ทำไมเจ้าของธุรกิจจึงจ้าง “เด็กจีน” ไม่จ้าง “เด็กไทย”

character-1468032_960_720.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเพิ่งชมรายการ Suthichai Live โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น และได้ฟังเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากๆ

สุทธิชัย มีเพื่อนเป็นนักธุรกิจประสบการณ์สูงคนหนึ่ง เขาทำธุรกิจที่ต้องใช้ภาษาจีน

วันหนึ่ง สุทธิชัยพบกับเพื่อนคนนี้ เพื่อนของเขามาพร้อมกับเลขาฯ หญิงคนหนึ่ง เป็นคนจีน

สุทธิชัยถามว่า เขาพูดภาษาไทยได้หรือไม่ เพื่อนจึงบอกให้สุทธิชัยลองคุยดู

เมื่อคุยแล้วจึงทราบว่า เลขาฯคนนี้พูดไทยได้พอสมควร เพราะเธอเคยมาเรียนปริญญาโทและทำวิทยานิพนธ์ที่จุฬาฯ แต่สำเนียงยังออกจีนๆ ไม่เหมือนคนไทยพูดไทย

ด้วยความสงสัย สุทธิชัยจึงถามเพื่อนว่า ถ้าอยากได้คนที่พูดได้ทั้งไทย-จีน ทำไมไม่จ้างคนไทยที่พูดภาษาจีนได้เล่า ทำไมต้องจ้างคนจีนที่พูดไทยได้ให้ยุ่งยาก?

ให้ทายว่าเพื่อนของเขาตอบว่าอย่างไร?

เพื่อนบอกว่า …

เพราะเด็กจีนความคิดกว้างไกลกว่า ทันสมัยกว่า และกล้าคิดมากกว่า ต่างจากเด็กไทยที่ขาดความคิดริเริ่ม ชอบทำตามคำสั่ง

ส่วน “ภาษา” นั้นเป็นเรื่องรอง เรียนรู้กันได้

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเลือก “เด็กจีน” เหนือ “เด็กไทย”

ฟังแล้วก็สะท้อนใจ ใครจะไปคิดว่าประเทศที่เคยเป็นสังคมแบบปิดอย่างเมืองจีน ทุกวันนี้ผลิตคนที่มีความคิดก้าวไกล ก้าวทันเทคโนโลยี

น่าตลกที่คนไทยบางส่วน ยังมองเมืองจีนวันนี้ว่าห้องน้ำสกปรก ขากถุย เป็นประเทศไร้อารยะ โดยไม่รู้เลยว่าเขาแซงเราไปไกลขนาดไหนแล้ว

ผมเคยแปลหนังสือเรื่อง “Smart Business เจาะกลยุทธ์อาลีบาบาเปลี่ยนโฉมโลก” และตกตะลึงกับความก้าวล้ำนำสมัยของเทคโนโลยีจีน จนต้องทิ้งท้ายไว้ในคำนำผู้แปลว่า

“โลกทั้งโลกกำลังก้าวหน้าไป บัดนี้เมืองไทยทำอะไรอยู่”

เขานำเราอยู่หลายช่วงตัว นาทีนี้ ต่อให้ “เดิน” ก็ยังแพ้ ต้อง “วิ่ง” ให้เร็วที่สุด อาจจะยังไม่สายเกินไปครับ


 

credit: ข้อมูลประกอบจากรายการ Suthichai Live 1/11/62 ชมย้อนหลังได้จาก Youtube

เพราะเหตุใดผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหุ้นในเมืองไทยจึงไม่มีใครต้อง “ติดคุก” (1)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สืบเนื่องจากกรณีการใช้อินไซด์และปั่นหุ้นที่เกิดขึ้นกับหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ซึ่งผมได้ไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนฯ ที่สภาผู้แทนราษฏร และทางคณะกรรมการก็ได้ไปยื่นเรื่องต่อที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือ กลต. แล้วนั้น

