Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

รู้ทันเงินปันผล

โดย Club VI

“ปันผล” (Dividend) คือ ส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทแบ่งออกมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้เจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือผู้ถือหุ้นทั้งหลาย

หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ บางตัวเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลมาก หรือที่คนมักเรียกกันว่า “หุ้นปันผล” (Dividend Stock) ขณะที่บางตัวเป็นหุ้นโตไว ที่คนมักเรียกว่า “หุ้นเติบโต” (Growth Stock) ซึ่งมักจ่ายปันผลน้อยกว่า เมื่อเทียบกับราคาหุ้น

โดยธรรมชาติแล้ว หุ้นปันผล (Dividend Stock) คือ หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูง เช่น 6-8% เมื่อเทียบกับราคาหุ้น ในขณะที่หุ้นเติบโต (Growth Stock) มักจะให้ Dividend Yield ค่อนข้างต่ำ เช่น 1-2% เทียบกับราคาตลาดของหุ้นตัวนั้น

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะบริษัทต้องใช้เงินในการขยายกิจการ (ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น) ค่อนข้างมาก จึงไม่สามารถจ่ายปันผลเป็นกอบเป็นกำได้ หรืออาจเป็นเพราะราคาของหุ้นเติบโตมักพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้บริษัทจ่ายปันผลในอัตราที่ไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่วิ่งไปไวกว่า ก็ทำให้ Dividend Yield ต่ำลงอย่างช่วยไม่ได้

นักลงทุนควรดูนโยบายการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ว่าระบุไว้ว่าอย่างไร ตัวเลขนี้เรียกว่า Payout Ratio หรือ “อัตราส่วนการจ่ายปันผล” ซึ่งจะระบุอัตราส่วนของเงินปันผลเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิเป็นเปอร์เซ็นต์

เช่น บริษัทผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชื่อดัง มีนโยบายในการจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ นั่นหมายความว่า ถ้าทั้งปีได้กำไร 100 บาท ก็จะกันกำไรไม่ต่ำกว่า 50 บาท ออกมาจ่ายเป็นปันผลให้ผู้ถือหุ้น

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว หลายๆ บริษัทมักจ่ายปันผลสูงกว่านโยบายเสียอีก เช่น นโยบายบอกว่าจะจ่ายไม่ต่ำกว่า 60% ของกำไรสุทธิ แต่เอาเข้าจริงกลับจ่ายถึง 80-90% สมมุติได้กำไร 100 ล้านบาท ก็แบ่งออกมาจ่ายปันผลถึง 80-90 ล้านบาท บางบริษัทถึงขนาดจ่ายออกมาทั้ง 100% ของกำไร หรือเกินกว่านั้นก็ยังมี

นอกจากรูปแบบของเงินสดแล้ว บริษัทยังสามารถจ่ายปันผลออกมาเป็น “หุ้น” ได้ด้วย โดยกำหนดเป็นอัตราส่วน เช่น บริษัทขายอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านแห่งหนึ่ง จ่ายปันผลเป็นหุ้น ในอัตรา 7 ต่อ 1 (7 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่) ดังนั้น ถ้าเรามีหุ้นเดิมอยู่ 700 หุ้น ก็จะได้หุ้นปันผลเป็นจำนวน 100 หุ้น รวมแล้ว หลังปันผล เราจะมีหุ้นของบริษัทนี้เพิ่มเป็น 800 หุ้น

สิ่งที่จะตามมาของการจ่ายปันผลเป็นหุ้นก็คือ Dilution Effect ซึ่งหมายถึงการที่หุ้นแต่ละหุ้นมีมูลค่าลดลง เนื่องจากกำไรของ “ทั้งบริษัท” ยังเท่าเดิม แต่ “ปริมาณหุ้นในตลาด” มีมากขึ้น จึงส่งผลให้ “กำไรต่อหุ้น” (Earnings per Share หรือ EPS) ลดต่ำลง เนื่องจากมี  “ตัวหาร” มากขึ้น

