Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

Happy Birthday ครับปู่

วันนี้ 30 ส.ค. 2012 เป็นวันเกิดครบรอบ 82 ปี ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เราก็ขอเซย์ “แฮปปี้เบิร์ธเดย์” กับปู่ และขอส่งกำลังใจเล็กๆ ให้ปู่หายขาดจากโรคมะเร็งในเร็ววันนี้ครับ

และสำหรับวันเกิดในปีนี้ ปู่บัฟฟ์ก็ได้ฉลองวันเกิดให้กับตัวเอง โดยตกลงใจที่จะบริจาคหุ้นเพิ่มเติมเป็นสองเท่าให้กับมูลนิธิของลูกๆ ทั้งสามของแก คือ ซูซาน, โฮเวิร์ด และ ปีเตอร์ ซึ่งหุ้นเหล่านั้น เมื่อคำนวณจากมูลค่าตลาด ณ วันนี้ จะมีค่าอยู่ที่กว่า 3 พันล้านเหรียญ หรือราวๆ 9.25 หมื่นล้านบาท*

ทั้งนี้ ปู่ได้เขียนจดหมายถึงลูกๆ ทั้งสาม มีใจความที่น่าสนใจว่า

“พ่อรู้อยู่แล้วว่า ลูกๆ ย่อมจะใช้สมองและพลังงานที่มี เพื่อใช้เงินทุนที่พ่อให้เป็นของขวัญให้เกิดประโยชน์มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ลูกๆ ทำได้ดีกว่าที่พ่อคาดหวังไว้เสียอีก แม่ของลูกต้องภูมิใจในตัวลูกเหมือนที่พ่อภูมิใจแน่ๆ ความสำเร็จของลูกๆ ในวันนี้ ทำให้พ่อมองเห็นถึงอิทธิพลของแม่ที่มีต่อลูกทุกคน

ดังนั้น พ่อจึงตัดสินใจที่จะให้หุ้นเพิ่มเติม จากคำสัญญาเดิมที่มูลค่าตอนนี้เท่ากับหุ้นคลาส B จำนวน 12,220,852 หุ้น โดยในหุ้นจำนวน 24,441,704 หุ้น ที่เป็นจำนวนใหม่ที่จะให้นี้ พ่อจะแบ่ง 1,222,085 หุ้น ให้กับมูลนิธิของลูกทั้งสามภายในเดือน ก.ค. ปีหน้า และจำนวนดังกล่าวจะลดลง 5% ต่อปี ไปเรื่อยๆ

เมื่อเวลาผ่านไป พ่อคาดว่ามูลค่าของหุ้นที่พ่อให้ในครั้งนี้ จะมีค่าเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญ แม้ว่ามันคงจะผันแปรไปบ้างในแต่ละปีที่ผ่านไป พ่อก็หวังว่าลูกๆ จะใช้มันอย่างฉลาดในวิถีทางของลูกๆ เอง”

ด้วยรัก จากพ่อ

* [ตัวเลข 3 พันล้านเหรียญ คำนวณจากราคาหุ้น BRK-B ณ วันที่ 30 ส.ค.2012 ที่อยู่ที่ 84.19$ โดยบัฟเฟตต์จะมอบหุ้นให้มูลนิธิของลูกทั้งสาม คนละ 12,220,852 หุ้น รวมเป็น 36,662,556 หุ้น จึงได้มูลค่าหุ้นรวม ณ วันนี้ เท่ากับ 3086,620,589.64 เหรียญ (36,662,556 X 84.19) คิดเป็นเงินไทยก็เอา 30 คูณ ได้ประมาณ 9.25 หมื่นล้านบาท … เห็นตัวเลขแล้วถึงกับงงเลยใช่มั้ยครับ – -“]

P/BV (พี-บุ๊ก) ซุกอะไรอยู่?

