โฮเวิร์ด มาร์กส์ กับ “ประกาศิตรวย”

IMG_9008

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โฮเวิร์ด มาร์กส์ เล่าว่า เมื่อปี 1978 เจ้านายของเขาที่ซิตี้แบงก์โทรศัพท์มาหา โดยสั่งให้ไปศึกษาสิ่งที่เรียกว่า “หุ้นกู้ผลตอบแทนสูง” (high-yield bond) ซึ่งในเวลานั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้จัก มาร์กส์จึงไปหาข้อมูล และพบว่า มันคือหุ้นกู้ของบริษัทที่สถานะไม่สู้จะดี ไม่เป็นที่โปรดปรานของตลาด ได้อันดับเครดิตแย่ แต่ให้ผลตอบแทนในระดับสูง เมื่อเทียบกับหุ้นกู้ของบริษัทที่แข็งแกร่ง

มาร์กส์บอกว่า ถ้าเราซื้อหุ้นกู้ประเภท “ทริปเปิ้ล A” (AAA) ซึ่งใครๆ ต่างคิดว่ามันดี ทุกอย่างดูดีไปหมด นั่นแปลว่าทิศทางเดียวที่มันมีโอกาสจะมุ่งไป คือ “แย่ลง” มันอาจจะไม่แย่ก็ได้ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น มันย่อมไม่มีโอกาสจะดีขึ้นอีกแล้ว เพราะมันดีที่สุดแล้ว

ในทางตรงข้าม ถ้าคุณซื้อหุ้นกู้ของบริษัทที่เป็น “ซิงเกิล B” และเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ทางเดียวที่เป็นไปได้คือได้รับการ “upgrade” ขอเพียงบริษัทนั้นไม่ล้มละลาย ถ้ามันรอดได้ ความเป็นไปได้ประการเดียวคือ “ขึ้น” เท่านั้น

มหาเศรษฐีวีไออธิบายต่อว่า ถ้าคุณซื้อหุ้นกู้ที่ไม่ค่อยมีคนสนใจ โอกาสพลาดครั้งใหญ่ หรือโอกาสที่มันจะกลายเป็น “big loser” ถือว่ามีน้อยมาก เพราะความคาดหวังแย่ๆ ถูกรวมเข้ามาในราคาจนหมดแล้ว

เขาเล่าต่อไปว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การลงทุนที่ดี คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี หรือในบริษัทที่ดี ซึ่ง “ผิดถนัด” สุดยอดผู้จัดการกองทุนผู้นี้บอกว่า คำกล่าวที่ว่า “ถ้าคุณชอบสินค้าของบริษัทไหน ก็ซื้อหุ้นของบริษัทนั้นซะ” ถือว่าผิดที่สุดเท่าที่จะผิดได้แล้ว

มาร์กส์ชี้ชัดว่า ส่ิงสำคัญที่สุดที่จะตัดสินความสำเร็จในการลงทุน ไม่ได้อยู่ที่ “สิ่งที่คุณซื้อ” แต่อยู่ที่ “ราคาที่คุณจ่ายไป” ต่อให้คุณซื้อสินทรัพย์คุณภาพเยี่ยม แต่จ่ายแพงเกินไป คุณก็มีโอกาสเจ็บหนักได้ แต่ถ้าคุณซื้อสินทรัพย์คุณภาพต่ำ โดยจ่ายต่ำกว่ามูลค่าของมัน คุณก็มีโอกาสทำเงินได้สูง

นักลงทุนมากมาย เคยลงทุนในบริษัทชั้นเยี่ยมอย่าง โคคาโคล่า, IBM, P&G, AIG ในปี 1968 ณ P/E 80 หรือ 90 เท่า และเจ๊งย่อยยับถึง 90% ก็เพราะการซื้อแพงเกินไปนี้

มาร์กส์อ้าง “ประกาศิตสองประการ” จาก “Security Analysis” หนังสือที่เปรียบประดุจคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งการลงทุน

ประการแรกคือ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “มูลค่า” คุณต้องหามูลค่าให้เป็น จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุน 