เช่น สมมุติทั้งบริษัทมีกำไร 1,400 ล้านบาท เดิมมีหุ้นอยู่ในตลาด 700 ล้านหุ้น EPS จึงเท่ากับ 2 บาท ต่อมา เมื่อปริมาณจ่ายปันผลเป็นหุ้นในอัตรา 7: 1 หุ้นในตลาดจึงเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านหุ้น ทำให้ EPS ลดลงเหลือ 1400 / 800 = 1.75 บาท ดังนั้น ตามตรรกะแล้ว ราคาหุ้นในตลาดก็ควรจะปรับลดลงตามสัดส่วนเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ผลของการจ่ายปันผลเป็น “เงินสด” กับการจ่ายเป็น “หุ้น” จึงไม่เหมือนกัน เพราะการได้ปันผลเป็นเงินสด เราได้เงินจริงๆ โดยไม่เสียอะไรไป แต่การจ่ายปันผลเป็นหุ้นจะเป็นการ “ลดทอนมูลค่า” ของหุ้นในมือเราไปพร้อมๆ กัน (แม้เราจะมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของอยู่เท่าเดิม เนื่องจากผู้ถือหุ้นทุกคนได้รับแจกหุ้นเท่าๆ กัน)

โดยมากแล้ว จุดประสงค์ของบริษัทในการจ่ายปันผลเป็นหุ้นคือ ต้องการเก็บเงินสดเอาไว้เพื่อใช้ขยายกิจการ แต่ก็ต้องการที่จะจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นด้วย (ส่วนหนึ่งอาจเพราะต้องการรักษาระดับราคาหุ้นในตลาดไว้ ไม่ให้นักลงทุนผิดหวัง) จึงจ่ายออกมาในรูปของหุ้นแทน

ที่ต้องระวังก็คือ บางบริษัทมีนโยบายการจ่ายปันผลที่อาจถูกมองได้ว่า “เอาเปรียบ” ผู้ถือหุ้น คือโดยธรรมชาติของธุรกิจไม่จำเป็นต้องกันเงินไว้ลงทุนมากมายนัก แต่กลับจ่ายปันผลน้อยมาก หรือแทบไม่จ่ายเลย

ลักษณะเช่นนี้ เราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า เป็นไปได้ไหมว่าผู้บริหารบริษัทซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อาจจะแอบผ่องถ่ายเงินสดไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยรับรู้ เนื่องจากไม่อยาก “แบ่งเงิน” ให้รายย่อยตัวเล็กๆ ดังนั้น ถ้าบริษัทไหนจ่ายปันผลน้อยมาก โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นักลงทุนก็ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน

นี่คือเรื่องของเงินปันผล อันเป็น“เรื่องใกล้ตัว” ที่เป็นของชอบของนักลงทุนอย่างเราๆ อยู่แล้ว จึงสมควรที่จะรู้ให้จริง รู้ให้กระจ่าง เพื่อความสำเร็จในการลงทุนครับ

หนี้และการใช้หนี้ของกิจการ

โดย Club VI

คราวที่แล้วได้อธิบายถึงค่า ROE และ ROA ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีพลัง บ่งบอกถึงศักยภาพในการสร้างกำไรของธุรกิจไปแล้ว วันนี้มาว่ากันเรื่อง “หนี้” ซึ่งมีความสำคัญ เปรียบเสมือน “ภาระบนบ่า” ของกิจการที่เราจะมองข้ามเสียไม่ได้เลย

“โครงสร้างเงินทุน” ของบริษัท เป็นสิ่งที่จะบอกเราว่า ธุรกิจมีการก่อหนี้สินมากเกินไปหรือไม่

ปกติแหล่งเงินทุน (Sources of funds) ของบริษัทจะมาจากสองส่วน คือ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” (Equity) และ “หนี้สิน” (Debt)

เงินทุนจากสองแหล่งดังกล่าว คือเงินที่กิจการนำมาใช้ซื้อ “สินทรัพย์”  หรือเอาไปทำให้เกิดสินทรัพย์

ดังนั้น สมการที่ได้คือ “สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น”

สิ่งที่นักลงทุนต้องสนใจก็คือ สินทรัพย์ของบริษัทนั้น หนักไปทาง “หนี้” หรือหนักไปทาง “ทุน” มากกว่ากัน ถ้า “หนี้” มากกว่า “ทุน” ก็แปลว่ากิจการมี “ภาระผูกพัน” ค่อนข้างเยอะ