pbv

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

ในตอนที่แล้ว ได้อธิบายถึงค่า P/E ว่าเป็นวิธีการวัดความถูกแพงของราคาหุ้นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม ค่า P/E มีจุดอ่อนอยู่บางประการ กล่าวคือ เป็นค่าที่คำนวณมาจาก กำไรสุทธิ ซึ่งกำไรของบางบริษัทอาจมีความไม่แน่นอน ทำให้ P/E Ratio เกิดความผันผวน จนยากที่จะใช้เป็นหลักยึดได้ หรืออย่างในช่วงวิกฤต เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540-1 กำไรสุทธิของหลายบริษัทล้วน “ติดลบ” ทำให้ค่า P/E ออกมาเป็นลบ อันถือว่าใช้วัดไม่ได้

ดังนั้น ในตอนนี้ เราจะมาว่ากันถึงอีกวิธีหนึ่งในการวัดความถูกแพงของหุ้น นั่นก็คือ ค่าที่เรียกว่า “P/BV Ratio” (บ้างก็เรียกว่า P/B แต่มักออกเสียงกันว่า “พี-บุ๊ก”) ย่อ มาจาก “Price-to-book-value ratio”

ค่า P/BV หมายถึง อัตราส่วนระหว่าง “ราคาหุ้น” (P) กับ “มูลค่าทางบัญชีของกิจการ” (BV) ซึ่ง BV หรือ “Book Value” ในที่นี้ ก็มีค่าเท่ากับ ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) นั่นเอง

ในแต่ละปี เมื่อบริษัทมีกำไร ก็จะแบ่งส่วนหนึ่งจ่ายออกไปเป็น “เงินปันผล” ให้ผู้ถือหุ้น และส่วนที่เหลือ จะบันทึกไว้เป็น “กำไรสะสม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” นั่นหมายความว่า ทุกๆ ปี หากบริษัทมีกำไร Book Value ของบริษัทก็ควรจะโตขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ค่า Book Value มักเป็นไปตามผลประกอบการ คือ ถ้าบริษัทมีกำไรดี Book Value ก็มักจะสูงขึ้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ค่า P/BV ต่ำลงเสมอไป เพราะราคาหุ้นมักจะเพิ่มขึ้นตามผลประการของบริษัทอยู่แล้ว (BV โตขึ้น แต่ P ก็โตขึ้นด้วย ค่า P/BV ที่ได้จึงอาจเท่าเดิม)

อย่างไรก็ตาม บางบริษัทนิยมจ่ายปันผลออกมาค่อนข้างมาก และไม่ค่อยเก็บกำไรสะสมไว้ ทำให้ Book Value ไม่โต

เช่น บริษัทที่ทำธุรกิจหนังสือในเมืองไทยบริษัทหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “หุ้นปันผล” ชั้นดี การที่กิจการมีเงินทุนหมุนเวียนอย่างล้นเหลือทำให้สามารถจ่ายปันผลออกมาได้เกือบ 100% ของกำไรสุทธิ ผลคือ Book Value แทบจะไม่โต ทั้งที่กำไรของบริษัทเติบโตขึ้นทุกปี

bookvalue

จะเห็นได้ว่า การเติบโตของผลประกอบการมักดึงดูดให้ราคาหุ้นโตขึ้นตามไปด้วย จึงดูเหมือนว่า P/BV โตเร็ว (Book Value โตช้า แต่ P โตเร็ว ทำให้ P/BV สูงขึ้นเรื่อยๆ) และทำให้เข้าใจกันไปว่า หุ้นตัวนั้นๆ “แพงแล้ว”

แต่มองอีกมุมหนึ่ง หุ้นที่เข้าลักษณะนี้อาจไม่แพงเลยก็ได้ เพราะแม้ว่าค่า P/BV จะมากกว่า 1 (P สูงกว่า BV) ซึ่งหมายความว่า ใครจะซื้อก็ต้องจ่ายเงินสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีของกิจการ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลเสมอไป เพราะผู้ซื้ออาจมีแรงจูงใจบางประการที่ทำให้ยอม “จ่ายแพงกว่า”

