Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

ขนมปังแพ็คคู่

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

คนไทยโดยปกติกินข้าวเป็นอาหารหลัก ถ้าจะกิน “ขนมปัง” ก็คงเป็นอาหารเช้าหรือไม่ก็อาหารว่าง ขนมปังจึงเป็นสิ่งที่เราบริโภคไม่มากนัก เมื่อเทียบกับข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว

มองในแง่ดีตลาดขนมปังยังมีโอกาสโตอีกมากในประเทศไทย แต่ถ้ามองในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและ “การกิน การอยู่” ของคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ห้างซุปเปอร์สโตร์บางแห่งใช้วิธีจูงใจให้คนหันมากินขนมปังมากๆ ด้วยการบรรจุหรือจัดชุดเป็น “ขนมปังแพ็คคู่” แล้วขายในราคาที่ถูกลง

และขนมปังแพ็คคู่ก็นำแง่คิดดีๆ มาให้เราครับ

ถูกกว่า = คุ้มกว่า?

เรามักจะคุ้นตากับขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ในถุงสีแดง กลัดด้วยพลาสติกบอกวันหมดอายุ แต่ถ้าใครเดินเข้าไปในแผนกเบเกอรี่ของซุปเปอร์สโตร์ต่างๆ ก็มักจะเห็นขนมปังพวก “เฮ้าส์แบรนด์” (House Brand) หรือขนมปังที่ห้างนั้นๆ ผลิตขึ้นมาเอง วางขายอยู่ใกล้ๆ กัน

ขนมปังเฮ้าส์แบรนด์อาจจะด้อยกว่าในแง่ของชื่อเสียงตราสินค้า ขณะที่บางคนก็บอกว่ามาตรฐานการผลิตและรสชาติก็มีความสม่ำเสมอน้อยกว่าแบรนด์ดัง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ขนมปังเฮ้าส์แบรนด์มีความสดใหม่และมีราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อจัดชุดขายเป็นแพ็คคู่

คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมก็คือ ซื้อแพ็คคู่แล้ว “คุ้มกว่า” จริงหรือ

หากพยายามคิดเหมือนกับนักเรียนในวิชาเศรษฐศาสตร์ เราก็คงจะคำนวณ “ราคาต่อหน่วย” โดยอาจจะเอาราคาขนมปังหารด้วยจำนวนแผ่น (หรือน้ำหนัก) แล้วพอได้ตัวเลขออกมา เราก็จะคิดว่า โอ้ สุดยอด ประหยัดกว่าแบรนด์ดังเยอะเลย

อย่างไรก็ตาม นี่คือการเทียบ “what you pay” กับ “what you get” ณ เวลาที่ซื้อ ซึ่งแตกต่างกับการเปรียบเทียบ ณ เวลาที่คุณกินมัน

สมมติขนมปังแถวหนึ่งมี 10 แผ่น ปกติเรากินขนมปังวันละหนึ่งคู่ (2 แผ่น) ขนมปังหนึ่งแถวก็จะกินหมดใน 5 วัน ถูกมั๊ยครับ ดังนั้นถ้าซื้อขนมปังแบบแพ็คคู่ เราก็จะใช้เวลากินถึง 10 วัน แน่นอนว่าความสดใหม่ของขนมปังย่อมลดลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป ถึงแม้เราจะเอาขนมปังใส่ไว้ในตู้เย็นก็ตาม

การซื้อขนมปังทีละแพ็คอาจจะแพงกว่า แต่เราก็จะได้กินของใหม่กว่า รวมทั้งลดความเสี่ยงที่ขนมปังจะขึ้นราและต้องโยนทิ้งให้เสียของ เพราะฉะนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เราต้องเอาประเด็นเหล่านี้มาคิดด้วย

บางที “ถูกกว่า” อาจจะไม่ “คุ้มกว่า” เสมอไปก็ได้

Economy of Scale

หลายคนเคยได้ยินแล้วว่า “เหมาโหลถูกกว่า” หรือ “ซื้อแพ็คใหญ่ประหยัดกว่า” นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการประหยัดจากขนาด หรือ economy of scale

ต้นทุนในการผลิตหรือการขาย รวมทั้งอำนาจการต่อรอง เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด economy of scale

แทนที่เราจะผลิตน้ำยาล้างจานขวดเล็ก 20 ขวด ขายให้ลูกค้า 20 คน เตรียมที่วางสินค้าบนชั้นมากมาย พนักงานขายต้องคิดเงิน 20 ครั้ง ใช้เวลาขายนานกว่าจะขายหมด… เราอาจจะผลิตขวดใหญ่เพียงแค่ 3 ขวด และขายใน “ราคาต่อหน่วย” ที่ลดลงได้ เพราะต้นทุนมันถูกลง คนขายก็แฮปปี้ คนซื้อก็แฮปปี้

