หุ้นเติบโต

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

เชื่อว่าหลายคนคงมีประสบการณ์เวลาจะซื้อ “หุ้นเติบโตเร็ว” หรือ “Growth Stock” แต่แล้วก็ออกอาการ “จดๆ จ้องๆ” ไม่กล้าซื้อเสียที ใจหนึ่งก็อยากได้เพราะรู้ว่าหุ้นมันโต แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่านี่เราจะซื้อแพงไปรึเปล่า?!

สมมติหุ้นค้าปลีกตัวหนึ่ง ราคาของมันป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 11-12 บาท ต่อมามันก็พุ่งขึ้นไปเท่าตัว จนผู้คน (แม้กระทั่งกูรูในทีวี) บอกว่า 24 บาทเป็นราคาที่แพงมาก และหุ้นตัวนี้คงจะต้องตกกลับลงมาที่เดิม

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาหุ้นกลับยังคงเพิ่มขึ้นวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ผ่าน 30 ผ่าน 40 ผ่าน 50 บาท … โดยไม่เหลียวกลับมามองอดีตของมันอีกเลย

ทำไมต้องแพงขึ้นทุกวัน? หากเราตัดเรื่องหุ้นออกไปเลย แล้วย้อนกลับมาดูที่ตัวกิจการ เราจะพบว่าในแต่ละวันที่ผ่านไป บริษัทเพิ่มยอดขายและทำกำไรได้อย่างไม่หยุดหย่อน

สมมติวันที่ 1 มกราคม บริษัทนี้มีมูลค่า 8,000 ล้านบาท และเติบโตได้ในอัตรา 30% ต่อปี ถามว่าถึงสิ้นปีมันควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่?

ถ้าคำนวณแบบง่ายๆ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระหว่างปีเท่ากับ 8,000 x 30% = 2,400 ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่งบริษัทนี้ควรมีมูลค่า 10,400 ล้านบาท ณ สิ้นปี

ย้อนกลับมาที่ตัวหุ้นกันบ้าง หากต้นปีราคาหุ้นอยู่ที่ 80 บาทต่อหุ้น เทียบกับค่า P/E เท่าเดิม ถึงสิ้นปีหุ้นตัวนี้ “น่าจะ” มีราคา 104 บาทได้ไม่ยาก เราจึงมีโอกาสเห็นราคาหุ้นวิ่งจาก 80 ไป 85 ไป 90 ไป 95 แล้วก็คิดว่านี่มันบ้าไปแล้ว …

เพียงเพราะเรามัวแต่เทียบกับราคาตั้งต้น 80 บาท?!

ที่จริงถ้าเราเอามูลค่าที่เพิ่มขึ้นทั้งปี 24 บาทต่อหุ้น หารด้วย 12 จะพบว่ามูลค่าของมันสมควรอย่างยิ่งที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 2 บาท ดังนั้นเมื่อเรามองมันในเดือนมิถุนายน เราต้องเทียบราคาขณะนั้นกับ 92 บาท ไม่ใช่ 80 บาท แต่ด้วยกลไกของสมอง เราจะเทียบมันกับจุดอ้างอิงอันใดอันหนึ่ง เช่น ราคาตอนต้นปี ราคา high หรือ low ล่าสุด ฯลฯ แทนที่จะปรับมูลค่าให้กับหุ้นตลอดเวลาที่ผ่านไป

ถ้าหุ้นเติบโตไม่แพงขึ้น ผมมักเห็นนักลงทุนบ่นเวลาที่ราคาหุ้นไม่ไปไหน ทั้งที่จริงแล้วการที่ราคาของหุ้นเติบโตยังอยู่ที่เดิมน่าจะถือเป็นข่าวดีเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นโอกาสในการซื้อที่ดีเยี่ยม ในขณะที่มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้นทุกวัน การที่ราคาหุ้นย่ำอยู่กับที่เท่ากับว่า “มันถูกลง” ส่อให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดละเลยผลของการเติบโตและเปิดช่องให้เราซื้อของดีในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ

ผมไม่อาจการันตีได้ว่านั่นคือราคาที่ถูกแล้วหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็ถูกลง จากตัวอย่างที่ผ่านมา หากคุณมองว่าราคาหุ้น 80 บาทตอนต้นปีเป็น fair price ผมก็คงต้องบอกว่าราคา 80 บาทตอนเดือนมิถุนายนถือได้ว่าเป็นราคา “on sale” และยิ่งผู้คนเบื่อหน่ายขายหุ้นทิ้งก็ยิ่งดี เพราะมันจะได้ลดราคาหนักขึ้นไปอีก

การซื้อหุ้นเติบโตมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ แม้คุณจะเข้าซื้อผิดจังหวะและซื้อแพงไปบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป (ไม่นาน) มูลค่าหุ้นจะเติบโตขึ้นมาจนทันราคาที่คุณซื้อในที่สุด

สำหรับหุ้นเติบโตแล้วยิ่งถือนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น การพยายาม “เล่นรอบ” กับหุ้นเติบโตจึงมักจบลงด้วยการต้องไล่ซื้อกลับมาในราคาที่แพงกว่าเดิม หรือไม่ก็ยืนมองมันพุ่งทะลุฟ้าตาปริบๆ

เหตุผลเดียวที่คุณจะขายหุ้นเติบโตก็คือ มันกำลังจะหยุดโต หรือโตน้อยลงกว่าเดิม ส่วนเหตุผลที่คุณจะซื้อหุ้นเติบโตก็คือ มันจะยังเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และมีราคาไม่สูงจนเกินไป

การบ้านของนักลงทุนก็คือ วิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าการเติบโตที่คุณเห็นนั้นมันจะยืนยาวได้สักกี่ปี ถ้าการเติบโตเกิดจากกลยุทธ์หรือความสามารถของกิจการ จะจัดเป็นการเติบโตระยะยาว ทำให้เรามีแต้มต่อในการถือหุ้นได้อย่างสบายใจ

และนี่คือสิ่งที่เราควรมองหามากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ระยะสั้น พอจบข่าวก็ต้องย้ายหาหุ้นตัวใหม่เรื่อยไป อย่างนั้นไม่ใช่แต้มต่อและไม่ใช่หุ้นเติบโตครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s