อาทิ กิจการนั้นเป็นกิจการที่กำลังเติบโต นักลงทุนจึงยอมควักเงินเพื่อ “ซื้ออนาคต” หรือนักลงทุนอาจเล็งเห็นว่า บริษัทนั้นๆ มีสินทรัพย์บางอย่างที่ไม่ได้รวมอยู่ในมูลค่าทางบัญชี หรือไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขทางบัญชีได้อย่างเหมาะสม

ในทางกลับกัน ถ้า P/BV ต่ำกว่า 1 (P ต่ำกว่า BV) นั่นหมายความว่า นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ ได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น อาจเป็นเพราะตลาดมองว่าบริษัทนี้มีการเติบโตค่อนข้างน้อย หรืออนาคตดูจะไม่สดใสเท่าไรนัก หุ้นของบริษัทจึงไม่ค่อยได้รับความนิยม

โดยหลักการ มักถือกันว่า ค่า P/BV ต่ำ แปลว่านักลงทุน “ได้ของถูก” ทว่ามาตรฐานของแต่ละคนมักไม่เท่ากัน บางคนยึดหลักว่าค่า P/BV ไม่เกิน 2 เท่า บางคนยึดหลักซื้อเฉพาะ “ของถูกมาก” จึงซื้อเฉพาะหุ้นที่ค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่านั้น

ในทางปฏิบัติแล้ว หุ้นบางตัวมี P/BV สูง แต่ก็คุ้มค่าที่จะเข้าไปลงทุน เพราะมูลค่าบางอย่างไม่ได้แสดงออกมาในทางบัญชี อาทิ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร นโยบายการเติบโต สิ่งเหล่านี้ล้วนมีค่ายิ่ง แต่ไม่สามารถที่จะตีเป็นตัวเลขได้เลย

นอกจากนี้ พวกกิจการที่ใช้ทุนต่ำ (low-capital) เช่น ธุรกิจบันเทิง มักมีค่า P/BV ค่อนข้างสูง ทั้งนี้เพราะ Book Value ของบริษัทอาจจะน้อย (BV ต่ำ) เนื่องจากสินทรัพย์ส่วนหนึ่งไม่ได้มีมูลค่าทางบัญชี แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก เช่น มันสมอง-ความสร้างสรรค์ของบุคลากร ชื่อเสียงของดาราในสังกัด ฯลฯ

การที่บริษัทใช้ “ทุนที่ประเมินค่าเป็นเงินไม่ได้” (แต่มองเห็นได้) กลั่นออกมาเป็นผลประกอบการที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้ราคาหุ้นโตตามไปด้วย (P สูง) ครั้น P โต แต่ BV โตช้า ค่า P/BV จึงสูง จะเห็นได้ว่าบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยบางบริษัทมี P/BV สูงถึง 4-6 เท่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นไม่น่าลงทุนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ทั้งนั้น การประเมินว่า P/BV เท่าไรจึงจะเรียกว่าถูก บางครั้งเราก็เทียบกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งก็พอทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่า แต่ละบริษัทล้วนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการจ่ายปันผล ระยะเวลาที่ทำธุรกิจมา ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า P/BV มีจุดเด่น คือ มีความเสถียร ไม่ค่อยผันผวน ต่างจากค่า P/E ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ อาจสะท้อนอนาคตของธุรกิจได้ช้ากว่า

โดยสรุปแล้ว ค่า P/BV มีประโยชน์อยู่ไม่ใช่น้อย แต่ไม่ควรใช้เป็นหลักยึดตายตัว โดยควรดูค่าอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย มิฉะนั้น อาจทำให้เสียโอกาสงามๆ ในการลงทุนได้ครับ

P/E เรื่องไม่ยากที่มากด้วยรายละเอียด

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

ในการวัดว่าหุ้นแต่ละตัวราคาถูกหรือแพงนั้น วิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ ดูจาก “ค่า P/E”