อย่างไรก็ดี คนซื้อต้องคิดไว้ด้วยว่าขวดใหญ่ๆ ที่ซื้อมานั้น หยิบใช้สะดวกหรือไม่ บางทีมันอาจจะหนักเกินไป วางแล้วเกะกะ จนมือไปปัดน้ำยาหกเลอะเทอะ และทำให้ชีวิตลำบากขึ้นหรือเปล่า

จำไว้เสมอว่า “ความคุ้มค่า” ต้องรวมต้นทุนที่มองไม่เห็นเข้าไปด้วย อย่าคิดแค่ราคาต่อหน่วย

ซื้อถัวหุ้น เพื่อต้นทุนที่ถูกลง?

นักเล่นหุ้นจำนวนไม่น้อยชอบซื้อหุ้นเพิ่มในขณะที่หุ้นมีราคาลดลง หรือที่เราได้ยินว่าซื้อถัวเฉลี่ยขาลง เพราะมองว่า “ต้นทุนต่อหน่วย” ของหุ้นจะถูกลง เรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับขนมปังแพ็คคู่หรือน้ำยาล้างจาน

สิ่งหนึ่งที่เรามักลืมก็คือ “ความน่าสนใจ” หรือ “คุณค่า” ที่เรามองเห็นจากหุ้นตัวหนึ่งนั้น สามารถเปลี่ยนไปตามเวลาและข่าวสารที่เข้ามาใหม่ได้ การมองว่าหุ้น บ้านปลาทู ที่ราคา 400 บาท คุ้มค่ากว่าหรือเป็นโอกาสที่ดีกว่าตอนที่หุ้นราคา 700 บาท จึงอาจเร็วและฉาบฉวยเกินไป

การมองหุ้นเพียงแค่ราคาและตัดสินใจซื้อถัว เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง อาจทำให้เราถลำลึกเข้าสู่ปัญหา กลายเป็นว่า “ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” หรือถ้าเป็นคนจีน เขาจะมีสำนวนว่า “กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ” ก็เลยหาเรื่องใส่ตัว

ถ้าเราอยากให้สมองของเราทำงานโดยไม่เฉไฉหรือมีอคติ ผมแนะนำว่าพยายามอย่าไปคิดถึงต้นทุนเดิมมากนัก หากเราเห็นว่าหุ้นตัวนี้ถูก เมื่อเทียบกับคุณค่าของมัน ณ ตอนนี้ ก็ซื้อได้ หรือหากเห็นว่าตัวกิจการแย่ลงในระยะยาว จนราคาปัจจุบันแพงมากแล้ว เราก็น่าจะขายทิ้ง ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนกับมันอยู่ ถ้าทำแบบนี้รับรองว่าไม่มีติดหุ้น ติดดอย

สำคัญอยู่ที่ว่าเราประเมินคุณค่าของหุ้นเป็นหรือเปล่า และอย่าลืมมองพอร์ตในภาพรวมด้วย

ถ้าเห็นราคาหุ้นลดลง ให้มองก่อนว่าที่ผ่านมานั้น คุณค่าของหุ้นลดลงเหมือนกับขนมปังที่เก่าลงหรือเปล่า? หรือการซื้อหุ้นบ้านปลาทูเพิ่มอาจทำให้พอร์ตของคุณเทอะทะ และกระจุกตัวอยู่ที่หุ้นตัวนี้มากเกินไปหรือไม่? มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่วันหนึ่งมันอาจถูกปัดล้มและหกเลอะเทอะเหมือนกับน้ำยาล้างจานขวดยักษ์ คุณจะทำอย่างไร? นี่คือสิ่งที่เราต้องถามเอง-ตอบเอง และควรจะตอบให้ได้ก่อนลงมือทำอะไรลงไป

อย่าคิดว่า “ซื้อเยอะ ถูกกว่า” เพราะมันอาจไม่คุ้มค่าที่จะทำเช่นนั้นเสมอไปครับ

สินค้าคงเหลือ “พระรอง” ที่ไม่ควรมองข้าม

 

 

ในการพิจารณางบการเงินของบริษัท คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ รายได้ กำไร หรือกระแสเงินสด ฯลฯ ซึ่งแทบจะเป็น “พระเอก” ที่ถูกจับจ้องมองดูเป็นอันดับแรกๆ แต่หลายคนอาจมองข้ามรายการบางรายการ เช่น สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้การค้า ฯลฯ ที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ “พระรอง” แต่เชื่อไหมครับว่าพระรองเหล่านี้ อาจเป็น “สัญญาณบอกเหตุ” ให้กับเราได้อย่างดีทีเดียว