ประการที่สองคือ “ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับมูลค่า” ถ้าคุณซื้อแพงกว่ามูลค่า คุณจะเดือดร้อนแน่ๆ แต่ถ้าคุณสามารถหามูลค่าออกมาได้ แล้วเข้าซื้อในราคาที่ต่ำกว่านั้น มาร์กส์บอกว่าคุณก็ชนะไปแล้วครึ่งตัว

ต่อมา สิ่งที่มาร์กส์ทำก็คือ หันมาเน้นลงทุนใน “หุ้นกู้ผลตอบแทนสูง” โดยให้เกณฑ์กับลูกน้องไว้ง่ายๆ ว่า ให้คัดหุ้นกู้ที่มีโอกาสเจ๊งออกไป เพื่อปิดโอกาสในการสูญเงินทั้งหมด  แล้วเลือกลงทุนในหุ้นกู้ผลตอบแทนสูงของบริษัทที่ไม่มีโอกาสเจ๊ง โดยไม่ต้องสนใจว่าบริษัทจะมี “ข่าวดี” หรือไม่ หรือจะถูกมองแย่ขนาดไหนจากบริษัทจัดอันดับเครดิต

เทพวีไอผู้นี้สรุปว่า จงเอาตัวเองไปอยู่ในเขตแดนซึ่งสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้น คือ “ความประหลาดใจในทางบวก” เท่านั้น แล้วคุณจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

เรียกได้ว่าเดินตามตำรา “วีไอ” แท้ๆ จนร่ำรวย


** สนใจหลักสูตร Valuation & DCF สอนประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี DCF แบบเชิงลึกโดย Club VI คลิกที่นี่


หมายเหตุ : โฮเวิร์ด มาร์กส์ เป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital ​Management เป็นเวลาหลายสิบปี โดยความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ” 


แหล่งที่มา : คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks


ย้อนอ่านตอนก่อนหน้านี้:

Howard Marks The Series

#1 :โฮเวิร์ด มาร์กส์ เตือนแรง ระวังเฟดอุ้มตลาดไม่ไหว คลิกที่นี่

#2 :เพราะเหตุใดเราจึงควรฟังคำเตือนของโฮเวิร์ด มาร์กส์ คลิกที่นี่

#3 : อย่ามองใครว่าถูกต้องด้วยเหตุผลที่ผิด คลิกที่นี่

#4 : “ทำไมคนที่คิดถูกเสมอจึงไม่รวย” มุมคิดคมๆ จากโฮเวิร์ด มาร์กส์ คลิกที่นี่

#5 : “คุณรู้จักตัวเองหรือยัง” คำถามจากโฮเวิร์ด มาร์กส์ คลิกที่นี่

หลักสูตร Valuation & DCF ออนไลน์ (new) !!

IMG_8950

สิ้นสุดการรอคอย! กับหลักสูตร Valuation & DCF โดย Club VI ครั้งแรกในรูปแบบออนไลน์ สมัครระหว่าง 21 – 23 มิ.ย. 2563 ลดเหลือเพียง “1,949 บาท” เท่านั้น!!

หลักสูตร Valuation & DCF ที่ถือเป็นคอร์สสัมมนา “signature” ของ Club VI มีผู้เข้ารับการอบรมมาแล้วเกือบหนึ่งพันคน จัดมาแล้ว 9 รุ่น วันนี้พร้อมให้ท่านรับชมในรูปแบบออนไลน์เป็นครั้งแรกทางกลุ่มปิด Facebook .. สะดวก เข้าใจง่าย ดูซำ้กี่รอบก็ได้ ในราคาประหยัดสุดๆ

“นี่คือหลักสูตรประเมินมูลค่าหุ้นที่ครอบคลุมและเจาะลึกที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเมืองไทย พร้อมวิธี DCF แบบจัดเต็ม!!” 

