Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

หนังสือแปลเล่มใหม่โดย Club VI

ขอแนะนำหนังสือแปลเล่มใหม่ของทีมงาน คลับวีไอ “บัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ” และกราบขอบพระคุณ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” วีไอหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย ที่กรุณาเขียนคำนิยมให้ด้วยครับ

หนังสือเล่มนี้ แปลมาจากหนังสือขายดีระดับโลก “The Winning Investment habits of Warren Buffett and George Soros” ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์ซีเอ็ด

เนื้อหาเป็นเรื่องราวของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” และ “จอร์จ โซรอส” สองสุดยอดนักลงทุนโลกที่อยู่คนละขั้ว คนหนึ่งเย็นยะเยือก ดุจน้ำแข็ง ซื้อหุ้นแต่ละตัวถือไว้ตลอดชีวิต อีกคนร้อนแรงดั่งไฟ เข้าเร็ว ออกเร็ว ปั๊มเงินเร็ว

แต่เชื่อไหมว่าทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด

อ่านแล้วท่านจะพบว่า เรื่องของการลงทุนนั้น “สมอง” เป็นรอง “นิสัย” และ “ใจ” ต่างหาก ที่สำคัญที่สุด

รับประกันว่าสนุกมากๆๆ วางแผง ก.ย.นี้ ที่ซีเอ็ดทุกสาขาและร้านทั่วไปครับ 🙂

หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที

หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที
สารจาก “วอร์เรน บัฟเฟตต์” วันที่ 14 สิงหาคม 2011

แปลเป็นไทยโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผู้นำประเทศของเรา ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “เสียสละร่วมกัน” แต่ในคำขอนั้น พวกเขากลับยกเว้นตัวผมเอาไว้ ผมได้สอบถามไปยังเพื่อนมหาเศรษฐีหลายคนว่าพวกเขาคิดว่าตัวเองจะต้องเสียอะไรบ้างจากคำขอดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครไปแตะต้องพวกเขาเช่นกัน

ในขณะที่คนจนและคนชั้นกลางออกไปสู้รบในอัฟกานิสถาน และคนอเมริกันส่วนใหญ่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มหาเศรษฐีอย่างพวกเรากลับได้รับยกเว้นภาษีเป็นกรณีพิเศษ

พวกเราบางคนเป็นผู้จัดการกองทุนซึ่งทำรายได้หลายพันล้านเหรียญจากหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานมากมาย แต่กลับได้รับอนุญาตให้จัดประเภทรายได้ของเราเป็น “รายได้ที่ได้รับการยกเว้น” ซึ่งช่วยให้ลดภาษีได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พวกเราหลายคนถือหุ้นไว้เพียง 10 นาที และทำกำไรได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โดยเสียภาษีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ราวกับเป็นนักลงทุนระยะยาว

สิ่งเหล่านี้คือพรที่เราได้รับ จากพวกที่ออกกฎหมายในวอชิงตัน ซึ่งรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้องเรา ราวกับพวกเราเป็นนกฮูกที่กำลังถูกไล่ล่าหรือสัตว์อะไรบางอย่างที่กำลังจะสูญพันธุ์

ปีที่แล้ว ใบเสร็จภาษีทั้งหมดของผม ประกอบด้วยภาษีเงินได้ และภาษีอื่นๆ ที่เสียในนามของผม รวมแล้วเป็นจำนวน 6,938,744 ดอลล่าร์ ฟังดูเหมือนเป็นเงินมากมาย แต่อัตราภาษีที่ผมจ่ายไปนั้นอยู่ในระดับ 17.4 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับลูกน้องอีก 20 คนที่นั่งอยู่ในสำนักงานของผม ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 33 ถึง 41 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยแล้ว 36 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ถ้าคุณใช้เงินทำเงิน แบบที่เพื่อนมหาเศรษฐีของผมทำ อัตราภาษีที่คุณต้องจ่ายจะยิ่งน้อยกว่านี้เสียอีก แต่ถ้าคุณทำงานเป็นลูกจ้าง คุณกลับต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผม โดยมากแล้วจะสูงกว่ามากทีเดียว

การจะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ คุณต้องวิเคราะห์ที่มาของรายได้ของรัฐบาลเสียก่อน ในปีที่แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินประกันสังคม เหล่ามหาเศรษฐีจ่ายภาษีแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด แต่แทบไม่ต้องจ่ายประกันสังคมเลย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคนชั้นกลาง ที่โดยส่วนใหญ่แล้ว อยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังต้องรับกรรมด้วยการเสียภาษี ประกันสังคมจำนวนมาก

ย้อนหลังกลับไปในทศวรรษที่ 1980 และ 1990 อัตราภาษีสำหรับคนรวยยังสูงกว่านี้มาก เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ผมต้องเสียถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับคนทั้งหมด บางทฤษฎีถึงกับบอกว่าผมควรเลิกลงทุน เพราะยิ่งลงทุนมากก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากขึ้นในอัตราก้าวหน้า ทั้งภาษีจากกำไรในการขายหุ้น และภาษีเงินปันผล

ผมอยู่ในแวดวงการลงทุนมามากกว่า 60 ปี ไม่ว่าตัวผมเองหรือใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พวกเรายังไม่เคยเห็นใคร แม้แต่ในช่วงที่กำไรจากการขายหุ้นถูกหักภาษีถึง 39.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 1976-77 เลิกลงทุนเพียงเพราะต้องจ่ายภาษีจากกำไรที่ทำได้ คนเราลงทุนเพื่อให้ได้เงิน และภาษีก็ไม่เคยทำให้พวกเขาถอยหนี

พวกที่เถียงว่าภาษีที่สูงขึ้นจะทำให้การจ้างงานลดลง ผมจะบอกให้ว่า มีตำแหน่งงานเกือบ 40 ล้านตำแหน่ง ถูกว่าจ้างระหว่างปี 1980 ถึงปี 2000 ซึ่งคุณก็คงรู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อัตราภาษีที่ต่ำลง และการจ้างงานที่ลดลง

ตั้งแต่ปี 1992 กรมสรรพากรได้รวบรวมข้อมูลของคนอเมริกัน 400 คนที่เสียภาษีสูงสุด ในปี 1992 ปีเดียว คน 400 คนนี้มีรายได้รวมกัน 16,900 ล้านเหรียญ และจ่ายภาษีคิดเป็น 29.2 เปอร์เซ็นต์ของเงินจำนวนดังกล่าว ในปี 2008 รายได้รวมของ 400 คนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 90,900 ล้านเหรียญ เฉลี่ยแล้ว 227.4 ล้านเหรียญต่อคน แต่อัตราภาษีที่พวกเขาต้องเสียกลับลดลงเหลือ 21.5 เปอร์เซ็นต์

ภาษีที่ผมอ้างถึงในที่นี้ หมายถึงภาษีที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาลกลาง แต่เชื่อได้เลยว่าภาษีประกันสังคมของ 400 คนนี้ ไม่ได้มากเหมือนกับรายได้ของพวกเขาอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว 88 จาก 400 คนที่ว่า ไม่ได้รับค่าจ้างเลย แต่พวกเขามีรายได้จากกำไรในการลงทุน พี่ๆ น้องๆ ของผมบางคน อาจไม่ชอบทำงาน แต่พวกเขาชอบที่จะลงทุน (ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ผมรู้จักมหาเศรษฐีจำนวนมาก พวกเขาส่วนใหญ่ เป็นคนที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย พวกเขารักอเมริกา และซาบซึ้งในโอกาสที่ประเทศนี้ให้กับเขา หลายคนได้มาร่วมโครงการ “สัญญาว่าจะให้” ของผม โดยรับปากว่าจะบริจาคเงินส่วนใหญ่ของพวกเขาให้กับการกุศล พวกเขาส่วนใหญ่แทบไม่สนใจหากจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เพื่อนร่วมชาติกำลังเดือดร้อน

