญหาทั้งหมดข้างต้นทำให้มีคนๆหนึ่งใช้ชื่อว่าซาโตชิ นากาโมโต้คิดค้นส่ิงที่เรียกว่าบิทคอยน์” (bitcoin) ขึ้นมา

บิทคอยน์เป็น “อัตราแลกเปลี่ยน” ชนิดหนึ่งทำหน้าที่เหมือนกับ “ทองคำ” ในสมัยก่อนโดยซาโตชิได้ทำให้มันมีจำนวนจำกัด (limited supply) เพื่อให้มีคุณค่าในการแลกเปลี่ยน

(ทองคำทั้งโลกมีแค่ 2 แสนตัน ส่วนบิทคอยน์ ถูกทำขึ้นมาเพียง  21 ล้านเหรียญบิทคอยน์ และจะไม่เพิ่มมากไปกว่านี้)

ในเรื่องของความปลอดภัย ถามว่า มีโอกาสหรือไม่ที่บิทคอยน์จะถูกแฮ็ค? ก็ต้องตอบว่า กลไกของบิทคอยน์ คือการเก็บข้อมูล transaction ไว้ในคอมพิวเตอร์ทั่วโลก จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะโดนแฮ็ค เพราะนั่นหมายถึงต้องแฮ็คคอมฯ ที่กระจายกันอยู่ทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ บิทคอยน์ จึงเป็นธนาคารที่ไม่มีวันถูกปล้น แต่เหตุที่มีข่าวว่ามีการ “แฮ็คบิทคอยน์” กันอยู่บ่อยๆ นั้น เป็นเพราะคนที่มีบิทคอยน์ เอาบิทคอยน์ไปฝากไว้กับ exchange agent แล้วตัว agent โดนแฮ็ค บิทคอยน์จึงถูกขโมยไป

ถามว่าบิทคอยน์จะเข้ามาหมุนเวียนในระบบได้อย่างไร?

คำตอบก็คือก็เหมือนกับ “ทองคำ” คือต้องมีคนไป “ขุด” มันขึ้นมา

ถามต่อว่าการ “ขุด” บิทคอยน์ทำอย่างไร?

ต้องอธิบายถึงระบบของบิทคอยน์ก่อนว่า ในการโอนเงินให้กันและกันของบิทคอยน์ ข้อมูลจะถูกส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ซึ่งจะทำให้มีคนรับรู้มากมาย และโกงกันไม่ได้

พูดอีกอย่างคือ จะมี “พยาน” ที่รับรู้การโอนเงินดังกล่าว

คนที่เป็น “พยาน” ในที่นี้ เรียกว่า miner หรือ “นักขุด” แต่ไม่ใช่ใคร อยู่ๆ จะมาขุดก็ได้ โดยคนที่จะมาเป็น miner ต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า “เครื่องขุด” ซึ่งก็คือ “การ์ดจอ” (เป็นอุปกรณ์ที่มีขายในท้องตลาด โดยราคาของมันมักจะขึ้นลงตามตัวบิทคอยน์)

และค่าตอบแทนของการเป็น miner ก็คือตัวบิทคอยน์นั่นเอง

สำหรับกระบวนการขุดนั้น เมื่อมีอุปกรณ์แล้ว ก็แค่เปิดเครื่อง ลงโปรแกรม แล้วเริ่มขุดได้ โดยซีพียูจะถอดสมการคณิตศาสตร์ไปเรื่อยๆ (เป็นสมการที่ ซาโตชิ เป็นคนคิด ซึ่งผู้ขุดไม่ต้องคิดเลขแก้สมการเอง เพียงเปิดคอมฯ ทิ้งไว้เฉยๆ ให้ซีพียูของการ์ดจอคิดให้) เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ขุดก็จะได้บิทคอยน์ออกมา

อาจกล่าวได้ว่าผู้คิดค้นบิทคอยท์สร้างระบบที่ดึงดูดคนมาทำงานให้แล้วจ่ายค่าตอบแทนเป็น product ของระบบนั้นเองเหมือนเจ้าของบริษัทปลากระป๋องจ้างคนมาทำงานในโรงงานแล้วให้ปลากระป๋องเป็นค่าตอบแทนซึ่งถือว่าฉลาดมากๆผู้เรียบเรียง