<< ทำไมเราจึงต้องประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF ให้เป็น >>

หากต้องการลงทุนในแนว “วีไอ” หรือการลงทุนเน้นมูลค่า การรู้ “มูลค่าหุ้น” ย่อมเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อที่จะ “ได้กำไรตั้งแต่เข้าซื้อ” มิเช่นนั้นก็ยากที่จะตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง

นักลงทุนที่ดีจึงต้องเรียนรู้หลักการและวิธี “ประเมินมูลค่าหุ้น” ซึ่งมีอยู่หลายวิธี เช่น “โมเดลการคิดลดเงินปันผล” หรือ DDM แต่ที่ได้รับการยอมรับที่สุด คงหนีไม่พ้น “การคิดลดกระแสเงินสด” หรือ DCF ซึ่งเป็นวิธีที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลกบอกว่าเขาใช้ในการหามูลค่าหุ้นเพื่อเข้าลงทุน โดยทั้งสองวิธีได้ถูกถ่ายทอดไว้แล้วในหลักสูตรนี้ (ดูรายละเอียดเนื้อหาทั้งหมดด้านล่าง)

ความยาว 5 ชั่วโมง 47 นาที ราคาเต็ม 2,499 บาท

พิเศษ สมัครระหว่าง 21 – 23 มิ.ย. 2563 ลดเหลือเพียง “1,949 บาท” เท่านั้น!! (ถูกลง 550 บาท) 

** หลักสูตรนี้ ผู้เรียนควรมีพื้นฐานเบื้องต้นในระดับหนึ่ง เช่น รู้จักผลตอบแทนทบต้น, อ่านงบการเงินพอเข้าใจ หากไม่มีพื้นฐาน แนะนำให้สมัครหลักสูตร  “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” (VI 101) และ “อ่านงบการเงิน” (VI 201) อีกสองคอร์ส โดยจ่ายเพิ่มเพียง “999 บาท” ** (ดูรายละเอียดเนื้อหาทั้งหมดด้านล่าง)

สนใจสมัครได้เลย และรอรับ invite เข้ากลุ่มทันที

<< วิธีสมัคร >>

1. โอนเงินเข้าบัญชี บริษัท คลับ วีไอ จำกัด สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) มีสามธนาคาร ดังต่อไปนี้

ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่: 066-705774-9
ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) บัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 996-2-06200-5
ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 404-486287-4

2. ส่งสลิปมาที่ clubvidotcom@gmail.com โดยระบุ

1) หลักสูตรที่ต้องการสมัคร หากสมัคร “Valuation & DCF” หลักสูตรเดียว ให้ระบุว่า “สมัคร DCF” และหากสมัครหลักสูตร VI 101 + VI 201 ด้วย ให้ระบุ​ว่า “สมัคร 3 คอร์ส”

2) ชื่อ Facebook account ที่ท่านจะใช้ชมคอร์สนี้

3. รอการตอบกลับและรับเอกสารประกอบการเรียนทางอีเมล

มีข้อสงสัย กรุณาสอบถามได้ที่ clubvidotcom@gmail.com หรือ Inbox เพจ Club VI

** ผู้เรียนต้องเป็นผู้ใช้ facebook  account นั้นเพียงคนเดียว หากพบว่าเป็น facebook ที่ใช้กันหลายคน ทีมงานขออนุญาตโอนเงินคืนและยกเลิกสถานะค่ะ **

 

<< เนื้อหาสำคัญของหลักสูตร Valuation & DCF >>

  • เข้าใจการประเมินมูลค่า
  • แนวคิดและคอนเซ็ปต์พื้นฐานของการประเมินมูลค่าหุ้นตามหลักวีไอ
  • แนะนำการประเมินมูลค่าหุ้นในแนวทางต่างๆ
  • รู้จักการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลด
  • รู้จักและทำความเข้าใจ “การคิดลด” (discounting)
  • หา “อัตราคิดลด” (discount rate) สอนท่านหาอัตราคิดลดให้เป็น เพื่อใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้นทุกวิธี
  • การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี “คิดลดเงินปันผล” (DDM) สอนวิธีทำ DDM อย่างละเอียด ให้ท่านประยุกต์ใช้กับ “หุ้นปันผล” ที่หมายตาไว้ได้ทันที
  • การประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี “คิดลดกระแสเงินสด” (DCF) โดยเราจะสอนท่านทำ DCF แบบจัดเต็ม พร้อมตัวอย่างและเอกสารประกอบ ให้ท่านทำเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ สามารถประยุกต์ไปใช้กับหุ้นที่ท่านสนใจได้ทันที