สมาชิกสภาคองเกรส 12 คน กำลังจะทำหน้าที่อันสำคัญยิ่ง คือจัดระเบียบการเงินของประเทศนี้เสียใหม่ พวกเขาได้รับคำแนะนำให้เขียนแผนระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดภาระการใช้จ่ายของชาติเราใน 10 ปีข้างหน้า ให้เหลือ 1.5 ล้านล้านเหรียญ แต่พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแผนลดภาษีให้ได้มากกว่านั้น

คนอเมริกันกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของคองเกรสในการจัดการกับปัญหาการใช้จ่ายของชาติ มีแต่การกระทำที่เร่งด่วน จริงแท้ และยั่งยืนเท่านั้น ที่จะขจัดความระแวงสงสัยหรือความสิ้นหวังออกไปจากจิตใจของอเมริกันชน ความรู้สึกเชื่อมั่นเท่านั้น ที่จะสร้างความจริงขึ้นมาได้

งานแรกของสมาชิกสภาฯ 12 คน คือให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่แม้แต่คนรวยก็ทำไม่ได้ คือสัญญากว่าจะประหยัดเงินให้ได้มากๆ จากนั้น สมาชิกสภาฯ ทั้ง 12 คน จึงควรหันไปพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับรายได้ ผมอยากให้ อัตราภาษีที่คนอเมริกัน 99.7 เปอร์เซ็นต์ ต้องจ่ายยังคงเดิม แต่ควรลดเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ลูกจ้างต้องจ่ายเป็นภาษีประกันสังคมลง 2 เปอร์เซ็นต์ การลดลงนี้จะเป็นการช่วยเหลือคนจนและคนชั้นกลาง ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง

แต่สำหรับคนที่รายได้เกิน 1 ล้านเหรียญ ซึ่งมีอยู่ 236,883 ครัวเรือนในปี 2009 ผมเสนอให้ขึ้นภาษีทันที ในส่วนของรายได้ที่เกิน 1 ล้านเหรียญ ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวมภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นและเงินปันผลด้วย และสำหรับคนที่รายได้เกิน 10 ล้านเหรียญ ซึ่งมีอยู่ 8,274 คนในปี 2009 ผมแนะนำให้ขึ้นอัตราภาษีขึ้นไปอีก

เพื่อนๆ ของผมและตัวผมได้รับการเอาอกเอาใจมากพอแล้วจากสภาคองเกรสที่แสนจะเป็นมิตรกับมหาเศรษฐีมาโดยตลอด ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลของเราจะต้องทำให้เกิดการ “เสียสละร่วมกัน” อย่างแท้จริงเสียที

วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของ เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์

[เนื้อหาข้างต้น เป็นสารของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2011 ผมได้อ่านในเช้าวันที่ 15 ส.ค. แล้วถึงกับขนลุก ชอบมากๆ จึงรีบแปลจากเว็บไซต์ของ New York Times อยากให้คนไทยได้อ่านเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วเอาลงบล็อกโดยพลัน ….มีใครคิดเหมือนผมบ้าง ผู้ชายคนนี้ ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายจริงๆ ครับ]

สัญญาเปลี่ยนโลก

สัญญาเปลี่ยนโลก (My Philanthropic Pledge)  

แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช จากนิตยสาร Fortune 5 Jul 2010

ในปี 2006 ผมได้ตกลงใจที่จะผ่องถ่ายหุ้นของ เบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ให้กับมูลนิธิเพื่อการกุศลหลายแห่ง เพื่อช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาติ ผมมีความสุขที่สุดแล้วกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

