BEATNIQ : Live the Notable Life

(Advertorial by Club VI)

ช่วงโควิด-19 ผู้คนไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก จึงใช้เวลากับ “บ้าน” หรือ “ที่อยู่อาศัย” มากขึ้นกว่าเดิม คนที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองก็อยากมีบ้าน ใครที่มีบ้านอยู่แล้ว ก็อยากทำให้บ้านของตัวเองน่าอยู่มากขึ้น

การลงทุนกับ “บ้าน” และ “ที่อยู่อาศัย” กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้

โดยส่วนตัว ผมชอบอยู่ “คอนโดมิเนียม” ครับ เนื่องจากสะดวก ดูแลง่าย ปลอดภัย แต่ด้วยความเป็น “นักลงทุน” หากจะเลือกซื้อคอนโดฯ สักแห่ง นอกจากต้องอยู่สบาย มีทุกสิ่งครบครันแล้ว 

สำคัญที่สุดคือต้องเหมาะสำหรับ “การลงทุน” ปล่อยเช่าได้ “ง่าย” และ “เร็ว”

ผมเพิ่งได้รู้จักคอนโดมิเนียมโครงการหนึ่ง … ชอบมากๆ 

“Beatniq” คอนโดมิเนียมระดับ luxury โดย SC Asset อยู่ริมถนนสุขุมวิท ใกล้ BTS ทองหล่อเพียง 250 เมตร

ด้วยรูปแบบห้องที่เน้นการใช้งานและดีไซน์อันลงตัว มาพร้อมวิวแบบ “โล่งทุกทิศ” ไม่มีอะไรบดบังสายตา อีกทั้งการออกแบบภายนอกและภายในก็ “สวย” แปลกตา 

การอยู่อาศัยที่นี่ จึงให้ความรู้สึกไม่แตกต่างจาก “บ้าน” 

พิเศษที่สุด คือบริการ Concierge Service เสมือนผู้ช่วยส่วนตัวระดับมาตรฐานโรงแรม

ทั้งหมดที่กล่าวมา อยู่ในระดับราคาเพียง “สองแสนนิดๆ” ต่อตารางเมตร ซึ่งหาไม่ได้อีกแล้ว สำหรับคอนโดฯ ใหม่ระดับ luxury บนทำเลนี้

ใครที่กำลังมองหาคอนโดฯ ดีๆ แนะนำโครงการนี้มากๆ ครับ และถ้าอยากซื้อเพื่อ “ลงทุน” อยากให้ลองพิจารณาห้อง“Penthouse” 166 ตารางเมตร ที่ demand กำลังมา และบอกได้เลยว่า “rare” สุดๆ 

ตอนนี้เหลือเพียง “ห้องเดียว” เท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ Penthouse Pool Villa 200 ตารางเมตร เพิ่งจะขายออกไป

หรือจะเป็นห้อง Junior Penthouse ก็น่าสนใจ ตัวห้องมีความสูงถึง 5.6 เมตร  บวกกับ Master Bedroom ขนาดใหญ่เรียกได้ว่าปลอดโปร่งโล่งสบายหายห่วง เช่นเดียวกับ 2-Bedroom ที่น่าอยู่ไม่แพ้กัน ขณะนี้มีผู้จองซื้ออย่างรวดเร็วหนึ่งในนั้นคือ “ห้องแต่งครบ” ขนาด 107 ตารางเมตรที่เพิ่งขายไป ตกแต่งโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Karl Lagerfeld 

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่ตลาดคอนโดฯ luxury ยังมี demand ตลอด ซื้อง่าย ขายคล่องเหมาะสำหรับการลงทุน

ที่สำคัญ ทั้งอาคารมีเพียง 197 ยูนิต ไม่แออัด-พลุกพล่าน ส่วนกลางพร้อมสรรพ ประกอบกับ Concierge Service ระดับโรงแรมที่ได้กล่าวไป ก็ยิ่งเป็นหัวใจที่ช่วยให้ property มี value ยิ่งขึ้น