(อย่างไรก็ตาม สมการที่ว่าน้ีจะยากขึ้นเรื่อยๆ พอถึงจุดนึง นักขุดจึงต้องซื้อการ์ดจอที่สเปคสูงกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการลงทุนเพิ่ม เหตุที่ซาโตชิเขียนระบบเช่นนี้ก็เพื่อสร้างบาลานซ์ไม่ให้บิทคอยน์ถูกขุดกันได้ง่ายเกิน ซึ่งจะส่งผลให้ตัวของมันสูญเสียมูลค่า)

เมื่อได้บิทคอยน์มา ผู้ขุดก็มีทางเลือก คือจะขายต่อเอาเงิน หรือเก็บมันไว้ก็ได้ โดยทุกวันนี้ มีคนมากมายเข้ามา “ซื้อๆ ขายๆ” (trade) บิทคอยน์ เพื่อทำกำไร

จะเห็นได้ว่าผู้เล่นในตลาดบิทคอยน์มีอยู่สองกลุ่มคือนักขุด” (miner) และนักเทรด” (trader) 

ว่ากันว่า ถึงวันหนึ่ง เมื่อบิทคอยน์ถูกขุดขึ้นมาหมดแล้ว สภาพคล่องของมันจะหมดไป แต่มูลค่าของมันจะเริ่มมีเสถียรภาพ ไม่เหวี่ยงไปมาเหมือนทุกวันนี้

นั่นจะทำให้บิทคอยน์สามารถเอาไปใช้งานได้จริง และกลายเป็นอีกหนึ่งสกุลเงินทางเลือก โดยการที่มันจะถูกหรือแพง ก็ขึ้นอยู่กับ trust ของคน เหมือนสกุลเงินทั่วไปในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ที่รัฐบาลของหลายประเทศจะไม่ยอมรับบิทคอยน์ เพราะกลัวว่าจะทำให้เงินของประเทศตนด้อยค่าลง แต่ในบางประเทศอย่าง เวเนซูล่า ที่คนไม่เชื่อถือในเงินตรา ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล ธุรกิจบิทคอยน์กลับเฟื่องฟูมาก

ทุกวันนี้ในประเทศอย่างญี่ปุ่นและอเมริกาบิทคอยน์สามารถใช้ซื้อของได้บ้างแล้วและวันหนึ่งเมื่อความเชื่อมั่นเกิดขึ้นบิทคอยน์จะทำหน้าที่เป็น medium of exchange ได้อย่างสมบูรณ์

คำถามยอดฮิตก็คือ บิทคอยน์เวลานี้เป็น “ฟองสบู่” หรือยัง?

ก็ต้องบอกว่า ปัญหาของบิทคอยน์คือคนไม่ได้มองมันในฐานะอัตราแลกเปลี่ยนจริงๆแต่สนใจเพราะอยากเข้าไปเก็งกำไร

และเหตุที่ราคาบิทคอยน์ผันผวนมาก ก็เพราะมันอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “เงินฝืดรุนแรง” จากปริมาณที่มีอยู่น้อย นี่แหละ ทำให้ราคาของมันพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วและขึ้นลงหวือหวา

จึงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสักวันจะมีปัจจัยมาทำให้ราคาบิทคอยน์ลดฮวบลงมาหรือเปล่า? และอนาคตของบิทคอยน์จะเป็นอย่างไร? จะมีวันที่มันพัฒนาขึ้นมาเป็นอัตราแลกเปลี่ยนมาตรฐานของโลกหรือไม่

แม้จะไม่มีใครชี้ชัดได้ในเวลานี้แต่เชื่อว่าคำตอบนั้นคงมาถึงในอีกไม่นาน!!