ในที่นี้ เราจะมาพูดถึง “พระรอง” ที่มีชื่อว่า “สินค้าคงเหลือ” กันก่อนนะครับ

โดยมากแล้ว เรามักรู้จัก “สินค้าคงเหลือ” ในฐานะของ “สินค้าที่ยังขายไม่ออก” (ถ้าขายไปแล้ว จะกลายเป็น “ยอดขาย”) แต่ที่จริง คำๆ นี้มีความหมายกว้างกว่านั้น

ในกรณีของธุรกิจการผลิต เช่น ผลิตกระเบื้องมุงหลังคาหรือผลิตเฟอร์นิเจอร์ สินค้าคงเหลือจะกินความหมายตั้งแต่ วัตถุดิบ งานระหว่างทำ ไปจนถึงสินค้าที่ทำเสร็จแล้ว และสำหรับบางกิจการที่มีโชว์รูม สินค้าตัวโชว์ก็ถือว่าเป็นสินค้าคงเหลืออย่างหนึ่งด้วย

สิ่งที่เราควรทำก็คือ ต้องเปิดดูรายงานประจำปี และเจาะลึกลงไปในงบดุล (ปัจจุบันศัพท์ทางบัญชีเปลี่ยนเป็น งบแสดงฐานะการเงิน) โดยดูว่า “สินค้าคงเหลือ” กับ “ยอดขาย” มีความสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้ายอดขายไม่โตขึ้นเลย แต่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นมาก อย่างนี้เราต้องตั้งคำถามแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

ปกติในงบดุลจะมีตัวเลขกำกับไว้ว่า รายละเอียดของสินค้าคงเหลือตรงกับ “หมายเหตุประกอบงบการเงิน” ข้อใด อย่างงบในมือผมนี้ สินค้าคงเหลือตรงกับหมายเหตุฯ ข้อ 8 (โปรดดูภาพประกอบ)

พอตามไปดูในหมายเหตุฯ ข้อ 8 ผมก็พบว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ “วัตถุดิบ” และ “สินค้าสำเร็จ” แต่การบ้านของผมยังไม่จบแค่นี้ เพราะผมต้องการหาด้วยว่า … มันเพิ่มขึ้นเพราะอะไร?!!

เมื่อเปิดดูคำอธิบายของบริษัท ผมก็พบข้อมูลว่า บริษัทได้ซื้อวัตถุดิบมาเก็บไว้ในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง ในส่วนของสินค้าสำเร็จที่เพิ่ม ก็มาจากการขนส่งสินค้าที่หยุดชะงักในช่วงปลายปีเนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย จึงสรุปได้ว่าสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นในกรณีนี้ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ … แบบนี้ถือว่าผ่าน

สิ่งที่นักลงทุนควรตระหนักก็คือ สินค้าคงเหลือมีความสำคัญต่อกิจการต่างๆ ไม่เท่ากัน!!

ธุรกิจบริการ เช่น โรงพยาบาล อาจมีสินค้าคงเหลืออยู่บ้าง เป็นพวกยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียง “ส่วนเติมเต็ม” ของธุรกิจหลัก ซึ่งก็คือ “การบริการ” เพราะฉะนั้น สำหรับธุรกิจประเภทนี้ เราอาจดูสินค้าคงเหลือประกอบ แต่ไม่ต้องซีเรียสกับมันมากนัก

ทว่าสำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจการผลิตที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น รวมถึงธุรกิจซื้อมาขายไป เราควรเน้นความสำคัญของสินค้าคงเหลือ และต้องระวัง “การด้อยค่า” ของสินค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสินค้านั้นล้าสมัยเร็ว อาทิ สินค้าเทคโนโลยี สินค้าแฟชั่น ฯลฯ

หากสินค้ามีการด้อยค่า บริษัทอาจบันทึกมูลค่าที่ด้อยลงนั้นเป็น “ค่าใช้จ่าย” ใน “งบกำไรขาดทุน” แล้วลดมูลค่าของสินค้า ซึ่งก็คือ “สินทรัพย์” ใน “งบดุล” ลงไป อันจะส่งผลให้บริษัทมีสินทรัพย์ลดและมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งแน่นอนว่ากำไรย่อมลดลงตามไปด้วย

ดังนั้น การมีสินทรัพย์ที่ด้อยค่าลงเป็นจำนวนมาก ย่อมไม่ใช่เรื่องดีต่อธุรกิจแน่นอน ส่วนจะบันทึกการด้อยค่าเท่าไรอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บริหารเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ บางบริษัทจะคำนวณ “ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย” เอาไว้ เราจึงควรติดตามดูว่าตัวเลขนี้เพิ่มสูงขึ้นจนผิดสังเกตหรือไม่ ถ้าสูงขึ้นมาก แปลว่าบริษัทเริ่มระบายสินค้าได้ช้าลง ซึ่งบ่งชี้ว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา

โดยปกติแล้ว สินค้าที่ล้าสมัยเร็ว บริษัทต้องเคลียร์สต๊อกให้ไว เพราะยิ่งเก็บไว้ก็ยิ่งขายยากและได้ราคาต่ำ เผลอๆ จะขายไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

เอาง่ายๆ นะครับ ถ้าโทรศัพท์ไอโฟน 5 ออกมาวางขายแล้ว เคสหุ้มไอโฟน 4 ก็เริ่มนับถอยหลังรอวันตายได้เลย เพราะขนาดตัวเครื่องไม่เท่ากัน พอคนทยอยเปลี่ยนเครื่อง อีกหน่อยเคสไอโฟน 4 ก็คงขายได้น้อยลงเรื่อยๆ

จากที่ได้อรรถาธิบายมาทั้งหมด เห็นหรือยังครับว่า เรื่องราวของสินค้าคงเหลือนั้นสำคัญไม่ใช่เล่นเลย แม้บทบาทของมันจะเป็นเพียง “พระรอง” แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามด้วยประการทั้งปวงครับ

จอห์น เนฟฟ์ “ชาวสวน” ตัวพ่อ

โดย Club VI

จอห์น เนฟฟ์ เป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าและผู้จัดการกองทุนรวมชื่อดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ตลอดระยะเวลา 31 ปี ที่บริหารกองทุนวินเซอร์ เขาทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 13.7% ต่อปี เอาชนะ S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทน 10.6% กว่า 3% แต่ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักดีที่สุด คือความชอบลงทุนแบบ “สวนกระแส” จนหลายคนมองว่าเนฟฟ์คือ “ชาวสวน” หรือ “The Contrarian” พันธุ์แท้ แห่งโลกของการลงทุน

เนฟฟ์ เกิดเมื่อปี 1931 ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง จนถูกครูมองว่าหัวแข็ง และมักมีเรื่องกับคนอื่นอยู่เสมอ เนฟฟ์บอกว่า เขาไม่เคยโอนอ่อนผ่อนตามหากต้องโต้เถียงกับผู้มีอำนาจ แม้แต่แม่ของเขายังบอกว่า เนฟฟ์น่าจะไปเป็นนักกฎหมาย เพราะเป็นคนที่เถียงได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งกับป้ายบอกทาง แต่บุคลิกนี้กลับเป็นรากฐานสำคัญแห่งการลงทุนของเขาในเวลาต่อมา

ประสบการณ์ในการมองหาคุณค่าของเนฟฟ์เกิดขึ้นจากการเล่นการ์ดเบสบอลกับเพื่อนตอน ป.5 เนฟฟ์สังเกตว่าเด็กคนอื่นมักซื้อการ์ดโดยหวังว่าจะขายได้ในราคาสูงกว่าที่ซื้อมา แต่สุดท้ายแล้ว การ์ดใบไหนที่ราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาก็จะตกลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน  

เมื่ออายุ 18 เขารับจ็อบโดยทำงานกับบริษัทขายอุปกรณ์เครื่องกลให้กับบริษัทของพ่อ ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ว่าธุรกิจน่าเบื่อๆ ก็สามารถทำเงินได้มากมาย ในปีต่อมา เนฟฟ์เข้ารับราชการทหารในสังกัดกองทัพเรือ และได้สั่งสมความรู้ความชำนาญในเรื่องที่ไม่ใช่การรบหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆ แต่เป็นเรื่องของเกมโป๊กเกอร์ที่เขาและเพื่อนทหารใช้เล่นฆ่าเวลา เนฟฟ์พบว่าคนที่เล่นโป๊กเกอร์เก่งที่สุด คือคนที่เข้าใจเรื่องของโอกาสและความน่าจะเป็น ไม่หลงใหลไปกับเงินก้อนโต หากไม่ใช่โอกาสที่ดีจริงๆ

