ดร.ศุภวุฒิ แจงยิบ เศรษฐกิจแย่ทำไมหุ้นแพง

coronavirus-4914026_960_720

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมสรุปคำให้สัมภาษณ์ของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดของประเทศไทย ในรายการ Money Talk  โดย ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร พูดถึงวิกฤตโควิด-19 กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ลองอ่านดูนะครับ

  • เศรษฐกิจโลกรวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ดีเมื่อช่วงสองเดือนก่อน แต่หนทางข้างหน้ายังยากลำบาก ขณะที่ยุโรปยังต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังต้องระมัดระวัง 
  • จีนเน้นการฟื้นตัวจากภายในประเทศ ไม่ได้ใช้เม็ดเงินมากมายเหมือนสมัยก่อน ส่วนปัญหาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง ซึ่งซับซ้อนกว่าเรื่องสงครามการค้า ทั้งหมดนี้จะกระทบต่อภาพระยะยาวของการลงทุน
  • เหตุที่โควิดระบาดแต่หุ้นขึ้น มีสี่สาเหตุ หนึ่ง) เพราะหุ้นที่ขึ้นเป็นหุ้นเทคฯ รวมทั้งหุ้นที่ผลิตวัคซีน สอง) แม้ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ แต่อัตราส่วนผู้เสียชีวิตลดลง ผู้คนจึงมองภาพข้างหน้าไม่ได้แย่มาก สาม) คาดกันว่าสหรัฐฯ กับยุโรปจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลังซ้ำอีก และสี่) สหรัฐฯ มี QE ซ้ำแล้วซ้ำอีก มีการซื้อสินทรัพย์ และซื้อพันธบัตร ทำให้ราคาหุ้นไม่ถูกกดดัน
  • ดร.ศุภวุฒิ เป็นห่วงว่าหุ้นที่แพงแบบนี้ค่อนข้างน่ากลัว แต่คนที่มองบวกก็ยังมองบวกอยู่ดี โดยมองว่าในเมื่อดอกเบี้ยเป็นศูนย์ ก็มีแต่หุ้นซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ควรเอาเงินมาลง
  • สำหรับเมืองไทย แม้เรื่องการระบาดของโรคจะดีกว่าสหรัฐฯ เป็นสิบเป็นร้อยเท่า เพราะไม่มีผู้ป่วยมานานมาก ดูไปแล้วเศรษฐกิจควรจะฟื้นตัวดีกว่าอเมริกา แต่ที่ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะไทยพี่งพาการท่องเที่ยวสูงกว่าอเมริกามาก
  • ปัจจัยตรงนี้ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะตามมาด้วยหนี้เสีย คนตกงาน ทำให้หุ้นของเราไปไหนไม่ได้
  • ที่น่าห่วงมากกว่า คือ “วิธีคิด” เราไม่คิดจะอยู่กับโควิดให้ได้ คิดแต่ว่าต้องไม่มีโควิดเลย พอเกิดเคสขึ้นมาเหมือนที่ระยองหรือสุขุมวิท จึงตื่นตระหนกกันไปหมด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าต้นตอมาก
  • ถ้าเรามีจุดกลัวโควิดรุนแรงขนาดนี้ เศรษฐกิจเราไม่มีทางฟื้น เพราะทั้งโลกเจอหนักกว่าเราเยอะ อิตาลีหนักกว่าเราด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ยังติดเชื้อใหม่วันละ 200-300 คน เขายังผ่อนคลายมากกว่าเรา ยุโรปก็ผ่อนคลายมากกว่าเรา ให้ไปมาหาสู่กันได้ แต่ของเราไม่ใช่
  • แม้วัคซีนเกิดขึ้นมา ก็อาจจะยังไม่จบ ยังประเมินไม่ได้ว่าแม้คิดค้นวัคซีนได้แล้ว จะใช้ได้ผลแค่ไหน
  • ถ้าไม่มีวัคซีนแต่มีวิธีบำบัดให้มั่นใจได้ว่ารักษาหายในอัตราสูง ก็น่าจะช่วยได้ อย่างทั่วโลกตอนนี้ อัตราส่วนผู้เสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 4% แต่ที่จริงน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากกว่านั้น 4-5 เท่า (รวมพวกที่ไม่ได้ตรวจด้วย) นั่นแปลว่าอัตราส่วนผู้เสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อจริงอยู่ที่ 0.6-1.0% เท่านั้น
  • หากเป็นอย่างนั้น คนทั่วโลกจะเริ่มรู้ว่านี่คือ new normal คือติดได้ก็รักษาหายได้เป็นเรื่องปกติ และคนตายจะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะแพทย์เริ่มรู้วิธีรักษา
  • เมืองไทยพึ่งพิงรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก รายได้ 97% จากนักท่องเที่ยวอยู่ใน 8-10 จังหวัด คือกรุงเทพฯ และจังหวัดที่มีทะเล เช่น ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ
  • ปีนี้ เมื่อมีโควิด คาดว่านักท่องเที่ยวจะเหลือแค่ 9 ล้านคน รายได้ที่หายไป คนไทยเที่ยวกันเองยังไงก็ทดแทนไม่ได้ SMEs ที่อยู่ในเซคเตอร์นี้จะ “ไปหมด” อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะหดตัวรุนแรงมาก  GDP อาจจะหายไป 10%
  • ครั้น SMEs เหล่านั้นปิดตัว ก็มีคำถามว่าทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวที่มีอยู่เยอะแยะจะปรับเปลี่ยนไปทำอะไร? ในเมื่อเราอาศัยการท่องเที่ยวเป็น engine of growth มาโดยตลอด แล้วอยู่ๆ เครื่องจักรนี้ดับไปต่อหน้าต่อหน้า ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลก็น่าจะยังไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาทดแทน
  • วิธีอยู่กับโควิดจริงๆ ไม่ใช่ขู่ว่าถ้าระบาดขึ้นมา จะล็อคดาวน์รอบสอง หรือขู่จะปิดทั้งจังหวัด ถ้าทำอย่างนั้นการลงทุนและเศรษฐกิจจะไม่ฟื้น แต่ต้องมีวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เปิดให้ไปมาหาสู่กัน โดยต่อท่อระหว่างพื้นที่ต่อพื้นที่ เช่น ภูเก็ต กับเมืองในจีน
  • ถามว่าตลาดหุ้นไทยสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร ดร.ศุภวุฒิบอกว่า “ยังหวาดเสียว” เพราะเรามีปัญหาที่เป็น “ระเบิดเวลา” อยู่
  • กล่าวคือ มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สถาบันการเงินของแบงก์ชาติ ที่ให้พักดอกเบี้ย-หยุดจ่ายเงินต้น โดยไม่ต้องบันทึก NPL ไม่ต้องตั้งสำรอง ไม่ต้องแจ้งเครดิตบูโร มีผู้เข้าโครงการนี้ถึง 15 ล้านราย มูลค่าหนี้สูงถึง 6.8 ล้านล้านบาท
  • นี่คือตัวสะท้อนว่าเรากำลังมีปัญหาหนัก เราแค่เบรกมันไว้ก่อน และเดี๋ยวจะต้องไปสะสางกันทีหลัง โดยเฉพาะ SMEs หนึ่งล้านรายที่มีมูลค่าหนี้ 2-3 ล้านล้านบาท ต้องมาดูกันว่าเมื่อหมดอายุมาตรการแล้ว สถาบันการเงินจะช่วยปรับโครงสร้างอย่างไร
  • พอถึงเดือนตุลาคม จะรู้แล้วว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นได้หรือไม่ ถ้าถึงช่วงหยุดยาววันชาติจีนต้นเดือนตุลาคม แล้วไม่มีนักท่องเที่ยวมา หลายคนจะถอดใจ ยิ่งถึงเวลานั้น มาตรการแบงก์ชาติที่ให้พักหนี้-เงินต้น จะหมดอายุ แบงก์อาจจะต้องเริ่มตั้งสำรอง ทำให้สัดส่วนหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แบงก์จะคำนวณความเสียหายอย่างไร ถ้าคนตกงานสิบกว่าล้านคน ไม่มีเงินเดือนละ 5,000 บาทแล้วจะทำอย่างไร
  • รัฐบาลมีงบอยู่ 4 แสนล้านสำหรับช่วยในส่วนนี้ แต่หนี้ก้อนนี้มากถึง 6.8 ล้านล้าน มันต่างกันมาก
  • ถามถึงผลกระทบต่อตลาดหุ้น ดร.ศุภวุฒิ บอกว่ากระทบทางลบแน่ และจะกระทบธนาคารก่อน แต่แบงก์ทุกวันนี้เป็นส่วนที่เล็กลงเรื่อยๆ ของตลาดหุ้น 
  • และจะกระทบไปถึงธุรกิจอื่นๆ ด้วย เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยว ถ้าไม่เปิดประเทศ เศรษฐกิจโดยรวมยังไงก็ไม่โต อาทิ เมื่อก่อนหวังว่า EEC จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ถ้าไม่เปิดประเทศ แล้วคนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนได้อย่างไร ต่างชาติจะถอยหรือไม่
  • ในเมื่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่โต แล้ว P/E สูงอย่างนี้ มันจะสมเหตุสมผลได้อย่างไร?
  • สภาพัฒน์ประเมินว่าจะมีคนตกงาน 1.5-1.6 ล้านคน แต่จริงๆ แล้ว 4-5 ล้านคนน่าจะถึง ดร.ศุภวุฒิเป็นห่วงว่า รัฐบาลมีแนวคิดจะใช้ 4 แสนล้านบาทกระตุ้นการจ้างงานในต่างจังหวัดไว้รองรับคนตกงาน เพราะคิดว่าคนที่ตกงานใน กทม จะกลับต่างจังหวัด แต่ skillset ของคนที่ว่างงานจากภาคการท่องเที่ยวอาจจะไม่เหมาะกับงานใหม่ที่สร้างขึ้นมา
  • แนวคิดคือควรจะช่วย SMEs โดยตรงมากกว่า เพื่อให้  SMEs ไปจ้างงาน ไม่ใช่รัฐบาลไปสร้างงานเอง ซึ่งยากจะ match กับ skillset ของคนตกงานได้