ค่า P/E หรือ P/E Ratio ย่อมาจาก “Price to Earnings Ratio” เป็นค่าที่คำนวณได้ไม่ยาก โดยเอา “ราคาหุ้น” หารด้วย “กำไรต่อหุ้น” ตัวเลขที่ได้คือ “ค่า P/E” มีหน่วยเป็น “เท่า”

ค่า P/E ที่มักใช้กันมีอยู่สองประเภท คือ “Trailing P/E” (บ้างก็เรียกว่า LTM P/E) และ “Forward P/E”

Trailing P/E แปลตรงตัวเป็นภาษาไทยคือ “P/E ตามหลัง” (แต่โดยมากมักไม่ค่อยแปลกัน) โดยค่า “E” ของ Trailing P/E มาจากกำไรต่อหุ้นซึ่งคำนวณจากกำไรสุทธิที่ประกาศต่อสาธารณชนแล้ว

ค่า E ของ Trailing P/E หาได้โดยเอากำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดที่ประกาศแล้วของบริษัทมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด ค่าที่ได้คือ “กำไรต่อหุ้น” หรือ E

จากนั้น ให้เอา P หาร E (ที่เพิ่งคำนวณออกมาได้) ตัวเลขที่ได้คือ Trailing P/E

เช่น เราต้องการคำนวณหาค่า P/E ของบริษัท Happy Home ณ วันที่ 15 ส.ค. 2555 สิ่งที่ต้องทำก็คือ เอากำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุดของบริษัท ในกรณีนี้คือกำไรไตรมาสที่ 3/54, 4/54, 1/55 และ 2/55 บวกกัน สมมุติว่าได้เท่ากับ 1,200 ล้านบาท แล้วหารด้วยปริมาณหุ้นในตลาดของบริษัท Happy Home สมมุติว่ามีอยู่ 2,400 ล้านหุ้น ค่า E ที่ได้จะเท่ากับ “0.5” (1,200 /2,400)

จากนั้น ให้เอาราคาตลาดของบริษัทแฮปปี้โฮม ณ เวลาที่คำนวณ สมมุติว่าเท่ากับ 4 บาท หารด้วยค่า E คือ 0.5 ค่า P/E ของบริษัทแฮปปี้โฮมก็จะเท่ากับ 4/0.5 = 8 เท่า

อนึ่ง Trailing P/E บ้างก็เรียกชื่อว่า “LTM P/E” ย่อมาจาก “Last Twelve-Month P/E” ซึ่งหมายถึง P/E ที่มาจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (E) ในรอบ 12 เดือนย้อนหลัง (4 ไตรมาสล่าสุด) นั่นเอง

ค่า P/E อีกประเภทหนึ่งคือ Forward P/E แปลตรงตัวคือ “P/E ล่วงหน้า” (บ้างก็เรียกว่า P/E อนาคต) ซึ่งจะใช้ค่า E จากกำไรที่คาดการณ์ไปข้างหน้า โดยมักคาดการณ์ไปในรอบปีบัญชีถัดไปเต็มปี เช่น หากคำนวณในวันที่ 15 ส.ค. 2012 ก็มักใช้ค่า E ของปี 2013 ทั้งปี เป็นต้น (แต่จะรวมถึงปี 2014 หรือ 2015 ด้วยก็ได้)

จากนั้นก็คำนวณในลักษณะเดียวกับ Trailing P/E ค่าที่ได้ออกมาจะเป็น Forward P/E ที่เราต้องการ (อาจใช้เครื่องหมายว่า P/E 2013F, P/E 2014F โดย F ย่อมาจาก Forecast เพื่อให้รู้ว่าเป็นค่า P/E ที่คาด)

ดังนั้น จากตัวอย่างเดิม เราต้องคำนวณกำไรสุทธิที่คาดของบริษัท Happy Home ในปี 2556 เต็มปี หารด้วยจำนวนหุ้น คือ 2,400 ล้านหุ้น จึงจะได้ค่า E ออกมา