——-

แหล่งที่มา : คลิปรายการ ถามอีกกับอิก คลิกที่นี่

กองทุนที่ เรย์ ดาลิโอ ถือไว้มากที่สุด

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันนี้จะชวนคุยถึงกองทุนที่ เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับโลก และผู้เขียนหนังสือ PRINCIPLES ถืออยู่มากที่สุด ว่ามันคือกองอะไร และมีดีอย่างไร ทำไมป๋าถึงซื้อมากมายขนาดนั้น

กองทุนซึ่งบริษัท Bridgewater Associates ของป๋าถืออยู่เป็นสัดส่วนอันดับหนึ่งของพอร์ต คือ SPDR S&P 500 ETF Trust (ชื่อย่อว่า SPY) โดยถือครองเป็นจำนวน 5 ล้านหน่วย คิดเป็น 26.1 เปอร์เซ็นต์ ของพอร์ตรวมของ Bridgewater 

SPY เป็นกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ก่อตั้งมาตั้งแต่เดือนมกราคมปี 1993 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ที่สำคัญคือ มันเป็น ETF (กองทุนที่เอาหน่วยลงทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสมือนหุ้น) กองแรกของสหรัฐอเมริกา โดยจะลอกดัชนี S&P 500 ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นหลัก 500 ตัว

ณ วันที่ 7 ก.ค. 2020 สินทรัพย์รวมของ SPDR S&P 500 ETF อยู่ที่ 278,946.125 ล้านเหรียญ กองทุนกองนี้คิดค่าธรรมเนียม 0.095 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำมาก (ด้วยความที่เป็น passive fund คือไม่ต้องมี fund manager เก่งๆ มาเลือกหุ้นให้) โดยหุ้นที่ถือ ก็ลอกจากหุ้นใน S&P 500

และเป็นไปตามธรรมชาติของ S&P 500 อีกเช่นกัน คือสามเซคเตอร์ที่ถ่วงน้ำหนักมากที่สุดของกอง ได้แก่ หุ้นเทค หุ้น healthcare และหุ้น communication services รวมแล้วมีน้ำหนักถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต 

หุ้นสามตัวแรกที่ใหญ่ที่สุดของ S&P 500 ก็ได้แก่ Microsoft, Apple และ Amazon ตามมาด้วย Facebook, Berkshire Hathaway, VISA และอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ลงทุนใน SPY ก็จะได้ลงทุนในหุ้นเหล่านี้ด้วย

ผลตอบแทนที่ผ่านมาของ SPY ถือว่าน่าประทับใจมากๆ โดยย้อนหลังสิบปี ETF นี้ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยทบต้นปีละเกือบ 13 เปอร์เซ็นต์ และถ้านับแบบสามและห้าปี ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 11.15 และ 10.75  เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ซึ่งก็ยังดีมากอยู่

ขนาดผลตอบแทนย้อนหลังหนึ่งปีและผลตอบแทนนับจากต้นปี ซึ่งรวมเอาผลกระทบจากโควิด-19 เมื่อเดือนมีนาคม ที่ทำให้หุ้นร่วงลงอย่างหนักเอาไว้ด้วยแล้ว ก็ยังอยู่ที่ 7.26 เปอร์เซ็นต์และ -1.48 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ถือว่าไม่ขี้เหร่

เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ แนะไว้ คือให้นักลงทุนทั่วไปลงทุนในกองทุนอิงดัชนีง่ายๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ ยังเป็นจริงอยู่เสมอ

ผู้ที่อยากลงทุนใน ETF กองนี้ ต้องมีพอร์ตอยู่ที่สหรัฐฯ หรือไม่ก็ซื้อผ่านโบรกไทยที่เปิดให้ลงทุนหุ้นต่างประเทศ ที่จริงกองนี้มี feeder fund ในไทยอยู่เหมือนกัน แต่ค่าธรรมเนียมสูงกว่ากันเยอะ ซึ่งแน่นอนว่าให้ผลตอบแทนน้อยกว่านี้ อันนี้ก็แล้วแต่จะตัดสินใจกันเอาเอง ผมไม่ได้บอกว่าน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อ ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ ทั้งสิ้น

และนี่คือกองทุนกองแรกที่ป๋าเรย์ถืออยู่มากที่สุด เอาไว้ตอนหน้าจะมาว่ากันต่อถึงกองต่อไปนะครับ