หลังจากถูกเกณฑ์ทหารอยู่ 2 ปี เนฟฟ์กลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น รีเสิร์ฟ และได้ปริญญาในสาขาการเงินและการธนาคาร พบเรียนจบ เขาได้เข้าทำงานที่ธนาคารเนชั่นแนล ซิตี้ ออฟ คลีฟแลนด์ ตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เขาก้าวหน้าในสายงานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย้ายไปทำงานกับกลุ่มบริษัทแวนการ์ด โดยเป็นนักวิเคราะห์ของกองทุนวินเซอร์ และได้บริหารกองทุนขณะอายุเพียง 33 ปี

เนฟฟ์ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงกองทุนวินเซอร์ที่กำลังประสบปัญหา โดยขายหุ้นห่วยๆ ทิ้ง และคัดเอาหุ้นคุณภาพมาไว้ในพอร์ต เขาใช้เวลา 31 ปี ทำให้เงินลงทุน 1 เหรียญ ในปี 1964 กลายเป็น 56 เหรียญ ในปี 1995 ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมเมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ที่การลงทุน 1 เหรียญ จะกลายเป็น 22 เหรียญ ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

หลักการลงทุนของเนฟฟ์ที่น่าจดจำเอาไปใช้ คือการรู้จักเลือกหุ้นที่ P/E ต่ำๆ อย่างชาญฉลาด (เนฟฟ์น่าจะเป็นนักลงทุนระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับค่า P/E มากที่สุดคนหนึ่ง) โดยเลือกซื้อหุ้นแบบ “สวนกระแส” ไม่แคร์สื่อ โดยซื้อหุ้นที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ หุ้นที่โลกลืม

ที่น่าสนใจคือ เนฟฟ์มีเงื่อนว่าบริษัทที่เขาลงทุน กำไรต้องโตอย่างน้อย 7% แต่ไม่เกิน 20% เพราะถ้าเกินกว่านั้นจะมีความเสี่ยงมากเกินไป โดยเขามักทำนายการเติบโตของกำไรไปข้างหน้า 5 ปี

นอกจากนี้ เนฟฟ์ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงคุณภาพไม่แพ้กัน เขาเน้นย้ำว่า เราต้องเข้าใจบริษัทที่จะเข้าลงทุนอย่างถ่องแท้ โดยเข้าตรวจสอบกิจการว่าโรงงานเป็นอย่างไร สินค้าเป็นอย่างไร บริการเป็นอย่างไร มีตำแหน่งทางการตลาดเป็นอย่างไร รู้จักตั้งคำถามต่อผู้บริหารและฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามหลัก “การล้วงลึก” ของฟิลิป ฟิชเชอร์ ปรมาจารย์การลงทุนอีกท่านหนึ่ง

ที่สำคัญคือ บริษัทที่เข้าลงทุนต้องมีศักยภาพในการเติบโต อย่าไปลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในขาลง โดยในพอร์ตโฟลิโอต้องมีหุ้นอยู่ไม่มากจนเกินไป อย่าเปลี่ยนตัวหุ้นบ่อย และหลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วซึ่งนอกจากจะเข้าใจได้ยากแล้วยังคาดการณ์ได้ยากด้วย

 เสน่ห์ในการลงทุนของเนฟฟ์ คือเขาใช้วิธีลงทุนที่ดู “ง่าย” จนไม่น่าเชื่อ คติประจำตัวของเขาคือ “ทำให้ง่ายเข้าไว้” แต่ทั้งหมดอยู่บนรากฐานของความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในแนวทางของตน ในเวลาที่คนในตลาดพากันแห่ตามกระแสไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง อย่าสนใจหุ้นสุดฮ็อตที่ใครๆ กำลังคลั่งไคล้ อย่าสนใจชาร์ตเทคนิค ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างดงามในการลงทุน 

ตลอด 31 ปีในการลงทุน เนฟฟ์เอาชนะตลาดได้ถึง 25 ปี ก่อนที่เขาจะเกษียณตัวเองในปี 1995 เนฟฟ์เล่าว่า ในวัยเด็ก แม่เคยบอกว่าเขา “เถียงได้ทุกเรื่อง” ถึงวันนี้ เขาภูมิใจที่ตัวเองได้มาทำงานในสายการลงทุน และ “เถียง” กับตลาดหุ้นมาตลอด 31 ปี โดยเป็นฝ่ายชนะเสียเป็นส่วนใหญ่  

และนี่คือเรื่องราวของสุดยอด “ชาวสวนตัวพ่อ” แห่งวงการลงทุนโลก นามว่า “จอห์น เนฟฟ์”

ข้อมูลอ้างอิง – Wikipedia, John Neff on Investing, The Great Investors

ภาพประกอบ – ของ Vanguard Windsor Fund