เพราะเหตุใดเราจึงควรฟังคำเตือนของ “โฮเวิร์ด มาร์กส์”

IMG_9009

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผมเคยเกริ่นถึงโฮเวิร์ด มาร์กส์ ไปครั้งหนึ่ง ว่าเป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital Management เป็นเวลาหลายสิบปี

ความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

และผมก็เล่าด้วยว่า มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”

นั่นคือความน่าเชื่อถือของมาร์กส์ ที่แม้แต่นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างบัฟเฟตต์ยังต้องฟังเขา

ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเฟื่องฟู มาร์กส์มักเตือนคนในแวดวงการลงทุนเสมอว่าให้เพิ่มความระมัดระวัง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี 1999 ซึ่งเป็นยุค “ด็อทคอม” บูม มาร์กส์กล่าวว่า

“บรรทัดสุดท้ายก็คือ นักลงทุนจำนวนมากที่เป็นคนตั้งราคาในตลาดหุ้น ไม่สนใจการประเมินมูลค่าแม้แต่น้อย ผมไม่เห็นเหตุผลเลยว่า พวกนักวิเคราะห์และผู้บริหารพอร์ตทั้งหลาย ที่หนุนหลังหุ้นเติบโตมูลค่าตลาดขนาดใหญ่และหุ้นอินเทอร์เน็ตที่กำลังพุ่งทะยาน เอาอะไรมาคิดว่าราคาที่เป็นอยู่นี้ จะคงอยู่ได้อย่างไร หรือให้ตายเถอะ จะขายมันต่อได้อย่างไร”

หลังจากนั้นไม่กี่ปี ก็อย่างที่เรารู้กัน คือฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตกออกดังโพล๊ะ คนในตลาดจำนวนมากที่เข้าไปเก็งกำไรหุ้นด็อทคอมที่ยังแทบไม่ได้ทำธุรกิจอะไรเป็นรูปเป็นร่างต่างพากันสิ้นเนื้อประดาตัว

ต่อมาในปี 2007 ขณะที่ตลาดกำลังเมามันส์กับหลักทรัพย์ที่ยัดไส้ไว้ด้วยสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพต่ำ มาร์กส์เป็นคนแรกๆ ที่ออกมาเตือนให้เฝ้าระวังให้ดี

“สุดท้ายแล้ว ผู้ซื้อคือผู้ที่แบกหนี้จดจำนองไว้มากที่สุด เมื่อดูจากรายได้ของพวกเขาและอัตราดอกเบี้ย หนี้ก้อนนั้นจะทำให้พวกเขาได้เข้าไปอยู่ในบ้านในฝัน และอยู่ในนั้นไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สถานการณ์ไม่ทรุดหนักลง แต่มันหนีไม่พ้นหรอกที่จะต้องทรุดหนักในที่สุด 

“ไม่ว่าจะเฉือนออกมาดูมุมไหนอย่างไร มาตรฐานของสินเชื่ออสังหาฯ ก็ตกต่ำลงมากในช่วงปีหลังๆ และความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเยอะ เรื่องนี้มีตรรกะรองรับหรือเปล่า? ก็ไม่แน่ มันถูกโน้มนำด้วยวัฏจักรจนร้อนแรงมากไปหรือเปล่า? ถ้าถามผม ผมคิดว่าใช่ ที่แน่ๆ ก็คือ การปล่อยสินเชื่อถูกทำกันแบบเสี่ยงขึ้นเยอะ อีกไม่กี่ปีเราจะได้เห็นกันเองแหละว่า มันคือความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด หรือระเบียบของการแข่งขันที่ล้นเกินกันแน่”

ซึ่งก็อย่างที่เราทราบกันดี ไม่กี่เดือนหลังมาร์กส์ออกมาเตือน สินเชื่อที่อยู่อาศัยเหล่านั้นก็เริ่มกลายเป็นหนี้เสียและส่งผลลุกลามกลายเป็นวิกฤตซับไพรม์ส ก่อนจะลามทุ่งกลายเป็นวิกฤตการเงินที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 80 ปี