นักลงทุนอย่างเราๆ หากสนใจมองไว้เป็นทางเลือกเพื่อให้เงินงอกเงย อยากให้รีบไปดูกัน ของดีมีอีกไม่มาก นัดเข้าไปชมส่วนตัวได้เลยที่ลิงค์นี้ https://lin.ee/3GVztBsNX หรือโทร 1749

ข้อมูลเพิ่มเติม ดูได้ที่นี่ https://m.scasset.com/4v8-

หุ้นไทยไม่ไปไหน .. ลองมองคอนโดฯ หรูไว้ลงทุนกันนะครับ

ลงทุนยังไงในตลาดหุ้นเวียดนาม

(recap : FB Live by Club VI X Jitta Wealth)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผม recap บทสนทนากับคุณ เผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth จากการพูดคุยทาง FB Live เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา สนใจลองอ่านดูนะครับ

> ที่มา 

– “เผ่า” ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Jitta ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ มาตั้งแต่เรียนอยู่ที่นั่น 

– เขามองว่า ตามหลัก Value Investment ธุรกิจที่ดีควรจะมี pattern ที่เหมือนกัน เช่น รายได้ควรจะเติบโตต่อเนื่อง margin ควรจะสม่ำเสมอ หนี้สินควรจะอยู่ในระดับหนึ่งๆ ฯลฯ จึงได้สร้าง tool ขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์งบของบริษัทที่มีอยู่เป็นพันๆ โดยได้ร่วมกับเพื่อนที่เป็น engineer เอาเกณฑ์การวิเคราะห์งบต่างๆ ใส่ code เป็นอัลกอริธึ่ม 

– tool ของ Jitta จะช่วยในการคัดกรอง-วิเคราะห์หุ้น โดยปัจจุบันครอบคลุมหุ้น 16 ประเทศ เช่น อเมริกา จีน อินเดีย สิงคโปร์ ไตัหวัน อังกฤษ ฯลฯ ข้อมูลทั้งหมดให้ใช้ฟรี สามารถเข้าไปดูได้ที่ Jitta.com 

– ต่อมา จึงก่อตั้ง Jitta Wealth ในรูปแบบ บลจ. โดยรับบริหารจัดการเงินให้นักลงทุน

– ทางเลือกในการลงทุนกับ Jitta Wealth มีสามแบบ 

หนึ่งคือ Jitta Ranking ใช้อัลกอริธึ่มของจิตตะในการเลือกหุ้นตามหลัก Value Investment

สองคือ Global ETF ลงทุนในหุ้น 80% พันธบัตร 20% โดยกระจายความเสี่ยงไปยัง ETF ทั่วโลก

สามคือ Themetic ให้นักลงทุนเลือกธีมในการลงทุนได้เอง เช่น Healthcare , E-commerce, Fintech, AI, Clean Energy, etc. สามารถเลือกได้สูงสุด 5 theme โดย Jitta Wealth จะเอาเงินไปซื้อ ETF ให้เลย

> เวียดนาม

– เวียดนาม ตลาดหุ้นขึ้นมาเยอะมาก ทำ all-time high อยู่ตลอด แต่ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ปัจจุบันมูลค่าเศรษฐกิจโต กว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นที่สี่ใน Southeast Asia รองจากอินโดฯ ไทย และฟิลิปปินส์ 

– GDP เวียดนามโตสูงที่สุดในโลก ประมาณ 6% ต่อปี และแม้เจอโควิด-19 ก็ยังโตได้ 2.9% 

– เงินกำลังหลั่งไหลมาที่เวียดนาม มีการขยายฐานการผลิตมาที่นี่ แต่สำหรับตลาดหุ้นเวียดนาม Forward P/E อยู่ที่ 15-16 เท่าเท่านั้น ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศที่อยู่แถวๆ 19 เท่า 

– จึงมองได้ว่าหุ้นเวียดนามไม่ได้แพงอย่างที่คิด เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจวิ่งไล่ตามมาตลอด หากมองในระยะยาว ลงทุนไปยาวๆ ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะนี่คือตลาดแห่งอนาคตที่จะยังเติบโตได้อีกมาก จากศักยภาพที่มี