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ไปขอเข้าพบนักกฎหมายที่คร่ำหวอดกับกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ท่านหนึ่ง เพื่อให้ช่วยไขข้อสงสัยว่า เพราะเหตุใดผู้ที่ “ปั่นหุ้น” หรือใช้ “ข้อมูลวงใน” ในตลาดหุ้นไทย จึงไม่เคยต้องรับโทษถึงขั้น “จำคุก” เหมือนที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ในต่างประเทศ และได้รับคำอธิบายที่น่าสนใจพอสมควร

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะไปพบนักกฎหมายคนดังกล่าว ผมได้ศึกษาข้อมูลล่วงหน้าไปพอสมควร จึงขอสรุปรวมความ ทั้งข้อมูลที่ได้ศึกษามา บวกกับข้อมูลที่ได้รับจากการหารือ ไว้เป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆ ดังต่อไปนี้นะครับ

1) ตาม พรบ.หลักทรัพย์ 2535 ความผิดกรณีปั่นหุ้นหรือใช้ข้อมูลวงในนั้น เดิมทีเดียวเป็น “ความผิดอาญา” มีโทษทั้งปรับและจำคุก

2) อย่างไรก็ตาม ใน พรบ. หลักทรัพย์ 2535 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 (ไม่ใช่ฉบับล่าสุด) มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวด 12/1 เกี่ยวกับ “มาตรการลงโทษทางแพ่ง” มาตรา 317/4 กำหนดโทษสำหรับการกระทำที่เราเรียกว่า “ปั่นหุ้น” และ “ใช้อินไซด์” ไว้เป็นสองส่วนหลักๆ ดังนี้

A. “เงินชดใช้” คือ ได้ประโยชน์มาเท่าไร ก็ให้คืนให้รัฐไปเท่านั้น

เช่น นาย ก. ใช้อินไซด์ ได้ประโยชน์มา 100 ล้านบาท ก็ต้องใช้คืนให้รัฐ “100 ล้านบาท”

B. “เงินค่าปรับ” เป็นเงินที่ต้องจ่ายนอกเหนือจาก A คิดเป็นมูลค่าไม่เกินสองเท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ

เช่น นาย ก. ใช้อินไซด์ ได้ประโยชน์มา 100 ล้านบาท ต้องเสียค่าปรับสูงสุด “200 ล้านบาท” (100 ลบ. x 2) (หมายเหตุ : เงินค่าปรับต้องไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาท)

เพราะฉะนั้น นาย ก. อาจเสียเงินรวมสูงสุดจากการใช้ข้อมูลอินไซด์ 100 + 200 = 300 ล้านบาท

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “โกงหุ้น” ได้เงินมา 100 ล้านบาท หากถูกจับได้ อาจต้อง “เสียเงิน” รวมถึง 300 ล้านบาท ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการเลยทีเดียว

แม้กระนั้น นั่นก็ยังเป็นโทษ “ทางแพ่ง” คือแค่ “เสียเงิน” จึงกลับมาที่ข้อสงสัยเดิมของผมก็คือ เพราะเหตุใดผู้กระทำผิดเกี่ยวกับหุ้น จึงไม่ต้อง “ติดคุก” ทั้งๆ ที่ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็น “ความผิดอาญา” (ตามที่บอกไปในข้อที่ 1)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักกฎหมายคนดังกล่าวให้คำตอบว่า

3) เนื่องจากมาตรา 317/7 ของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) วรรคหนึ่ง ระบุไว้ว่า

“เมื่อคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งเห็นควรให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิด และได้กำหนดวิธีการในการบังคับตามมาตรการลงโทษทางแพ่งตามควรแก่กรณีแล้ว และผู้กระทำความผิดยินยอมที่จะปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งตามที่กำหนด ให้สำนักงานจัดทำบันทึกการยินยอม และเมื่อผู้นั้นได้ชำระเงินครบถ้วนแล้ว ให้สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ”

นอกจากนี้ ตามมาตรา 317/8 “ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดไม่ยินยอมที่จะระงับคดีตามมาตรา 317/7 ให้สํานักงานฟ้องผู้กระทําความผิดต่อศาลเพื่อกําหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งแก่ผู้กระทําความผิดนั้นต่อไป…” และ “เมื่อศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งกําหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งและผู้กระทําความผิดได้ชําระเงิน ครบถ้วนแล้ว ให้สิทธิในการนาคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ”

(อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ยอมปฏิบัติตามค าพิพากษา ก็อาจถูกดำเนินการทางอาญาได้อยู่)

สรุปก็คือ ถ้าผู้กระทำความผิดยอมรับโทษทางแพ่ง ก็ทำให้ไม่ต้องถูกฟ้องอาญาอีกต่อไป

และนี่เอง คือคำตอบว่าเพราะเหตุใด คนกระทำผิด “เสียเงิน” แล้ว จึงไม่ต้อง “ติดคุก”

ได้ยินดังนี้ ผมก็อดสงสัยต่อไปไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดกฏหมายจึงระบุไว้เช่นนี้ เหตุใดเมื่อ “คนผิด” ยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง กฏหมายจึงกำหนดให้สิทธิในการฟ้องอาญา “หมดไป” จนไม่มีใครต้องเข้าคุกเป็นเยี่ยงอย่าง

ในตอนหน้าจะมาอธิบายต่อครับ

Index Living Mall

ILM-Club VI-02

(Advertorial)

ภาพรวมธุรกิจ

หากพูดถึง “เฟอร์นิเจอร์” หรือ “ของตกแต่งบ้าน” ในประเทศไทย หนึ่งในชื่อแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคงหนีไม่พ้น “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ หรือ Index Living Mal”

โดยบริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) (“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์”) กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้ตัวย่อ “ILM” ประกอบธุรกิจค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจร ปัจจุบันเป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ของตนเองและแบรนด์อื่นๆ ผ่านช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย ทั้งหน้าร้านค้าปลีกของตนเอง งานโครงการ ตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ช่องทางออนไลน์ และเครือข่ายร้านค้าปลีกในต่างประเทศ
นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังได้ขยายธุรกิจไปยังการให้เช่าและให้บริการพื้นที่ให้เช่าภายใต้แบรนด์ The Walk, Little Walk และ Index Mall ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัดรวม 9 สาขา ทั้งนี้ ร้านค้าปลีกของบริษัทฯ ล้วนมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ได้แก่ Index Living Mall, Trend Design, MOMENTOUS และ BoConcept นอกจากนี้เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตจากพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จึงขยายไปสู่ร้านตัวแทนจำหน่ายภายใต้แบรนด์ WINNER Furniture Center ปัจจุบันมีทั้งหมด 25 ร้าน ในหัวเมืองใหญ่และหัวเมืองรอง
ในปี 2560 อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Younique Customized Furniture 4.0” ซึ่งเป็นบริการเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดรูปแบบใหม่ที่ลูกค้าสามารถปรับแต่งขนาดและดีไซน์ได้เองตามความต้องการ และชอบความรวดเร็ว
ภายใต้งบประมาณที่วางไว้ โดยใช้เวลาตั้งแต่การวัดพื้นที่ ถึงการติดตั้งแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี
อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังมีธุรกิจในต่างประเทศ โดยมีร้านค้าในรูปแบบตัวแทนจำหน่ายและแฟรนไชส์ รวม 17 ร้านใน 7 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย เนปาล มัลดีฟส์ ลาว กัมพูชา ปากีสถาน และเมียนมาร์ รวมทั้งมีการรับผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ หรือ OEM ภายใต้แบรนด์ของลูกค้าอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งช่องทางจำหน่ายหลัก คือการขายให้โครงการในรูปแบบ B2B (Business to Business) ซึ่งมียอดการสั่งซื้อต่อครั้งที่สูง จึงช่วยเพิ่มความแน่นอนให้กับรายได้และกระแสเงินสด ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้างานโครงการที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัย ลูกค้าเอกชนและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
สำหรับช่องทางสุดท้าย ซึ่งกำลังเพิ่มศักยภาพขึ้นเรื่อยๆ คือ ช่องทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ได้จัดทำเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่าน http://www.indexlivingmall.com โดยรวบรวมสินค้าทั้งหมดไว้ในที่เดียว ทั้งยังจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ Lazada Shopee และ Index Chat to Shop (Line@) ด้วย

