จะเป็นนักสวนกระแสได้อย่างไร

[ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนจาก คาร์ล อิข่าห์น นักลงทุนเจ้าของฉายา “Corporate Raider” ผู้ชอบเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทแล้วขายทรัพย์สินทิ้งทำกำไร ตีพิมพ์ลงใน Forbes Magazine เป็นหนึ่งในสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ที่ Forbes รวบรวมไว้ มาดูกันนะครับว่าเขาสอนอะไรเราบ้าง]

คาร์ล อิข่าห์น เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

บางครั้ง หนทางทำเงินที่ดีที่สุด เกิดขึ้นเมื่อคนส่วนใหญ่บอกว่าคุณผิดหรือบ้าไปแล้ว มันไม่ง่ายเลย แต่ก็เหมือนกับบทกวีของ รุดยาร์ด คิปลิง ที่บอกว่า “หากหัวของคุณยังอยู่กับตัว ในขณะที่คนอื่นหัวหายไปหมดแล้ว” หากอารมณ์ของคุณตั้งมั่นพอ (ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝึกกันได้) คุณไม่ต้องไปสนใจเลยว่าพวกผู้เชี่ยวชาญจะว่าอย่างไร

การจะเป็นนักสวนกระแสนั้น ต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง ต้องมีความแข็งแกร่งทางจิตใจ ไม่ใช่อยู่ๆ อยากสวนก็สวนได้

ตัวอย่างเช่น ตอนที่พันธบัตรขยะพังครืนเมื่อปี 1989 ในช่วงหลายวันแรก ผมน่าจะเป็นผู้ซื้อเพียงคนเดียว และแม้จะต้องรอหลายปี มันก็ทำให้เรารวยอื้อซ่าเลย ผมเชื่อว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนในตอนนั้นเข้าทางผม เพราะผมรู้ว่าผมกำลังซื้อบริษัท ไม่ใช่แค่พันธบัตร

คุณไม่อาจทำถูกต้องเสมอไป และบางครั้งก็ต้องใช้เวลานานมากเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองทำถูก หลายครั้งที่คุณทำเร็วไป (เช่น ในวันนี้ ผมเชื่อว่าตลาดกำลังจะเจอวิกฤต และจะเกิดการปรับตัวลงครั้งใหญ่ ผมจึงเฮดจ์ไว้) ผู้คนมักคิดว่าผมบ้าไปแล้วตอนที่ผมซื้อโรงแรมสตราโทสเฟียในลาสเวกัสซึ่งเพิ่งจะล้มละลาย ตอนนั้นมันเป็นโรงแรมทางเหนือสุด เป็นฝั่งของเมืองที่แย่พอๆ กับประเทศโลกที่สาม จากนั้นผมก็ซื้อบ้านทุกหลังรอบๆ สตราโทสเฟีย ซึ่งแม้แต่คนในเวกัสและคนที่โรงแรมยังหาว่าผมบ้า

แต่อันที่จริง ผมซื้อกระท่อมและที่ดิน 24 เอเคอร์ข้างๆ สตราโทสเฟีย ที่ทำให้โรงแรมดูน่าดึงดูดนั่นต่างหาก และสุดท้าย โกลด์แมน แซคส์ ก็มาซื้อสตราโทสเฟียจากผม และเราก็ทำกำไรได้ 1 พันล้านเหรียญ

มันไม่ง่ายหรอก แต่ถ้าบางสิ่งในตัวคุณมันคลิก ตอนนั้นแหละที่ผมเอ็นจอยมากๆ

——————————–

แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds

Advertisements

แม้ประตูจะปิดลง …

housebogle

(ต่อไปนี้เป็นบทความที่ แจ็ค โบเกิล ผู้ก่อตั้ง แวนการ์ด กรุ๊ป และเป็นผู้ริเริ่มกองทุนอิงดัชนี เขียนลงใน Forbes Magazine เป็นหนึ่งในข้อคิดจากสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ที่ Forbes รวบรวมไว้ โดย​โบเกิลเคยถูก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยกย่อง เป็นผู้ที่ “อาจจะสร้างคุณูปการแก่นักลงทุนอเมริกันมากกว่าใครทั้งหมด” ด้วย)

