Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

GRAMMY

บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทบันเทิงชั้นนำของประเทศไทย สร้างผลงานเพลงระดับตำนานและปลุกปั้นศิลปินชื่อดังประดับฟ้าเมืองไทยมาตลอดหลายทศวรรษ มีธุรกิจหลักคือธุรกิจเพลงและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเพลง รวมทั้งธุรกิจสื่อ ธุรกิจบรอดคาสติ้งและภาพยนตร์ด้วย

V-Strength

GRAMMY เป็นบริษัทที่ใช้การบริหารคอนเทนต์ในมือเพื่อสร้างรายได้ โดยในส่วนของธุรกิจเพลงซึ่งเป็นธุรกิจหลัก บริษัทฯได้ปรับโมเดลธุรกิจจนสอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิตอล ล่าสุด GRAMMY ได้หันมาบุกตลาดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ผ่าน Platform ใหม่ที่สร้างขึ้นคือ GMM-Z แม้ธุรกิจบันเทิงจะแข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ GRAMMY ได้เปรียบตรงที่ไม่ได้พึ่งพาตัวบุคคล ทั้งยังมีคอนเทนต์จำนวนมหาศาลที่จะช่วยสร้างรายได้ไปอีกนาน แต่ข้อเสียคือ บริษัทฯมีสภาพคล่องไม่มาก อัตราส่วนทุนหมุนเวียนอยู่ต่ำกว่า 1 เท่า

ค่าทดสอบ 70 เต็ม 100

V-Growth

การหันมารุกตลาดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม โดยสร้าง Platform ใหม่คือ GMM-Z แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเติบโต การทุ่มซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอล Euro 2012 ทำให้บริษัทฯ ทำรายได้จากกล่อง GMM-Z ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และมีแนวโน้มจะขยายฐานลูกค้าต่อไปได้เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนหลังไปห้าปี การเติบโตของบริษัทฯ มีการสะดุดหยุดลงในปี 2552 ก่อนจะปรับตัวครั้งใหญ่และฟื้นกลับมาได้ ดังนั้น ด้วยความเป็นธุรกิจบันเทิง ผู้ลงทุนจึงควรเผื่อใจไว้สำหรับความไม่แน่นอนของรายได้และกำไรเสมอ

ค่าทดสอบ 77 เต็ม 100

V-Management

ผู้บริหารของ GRAMMY เป็นคนบันเทิงชั้นนำที่คนทั่วประเทศต่างยอมรับในความสามารถ ไล่ตั้งแต่ “อากู๋” ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัทฯ ลงมา อย่างไรก็ตาม การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีดิจิตอลเคยเป็นประเด็นที่ทำให้หัวเรือใหญ่ของ GRAMMY ต้องหนักใจมาแล้ว จึงคาดเดาได้ว่าการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงอันเป็นพลวัตของธุรกิจบันเทิง จะยังคงท้าทายความสามารถและวิสัยทัศน์ของผู้บริหารต่อไป

ค่าทดสอบ 86 เต็ม 100

V-Potential

ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2555 ราคา 28.25 บาทต่อหุ้น, PE 24.8 เท่า

ค่าทดสอบ 33.9 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

3,456,789 เหรียญ แลกหนึ่งมื้อกับปู่บัฟฟ์

เรียบเรียงจาก CNBC.com / ภาพประกอบจาก CNBC.com

การประมูล “มื้อเที่ยงกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์” ในปีนี้ ได้ผู้ชนะแล้วนะครับ โดยผู้ประมูลยอมจ่ายถึง “3,456,789” เหรียญ (ประมาณ 100 ล้านบาทนิดๆ) เพื่อ “หนึ่งมื้อกลางวัน” กับปู่บัฟฟ์

อาหารมื้อนี้ จะกินกันที่ร้าน Smith & Wollensky steakhouse  ในแมตฮัตตัน ซึ่งนอกจากผู้ชนะการประมูลแล้ว ก็จะมีเพื่อนของปู่บัฟฟ์อีก 7 คน ร่วมโต๊ะด้วย (คงกลัวเขิน)