จุดแข็งของธุรกิจ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่เก่งที่สุดในโลกสอนว่า จงลงทุนใน “บริษัทผู้ชนะ”
“อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์” คือผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านครบวงจรในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งยังมี “แบรนด์” ที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ในใจของลูกค้าชาวไทย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญแห่งความเป็น “บริษัทผู้ชนะ”
นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายและเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว ยังไม่นับการขยายธุรกิจไปในต่างประเทศ ที่ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ยังดำเนินธุรกิจเองตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเป็นเจ้าของตั้งแต่โรงงานผลิตจนถึงช่องทางการจัดจำหน่าย ทำให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่า อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เข้าตำรา “บริษัทผู้ชนะ” ตามตำราของวอร์เรน บัฟเฟตต์

นอกเหนือจาก “ปัจจัยเชิงคุณภาพ” แล้ว อีกสิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ “ตัวเลขทางการเงิน”
ในปี 2561 อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีรายได้จากการขายและรายได้จากการให้เช่าและบริการรวม 9,658 ล้านบาท กำไรที่อยู่ในรูปเงินสดหรือ EBITDA 1,427 ล้านบาท คิดเป็น EBITDA margin 14.8% กำไรสุทธิ 430.9 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิก่อนหักขาดทุนครั้งเดียว 592 ล้านบาท เติบโตทบต้น 10% ในรอบสามปีหลัง (2559-61) อัตรากำไรสุทธิ 6.1% (ตัวเลขทั้งหมดยังไม่รวมผลขาดทุนจากขาดทุนจากแผนการปิดกิจการของ Index Living Mall มาเลเซีย ที่รับรู้เข้ามาในงบการเงินรวมปี 2561)
ต้องถือว่าตัวเลขทางการเงินของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีความมั่นคง และ “เสี่ยงน้อย” โดยเฉพาะธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลักของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์

ทิศทางการขยายธุรกิจและโอกาสในการเติบโต

ผู้เขียนมองว่า อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เติบโตมาถึงจุดหนึ่งแล้ว นอกจากการขยายสาขาในประเทศ ก็ถึงเวลาที่น่าจะหันไปขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ควรเพิ่มสัดส่วนการขายตรงให้งานโครงการในลักษณะ B2B มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการในต่างประเทศ ซึ่งน่าจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในระดับหนึ่ง

รายละเอียดในการระดมทุน

ปัจจุบันอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มีทุนจดทะเบียนจำนวน 2,525 ล้านบาท และมีหุ้นสามัญ 505 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 5.00 บาท ในจำนวนนั้นเป็นทุนชำระแล้วจำนวน 2,000 ล้านบาท คิดเป็นหุ้นสามัญ 400 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ หุ้นที่จะนำออกเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) มีจำนวนไม่เกิน 105 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 20.79 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO ในครั้งนี้

วิเคราะห์ธุรกิจและความคิดเห็นโดย Club VI

จุดเด่นของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ คือ ผู้นำร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านในประเทศไทย และการมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งด้วยนวัตกรรมและการออกแบบที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกระดับ อีกทั้งการดำเนินธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย ทำให้สามารถบริหารต้นทุนและหาช่องทางในการเติบโตได้ดีกว่าอีกหลายๆ บริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
จุดที่ต้องระวังคือ การขยายธุรกิจไปในต่างประเทศซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความคุ้นชินน้อยกว่า อาจทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าตามไปด้วย ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ อย่างไรก็ตาม อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เลือกการขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ในต่างประเทศผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ที่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นจะเป็นผู้ลงทุนและพัฒนาพื้นที่หน้าร้านเอง โดยมีอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ คอยให้คำแนะนำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์
โดยสรุป อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งและยังมีโอกาสเติบโตได้อีกในอนาคต แต่จะน่าลงทุนหรือไม่เพียงใดนั้น ควรพิจารณาเรื่องของหนี้สิน และตัวเลขทางการเงินอื่นๆ ในหนังสือชี้ชวนประกอบด้วย