สาวอินเดียที่มาเดินจตุจักรครั้งเดียว กลับไปปั้นสตาร์ทอัพหมื่นล้าน

800px-Ankiti_Bose

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ข้อมูลประกอบจาก CNBC

Ankiti Bose วัย 27 ปี คือผู้ก่อตั้ง Zilingo แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขายเสื้อผ้าชื่อดัง ที่มีแอ็คทีฟยูเซอร์กว่า 7 ล้านคน และกำลังขยายตลาดไปทั่วโลก เธอเป็นหญิงอินเดียคนแรกที่ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพในสเกลใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาได้

ปัจจุบัน Zilingo มีมูลค่าราว 970 ล้านเหรียญ หรือเกือบๆ 3 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

ที่น่าสนใจก็คือ ไอเดียของเธอเกิดขึ้นง่ายๆ มาก ด้วยการมาเดินช้อปปิ้งที่ “เจเจ”

“ตอนนั้นเป็นปี 2014 ฉันไปเที่ยววันหยุดกับเพื่อน ที่จริงคือเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของฉันที่กรุงเทพฯ”

“เราไปที่ตลาดชื่อ จตุจักร” เธอกล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้ไปเดินตลาดนัดวันหยุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีร้านค้ากว่า 15,000 ร้านและผู้ค้ากว่า 11,500 คน

“ฉันนี่แบบ ‘ว้าว ของพวกนี้น่าเอาไปขายออนไลน์นะ!’ แต่พ่อค้าแม่ค้าพวกนั้นไม่ได้ขายออนไลน์ เขาทำไม่เป็น นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของฉัน” Bose เล่า

ที่น่าสนใจก็คือ ตอนนั้นอายุเธอเพิ่งจะ 23 และทำงานอยู่กับ Sequoia Capital บริษัท VC ชื่อดังในอินเดีย บ้านเกิดของเธอ

เมื่อกลับไปยังบังกาลอร์ Bose จึงตัดสินใจสร้างตลาดการค้าออนไลน์ขึ้นมา โดยเอาผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาขายของบนแพลตฟอร์ม

“มันเป็นไอเดียแบบเดวิดแอนด์โกไลแอธเลยนะ”

Bose เปรียบเปรยตัวเองเป็นเสมือนแจ็คผู้กล้าลุกขึ้นมาฆ่ายักษ์ เพราะตอนนั้นตลาดอินเดียมีทั้ง Amazon ของอเมริกา, Alibaba ของจีน และ Flipkart ของอินเดียอยู่แล้ว

แต่ที่ Bose กล้าโดดเข้าไป เพราะเธอมองว่า ผู้ค้าตัวเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ยังไม่มีที่ยืน และนี่คือช่องว่างทางการตลาดที่ยังไม่มีใครเติมเต็ม ทั้งๆ ที่ SEA เป็นภูมิภาคที่เป็นฮับสำคัญของผู้ผลิตเสื้อผ้าของโลก

“บริษัทเทคโนโลยีมีโอกาสที่ดีกว่า ในการขยายสเกลสิ่งต่างๆ แบบไม่เป็นเส้นตรง” Bose ชี้ชัด

“มีพ่อค้าคนกลางหลายร้อยคนทั่วเอเชียที่ดึงเอาส่วนต่างกำไรไปจากคนที่สมควรได้รับมัน และฉันคิดว่าเทคโนโลยีจะมาช่วยแก้ตรงนี้ได้”

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงปั้น Zilingo ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้ามา sign up แล้วเอาสินค้ามา list บนแพลตฟอร์ม ทั้งยังสนับสนุนบริการทุกด้าน ทั้งทางเทคนิค การเงิน และประกัน แลกกับส่วนแบ่ง 10-30% จากยอดขาย

อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าเธอมีโชคด้วยเหมือนกัน เพราะไม่กี่สัปดาห์หลังจากปิ๊งไอเดียนี้ เธอก็บังเอิญได้พบ Dhruv Kapoor เพื่อนของเพื่อน ซึ่งมาดื่มเบียร์ที่ห้องของเธอ พอรู้ว่าเขาเป็น tech guy ที่เก่งมากๆ เธอจึงเล่าไอเดียนี้ให้ฟัง และเขาก็เอาด้วย และภายในเวลาหกเดือน ทั้งคู่ก็ลาออกจากงานที่ทำอยู่ แล้วเอาเงินเก็บมาปั้นธุรกิจนี้ขึ้นมา

โดยส่วนตัว ผมมองว่าจุดที่น่าชื่นชม Bose ที่สุด ไม่ใช่แค่สายตาที่รู้จัก “มองหาโอกาส” และเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจที่ยังว่างอยู่เท่านั้น แต่คือการที่เธอเป็น “คนอินเดีย” แต่กลับ “อ่านขาด” ตลาดเสื้อผ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่นอกเหนือความคุ้นเคยของเธอ

บทเรียนที่ผมกลั่นออกมาจาก success story นี้ก็คือ ส่วนผสมของความสำเร็จในการทำสตาร์ทอัพใหม่ๆ ต้องมีสามอย่างคือ ไอเดีย + ความรู้ทางเทคโนโลยี + ความกล้า

และถ้าจะให้เพิ่ม “อย่างที่สี่” เข้าไป ก็น่าจะเป็น “ความรู้ทางธุรกิจและการเงิน” เพราะต้องไม่ลืมว่า Bose เคยทำงานอยู่กับบริษัท VC ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยให้เธอมองออกว่าธุรกิจเช่นใดที่สามารถดึงดูดเงินทุนและscaleup ขึ้นไปได้

ใครที่อยากประสบความสำเร็จอย่าง Bose ขั้นแรกคือต้องหาไอเดียให้ได้ก่อน โดยรู้จักมองหาช่องว่างทางธุรกิจ จากนั้นก็ลองดูว่าตัวคุณมีอะไร อะไรที่ยังขาดไปก็ไปหาพาร์ทเนอร์เก่งๆ มาเติมเต็ม

พวกเราบางคนเดินจตุจักรกันมาเป็นร้อยๆครั้งยังไม่รวย เขามาเดินครั้งเดียวกลับไปปั้นธุรกิจหมื่นล้าน

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้หรอกครับ อยู่ที่ว่าคุณกล้าที่จะฝันหรือเปล่าเท่านั้นเอง


แหล่งที่มา : CNBC คลิกอ่านที่ ลิงก์นี้

ทำไมเจ้าของธุรกิจจึงจ้าง “เด็กจีน” ไม่จ้าง “เด็กไทย”

character-1468032_960_720.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเพิ่งชมรายการ Suthichai Live โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น และได้ฟังเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากๆ

สุทธิชัย มีเพื่อนเป็นนักธุรกิจประสบการณ์สูงคนหนึ่ง เขาทำธุรกิจที่ต้องใช้ภาษาจีน

วันหนึ่ง สุทธิชัยพบกับเพื่อนคนนี้ เพื่อนของเขามาพร้อมกับเลขาฯ หญิงคนหนึ่ง เป็นคนจีน

สุทธิชัยถามว่า เขาพูดภาษาไทยได้หรือไม่ เพื่อนจึงบอกให้สุทธิชัยลองคุยดู

เมื่อคุยแล้วจึงทราบว่า เลขาฯคนนี้พูดไทยได้พอสมควร เพราะเธอเคยมาเรียนปริญญาโทและทำวิทยานิพนธ์ที่จุฬาฯ แต่สำเนียงยังออกจีนๆ ไม่เหมือนคนไทยพูดไทย

ด้วยความสงสัย สุทธิชัยจึงถามเพื่อนว่า ถ้าอยากได้คนที่พูดได้ทั้งไทย-จีน ทำไมไม่จ้างคนไทยที่พูดภาษาจีนได้เล่า ทำไมต้องจ้างคนจีนที่พูดไทยได้ให้ยุ่งยาก?

ให้ทายว่าเพื่อนของเขาตอบว่าอย่างไร?

เพื่อนบอกว่า …

เพราะเด็กจีนความคิดกว้างไกลกว่า ทันสมัยกว่า และกล้าคิดมากกว่า ต่างจากเด็กไทยที่ขาดความคิดริเริ่ม ชอบทำตามคำสั่ง

ส่วน “ภาษา” นั้นเป็นเรื่องรอง เรียนรู้กันได้

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือก “เด็กจีน” เหนือ “เด็กไทย”

ฟังแล้วก็สะท้อนใจ ใครจะไปคิดว่าประเทศที่เคยเป็นสังคมแบบปิดอย่างเมืองจีน ทุกวันนี้ผลิตคนที่มีความคิดก้าวไกล ก้าวทันเทคโนโลยี

น่าตลกที่คนไทยบางส่วน ยังมองเมืองจีนวันนี้ว่าห้องน้ำสกปรก ขากถุย เป็นประเทศไร้อารยะ โดยไม่รู้เลยว่าเขาแซงเราไปไกลขนาดไหนแล้ว

ผมเคยแปลหนังสือเรื่อง “Smart Business เจาะกลยุทธ์อาลีบาบาเปลี่ยนโฉมโลก” และตกตะลึงกับความก้าวล้ำนำสมัยของเทคโนโลยีจีน จนต้องทิ้งท้ายไว้ในคำนำผู้แปลว่า

“โลกทั้งโลกกำลังก้าวหน้าไป บัดนี้เมืองไทยทำอะไรอยู่”

เขานำเราอยู่หลายช่วงตัว นาทีนี้ ต่อให้ “เดิน” ก็ยังแพ้ ต้อง “วิ่ง” ให้เร็วที่สุด อาจจะยังไม่สายเกินไปครับ


 

credit: ข้อมูลประกอบจากรายการ Suthichai Live 1/11/62 ชมย้อนหลังได้จาก Youtube

เพราะเหตุใดผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหุ้นในเมืองไทยจึงไม่มีใครต้อง “ติดคุก” (1)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สืบเนื่องจากกรณีการใช้อินไซด์และปั่นหุ้นที่เกิดขึ้นกับหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งผมได้ไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนฯ ที่สภาผู้แทนราษฏร และทางคณะกรรมการก็ได้ไปยื่นเรื่องต่อที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต. แล้วนั้น

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ไปขอเข้าพบนักกฎหมายที่คร่ำหวอดกับกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ท่านหนึ่ง เพื่อให้ช่วยไขข้อสงสัยว่า เพราะเหตุใดผู้ที่ “ปั่นหุ้น” หรือใช้ “ข้อมูลวงใน” ในตลาดหุ้นไทย จึงไม่เคยต้องรับโทษถึงขั้น “จำคุก” เหมือนที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ในต่างประเทศ และได้รับคำอธิบายที่น่าสนใจพอสมควร

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะไปพบนักกฎหมายคนดังกล่าว ผมได้ศึกษาข้อมูลล่วงหน้าไปพอสมควร จึงขอสรุปรวมความ ทั้งข้อมูลที่ได้ศึกษามา บวกกับข้อมูลที่ได้รับจากการหารือ ไว้เป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆ ดังต่อไปนี้นะครับ

1) ตาม พรบ.หลักทรัพย์ 2535 ความผิดกรณีปั่นหุ้นหรือใช้ข้อมูลวงในนั้น เดิมทีเดียวเป็น “ความผิดอาญา” มีโทษทั้งปรับและจำคุก

2) อย่างไรก็ตาม ใน พรบ. หลักทรัพย์ 2535 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 (ไม่ใช่ฉบับล่าสุด) มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด 12/1 เกี่ยวกับ “มาตรการลงโทษทางแพ่ง” มาตรา 317/4 กำหนดโทษสำหรับการกระทำที่เราเรียกว่า “ปั่นหุ้น” และ “ใช้อินไซด์” ไว้เป็นสองส่วนหลักๆ ดังนี้

A. “เงินชดใช้” คือ ได้ประโยชน์มาเท่าไร ก็ให้คืนให้รัฐไปเท่านั้น

เช่น นาย ก. ใช้อินไซด์ ได้ประโยชน์มา 100 ล้านบาท ก็ต้องใช้คืนให้รัฐ “100 ล้านบาท”

B. “เงินค่าปรับ” เป็นเงินที่ต้องจ่ายนอกเหนือจาก A คิดเป็นมูลค่าไม่เกินสองเท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ

เช่น นาย ก. ใช้อินไซด์ ได้ประโยชน์มา 100 ล้านบาท ต้องเสียค่าปรับสูงสุด “200 ล้านบาท” (100 ลบ. x 2) (หมายเหตุ : เงินค่าปรับต้องไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาท)

เพราะฉะนั้น นาย ก. อาจเสียเงินรวมสูงสุดจากการใช้ข้อมูลอินไซด์ 100 + 200 = 300 ล้านบาท

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “โกงหุ้น” ได้เงินมา 100 ล้านบาท หากถูกจับได้ อาจต้อง “เสียเงิน” รวมถึง 300 ล้านบาท ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการเลยทีเดียว

แม้กระนั้น นั่นก็ยังเป็นโทษ “ทางแพ่ง” คือแค่ “เสียเงิน” จึงกลับมาที่ข้อสงสัยเดิมของผมก็คือ เพราะเหตุใดผู้กระทำผิดเกี่ยวกับหุ้น จึงไม่ต้อง “ติดคุก” ทั้งๆ ที่ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็น “ความผิดอาญา” (ตามที่บอกไปในข้อที่ 1)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักกฎหมายคนดังกล่าวให้คำตอบว่า

3) เนื่องจากมาตรา 317/7 ของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) วรรคหนึ่ง ระบุไว้ว่า

“เมื่อคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งเห็นควรให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิด และได้กำหนดวิธีการในการบังคับตามมาตรการลงโทษทางแพ่งตามควรแก่กรณีแล้ว และผู้กระทำความผิดยินยอมที่จะปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งตามที่กำหนด ให้สำนักงานจัดทำบันทึกการยินยอม และเมื่อผู้นั้นได้ชำระเงินครบถ้วนแล้ว ให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ”

นอกจากนี้ ตามมาตรา 317/8 “ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดไม่ยินยอมที่จะระงับคดีตามมาตรา 317/7 ให้สํานักงานฟ้องผู้กระทําความผิดต่อศาลเพื่อกําหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งแก่ผู้กระทําความผิดนั้นต่อไป…” และ “เมื่อศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งกําหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งและผู้กระทําความผิดได้ชําระเงิน ครบถ้วนแล้ว ให้สิทธิในการนาคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ”

(อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ยอมปฏิบัติตามค าพิพากษา ก็อาจถูกดำเนินการทางอาญาได้อยู่)

สรุปก็คือ ถ้าผู้กระทำความผิดยอมรับโทษทางแพ่ง ก็ทำให้ไม่ต้องถูกฟ้องอาญาอีกต่อไป

และนี่เอง คือคำตอบว่าเพราะเหตุใด คนกระทำผิด “เสียเงิน” แล้ว จึงไม่ต้อง “ติดคุก”

ได้ยินดังนี้ ผมก็อดสงสัยต่อไปไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดกฏหมายจึงระบุไว้เช่นนี้ เหตุใดเมื่อ “คนผิด” ยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง กฏหมายจึงกำหนดให้สิทธิในการฟ้องอาญา “หมดไป” จนไม่มีใครต้องเข้าคุกเป็นเยี่ยงอย่าง

ในตอนหน้าจะมาอธิบายต่อครับ