ตอนนี้ บิลล์และเมลินดา เกตส์ กับตัวผม กำลังขอให้มหาเศรษฐีอเมริกันนับร้อยคน ร่วมบริจาคอย่างน้อย 50% ของทรัพย์สินที่พวกเขามีให้กับการกุศล ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นการดี หากจะขยายความให้ทุกคนเข้าใจถึงเจตนา และอธิบายว่าแท้จริงแล้วผมมีความคิดอย่างไรจึงได้ออกมาเสนอแนวคิดเช่นนี้

อันดับแรก คำมั่นสัญญาของผมคือ มากกว่า 99% ของสินทรัพย์ของผมจะถูกผ่องถ่ายให้กับการกุศล ตั้งแต่ตอนนี้ที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ต่อเนื่องไปจนเมื่อผมเสียชีวิตแล้ว เมื่อวัดเป็นตัวเงินแล้ว คำมั่นสัญญาครั้งนี้ถือว่ามากมายมหาศาล แต่แท้ที่จริงแล้ว ยังมีผู้คนอีกมาก ที่ “ให้” ผู้อื่นมากกว่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

มีคนอีกเป็นล้านๆ คน ที่บริจาคเงินให้โบสถ์ โรงเรียน และองค์กรอื่นๆ แทนที่จะเอาเงินนั้นไปใช้ในครอบครัวของพวกเขา เงินเหล่านี้ พวกเขาสามารถเอาไปดูหนัง กินข้าว หรือใช้เพื่อความสุขสบายส่วนตัวอีกเท่าไรก็ได้ ตรงกันข้าม ครอบครัวของผมไม่ได้มีอะไรขาดหายไปเลย แม้จะหยิบยื่นทรัพย์สินถึง 99% ให้กับสาธารณะ

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยคำมั่นสัญญานี้ ผมยังไม่ได้บริจาคสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม นั่นก็คือ “เวลา” คนจำนวนมาก รวมทั้งที่ผมภูมิใจอย่างมากที่จะบอกก็คือ ลูกทั้งสามคนของผม ได้ใช้ทั้งเวลาและความสามารถเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ของขวัญในลักษณะนี้มีค่ายิ่งกว่าเงินมากนัก

ยกตัวอย่างเช่น เด็กด้อยโอกาสสักคนหนึ่ง ได้รับกำลังใจและการดูแลที่ดีจากพี่เลี้ยงที่เป็นห่วงเป็นใย ถือว่าเด็กคนนั้นได้รับของขวัญที่ล้ำค่ามากกว่าตัวเลขที่เขียนอยู่บนเช็คสักใบเสียอีก น้องสาวของผม ดอริส ก็ได้ช่วยเหลือผู้คนแบบเข้าถึงตัวแทบทุกวัน ที่ผมทำนี้จึงถือว่าเล็กน้อยเหลือเกิน

สิ่งที่ผมทำได้ คือเอาส่วนหนึ่งของใบหุ้นเบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ซึ่งสามารถนำไปแลกเป็นเงิน และแปรเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากกว่านี้ได้ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ที่โชคไม่ดีพอที่จะได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต

จนถึงวันนี้ หุ้นของผม 20% ได้รับการแจกจ่ายออกไปเรียบร้อยแล้ว (รวมถึงหุ้นในส่วนของอดีตภรรยาผู้ล่วงลับของผม ซูซี่ บัฟเฟตต์ ด้วย) และทุกๆ ปี ผมจะยังคงบริจาคหุ้นของผมประมาณ 4% ไปเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้ว หุ้นของ เบิร์คไชร์ ฮาธาเวย์ ทั้งหมดของผมที่จำหน่ายจ่ายแจกออกไป จะต้องไม่คงค้างเป็นเงินกองทุนอยู่ แต่ผมต้องการให้มันถูกใช้จ่ายออกไปจริงๆ เพื่อช่วยเหลือคนที่มีความจำเป็น