มาร์ก คิวบาน ชี้ “หุ้นขึ้น มีแต่คนเก่งเต็มตลาด”

109838954_3429763967075606_1762946659080459955_o

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

มาร์ก คิวบาน มหาเศรษฐีอันดับ 175  ของสหรัฐฯ และเจ้าของทีมดัลลัส มาเวอริคส์ ให้สัมภาษณ์ CNBC ว่า ตลาดหุ้นที่วิ่งห้อตะบึงมานับจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือน มี.ค. ทำให้เขานึกถึงฟองสบู่ด็อทคอมสมัยยุค 90 มากๆ

“ในมุมหนึ่งมันอาจจะต่างกันเพราะมี เฟด และ สภาพคล่องที่อัดฉีดกันเข้ามา รวมทั้งเงินเฟ้อกับสินทรัพย์ทางการเงินที่ตามมาด้วย แต่โดยภาพใหญ่แล้วมันเหมือนกันเลย” คิวบานบอกเบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวสวยในรายการ สคว้อกบ็อกซ์

“ขนาดหลานสาวผมอายุ 18 ยังถามผมว่าจะลงทุนหุ้นอะไรดี เพราะเพื่อนๆ นางได้กำไรกันวันละ 30%  แถมคนโน้นคนนี้ที่ไม่เคยสนใจหุ้นเลยก็ยังมาถามผมว่าควรลงทุนหุ้นตัวไหน”

นักธุรกิจผู้สร้างความร่ำรวยขึ้นมาพร้อมกับการเติบโตของอินเทอร์เน็ต จนปัจจุบันมีความมั่งคั่งถึง 4,200 ล้านเหรียญเตือนด้วยว่า อย่าหลงไปกับภาพสวยๆ ในเวลานี้

“ในตลาดกระทิง ทุกคนอัจฉริยะหมดนั่นแหละ” มาร์กชี้ชัด

“ตอนนี้ใครๆ ก็ได้เงิน เพราะมีเฟดคอยเติมเงินเข้ามา ซึ่งทำให้คนที่จะไม่มีวันโดดเข้ามาถ้าไม่มีเฟด แห่กันเข้ามาเต็มไปหมด”

ทั้งนี้ นับถึงปิดตลาด วันศุกร์ที่ 24 ก.ค. ดัชนีแน็สแด็ค ซึ่งประกอบด้วยหุ้นเทคจำนวนมาก ได้ปรับตัวขึ้นมารวมๆ แล้วถึง 60% จากจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 23 มี.ค. หรือประมาณสี่เดือนที่แล้ว ซึ่งในวันนั้นเองที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อัดฉีดเงินก้อนโตเข้ามาในระบบ ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

ในส่วนของคิวบาน เขาตั้งคำถามมาตั้งแต่เดือน พ.ค. ว่าตลาดหุ้นน่าจะแพงเกินไปแล้วหรือไม่ และในครั้งนี้ เขายังเตือนซ้ำอีกว่า สมัยฟองสบู่อินเทอร์เน็ต หุ้นก็ขึ้นอยู่อย่างนี้หลายปี โดยแนสแด็คปรับตัวสูงขึ้นถึง 500% นับจากปี 1995 ก่อนจะพังครืนลงในเดือน มี.ค. ปี 2000 หรือห้าปีต่อมา