เนื้อหาสำคัญของหลักสูตร VI 201 อ่านงบการเงิน อ่านได้ ที่นี่

เนื้อหาสำคัญของหลักสูตร VI 101 พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า อ่านได้ ที่นี่


 

 

13342986_1008396502590634_5290222225672131225_n

ผู้บรรยาย  

สอนและบรรยายเสียงโดย คุณชัชวนันท์ สันธิเดช ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Club VI, นักลงทุน, นักพูด, นักเขียน-นักแปลด้านการลงทุน ประสบการณ์ในการลงทุน 17 ปี เป็นผู้เขียนคอลัมน์ Value Way ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มีผลงานเขียนและแปลหนังสือลงทุนมาแล้วกว่า 35 เรื่อง เช่น หนังสือ “เรียนบัญชีกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์” (Best Seller), หนังสือ “ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้” (Best Seller), หนังสือ “ลงทุนอย่างวีไอพันธุ์แท้ #2: วัดพลังหุ้น” (Best Seller), หนังสือแปล “ลงทุนอย่างวีไอในตลาดไซด์เวย์”, หนังสือ “ลงทุนหุ้นอย่างไร กำไรตั้งแต่ซื้อ”, หนังสือแปล “Tap Dancing to Work” , หนังสือแปล “พ่อรวยสอนลูก #2: เงินสี่ด้าน” (Best Seller), หนังสือแปล “บัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ” (Best Seller) ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นวิทยากรให้กับบริษัทเอกชนและองค์กรการศึกษาหลายสิบแห่ง และได้รับเชิญไปถ่ายทอดความรู้ผ่านรายการโทรทัศน์และสื่อต่างๆ จำนวนมาก

“วิถีอีแร้ง” รวยจากหุ้นบริษัทล้มละลาย

plane-841441_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเพิ่งแปลหนังสือเรื่อง You Can Be A Stock Market Genius ของ โจเอล กรีนแบล็ตต์ นักลงทุนสมองเพชร ผู้คิดค้น Magic Formula เขาพูดไว้เกี่ยวกับ “หุ้นของบริษัทล้มละลาย” ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจมากๆ จนอดไม่ได้ที่จะเอามาเล่าต่อ

บริษัทส่วนใหญ่ที่ล้มละลาย มักเกิดจากสาเหตุหลักๆ ไม่กี่สาเหตุ เช่น ธุรกิจย่ำแย่ บริษัทขยายธุรกิจมากเกินไป หรือมีหนี้สินล้นพ้นตัว บางบริษัทมี สหภาพแรงงาน คอยกัดกินผลประโยชน์จนองค์กรล่มสลาย

จริงอยู่ การซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่กำลังยื่นขอล้มละลายไม่ใช่ไอเดียที่ดีแน่ๆ เพราะผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ล้มละลาย จะอยู่ในลำดับสุดท้ายที่จะได้เงิน ถัดจากลูกจ้าง ธนาคาร ผู้ถือหุ้นกู้ เจ้าหนี้การค้า (เช่น ซัพพลายเออร์) และสรรพากร

เรียกได้ว่า อาจจะไม่เหลืออะไรติดไม้ติดมือเลยก็ได้

ตามกฏหมายล้มละลายของสหรัฐฯ จะมี “มาตรา 11” หรือ chapter 11 ที่ให้ความคุ้มครองทางกฏหมายแก่ธุรกิจ ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ระหว่างเจรจาหาข้อตกลงกับเจ้าหนี้ (ล่าสุดได้ยินข่าวว่ากำลังมีข้อเสนอให้ใช้ลักษณะเดียวกับมาตรา 11 กับการยื่นล้มละลายของรัฐวิสาหกิจชื่อดังในประเทศไทยเช่นเดียวกัน)

แม้หุ้นสามัญของบริษัทล้มละลายจะไม่ใช่ตัวเลือกในการลงทุนที่ดี แต่เราสามารถ “หาโอกาสลงทุน” ในช่วงที่การยื่นขอล้มละลายเกือบจะได้ข้อสรุปเรียบร้อย และผู้บริหารคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคตออกมาได้แล้ว