จะเห็นได้ว่า Trailing P/E เป็น P/E ที่เกิดจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้นแล้ว ในขณะที่ Forward P/E เป็น P/E ที่เกิดจาก “การคาดการณ์” ของแต่ละบุคคล ซึ่งย่อมมีความไม่แน่นอนอยู่มาก

ข้อดีของ Trailing P/E (หรือ LTM P/E) คือ ความน่าเชื่อถือ เพราะมีที่มาจากกำไรที่เกิดขึ้นจริง แต่ข้อเสียคือ อาจสะท้อนความถูกแพงของราคาหุ้นได้ไม่ทันการ โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเติบโตอย่างรวดเร็ว

ส่วน Forward P/E ข้อดีคือ ข้อมูลที่ใช้อัพเดตกว่า และเป็นการมองไปในอนาคต  แต่ข้อเสียที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นเพียงการคาดเดาล่วงหน้า ไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ว่าจะเป็นไปตามนั้น

เพราะฉะนั้น เวลามีคนมาบอกคุณว่า หุ้นตัวนี้ P/E ถูก ก็ต้องถามให้แน่ใจว่า P/E ในที่นี้ หมายถึง Trailing P/E หรือ Forward P/E ถ้าเป็นประเภทหลัง ก็อย่าเพิ่งเชื่อไปเสียทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ค่า P/E จากแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนต่างๆ รวมทั้งค่า P/E ที่ระบุไว้ในเว็บไซต์การลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ เช่น settrade.com, set.or.th มักจะเป็น Trailing P/E แทบทั้งนั้น ต่างจากค่า P/E ในบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ที่อาจเป็น Forward P/E

ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติของโบรกเกอร์ เวลาแนะนำหุ้นให้ลูกค้า ย่อมต้องคาดการณ์ไปในอนาคต เพื่อนำไปสู่การหาราคาที่เหมาะสม ดังนั้น P/E ที่บริษัทหลักทรัพย์ใช้ บ่อยครั้งจึงเป็นเพียง Forward P/E หรือ P/E คาดการณ์

อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ นักลงทุนจำนวนมากมักเปรียบเทียบความถูกแพงของราคาหุ้น โดยใช้ค่า P/E ของหุ้นตัวนั้นๆ เทียบกับค่า P/E ของหุ้นตัวอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน วิธีเช่นนี้ถือว่าน่าสนใจ แต่ก็มีจุดอ่อน เพราะบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แม้จะมีความใกล้เคียง แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด

เช่น บริษัทในกลุ่มค้าปลีก บางบริษัททำร้านสะดวกซื้อ บางบริษัททำห้างสรรพสินค้า บางบริษัทขายสินค้าเทคโนโลยี ฉะนั้น การจะบอกว่าราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ควรมีความถูกแพงในระดับที่ใกล้เคียงกันก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากนัก

นอกจากนี้ การตัดสินใจซื้อหุ้นโดยดูจากค่า P/E เพียงอย่างเดียวก็ยังขาดความสมบูรณ์อยู่ เช่น หุ้นที่มี P/E 10 เท่า ก็อาจไม่ได้น่าซื้อไปกว่าหุ้นที่มี P/E 12 เท่า เสมอไป หากว่ามันมีการเติบโตต่ำ หรือว่าเป็นธุรกิจขาลง

อาทิ หุ้นของบริษัทสิ่งทอบริษัทหนึ่ง มีค่า P/E เพียง 9 เท่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ผลตอบแทนที่ได้รับหากเข้าไปลงทุน อาจจะน้อยกว่าหุ้นค้าปลีกที่มี P/E เกิน 20 เท่า แต่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็เป็นได้

โดยสรุป ค่า P/E เป็นหนทางหนึ่งในการวัดความถูกแพงของราคาหุ้น เป็นวิธีที่เรียบง่ายและได้รับความนิยมมาก แต่ยังมีวิธีอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ไว้ตอนหน้ามาว่ากันต่อครับ