ข่าวแจ้งว่า ปีนี้มีผู้แย่งกันประมูลทาง Ebay 10 คน ใช้เวลา 5 วัน โดยมีการ Bid ทั้งหมด 106 ครั้ง ทั้งนี้ เงินที่ผู้ชนะยอมจ่าย สูงขึ้นจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก

เมื่อปีที่แล้ว คนที่ชนะการประมูล คือ เท็ด เวสช์เลอร์ ผู้จัดการกองทุน ที่ยอมควักเงินเพื่อแลกโอกาสทองในการได้ใกล้ชิดกับอภิอัครมหาเศรษฐีของโลก ด้วยเงิน 2.63 ล้านเหรียญ (78.9 ล้านบาท)  โดยนายเท็ดประมูลแข่งกับ Bidder อีกหนึ่งคนเท่านั้น

ที่น่าตลกคือ ปัจจุบันนี้ ปู่บัฟฟ์ได้จ้างนายเท็ดไปทำงานด้วยที่ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เรียบร้อยแล้ว นั่นแปลว่าทุกวันนี้เท็ดคงได้กินข้าวกับปู่ฟรีๆ เป็นครั้งคราว ไม่ต้องเสียเงินมหาศาลอีกต่อไป

ภาพข้างล่างนี่คือจำนวนเงินในปีก่อนๆ ที่อดีตผู้ชนะการประมูล “หนึ่งมื้อกับบัฟเฟตต์” เคย Bid ชนะมา

ใครสนใจอยากกระทบไหล่ปู่ ปีหน้าลองสู้ดูสิครับ 😉

DRT

บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน)

เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลังคา แผ่นผนังและฝ้า ไม้สังเคราะห์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตราเพชร” ตราหลังคา ตราอดามัส (Adamas) และตราเจียระไน รายได้หลัก 70% ยังคงมาจากผลิตภัณฑ์กระเบื้องหลังคา และอีก 25% มาจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการถอดแบบและติดตั้งหลังคาอีกด้วย

V-Strength

DRT อยู่ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างซึ่งมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมหลังคา 13% เป็นอันดับ 3 ตามหลัง “กระเบื้องตราช้าง” ของกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย (ส่วนแบ่งตลาด 46%) และ “กระเบื้องห้าห่วง” ของกลุ่มมหพันธ์ (ส่วนแบ่งตลาด 25%) บริษัทมีความเชี่ยวชาญและอยู่ในธุรกิจมาอย่างยาวนาน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวแทนจำหน่ายซึ่งถือเป็นช่องทางการขายหลัก และมีการบริหารต้นทุนและกำลังการผลิตเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความเสี่ยงจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมเรื่องการใช้แร่ใยหิน ข้อจำกัดของกำลังการผลิต รวมทั้งการกำหนดราคาขาย เนื่องจากกระเบื้องหลังคาถือเป็นสินค้าควบคุม

ค่าทดสอบ 66 เต็ม 100

V-Growth

ยอดขายและรายได้ของ DRT เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 24% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิก็อยู่ในระดับสูงและค่อนข้างสม่ำเสมอ แม้ส่วนแบ่งตลาดจะเป็นรองบริษัทยักษ์ใหญ่อยู่มาก แต่ DRT ก็ยังรักษาก้อนเค้กของตัวเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด ทั้งยังมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนบริษัทฯ ให้เติบโตต่อไป สังเกตได้จากโครงการขยายกำลังการผลิตซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะๆ จุดเด่นอีกประการหนึ่งซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากชอบ DRT ก็คือ มีการจ่ายปันผลค่อนข้างดี (6.23% เมื่อเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน) และมีความสม่ำเสมอ

ค่าทดสอบ 86 เต็ม 100

V-Management

โดยภาพรวมแล้ว DRT เป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการดีเยี่ยม ทั้งในแง่การดำเนินธุรกิจและในแง่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารของ DRT มีความรู้ ความชำนาญ ไม่มีประวัติด่างพร้อย ใช้เงินทุนและหนี้สินด้วยความระมัดระวัง และรักษาประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเสมอมา ส่วนบริษัทก็ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่น ตลอดจนรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

V-Potential

ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2555 ราคา 6.05 บาทต่อหุ้น

ค่าทดสอบ 55.8 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]