เล่าเรื่องหุ้นกัญชา 24 เด้ง

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมกัญชาไปแล้วหลายครั้ง และยิ่งนานวัน นักลงทุนไทยก็เริ่มหันมาสนใจลงทุนในหุ้นสายเขียวมากขึ้นเรื่อยๆ 

ในบทความนี้ ผมจะมาขยายความถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีก่อน โดยยกตัวอย่างหุ้นกัญชาบางตัว และฝากข้อคิดข้อควรระวังสำหรับนักลงทุนที่อยากเลือกเดินบนเส้นทางสีเขียวนี้

ขอเกริ่นซ้ำอีกครั้งว่า ปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมกัญชาโลกอยู่ที่ราวๆ 13,000 ล้านเหรียญ และเชื่อกันว่ายังอยู่ในช่วงต้นของการเติบโต สืบเนื่องจากการที่หลายๆ ประเทศรวมทั้งเมืองไทยกำลังผ่อนคลายกฏระเบียบเกี่ยวกับกัญชา ขณะที่อีกหลายประเทศจะเปิดเสรี (legalize) ในเวลาไม่นาน

นักวิเคราะห์มองว่า อุตสาหกรรมกัญชาน่าจะเติบโตไปได้อีก 500% ภายในปี 2030 หรือสิบปีข้างหน้า โดยมูลค่าอาจจะสูงถึง 85,000 ล้านเหรียญ

หลายคนจึงมองว่า นี่คือช่วงเวลาที่น่าเข้าลงทุนที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกอย่างจะสวยหรูเสมอไป หุ้นกัญชาหลายตัวของประเทศแคนาดาซึ่งเปิดเสรีกัญชาเมื่อปี 2018 ราคาพุ่งขึ้นไปเป็นร้อยๆ หรือนับพันเปอร์เซ็นต์ จากกระแส “green rush” ที่ทำให้คนแห่กันเข้ามาลงทุน ขณะที่บริษัทเองก็แข่งกันซื้อกิจการ ควบรวม ตลอดจนขยายการผลิตอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง 

แต่แล้ว ฟองสบู่ก็แตกดังโพละ ราคาที่เฟ้อขึ้นไปจนฉุดไม่อยู่จึงร่วงลงมาเละเทะไม่มีชิ้นดี บางตัวดิ่งลงถึง 90%

บริษัทอย่าง Aphria และ Tilray ที่ผมเคยเขียนถึงไปก็อยู่ในจำพวกนี้ ทว่าตัวอย่างที่ extreme สุดๆ คงหนีไม่พ้น Aurora Cannabis (NYSE : ACB) ยักษ์ใหญ่สายเขียวชั้นนำของโลก

หุ้น ACB เด้งขึ้นถึง 2400% ในเวลาเพียงสองปี และทำให้เกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นมากมาย เงิน 1,000 เหรียญที่ลงทุนใน ACB จะกลายเป็น 24,000 เหรียญ ถือเป็นปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์ยิ่ง 

ถามว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ปัจจัยสำคัญก็อย่างที่บอกไปแล้ว คือเช่นเดียวกับบริษัทสายเขียวอื่นๆ Aurora ขยายกิจการอย่างบ้าคลั่ง โดยตั้งเป้าว่าจะผลิตกัญชาให้ได้ถึง 5 แสนกิโลกกรัมในปี 2019 บริษัทจึงลงทุนกับเครื่องจักรเป็นเงินมหาศาล และตะลุยซื้อบริษัทคู่แข่งโดยมุ่งจะเอาวอลุ่มไว้ก่อน โดยเฉพาะการเข้าซื้อ MedRelief บริษัทสายเขียวอีกรายด้วยราคาแพงลิบลิ่วถึง 2,500 ล้าน USD คิดเป็น 66 เท่าของรายได้ของผู้ถูกซื้อ

แต่ในที่สุด ปรากฏว่า demand ไม่ได้สูงอย่างที่คาด ที่จริงต้องเรียกว่าพลาดเป้าไปเยอะมาก บริษัทจึงทยอยปิดโรงงาน ตัดมูลค่าเครื่องจักร และมูลค่าทางบัญชีของกัญชาในโกดังที่ขายไม่ออกทิ้งไป

ส่งผลให้ในรอบปีบัญชี 2020 สิ้นสุดเดือน มิ.ย. 2020 บริษัทประสบผลขาดทุนถึง 3,300 ล้าน CAD โดยรายได้อยู่ที่เพียง 60-70 ล้าน CAD และในไตรมาส 1 ปี 2020 สิ้นสุดเดือน ก.ย. 2020 รายได้ก็ยังลดลงอีก 6% YoY

นั่นทำให้ หุ้น ACB ดิ่งลงถึง 95% จากจุดสูงสุด เรียกได้ว่า “เศรษฐีใหม่” กลายสภาพเป็น “คนเคยรวย” ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

อย่างไรก็ตาม บริษัทมิได้เอาแต่นั่งมองความพินาศ ทว่าได้ลงมือแก้วิกฤตอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเลย์ออฟคนงานและปรับโครงสร้าง จนสามารถลดผลขาดทุนจากการดำเนินงานใน Q1/2020 ลงเหลือ 42.3 ล้าน CAD จากเดิม 77 ล้าน CAD ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ปัจจุบัน แม้สถานการณ์ของ Aurora จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าปัญหายังมีอีกกองพะเนิน โดยหลังจากเพิ่มทุนไปเยอะมากเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาจนทำให้หุ้น dilute ลงไปมโหฬาร บริษัทยังมีหุ้นกู้แปลงสภาพอีกกว่า 322 ล้าน CAD มีหนี้อีก 185 ล้าน CAD โดยมีเงินสดอยู่เพียง 134 ล้าน CAD จนหลายคนไม่กล้าโดดเข้าซื้อหุ้น ณ จุดนี้ แม้ราคาหุ้นต่อรายได้จะเหลือเพียง 5.5 เท่า ถูกกว่าหุ้นของคู่แข่งเยอะมาก 

ทั้งนี้เพราะนักลงทุนไม่แน่ใจว่าบริษัทจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้เมื่อไร

โดยสรุป ผมยังยืนยันมุมมองเดิมว่า การลงทุนในหุ้นกัญชาก็เหมือนกับหุ้นเทค คือบริษัทต่างๆ ต้องแข่งกันลงทุนเพื่อเป็นผู้ชนะ แล้วค่อยไปลุ้นกำไรกันทีหลัง แม้อุตสาหกรรมกำลังเติบโต แต่ไม่มีใครที่สามารถนั่งชิลๆ รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ 

และในฐานะนักลงทุน เราต้อง “เลือกม้าให้ถูกตัว” หากเลือกถูกก็รวย แต่ถ้าเลือกผิด ก็อาจเจ๊งหมดเนื้อหมดตัว ล่มจมไปพร้อมกับบริษัทได้เช่นกัน

ดังนั้น ในวันที่ทรงกำลังมา ทุกอย่างกำลังดูดี ก็อย่าเพิ่งเคลิ้มอย่า “high” มากเกินจนคุมสติไม่ได้ แทนที่จะทุ่มเข้าไปสุดตัว ก็ควรเผื่อเหลือเผื่อขาด เผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้บ้าง น่าจะดีที่สุด


ข้อมูลและภาพประกอบจาก The Motley Fool