กล่าวคือ บริษัทล้มละลายโดยทั่วไปมักไม่มีเงินสดเหลือมากนัก ในขณะที่ผู้ถือหุ้นกู้ (ไม่ด้อยสิทธิ์) มักได้รับเงินสดบางส่วน แต่ผู้ถือหุ้นสามัญส่วนใหญ่มักได้แค่วอร์แรนต์ หรือ “หุ้นใหม่” ของบริษัท ที่ตั้งขึ้นมาหลังบริษัทเก่าล้มละลาย

โอกาสของคุณ คือการวิเคราะห์หุ้นสามัญของ “บริษัทใหม่” นี้ ก่อนที่มันจะเข้าเทรดในตลาด โดยคุณควรอ่านข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับกระบวนการยื่นขอล้มละลาย ผลงานในอดีตของบริษัท และโครงสร้างเงินทุนใหม่ ซึ่งจะยื่นต่อ กลต. ในเอกสารที่มีชื่อว่า “แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์” (registration statement)

เอกสารชุดนี้ จะมี “ประมาณการธุรกิจในอนาคต” ของผู้บริหารรวมอยู่ด้วย พูดอีกอย่างก็คือ มันจะอธิบายความยุ่งยากซับซ้อนที่ผ่านมาทั้งหมดของกระบวนการยื่นขอล้มละลาย และตีแผ่อนาคตให้เราได้เห็น

อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นใหม่ของบริษัทมักไม่สนใจข้อมูลเหล่านี้ เพราะพวกเขาส่วนใหญ่คืออดีตผู้ถือหุ้นกู้และเจ้าหนี้การค้าของบริษัทที่เพิ่งล้มละลายไป ซึ่งไม่ได้สนใจที่จะถือหุ้นมาตั้งแต่แรก แต่ได้หุ้นมาเพื่อแลกกับการใช้หนี้เท่านั้น

ครั้นหุ้นใหม่เข้าเทรดในตลาด คนกลุ่มนี้จึงมัก “ขายหุ้นทิ้ง” ทันที และนี่แหละคือโอกาสในการเข้าลงทุนของคุณ เพราะหุ้นของบริษัทที่ตั้งใหม่หลังการล้มละลายมักเทรดกันต่ำกว่ามูลค่าในช่วงแรกที่เข้าตลาด

นอกจากนี้ ด้วยความที่ตลาดหุ้นมักมองข้ามบริษัทที่เพิ่งพ้นจากภาวะล้มละลาย จึงไม่มีใครสนใจที่จะไปโปรโมทมัน มันจึงถูกเรียกว่า “หุ้นกำพร้า” และถูกกดราคาไว้

ผลการศึกษาระหว่างปี 1980 ถึงปี 1993 พบว่า หุ้นล้มละลายใหม่ที่ถูกแจกจ่ายออกไป ทำผลงานได้ดีกว่าดัชนีตลาดอื่นๆ “มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์” ในช่วง 200 วันแรกของการเทรด

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็น “หุ้นกำพร้า” ของอดีตบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพวก “บริษัทแห่งชาติ” ผลตอบแทนมักไม่สูงนัก ซึ่งเป็นจุดที่ต้องระวังไว้ให้ดี

วิธีป้องกันก็คือ ให้เลือกหุ้นซึ่งมีตลาดเฉพาะทางที่เข้มแข็ง มีแบรนด์เนม มีแฟรนไชส์ หรือมีตำแหน่งที่ได้เปรียบในอุตสาหกรรม  ซึ่งคงยากที่จะมีครบทั้งหมด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงไม่ล้มละลายแต่แรก แต่มีบ้างไว้เป็นเบาะรองรับ ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

ก่อนจบ ต้องบอกว่า สถิติข้างต้นมาจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ซึ่งอาจเหมือนหรือต่างจากตลาดหุ้นไทย อันนี้ก็ต้องระวังไว้ด้วย

ใครสนใจอยากเป็น “พญาอีแร้งแห่งปี” ก็ลองศึกษาหาข้อมูลกันดูนะครับ ไม่แน่ว่า “ของเน่า” อาจทำให้เรารวยได้เหมือนกัน