คำมั่นสัญญาอันนี้ จะไม่ทำให้ชีวิตประจำวันของผมหรือของลูกผมต้องได้รับผลกระทบ พวกเขาได้รับเงินจำนวนมากพอที่จะใช้ส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะยังคงได้รับมากขึ้นอีกในอนาคต พวกเขามีชีวิตที่สะดวกสบายและมีคุณค่า และผมจะยังคงใช้ชีวิตในวิถีทางที่ทำให้ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ในชีวิตนี้ต่อไป

วัตถุและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำให้ชีวิตของผมสะดวกสบาย แต่วัตถุบางอย่างไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น ผมชอบที่จะมีเครื่องบินส่วนตัวราคาแพงๆ แต่การมีบ้านสัก 5-6 หลักนั้นกลับเป็นภาระ โดยมากแล้ว การครอบครองวัตถุมากๆ ผู้ครอบครองมักจะกลายเป็นผู้ถูกครอบครองเสียเอง

ทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดสำหรับผม นอกจากสุขภาพแล้ว จึงเป็นเพื่อนที่คบหากันมานานๆ ต่างหาก

ความมั่งคั่งของผมมาจากเหตุผลหลายประการ ประการสำคัญคือการได้เกิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมถือว่าเป็น “ยีนส์ที่โชคดี” และเป็นผลประโยชน์อยู่ในตัวของมันเอง ผมถือว่าทั้งผมและลูกๆ ของผม ล้วนแล้วแต่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่

(ในปี 1930 ที่ผมเกิด โอกาสที่ประชากรโลกสักคนจะเกิดมาเป็นคนอเมริกันมีแค่ 1 ใน 30 เท่านั้น นอกจากนี้ การที่ผมเกิดเป็นผู้ชายและเป็นคนผิวขาว ยังทำให้ผมไม่ต้องเจอกับอุปสรรคที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ในเวลานั้นต้องเผชิญอีกด้วย)

ความโชคดีของผมอีกขั้นหนึ่ง คือการได้อยู่ในระบบตลาดที่บางครั้งทำให้เกิดความบิดเบือน แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนั้นก็เป็นคุณต่อประเทศชาติ

ผมทำงานในระบบเศรษฐกิจที่ให้รางวัลกับคนที่ออกไปสู้รบในสงครามด้วย “เหรียญเกียรติยศ” ให้รางวัลกับครูด้วย “โน้ตขอบคุณ” จากผู้ปกครอง แต่ให้รางวัลกับคนที่เจอหลักทรัพย์ที่ถูกประเมินมูลค่าแบบผิดๆ ด้วยการทำให้เขาคนนั้นกลายเป็น “มหาเศรษฐี”

มุมมองของครอบครัวของผมและตัวผมเองก็คือ ความโชคดีแบบสุดพิเศษอันนี้ ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นความน่าภาคภูมิใจ แม้ว่าเราสามารถใช้เงินมากกว่า 1% ของที่เรามีไปเพื่อตัวเอง ความสุขหรือความสมบูรณ์พูนผลก็คงไม่อาจเพิ่มมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

ตรงกันข้าม สิ่งที่เหลืออยู่ 99% สามารถก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลกับสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่น ความเป็นจริงดังกล่าวส่งผลให้ผมทำในสิ่งนี้ นั่นก็คือ เก็บทรัพย์สินเอาไว้เพื่อใช้ในทุกสิ่งที่เราต้องการ และแจกจ่ายส่วนที่เหลือให้กับสังคม

คำมั่นสัญญาของผมจึงเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้

— วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ —

หมายเหตุ : แถลงการณ์ของบัฟเฟตต์ฉบับนี้ มีชื่อว่า “My Philanthropic Pledge” แปลตรงตัวว่า “คำมั่นสัญญาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมวลมนุษยชาติ” แต่ผมเรียกสั้นๆ ว่า “สัญญาเปลี่ยนโลก” ยกเอามาจากนิตยสาร Fortune วันที่ 5 กรกฎาคม 2010 อ่านแล้วขนลุก น้ำตาซึม เลยอยากเอามาแปลไว้ให้ได้อ่านกันครับ