แจ็ค โบเกิล เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ในปี 1965 วอลเตอร์ แอล มอร์แกน ผู้ชี้ทางของผม ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เวลลิงตัน แมเนจเมนท์ เรียกผมเข้าไปในออฟฟิศ สมัยนั้นเป็นยุคโก-โก (ยุคที่นิยมลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง – ชัชวนันท์) เรามีแต่กองทุนรวมแบบดั้งเดิมที่กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์เดิมๆ เท่านั้น เขาบอกผมว่า “ฉันอยากให้เธอทำอะไรก็ได้เพื่อแก้ไขบริษัทนี้ เป็นหน้าที่ของเธอแล้วล่ะ”

ตอนนั้นผมอายุแค่ 35 ผมเอาบริษัทไปควบรวมกับกองทุนหุ้นหลายกองที่ลงทุนเชิงรุกนอกบอสตัน  ซึ่งพวกผู้จัดการกองทุนอายุน้อยกว่าผมเสียอีก ดูเหมือนเป็นการกระทำที่ฉลาดนะ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ฉลาดเลย เพราะยุคโก-โก พังครืนลง และคนพวกนั้นก็ปรากฏชัดว่าเป็นเพียงผู้บริหารสินทรัพย์ที่ไม่ได้เรื่อง พอถึงปี 1974 คณะกรรมการบริษัท เวลลิงตัน แมนเนจเมนท์ ซึ่งควบคุมโดย บอสตัน กรุ๊ป ก็ไล่ผมออก

แต่ทว่า กองทุนรวมเหล่านั้นมีคณะกรรมการของตัวเองซึ่งถูกควบคุมโดยกรรมการจากข้างนอก ผมจึงโน้มน้าวไม่ให้คณะกรรมการชุดนี้ไล่ผมออก จนกลายเป็นการต่อสู้กันอย่างดุเดือด แล้วปัญหาก็จบลงด้วยวิธีแก้ไขแบบแย่ๆ คือผมจะนั่งเป็นประธานและซีอีโอของกองทุนต่อไป ซึ่งจะรับผิดชอบในด้านกฏหมาย การรับงานต่อ งานธุรการ และการเก็บข้อมูลสถิติ (โดยผมต้องตั้งชื่อใหม่ด้วย นี่เป็นที่มาของชื่อ แวนการ์ด กรุ๊ป) ส่วนคู่อริของผม ซึ่งก็คือพวกที่ไล่ผมออก จะดูแลการขาย การตลาด และการบริหารการลงทุน นี่เป็นวิธีที่ไร้เหตุผลสิ้นดี

ผมจึงต้องหาวิธีแย่งเอาอำนาจในการบริหารการลงทุนและการขายกลับมาให้ได้ ผมเคยศึกษาเรื่องกองทุนอิงดัชนีมาก่อน สมัยทำวิทยานิพนธ์ตอนปี 4 ที่พรินซ์ตันเมื่อปี 1951 อีกทั้งผมเองก็มีประสบการณ์ตรงมาแล้วว่ากองทุนเชิงรุกมันล้มเหลวยังไง

นอกจากนี้ ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ โนเบิล ลอเรียท พอล ซามูเอลซัน ที่เรียกร้องจากใจจริงว่า “ใครก็ได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ช่วยเริ่มทำกองทุนอิงดัชนีเสียทีเถอะ” ครั้นผมเอาไอเดียนี้ไปเสนอต่อคณะกรรมการ พวกเขาทักว่า “แต่คุณไม่มีสิทธิ์บริหารมันนะ” ผมจึงบอกว่า “กองทุนประเภทนี้ไม่ต้องบริหารหรอก” พวกเขาจึงซื้อไอเดีย

และแล้ว “การปฏิวัติดัชนี” ก็เกิดขึ้น

ถึงตอนนี้ ผมตัดสินใจว่าเราจะปล่อยให้เวลลิงตันและเซลส์ของพวกเขาขายกองทุนต่อไปไม่ได้แล้ว เราจึงตัดค่าคอมมิชชั่นออกทั้งหมด และตัวเบาในชั่วข้ามคืน พวกกรรมการเตือนผมว่า “แต่คุณไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเรื่องการขายนะ” ผมจึงตอบกลับไปว่า “เราไม่ได้ไปยุ่งสักหน่อย เราจะเลิกมันเลยต่างหาก” และพวกเขาก็ซื้อไอเดียนี้อีกครั้ง

เมื่อประตูปิดตายลง หากคุณมองหาให้นานและตั้งใจพอ และหากคุณเข้มแข็งพอ คุณจะเจอหน้าต่างสักบานเปิดอยู่เสมอ


แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds/person/jack-bogle

ภาพประกอบ :  ปกหนังสือ The House That Bogle Built

วอร์เรน บัฟเฟตต์ สอนธุรกิจ

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ตอนที่อายุสัก 7 หรือ 8 ขวบ ผมโชคดีมากที่ได้พบเรื่องที่ตัวเองสนใจ นั่นคือ การลงทุน

ผมอ่านหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มีอยู่ในห้องสมุดสาธารณะเมืองโอมาฮ่าจนครบหมดภายในอายุ 11 บางเล่มอ่านหลายรอบด้วย

พ่อของผมบังเอิญอยู่ในธุรกิจการลงทุนพอดี ดังนั้น เวลาผมเดินทางไปทานอาหารเช้ากับพ่อในวันเสาร์ หรือเมื่อไรก็ตาม ผมจะเลือกหยิบเอาหนังสือในออฟฟิศของเขาแล้วนั่งลงอ่านมัน (นี่ถ้าพ่อเป็นคนขายรองเท้า ผมคงกลายเป็นคนขายรองเท้าเหมือนพ่อ)

ผมซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งได้กลายเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลที่สุดต่อชีวิตการลงทุนของผมด้วยความบังเอิญ ขณะเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเนบราสก้า คือ The Intelligent Investor โดย เบนจามิน แกรแฮม ผมอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีก น่าจะประมาณหกรอบได้ มันเป็นปรัชญาที่ฟังดูมีเหตุผล เขียนดี และเข้าใจง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ และมันได้ให้ปรัชญาในการลงทุนซึ่งผมใช้ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

กลยุทธ์ที่หนังสือบอกก็คือ ให้หาธุรกิจที่ดี เป็นธุรกิจที่เราเข้าใจว่าทำไมมันถึงดี โดยมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน บริหารโดยคนที่ซื่อสัตย์ และขายในราคาที่สมเหตุสมผล

เนื่องจากเราไม่ได้ตั้งใจจะขายธุรกิจ เราจึงไม่ต้องหาธุรกิจที่กำไรจะสูงขึ้นในเดือนหน้าหรือไตรมาสหน้า แต่เราต้องหาธุรกิจที่จะทำเงินได้ในอีก 10, 20 หรือ 30 ปี นับจากวันนี้ และเราก็ต้องอยากได้คณะผู้บริหารที่เราชื่นชมและไว้วางใจ

การลงทุนที่ผมชอบที่สุด ซึ่งประกอบสร้างขึ้นด้วยปรัชญานี้ คือ ไกโค ซึ่งผมได้รู้จักตอนอายุ 20 ปี หลังจากจับรถไฟมุ่งหน้าลงไปยังวอชิงตันในเช้าวันเสาร์ และเคาะประตูจน ลอริเมอร์ เดวิดสัน ซึ่งต่อมากลายเป็นซีอีโอ เปิดให้ผมเข้าไป เขาตอบคำถามของผม สอนผมเกี่ยวกับธุรกิจประกัน และอธิบายให้ผมเห็นถึงความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจประกันที่ไกโคมี บ่ายวันนั้นเปลี่ยนชีวิตของผมจริงๆ