การเปรียบเทียบระดับของหนี้กับทุนนั้น หาได้โดย “ค่า D/E” หรือชื่อเต็มคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน นั่นคือเอาค่า “D” (หนี้สิน) หารด้วย “E” (ส่วนของผู้ถือหุ้น) หากค่า D/E ไม่เกิน 1 แปลว่าบริษัทนั้น มีทุนมากกว่าหนี้สิน แต่ถ้าค่า D/E เกิน 1 แปลว่า บริษัทนั้น มีหนี้สินมากกว่าทุน ซึ่งเราต้องระวังให้ดี

การที่ธุรกิจมี “ทุนมาก-หนี้น้อย” ก็เหมือนกัน “คนตัวใหญ่แบกของเบา” คนคนนั้นย่อมจะเดินต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่หมดแรง ตรงกันข้ามกับการมี “ทุนน้อย-หนี้มาก” ซึ่งเหมือนกับ “คนตัวเล็กแบกของหนัก” ซึ่งไม่แน่ว่าจะเดินไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ดีไม่ดีอาจหมดแรงล้มพับลงกลางทางเสียก่อน

การที่กิจการมีหนี้เยอะ จึงหมายถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยความเสี่ยงที่ว่าก็คือโอกาสที่บริษัทจะหาเงินมาชำระหนี้ไม่ทัน ซึ่งจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการโดนฟ้องร้อง เสียชื่อเสียง ถูกลดอันดับเครดิต

…. หรือเลวร้ายที่สุดคือต้องเลิกกิจการ!!

เพื่อที่จะทราบถึงระดับของความเสี่ยงดังกล่าว เราต้องมาดูก่อนว่าหนี้สินของบริษัทเป็น “หนี้สินหมุนเวียน” และ “หนี้สินไม่หมุนเวียน” อย่างละเท่าไร

ทั้งนี้ หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้สินที่ครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี ซึ่งบริษัทต้องหาเงินมาชำระให้ทัน อีกประเภทคือ หนี้สินไม่หมุนเวียนหมายถึงหนี้สินที่มีกำหนดชำระเกินกว่าหนึ่งปี ซึ่งกิจการยังพอมีเวลาที่จะหายใจหายคอได้บ้าง

จะเห็นได้ว่า หนี้สินหมุนเวียน ก่อให้เกิดความเสี่ยงได้มากกว่า เพราะมีเรื่องของเวลามาบีบคั้น ดังนั้น แม้จะได้ค่า D/E แล้ว เรายังต้องเอาตัว D มาชำแหละดูอีกที ว่าเป็นหนี้สินประเภทไหน และกิจการมีความสามารถที่จะชำระหนี้นั้นๆ ได้หรือไม่

การที่จะหาความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้สินหมุนเวียน ก็ขึ้นอยู่กับ “สภาพคล่อง” ที่บริษัทมี ซึ่งวัดได้โดยใช้อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) โดยเอา “สินทรัพย์หมุนเวียน” หารด้วย “หนี้สินหมุนเวียน”

โดย “สินทรัพย์หมุนเวียน” ก็มีจุดร่วมเดียวกับ “หนี้สินหมุนเวียน” คือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี ซึ่งจะสอดคล้องกับหนี้สินหมุนเวียน ที่กิจการต้องเอาเงินสดไปชำระให้กับเจ้าหนี้ภายใน 1ปี

เพราะฉะนั้น หากกิจการใดมีค่า Current Ratio มากกว่า 1 ก็เชื่อได้ว่าบริษัทมีสภาพคล่องค่อนข้างดี น่าจะหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ทัน คงไม่เกิดปัญหา “เงินขาดมือ” ซึ่งทำให้วางใจได้ในพอสมควร

นี่คือเรื่องของหนี้และความสามารถในการใช้หนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งครับ

ROA กับ ROE

roe-roa

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

คราวที่แล้วพูดถึง “กำไร” ในแต่ละประเภทจนครบถ้วนกระบวนความไปแล้ว ในวันนี้จะพูดถึงตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ อันต่อเนื่องจากเรื่องของกำไรกันนะครับ

ตัวเลขแรกที่จะอรรถาธิบายให้ท่านได้รู้จักในวันนี้ คือ ROA ย่อมาจาก Return on Assets หรือ “ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์”