ดังนั้น ใครที่คิดว่า “รอบนี้ของจริง” ขออย่าได้วางใจเป็นอันขาด

“มันไม่ใช่แบบ ‘โอ๊ะ นี่เราอยู่ในฟองสบู่แล้วนะ’ แล้วแค่ไม่กี่เดือนฟองสบู่ก็แตก” นักลงทุน “ฉลาม” จากรายการ Shark Tank กล่าว และเสริมด้วยว่า สถานการณ์เช่นนี้มักเย้ายวนใจจนคนส่วนใหญ่อดรนทนไม่ไหว “บางทีมันก็ยากที่จะอดทน เราเห็นอยู่ว่ามีเงินก้อนโตกำลังจะเข้ามาในตลาดและไล่ล่าผลตอบแทนที่ว่านั้น”

ครั้นถูกถามว่า แล้วเขาให้คำตอบกับหลานสาวอย่างไร มาร์กเฉลยว่า เขาบอกหลานสาวให้ …

“เอาเงินออกซะ” 


ข้อมูลประกอบ อ่านได้ที่นี่

โกลด์แมน แซคส์ ยอมจ่าย 3,900 ล้าน จบข้อพิพาทรัฐบาลมาเลย์

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย Club VI

โกลด์แมน แซคส์ สถาบันการเงินชื่อดัง ยอมควักเงินให้รัฐบาลมาเลเซียถึง  2,500 ล้านเหรียญ และยอมรับประกันการฟื้นฟูความเสียหายมูลค่า 1,400 ล้านบาท จากกรณีการทุจริตสุดอื้อฉาวของกองทุน 1MDB เพื่อจบข้อพิพาทกับรัฐบาลมาเลเซีย

โดยก่อนหน้านี้ โกลด์แมนเป็นนายแบงก์หลักของกองทุน 1 Malaysian Development Bhd. หรือ “1IMDB” แห่งรัฐบาลมาเลย์ และเป็นผู้ระดมทุนให้กองทุนดังกล่าวถึง 6,500 ล้านเหรียญ ผ่านการออกหุ้นกู้สามล็อตในปี 2012-13 ก่อนที่เงินนั้นจะถูกขโมยไปโดยคนของกองทุน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของโกลด์แมนสองคน จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

กรณีอื้อฉาวดังกล่าว นำไปสู่ขาลงของนายนาจีบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง และถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินและใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ซึ่งนาจีบยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ข้อมูลจาก Wall Street Journal ระบุว่า ทางการสหรัฐฯ กล่าวหาว่า ส่วนหนึ่งของเงินก้อนโตได้ถูกขโมยไปโดยนายโจ โลว อดีตที่ปรึกษาของรัฐบาลมาเลเซีย โดยอัยการสหรัฐฯ อ้างว่า โกลด์แมนละเลยสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของนายโลวหลายประการ เพราะเห็นแก่ค่าธรรมเนียม 600 ล้านเหรียญ  อันนำไปสู่ความเสียหายดังกล่าว

ที่ผมมองว่าน่าสนใจโดยส่วนตัวก็คือ การที่บริษัท เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญ ได้เทขายหุ้นจำนวนมากของโกลด์แมนออกมา ท่ามกลางความงุนงงของคนทั่วโลก อาจมีสาเหตุสำคัญมาจากกรณีนี้หรือไม่? เพราะตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมถึงปีนี้ บัฟเฟตต์ก็เทขายหุ้นของ เวลส์ ฟาร์โก ธนาคารลูกรักที่เกิดเรื่องอื้อฉาวจากกรณีทุจริตปลอมบัญชีลูกค้ามาแล้ว

ในทางตรงข้าม ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน “ปู่” เพิ่งเก็บหุ้นของ Bank of America เพิ่มเติม โดยที่ BOA ไม่ได้มีเรื่องเสียหายอันใด

จึงยิ่งเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่า ปู่อาจไม่ได้มองธุรกิจแบงก์แย่ไปเสียทั้งหมด หรือไม่ได้มองว่าจะถูก “ดิสรัป” หรือไม่ได้มองแม้กระทั่งว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะกลายเป็นหายนะจากวิกฤตโควิด แต่ที่เทขายหุ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละธนาคารก็เป็นได้


ข้อมูลประกอบจาก Wall Street Journal