สำหรับวิกฤตโคโรน่าไวรัสครั้งนี้ ที่ตลาดหุ้นร่วงลงไปเพียงชั่วประเดี๋ยว ก่อนจะเด้งกลับขึ้นมาหลังเฟดเข้าไปตะลุยซื้อสินทรัพย์ ก็เป็นอีกครั้งที่มาร์กส์ออกมาเตือน โดยกล่าวไว้เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า

“ผมไม่รู้ว่ากระสุนของเฟดไม่มีขีดจำกัดจริงหรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าเฟดสามารถทำให้ตลาดขึ้น และขึ้นอยู่อย่างนั้นได้ ตราบเท่าที่มันยังซื้ออยู่ แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะซื้อได้ตลอดไปหรือไม่ ตอนนี้เราเข้ามาอยู่ในเขตแดนใหม่ ในประวัติศาสตร์ เฟดไม่เคยซื้อตราสารของบริษัทมาก่อนเลย แต่รอบนี้ พวกเขาซื้อตราสารบริษัทเข้าไว้ด้วย แถมยังขยับขยายไปซื้อตราสารบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในระดับลงทุนอีกต่างหาก

“การซื้อของเฟดอาจทำให้สิ่งต่างๆ ขึ้นได้ก็จริง แต่ก็จะขึ้นตราบเท่าที่มันยังคงซื้ออยู่เท่านั้น ผมมองมันเหมือนกับ เราเห็นกันมาแล้วว่า มันเหมือนกับน้ำที่ยกตัวขึ้นมา โดยมีลูกบอลลอยอยู่เหนือน้ำ
และตราบเท่าที่มีแรงดันจากใต้น้ำ บอลก็ยังลอยอยู่ได้ น้ำหยุดดันเมื่อไร บอลก็ร่วงลงสู่พื้นดินเมื่อนั้น”

และนี่เสียงเตือนครั้งล่าสุดของมาร์กส์ ผู้ไม่เคยอ่านสถานการณ์ครั้งใหญ่ๆ ผิดพลาดเลย

(มีต่อตอนหน้า)


แหล่งที่มา : คลิปสัมภาษณ์ “Oaktree’s Howard Marks on Fed Support, Credit Market Distress, Virus Impact” ทาง Youtube Channel ช่อง Bloomberg Markets and Finance, คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks

โฮเวิร์ด มาร์กส์ เตือนแรง “ระวังเฟดอุ้มตลาดไม่ไหว”

34133084_2018583564880498_6155184027797028864_n

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โฮเวิร์ด มาร์กส์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนโอ๊คทรี แคปิตอล เป็นอีกหนึ่งนักลงทุนระดับโลกที่ออกมาฟันธงว่า ตลาดหุ้นขณะนี้ขึ้นมาเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับผลเสียหายจากโคโรน่าไวรัส หลังจากก่อนหน้านี้ บรรดาตัวพ่ออย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์, เรย์ ดาลิโอ บ้างก็ขายหุ้น บ้างก็ให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นกลับมาได้

มาร์กส์บอกว่า ตอนนี้คนในตลาดแบ่งเป็นสองจำพวก คือคนที่เชื่อว่าทุกอย่างจะกลับมาอย่างรวดเร็ว และคนที่เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นคืนมา ซึ่งเขาอยู่ในจำพวกหลัง โดยเขามองไม่เห็นโอกาสที่จะเกิดการฟืนตัวแบบ V-shape เหมือนที่บางคนบอกว่าจะเกิดเลย

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ มาร์กส์ชี้ชัดว่า ในส่วนของตลาดหุ้น สามารถแบ่งมุมมองของคนออกได้เป็นสองจำพวกอีกเช่นกัน คือคนที่เชื่อว่าตลาดตอนนี้ “แพงเกินไปแล้ว” เมื่อเทียบกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่เสียหายไป กับอีกกลุ่มที่เชื่อว่า “มันโอเค” ที่ขึ้นมาแบบนี้ เพราะยังไงเสีย ธนาคารกลางก็จะคอยอุ้มเศรษฐกิจและตลาดโดยรวมไว้เสมอ

มหาเศรษฐีผู้นี้ยังเสริมอีกว่า เราทุกคนต่างเชื่อว่าชีวิตจะกลับสู่ภาวะปกติไม่ช้าก็เร็ว เราต่างรู้ว่าเดี๋ยวจะมีวัคซีนออกมาแน่ๆ แต่คนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งรวมถึงเขาด้วย) ยังไม่เข้าใจว่าทำไมหุ้นจึงขึ้นมาได้เร็วปานนี้ ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับเชื่อว่าที่เป็นอยู่นี่ก็โอเคแล้ว ด้วยคำขวัญดั้งเดิมว่า “ไม่มีใครสู้กับเฟดได้”