มันคือสินค้าที่วันนี้ขายในราคา 1,800 เหรียญ เป็นของที่คนไม่อยากซื้อเลย แต่พวกเขาอยากขับรถ และพวกเขาก็หวังด้วยว่าคงไม่มีวันต้องใช้มัน เพราะไม่มีใครอยากประสบอุบัติเหตุ และไกโคก็สามารถขายสินค้านี้ในราคาที่ถูกกว่าที่คนจะซื้อได้จากที่อื่น

ตอนที่เบิร์คเชียร์เข้าไปมีอำนาจควบคุมบริษัทเมื่อปี 1995 บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 2% แต่ปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดนั้นกลายเป็น 12% และเราก็ได้ช่วยสังคมอเมริกันประหยัดเงินได้ถึง 4,000 ล้านเหรียญต่อปี เมื่อเทียบกับเงินที่พวกเขาจะต้องจ่ายหากยังซื้อประกันในรูปแบบเดิม นี่เป็นไอเดียง่ายๆ ที่ลีโอ กู๊ดวิน คิดขึ้นตอนที่ตั้งบริษัทเมื่อปี 1936 และยังเป็นไอเดียง่ายๆ เดิมๆ ที่ใช้มาจนถึงวันนี้

เบน แฟรงคลิน เคยพูดไว้นานแล้วว่า “รักษาร้านไว้ แล้วร้านจะรักษาคุณเอง” หากมองข้ามเรื่องของการเล่นคำ ความหมายของเขาก็คือ อย่าเพียงทำให้ลูกค้าของคุณพอใจ จงทำให้พวกเขาชอบใจสุดๆ แล้วพวกเขาจะเอาไปบอกต่อกับคนอื่น พวกเขาจะกลับมา

ใครก็ตามที่มีลูกค้าที่แฮปปี้ ย่อมมีแนวโน้มที่จะมีอนาคตที่สดใส

แต่สุดท้ายแล้ว มีการลงทุนอย่างเดียวที่เอาชนะทุกอย่างได้ คือการลงทุนในตัวของคุณเอง จงชี้ชัดออกมาให้ได้ว่าคุณรู้สึกว่าจุดอ่อนของคุณอยู่ที่ไหน และลงทุนกับมันเลยเดี๋ยวนี้ สมัยเด็กผมเคยกลัวการพูดต่อหน้าสาธารณชน ผมทำไม่ได้ ผมจึงยอมเสียเงิน 100 เหรียญไปเข้าคอร์สของ เดล คาร์เนกี้ และมันก็เปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล ผมมั่นใจในความสามารถใหม่ของตนเองยิ่งขึ้น ผมจึงขอภรรยาแต่งงานระหว่างที่ยังเรียนคอร์สนี้อยู่ และมันยังช่วยให้ผมขายหุ้นในโอมาฮ่าได้ด้วยแม้จะอายุแค่ 21 และดูอ่อนกว่านั้นเสียอีก

ไม่มีใครพรากเอาสิ่งที่อยู่ในตัวคุณไปได้ เราทุกคนต่างมีศักยภาพที่ไม่เคยนำออกมาใช้ หากคุณสามารถเพิ่มศักยภาพของตัวเองขึ้นมาสัก 10% 20% หรือ 30% ด้วยการพัฒนาทักษะของตน ก็จะไม่มีใครแย่งมันไปจากคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษีหรือแม้แต่เงินเฟ้อก็ตาม

มันจะอยู่ติดตัวคุณตลอดไป

————————–

แหล่งที่มา : Forbes. com Lessons from the 100 Greatest Living Business Minds