ข้อมูลประกอบ Financialexpress .com , Investopedia

20 วรรคทองล่าสุดจากปาก ชาร์ลี มังเกอร์

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมอ่านเว็บไซต์ Business Insider เจอวรรคทองของชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ ซึ่งไปพูดที่ ​California Institute of Technology เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2020 ผ่านมา

โดย มังเกอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและมือขวาของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้น ณ ตอนนี้ และฝากไว้ด้วยข้อคิดคมๆ มากมายตามสไตล์ ผมสรุปมาให้อ่านกันเป็นข้อๆ รวม 20 ข้อ ดังนี้ครับ

  1. “เห็นได้ชัดมากๆ เลยว่าความได้เปรียบในระยะยาวที่คนอย่างเราๆ ได้รับจากการพยายามไม่โง่อยู่เสมอ แทนที่จะพยายามฉลาดอยู่เสมอนั้นมากมายเพียงใด”
  2. “มีกิจกรรมบ้าๆ เกิดขึ้นในสนามการลงทุนมากมาย เกือบทุกคนที่เฉลียวฉลาดต่างถูกเงินดูดเข้าไปในสนามการลงทุน แต่ผมไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย ผมไม่คิดว่าเราอยากเห็นคนทั้งโลกดิ้นรนไขว่คว้าหาความรวยด้วยการพยายามเอาชนะคนอื่นๆ”
  3. “เทคโนโลยีเป็นนักฆ่า พอๆ กับที่เป็นโอกาส”
  4. “เบิร์คเชียร์เป็นเจ้าของ เบอร์ลิงตัน นอร์ธเทิร์น เรลโร้ด คุณคงนึกแทบไม่ออกเลยว่าจะมีธุรกิจไหนที่เชยได้มากกว่าธุรกิจรถไฟ ก็ไอ้บ้าที่ไหนล่ะจะมาสร้างรางรถไฟสำหรับขนของ เราทำอย่างนี้จนสำเร็จ ไม่ใช่ด้วยการเอาชนะการเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง”
  5. “ผมคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเคยทำผิดพลาดอะไรมาแล้วบ้าง โดยพยายามทำทุกสิ่งให้เรียบง่ายและพื้นๆ ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และผมก็ชอบคอนเซ็ปต์ทางวิศวกรรมของส่วนต่างแห่งความปลอดภัย ผมเป็นนักคิดประเภทชอบขวางและชอบปะทะ ทั้งหมดก็เพื่อพยายามและหลีกเลี่ยงที่จะไม่โง่เท่านั้นเอง”
  6. “สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งเดียวที่คุณต้องการ คือหลีกเลี่ยงไม่ทำผิดพลาดแบบโง่ๆ รู้ขอบเขตความสามารถของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากเพราะความคิดของมนุษย์มักหลอกตัวเองว่าเราฉลาดว่าที่เราเป็น”
  7. “สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากทำในธุรกิจค้าปลีกคือการแข่งกับคอสก์โก”
  8. “สิ่งที่บัฟเฟตต์และผมทำ คือเราซื้อสิ่งที่มีอนาคต บางครั้งเราอาจจะมีแรงหนุนจากเศรษฐกิจ บางครั้งเราอาจจะเจอแรงต้าน แต่เราก็ว่ายน้ำต่อไปเรื่อยๆ นี่แหละคือระบบของเรา”
  9. “คุณไม่มีทางประสบความสำเร็จในชีวิตได้ถ้าไม่ทำอะไรยากๆ แล้วผิดพลาดเสียบ้าง มันคือธรรมชาติของเกม และคุณคงไม่มีวันที่จะกล้าพอ ถ้าคิดแต่จะหลีกเลี่ยงทุกสิ่งซึ่งไม่เป็นไปอย่างที่คิด”