– คนเวียดนามเริ่มหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะปีที่แล้วที่คนอยู่บ้านเฉยๆ ทำให้มีนักลงทุนรายย่อยเปิดบัญชีเพิ่มขึ้นเยอะมาก ไตรมาสละเป็นหมื่นๆ บัญชี, Q1 ปีนี้ เปิดใหม่เป็นแสนบัญชี, อีกสาเหตุหนึ่งเพราะดอกเบี้ยลดลง จาก 6-7% เป็น 2-3% ทำให้มีเงินไหลเข้ามาดันดัชนี ส่งผลให้หุ้น mid-small cap ขึ้นเยอะมาก

– อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเวียดนามก็ยังมีความเสี่ยง เช่น ด้วยความที่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ อาจจะมีการออกคำสั่งต่างๆ ขึ้นมาดื้อๆ เหมือนที่จีนเคยออกกฏห้ามนักลงทุนต่างชาติเอาเงินกลับ 

– นอกจากนี้ การเป็น frontier market ทำให้การกำกับดูแลต่างๆ ยังไม่ได้ดีพร้อม ผู้ลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องทุ่มทั้งหมด โดยอาจแบ่งเงินส่วนหนึ่ง เช่น 10-20% ของพอร์ต ไปลงทุนในเวียดนาม

> ลงทุนเวียดนามกับ Jitta

– การลงทุนในตลาดเวียดนามทำได้สองแบบ หนึ่งคือ ลงทุนด้วยตัวเอง  สองคือ ให้คนอื่นจัดการให้ ซึ่งก็คือลงทุนผ่าน บลจ.

– การลงทุนด้วยตัวเองต้องทำงานหนัก และอาจจะติดปัญหาบางประการ เช่น หุ้น mid-small cap บางตัวไม่สามารถคาดเดาได้ ดังที่เคยเกิดกรณี อยู่ๆ ผู้บริหารถูกอุ้มหายไป หุ้นจึงร่วงหนัก 

– อีกทางหนึ่งคือ ให้ บลจ.เอาเงินไปลงทุนให้ บลจ. อื่นๆ จะเลือกลงทุนใน ETF ส่วนของ บลจ. Jitta Wealth จุดเด่นคือจะใช้อัลกอริธึ่มของตัวเองในการวิเคราะห์-เลือกหุ้น นักลงทุนควรศึกษาวิธีลงทุนที่ตัวเองชอบ ดูค่าธรรมเนียม แล้วจึงตัดสินใจเลือกว่าจะลงทุนกับ บลจ.ไหน

– ทั้งนี้ Jitta Wealth เวียดนาม ที่ลงทุนโดยใช้ Jitta Ranking จะกระจายการลงทุนไปในหุ้นดีราคาถูก 20 ตัวของเวียดนาม และปรับพอร์ตทุก 3 เดือน

– ผลปรากฏว่า 12 เดือนล่าสุด (พ.ค. 2020-พ.ค. 2021) Jiita Wealth ทำผลตอบแทนได้ 93.47% ชนะดัชนีที่ทำผลตอบแทนได้ราว 56.33% ขณะที่ YTD (นับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2021) Jitta Wealth ทำผลตอบแทนได้ราว 32.85% เหนือดัชนีที่ทำได้ราว 20% 

– ช่วงหลังวิกฤต Jitta Wealth เอาชนะดัชนีของแต่ละประเทศเยอะมาก เพราะเงินหลั่งไหลเข้ามายังหุ้นดีราคาถูกต่างๆ ซึ่งเป็นหุ้นที่ Jitta Wealth เลือกไว้ ทั้งๆ ที่ดัชนีของแต่ละประเทศยังไม่ได้ขึ้นไวขนาดนั้น

– อาจกล่าวได้ว่า ในปีที่ดี Jitta Wealth จะชนะดัชนีได้เยอะ แต่ก็ต้องบอกว่า ในบางปีอาจจะแพ้ดัชนีได้ ที่ผ่านมา 10 ปี ก็ไม่ได้ชนะตลาดทุกปี แต่รวมๆ แล้วชนะมากกว่าแพ้ 

– อย่าง 10 ปีหลังสุดของเวียดนาม (2011-2020) Jitta Wealth ชนะดัชนี 8 ปี แพ้ 2 ปี โดยค่าเฉลี่ยผลตอบแทนต่อปีของ JW อยู่ที่ 21.45% ขณะที่ VN INDEX TR อยู่ที่ 12.10% (ข้อมูลส่วนหนึ่งเป็น backtest อีกส่วนหนึ่งเป็น real performace จากการใช้ Jitta Ranking ลงทุนจริง) 

– การลงทุนในเวียดนามกับ Jitta Wealth นอกจาก Jitta Ranking ยังมีอีกหนึ่งทางเลือก คือ Thematic โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกธีม “เวียดนาม” ซึ่งทาง JW จะเอาเงินไปซื้อ ETF ที่ชื่อ VNM ให้ (VNM เป็น ETF ที่ลงทุนในหุ้นเวียดนาม และหุ้นต่างชาติที่มีรายได้จากเวียดนามเกิน 50%)

– ผู้ที่อยากได้ผลตอบแทนสูงหน่อย ควรจะเลือกวิธี Jitta Ranking เพราะเชื่อว่าน่าจะชนะดัชนีได้ในระยะยาว แต่ถ้าใช้ Thematic โดยเลือกธีมเวียดนาม ผลตอบแทนก็น่าจะใกล้เคียงดัชนี

– ค่าธรรมเนียมของ Jitta Wealth วิธี Jitta Ranking ถือว่าต่ำมาก โดยค่าบริหารจัดการรายปีอยู่ที่ 0.5% เท่านั้น ต่ำที่สุดในบรรดากองทุนรวมไทยที่ไปลงเวียดนามทั้งหมด (กองอื่นๆ บางกองคิด 2-3% ) แต่จะมี performance fee  อีก 10% สมมุติว่ากำไร 1 ล้าน จะมีค่า fee 1 แสน 

– วิธีเช่นนี้จะ fair กว่า เพราะเป็น performance-based โดยบริษัทจะเก็บค่าธรรมเนียมได้มากต่อเมื่อทำผลตอบแทนให้ลูกค้าได้มาก ปีไหนขาดทุนลูกค้าจะเสียแค่ 0.5% 

– นอกจากนี้ จะมีค่าใช้จ่ายตามจริง เช่น ค่าธรรมเนียมจากการปรับพอร์ตอีก 0.3% ซึ่งจะปรับสามเดือนครั้ง ตรงนี้เป็นค่าธรรมเนียมจริงที่ Jitta Wealth ต้องจ่ายให้โบรกเกอร์ และจะมี custodian fee อีก 0.1% ของ NAV ขณะที่ถ้าใช้ Thematic ที่ไปลง VNM จะมีค่าธรรมเนียมเพียง 0.5% ไม่มี performance fee เพราะไม่ได้ใช้อัลกอริธึ่มของ Jitta 

– เป้าหมายของ Jitta Wealth คือ ทำผลตอบแทนให้ดีที่สุด ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่รับได้ หลักการข้อแรกคือทำอย่างไรไม่ให้เกิดการสูญเสียเงินลงทุนอย่างถาวร เลือกกิจการที่ดี มีกระแสเงินสดที่ดี ไม่จำเป็นต้องปรู๊ดปร๊าด ไม่ต้องได้ปีละ 100-200% แต่อาจจะทำได้เฉลี่ยปีละ 10-15%  ซึ่งก็เพียงพอแล้ว

– อย่างไรก็ตาม อดีตไม่ได้การันตีอนาคต ไม่ว่าจะลงทุนกับ Jitta Wealth หรือใคร แนะนำให้ศึกษาหลักการให้เข้าใจก่อน เพื่อที่จะได้อยู่กับมันได้นานๆ ไม่เช่นนั้นพอขึ้นมาเยอะหน่อยก็จะอยากขายทำกำไร พอตกไปเยอะหน่อยก็จะขายตัดขาดทุน 

> หลักการ เครื่องมือ และอื่นๆ

– Jitta Wealth เน้นความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลตลอด ว่าซื้อขายอะไร ใช้หลักการอะไร เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจ เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วจะได้พร้อมที่จะปล่อยให้เงินทำงานของมันไปเอง และไปใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ

– Jitta Line เป็น indicator ที่จะบอก “มูลค่าที่เหมาะสม” โดยคำนวณจากกระแสเงินสดที่บริษัทสร้างได้ บวกกับทรัพย์สินของบริษัท ภายใต้เงื่อนไขสมมุติ ว่าถ้าซื้อบริษัทนี้ทั้งบริษัท จะต้องคืนทุนภายในสิบปี 

– เมื่อเอา Jitta Line เทียบกับราคาหุ้น จะทำให้เห็นว่าช่วงไหนหุ้น undervalued ช่วงไหน overvalued  และจะช่วยประกอบการตัดสินใจว่าหุ้นตัวนั้นในเวลานั้นน่าเข้าลงทุนหรือไม่

– ถ้าดูหุ้น tech giant ต่างๆ จะเห็นว่า มีไม่บ่อยที่ราคาหุ้นจะลงมาต่ำกว่า Jitta Line อย่างหุ้น Amazon (NASDAQ: AMZN) ช่วงที่ลงทุนได้คือช่วงปี 2019 และต้นปี 2020 

– หรืออย่างหุ้น Facebook (NASDAQ: FB) ราคาต่ำกว่า Jitta Line มาตั้งแต่ปลายปี 2017 จนถึงต้นปี 2021 เพราะโดนมรสุมสารพัดเรื่อง เพิ่งจะมา overvalued เมื่อไม่นานมานี้ โดยล่าสุด (ณ 16 มิ.ย.) ราคาสูงกว่า Jitta Line อยู่ประมาณ 5%

– แต่อย่าง Microsoft (NASDAQ: MSFT) จะพบว่า overvalued อย่างต่อเนื่องมาตลอด แต่ทั้ง Jitta Line และราคาก็ปรับตัวขึ้นมาตลอดเช่นกัน โดยล่าสุด (ณ 16 มิ.ย.) ราคาสูงกว่า Jitta Line อยู่ประมาณ 58%

– Tool ทั้งหมดของ Jitta อยู่ภายใต้ปรัชญาที่ต้องการ “ปกป้องการลงทุน” เครื่องมือการลงทุนทุกอย่าง กลั่นมาจากเกณฑ์ที่ conservative ที่สุด 

– Jitta Wealth เป็นโมเดลที่สร้างรายได้จากการทำให้พอร์ตของนักลงทุนโตขึ้นจริง ส่วน Jitta.com จากเดิมที่เคยคิดค่าใช้จ่าย ปัจจุบันให้ใช้ฟรีทั้งหมด ซึ่งทำให้ผู้ใช้มาช่วยกันตรวจสอบข้อมูล ส่งผลให้ Jitta สามารถพัฒนาเครื่องมือของตนเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

 ** ข้อมูลทั้งหมด สรุปมาจากถ้อยคำของคุณตราวุทธิ์ โดยผมไม่ได้ใส่ความเห็นของตนเองลงไปแต่อย่างใดครับ – ชัชวนันท์

หลักฐานชี้ชัด ตลาดหุ้นเจ็บจากโควิด น้อยกว่าวิกฤตทุกครั้ง

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

การพังครืนของตลาด หรือที่เรียกว่า market crash เกิดขึ้นมาแล้วหลายหน แต่เชื่อไหมว่า หนล่าสุดอันเกิดจากโควิด-19 นั้น เป็นหนที่ “สั้น” ที่สุดครั้งหนึ่งเมื่อเทียบกับการ crash ครั้งอื่นๆ ในอดีต (คำว่า crashในที่นี้ นับเฉพาะกรณีตลาดร่วงลงมากกว่าหรือเท่ากับ 20%)

อยากรู้ว่า market crash ที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อไร หุ้นตกลงไปกี่เปอร์เซ็นต์ สมัคร My VALUE, แพลนการลงทุนหุ้นต่างประเทศ ที่จะช่วยให้คุณลงทุนหุ้นได้อย่างแม่นยำกว่าเดิม คลิก ที่นี่