ROA เป็นตัวเลขที่จะทำให้เห็นภาพใหญ่ว่า บริษัทนั้นๆ เอาสินทรัพย์ที่มีไป “สร้างกำไร” ได้มากน้อยเพียงใด โดย เอา “กำไรสุทธิ” (ต้องเป็น “กำไรสุทธิ” นะครับ ไม่ใช่ “รายได้” หรือกำไรประเภทอื่นๆ) หารด้วย “สินทรัพย์ทั้งหมด” ของบริษัท

เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคแห่งหนึ่ง มีสินทรัพย์ 30,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท ROA ของบริษัทนี้จึงเท่ากับ 2,000 ลบ./ 30,000 ลบ.= 6.7%

ในขณะเดียวกัน มีอีกบริษัทหนึ่ง ทำธุรกิจเดียวกับบริษัทแรก คำนวณค่า ROA ได้เท่ากับ 4% แสดงว่าบริษัทที่สองนี้เอาสินทรัพย์ไปสร้างกำไรได้น้อยกว่า

ตัวเลขต่อไปคือ ROE ย่อมาจาก “Return on Equity” หาได้โดยเอา “กำไรสุทธิ” หารด้วย “ส่วนของผู้ถือหุ้น” (Equity)

ขอขยายความอีกนิดหนึ่ง เผื่อบางท่านอาจจะยังไม่แน่ใจในเรื่องของ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” คำว่า “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ภาษาอังกฤษคือ “Equity”

Equity อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็น สินทรัพย์ที่ตัดหนี้สินทั้งหมดออกไปแล้ว จนกลายเป็น “Net Asset” หรือ “สินทรัพย์สุทธิ” ของกิจการ (Equity = Net Asset)

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ROE คือ “กำไรที่ปราศจากภาระ” ของกิจการ คือสร้างขึ้นจาก “หน้าตัก” ของเจ้าของล้วนๆ ไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินมา

ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบริษัทเดิม มีสินทรัพย์ทั้งหมด 30,000 ล้านบาท มีหนี้สิน 18,000 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าเป็นส่วนของผู้เป็นเจ้าของ 30,000 – 18,000 = 12,000 ล้านบาท

จึงคำนวณ ROE ได้เท่ากับ 2,000/ 12,000 (กำไรสุทธิ/ ส่วนของผู้ถือหุ้น) = 16.7%

whatsurreturn

วิธีดูว่า ROE และ ROA ของบริษัทไหนมากหรือน้อยอย่างไร ก็ควรจะเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน จึงจะเห็นได้ถึงศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทนั้นๆ เมื่อเปรียบกับคู่แข่ง

ในขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบกันระหว่างอุตสาหกรรม เราจะเห็นได้ว่า บางอุตสาหกรรมใช้สินทรัพย์น้อย แต่สามารถสร้างกำไรได้เป็นจำนวนมาก

เช่น อุตสาหกรรมบันเทิง ที่สินทรัพย์เป็นเรื่องของ “มันสมอง” หรือ “ทักษะ-พรสวรรค์” ของบุคลากร โดยไม่ต้องพึ่งเงินทุนจำนวนมาก ทำให้ค่า ROA ค่อนข้างสูง โดยอาจสูงถึง 30-40% สำหรับบางบริษัท

ทว่าบางอุตสาหกรรม กว่าจะสร้างกำไรได้ ก็ต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น สร้างโรงงาน สร้างระบบขนส่งที่เข้มแข็ง ฯลฯ ROA ของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้จึงอยู่ราวๆ 8-12% เท่านั้น

นี่คือเรื่องราวของ ROE และ ROA ที่เป็นค่าที่มีประโยชน์มากๆ และทำให้เห็นศักยภาพในการแข่งขันและความเข้มแข็งของกิจการได้อย่างชัดแจ้งครับ

** สนใจหลักสูตรสัมมนา “ประเมินมูลค่าหุ้น” สอนวิธีหามูลค่าหุ้นหลักๆ ที่นักลงทุนระดับโลกนิยมใช้ ครบทุกวิธี เน้นความเข้าใจที่ถ่องแท้ เรียนจบ หามูลค่าหุ้นได้ โดยทีมงาน Club VI คลิกที่นี่ **

** สนใจหลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คลิกที่นี่ **

—————————–