  10. “ผู้คนมากมายโดดเข้าไปร่วมวง ความบ้าคลั่งนั้นมากมายเหลือเกิน ระบบผลตอบแทนก็แสนโง่เง่า ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วผลตอบแทนจะลดลงเอง (พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะนี้)”
  11. “เราว่ายอยู่ในสายน้ำที่ไม่เคยมีใครแหวกว่ายมาก่อน ไม่เคยมีใครมาถึงจุดนี้ด้วยเงินที่ปริ๊นท์ออกมามากมายขนาดนี้ และลากยาวมาได้นานขนาดนี้โดยยังไม่เจอปัญหาอะไรเลย เราเล่นกับไฟมาจนถึงจุดที่อันตรายแล้วจริงๆ” (พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะนี้)
  12. “ผมยังจำได้ว่าเคยกินมื้อเย็น เป็นฟิเลมิยองเสิร์ฟห้าคอร์สราคาแค่ 60 เซนต์ที่โอมาฮาสมัยยังเด็ก โลกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”
  13. ไม่มีใครรู้หรอกว่าฟองสบู่จะแตกเมื่อไร แต่การที่มันคือตลาดแนสแด็ค ไม่ได้แปลว่ามันจะมีอย่างนี้เกิดขึ้นอีกในเร็ววัน ที่เป็นอยู่นี่มันเหลือเชื่อสุดๆ ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลย” (พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะนี้)
  14. “ลองนึกดูสิว่า Apple มีมูลค่าเท่าไร เมื่อเทียบกับอาณาจักรของจอห์น ดี ร็อคกีเฟลเลอร์ นี่คือสิ่งที่เหนือจริงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของโลกการเงินจริงๆ”
  15. ใครจะไปคิดล่ะว่าพวกคอมมิวนิสต์ไม่กี่คน ที่บริหารโดยพรรคๆ เดียว จะสร้างสถิติการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
  16. “ผมคิดว่านักลงทุนระดับเซียนมีความคล้ายกับนักเล่นหมากรุกในระดับหนึ่ง คือแทบจะเกิดมาเป็นนักลงทุนเลยก็ว่าได้”
  17. “คุณต้องรู้ให้มากเข้าไว้ แต่ส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของอารมณ์ ส่วนหนึ่งมันคือการอดทนรอสิ่งที่อยากได้ คุณต้องพร้อมที่จะรอ การลงทุนที่ดีต้องอาศัยทั้งความอดทนและความกล้า ซึ่งมีคนไม่มากนักหรอกที่จะมีสองสิ่งนี้ ทั้งยังต้องรู้จักตัวเองเป็นอย่างดีว่าคุณรู้มากแค่ไหนและยังไม่รู้อีกมากแค่ไหน คุณต้องรู้ขอบเขตความสามารถของตัวเอง คนฉลาดจำนวนมากคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าที่เป็นจริง ซึ่งแน่นอนว่าทั้งอันตรายและก่อปัญหา”
  18. “สิ่งที่ช่วยทุกคนได้ คือการเกาะไปกับอะไรที่กำลังขึ้น มันจะลากคุณขึ้นไปเองโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรมากนัก”
  19. “ถ้าคุณไล่ล่าหางานโดยมีความคลั่งไคล้ มันก็น่าจะเวิร์กกว่าการที่ไม่มีความคลั่งไคล้อะไรเอาเสียเลย ลองดูวอร์เรน บัฟเฟตต์ สิ เขามีความสนใจระดับคลั่งไคล้ในการลงทุนมาตั้งแต่ยังเด็กมากๆ แล้วเขาก็ลงทุนทีละเล็กละน้อยเรื่อยมา สุดท้ายจึงค้นพบวิธีทำมันให้ดี”
  20. “ผมไม่ได้ภูมิใจกับการทำการกุศลของตัวเองมากนัก ผมมองว่ามันคือหน้าที่ขั้นต่ำสุดของคนที่ประสบความสำเร็จที่จะต้องรู้จักให้ ผมไม่คิดว่าควรคุณจะได้แต้มบุญใดๆ จากการกุศลที่คุณทำ”

ภาพประกอบโดย Nick : https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=75743370

ข้อมูลประกอบจากเว็บ Business Insider โดย Theron Mohamed