ซึ่งสำหรับคำขวัญดังกล่าว มาร์กส์ไม่สู้จะเห็นด้วยนัก เขาบอกว่า “ผมเชื่อว่าเฟดมีพาวเวอร์ก็จริง แต่ไม่ใช่ตลอดไป” นอกจากนี้ เขายังไม่ปักใจเชื่อ เจ พาวเวลล์ ประธานเฟดที่บอกว่า เฟดจะไม่มีวัน “กระสุนหมด” โดยมาร์กส์ตั้งข้อสงสัยว่า “ผมไม่รู้ว่ากระสุนของเฟดจะไร้ขีดจำกัดจริงหรือ” และ …

“ผมรู้อยู่ว่าเฟดทำให้ตลาดขึ้นได้ตราบใดที่มันยังซื้อ แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะซื้อได้ตลอดไปแน่หรือ”

มาร์กส์เตือนด้วยว่า ตอนนี้เราอยู่ใน “ดินแดนใหม่” เพราะเฟดเองก็ไม่เคยซื้อหุ้นกู้บริษัทมาก่อน แต่ตอนนี้ยังหันมาซื้อหุ้นกู้บริษัท แถมยังขยับขยายไปซื้อหุ้นกู้ที่ไม่ใช่ระดับลงทุน (investment grade) ด้วย

เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ตอนนี้เหมือนลูกบอลลูกหนึ่งซึ่งลอยอยู่เหนือน้ำ เหตุผลที่มันยังลอยอยู่ได้เพราะมีน้ำอุ้มอยู่ ถ้าวันไหนน้ำหายไป บอลจะหล่นตุ้บลงไปอยู่ที่พื้นแน่นอน

สุดยอดผู้จัดการกองทุนระดับโลกผู้นี้อธิบายต่อไปว่า ตอนนี้เฟดหวังว่าการซื้อของตัวเองจะอัดฉีดความมั่นใจเข้าไปในตลาด และเมื่อตลาดมั่นใจแล้ว มันก็จะเข้ามา “รับช่วง” ด้วยการซื้อต่อไป แต่นั่นเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้แน่ และถึงตลาดมั่นใจจริง ก็ไม่แน่ว่าจะเข้ามาซื้อในระดับเดียวกับที่เฟดซื้อได้หรือไม่

เมื่อพิธีกรของ Bloomberg ถามว่า กลัวหรือไม่ว่า ถ้าเฟด “ถอนสภาพคล่อง” ออกจากตลาด หุ้นจะพังครืนลงมาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อไตรมาสสี่ปี 2018 ซึ่งเฟดขึ้นดอกเบี้ย และตลาดก็ร่วงลงอย่างรุนแรง มาร์กส์ตอบไว้น่าสนใจมากๆ ว่า เขามองว่าผู้คนกังวลกันมากเกินไปในเรื่องที่เฟดจะเลิกพยุงตลาด แต่เรื่องที่ควรกังวลมากกว่าคือหากเฟดจะพยุงตลาดเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่างหาก

“แน่นอน เด็กๆ ชอบลูกวาด เหมือนที่นักลงทุนชอบดอกเบี้ยต่ำๆ แต่เราก็ต้องมีวินัยด้วย”

และนี่คืออีกหนึ่ง “เสียงทัก” แบบชัดๆ ตรงไปตรงมา จากนักลงทุนชั้นเซียนที่เราควรจะฟังกันเอาไว้ ในสภาวะที่ใครต่อใครต่างมองว่าตลาดกลับเป็น “ขาขึ้น” แล้วในวันนี้


(หมายเหตุ : โฮเวิร์ด มาร์กส์ เป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital ​Management เป็นเวลาหลายสิบปี โดยความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”) 


แหล่งที่มา : คลิปสัมภาษณ์ “Oaktree’s Howard Marks on Fed Support, Credit Market Distress, Virus Impact” ทาง Youtube Channel ช่อง Bloomberg Markets and Finance

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks