เมื่อ บัฟเฟตต์ คุยกับ สตีฟ จ็อบส์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อน ได้ชม วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้สัมภาษณ์สด 3 ชั่วโมงในรายการ Squawk Box ทางช่อง CNBC ซึ่งปู่บัฟฟ์จะให้สัมภาษณ์ยาวเหยียดเช่นนี้เพียงปีละครั้งเท่านั้นในช่วงต้นปี ก่อนจะถึงการประชุมประจำปีของเบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์

การได้ฟังปู่บัฟฟ์ 3 ชั่วโมงรวด ปีละหนึ่งครั้ง เหมือนกับชม “ซูเปอร์โบวล์” ของโลกการเงินยังไงยังงั้นเลยครับ ตัวผมซึ่งตั้งหน้าตั้งตารอมาหลายวัน เลยนั่งฟังตั้งแต่ต้นจนจบ มีสมุดกับปากกาในมือ เรียกได้ว่าจดกันยิกเลยทีเดียว

ประเด็นที่น่าสนใจในการคุยกันคราวนี้มีเยอะอยู่ ขอเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน

เรื่องของเรื่องก็คือ ในช่วงต้นรายการ บัฟเฟตต์ได้เอ่ยชื่อบริษัท Apple เพื่อตอบคำถามที่ถามว่าเขาได้ตัวคนที่จะมาบริหารเบิร์คไชร์แทนหรือยัง โดยปู่ได้ย้อนถามว่า “แล้วคุณรู้ไหมล่ะว่าใครจะมาแทน ทิม คุก ที่ Apple”

ความหมายก็คือ การที่แกยังไม่เปิดเผยว่าใครจะมาบริหารเบิร์คไชร์แทนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ต้องกังวลอะไร ก็เหมือนกับที่เราไม่รู้ว่าใครจะมาแทน ทิม คุก ที่ Apple แต่องค์กรยักษ์ใหญ่ดังกล่าวก็ย่อมจะอยู่ต่อไปได้นั่นเอง

ในช่วงต่อมา พิธีกรจึงถามว่า เมื่อครู่ที่คุณพูดถึง Apple คุณเคยคุยกับ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ล่วงลับหรือไม่ และคำตอบของบัฟเฟตต์ก็น่าสนใจมากครับ

สุดยอดนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกบอกว่า เขาเคยคุยกับจ็อบส์ไม่กี่ครั้ง โดยมีอยู่ครั้งหนึ่ง (เข้าใจว่าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจ็อบส์ตาย) จ็อบส์เป็นฝ่ายโทรมาหาเขา และขอไอเดียเกี่ยวกับการใช้เงินสดของ Apple ที่มีอยู่มากเกินไป

“เป็นการคุยกันที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้คุยกับเขานานมาก เขาบอกผมว่า เรามีเงินสดเหลือเยอแยะ ผมจะใช้ยังไงดี เราก็เลยคุยกันถึงทางเลือกที่มี ซึ่งน่าสนใจทีเดียว” บัฟเฟตต์กล่าว

ปู่บัฟฟ์บอกเจ้าพ่อ Apple ว่า วิธีจัดการกับสภาพคล่องที่ล้นเกินของบริษัทมีอยู่ 4 วิธี คือ

1. ซื้อหุ้นคืน 2. จ่ายปันผล 3. ซื้อกิจการอื่น หรือ 4. นั่งทับมันไว้เฉยๆ

บัฟเฟตต์เล่าว่า แกได้อธิบายให้จ็อบส์ฟังถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี แต่จ็อบส์บอกว่า เรื่องการซื้อกิจการนั้นคงไม่ได้ เพราะเขาไม่เห็นว่ามีกิจการไหนที่ควรจะซื้อและมีขนาดใหญ่พอให้ซื้อโดยใช้เงินเยอะๆ ได้เลย

คุณปู่เราได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า “เป็นผมคงซื้อหุ้นคืนมา ถ้าคิดว่าหุ้นของตัวเองต่ำกว่ามูลค่า” แล้วเขาก็ถามจ็อบส์ว่า มองราคาหุ้น Apple ตอนนี้เป็นยังไง จ็อบส์บอกว่า “ผมว่าหุ้นของผมต่ำกว่ามูลค่าไปมาก”

ฟังดูเหมือนจ็อบส์น่าจะได้ไอเดียแล้วใช่ไหมครับ แต่เปล่าเลย จ็อบส์กลับถามปู่ต่อไปว่ามีวิธีใช้เงินอย่างอื่นอีกไหม โดยไม่ได้ถามถึงการซื้อหุ้นคืนอีก อาจเรียกได้สิ่งที่ปู่บอกแทบไม่ได้เข้าหูเขาเลย

แล้วบัฟเฟตต์ก็เล่าต่อไป ซึ่งทำให้เรารู้ว่าจ็อบส์ไม่ใช่คนที่สนใจเรื่องการเงินการลงทุนเลยแม้แต่น้อย โดยบอกว่า

“แล้วเราก็คุยกันต่อ แต่เขาไม่เคยทำอะไรเลย เขาชอบที่จะเก็บเงินไว้อย่างนั้น ที่ผมแปลกใจก็คือ หลังจากนั้น เขาไปพูดว่า ผมเห็นด้วยที่เขาไม่ทำอะไรกับเงินสดที่มีเลย (หัวเราะ) เขาไม่ยอมซื้อหุ้นคืน แม้จะเชื่ออย่างเต็มที่ว่าหุ้นของตัวเอง  ณ ราคา 200 หรือเท่าไรก็ตามในตอนนั้น มันถูกเกินไปมากๆ”

ได้ทราบเรื่องของ สตีฟ จ็อบส์ จากปากของปู่บัฟฟ์แล้ว พาลให้นึกถึงคนรอบๆ ตัว คนรู้จักผมบางคนเป็นหมอ รายได้สูงมาก ผู้ใหญ่บางคนที่ผมคุ้นเคยก็มีธุรกิจส่วนตัว เงินสดเหลือเยอะ แต่พวกเขากลับไม่ได้สนใจเรื่องของการเงินการลงทุน ทำได้เพียงเอาเงินไปฝากประจำ ซึ่งก็เหมือนกับการ “นั่งทับเงินไว้เฉยๆ” ดังข้อ 4 ที่ปู่บัฟฟ์บอก

คนบางคน ความสามารถมาก ฉลาดปราดเปรื่อง แต่เรื่องการลงทุนเขาไม่สนใจ เพื่อนผมหลายคนเป็นแบบนี้ เอาช้างลากก็ไม่มา ไอ้เรามันพอจะรู้อะไรอยู่บ้าง บางทีเห็นแล้วก็อดเสียดายแทนไม่ได้ แต่อย่างว่าแหล่ะ เราอยู่คนละโลกกัน

เหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์ “เทพเจ้าแห่งการลงทุน” อยู่คนละโลกกับ สตีฟ จ็อบส์ “ศาสดาแห่งโลกนวัตกรรม” (ตั้งแต่จ็อบส์ยังไม่ตาย) นั่นแหล่ะครับ

[ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cnbc.com/id/46544809 ]

การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

นักลงทุนที่มีความรู้รอบตัวมากอาจจะเคยได้ยินหนังสือเล่มพระเอกของ จอร์จ โซรอส ที่ชื่อว่า The Alchemy of Finance หรือ “การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน” ซึ่งเขาว่ากันว่ามันเป็นหนังสือดี แต่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง และหนึ่งใน “เขา” ที่ว่านั้นก็คือ ดร.นิเวศน์ ปรมาจารย์วีไอของเมืองไทยเสียด้วย

นักลงทุนหลายท่านคงมีโอกาสได้เห็นพฤติกรรมแปลกๆ หลายอย่างในตลาดหุ้นไทยไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่การประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษแบบบ้าระห่ำของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง การที่บริษัทเกษตรและอาหารรายใหญ่ของประเทศประกาศเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นของเจ้าสัวผู้ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง รวมทั้งการประกาศจ่ายปันผลเป็นหุ้นของบริษัทค้าปลีกชั้นนำ รวมทั้งอีกหลายบริษัท จนเรียกว่ากลายเป็นเทรนด์ใหม่ของปีนี้ไปเสียแล้ว

ผมเองยอมรับว่างงกับพฤติกรรมเหล่านี้ และที่งงยิ่งกว่าก็คือเสียงตอบรับจากเหล่าผู้ถือหุ้นซึ่งสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้น เรามาว่ากันทีละกรณีเลยก็แล้วกัน …เพื่อความเหมาะสม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบริษัทสมมติก็แล้วกันนะครับ

บริษัทไวกิ้งเทเลคอม – การจ่ายเงินปันผลพิเศษ

แม้นักวิเคราะห์คาดการณ์กันมาก่อนว่าบริษัทไวกิ้งเทเลคอมซึ่งมีเงินสดล้นเหลือจะประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษ แต่ครั้นบริษัทประกาศจ่ายขึ้นมาจริงๆ ถึง 16 บาท ก็ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่พากันกรี๊ดกร๊าดแย่งกันซื้อหุ้นจนพุ่งขึ้นจาก 80 บาทไป 90 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมันก็ขึ้นล่วงหน้ามาก่อนนานแล้ว

ความจริงเงินปันผลที่บริษัทไวกิ้งเทเลคอมจ่ายไม่ได้มาจากเงินสดที่ตัวเองมีเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งมาจากการกู้ยืมจากธนาคาร แม้ว่าบริษัทจะระบุว่า “พ้มเอามาจากกำไรสะสม!” แต่ความเป็นจริงก็คือ เงินสดมันไม่ได้มีป้ายแปะไว้ว่ามันเอามาจากตรงไหน พอชักเอาเงินสดออกมาแล้วต้องไปกู้เพิ่มก็กระทบกับโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่บริษัทกู้ยืมเงินมากขึ้นแม้จะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลง แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของบริษัท โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าในอนาคตอันใกล้บริษัทจะต้องเตรียมเงินไว้ประมูลคลื่นความถึ่ 3G ก็ยิ่งน่าสงสัยว่าการกระทำนี้จะส่งผลดีต่อ “บริษัท” หรือ “ผู้ถือหุ้น” กันแน่

หรือมันเป็นแค่การดึงเงินสดกลับบ้านแบบเนียนๆ ของใครบางคน?! และผู้ถือหุ้นที่เหลือก็ “สมรู้ร่วมคิด” อวยให้แบบเต็มใจเพราะเราได้ประโยชน์ร่วมกัน

ที่น่าตลกคือ มีหลายคนไล่ซื้อหุ้นในราคาแพง เพียงเพื่อจะได้เงินสดกลับมาในรูปของเงินปันผล ทั้งที่เจ้าเงินสดนี้มันอยู่ในกระเป๋าของเราตั้งแต่แรก แทนที่จะควัก 90 บาทซื้อตอนที่มันแพงแล้ว สู้เอาเงิน 80 บาทไปมองหาหุ้นตัวอื่นที่ยังถูกอยู่จะดีกว่า และก็เก็บ 10 บาทที่เหลือเอาไว้อุ่นใจ

บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์ – การซื้อกิจการของผู้ถือหุ้นใหญ่

บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์อ้างว่าการเข้าซื้อกิจการจะทำให้บริษัทสามารถเข้าสู่ตลาดใหญ่ในจีนและเวียดนามได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่สงสัยว่าราคาที่เจ้าสัวขายยัดให้กับบริษัทนั้นแพงเกินไปหรือไม่ แล้วถ้าบริษัทมันดีจริง เขาจะขายทำไม ทำไมไม่เก็บไว้เอง

ความจริง 2-3 ปีก่อนหน้านี้บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์เคยซื้อหุ้นคืนและมี treasury stock ค้างอยู่ในกระเป๋า บริษัทอาจจะเลือกจดทะเบียนลดทุนเพื่อทำให้จำนวนหุ้นของบริษัทลดลงและมีกำไรต่อหุ้นสูงขึ้นก็ได้ การทำเช่นนั้นจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง …ทว่าบริษัทก็เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น

หลายคนสงสัยว่ากิจการที่เจ้าสัวเอามาขายให้กับบริษัทเวิลด์ฟู้ดส์เป็นกิจการที่มีความผันผวนของผลกำไรและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด นอกจากนี้การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวแม้จะทำให้บริษัทสามารถบุกตลาดจีนและเวียดนามได้ แต่ก็ทำให้สัดส่วนผลิตภัณฑ์ margin สูงลดลง พวกเขาไม่แน่ใจว่าอนาคตของบริษัทจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ที่แน่ๆ บริษัทเวิลด์ฟู้ดส์ต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้น ทำให้มีฐานะทางการเงินแย่ลง ผู้ถือหุ้นอดผลดีที่จะได้จากการลดทุน แต่เจ้าสัวได้เงินสดเข้ากระเป๋าเรียบร้อย และเผลอๆ จะได้ในราคาที่ดีเสียด้วย

บริษัทซื้อสะดวก – การจ่ายปันผลเป็นหุ้น

ในบรรดาหุ้นเติบโต ผมรับรองว่าจะต้องมีหุ้นของบริษัทซื้อสะดวกเป็นหนึ่งในใจของนักลงทุน ความจริงผมเองก็ชอบบริษัทนี้ตลอดมา จนกระทั่งได้ยินว่าเขาจะจ่ายปันผลเป็นหุ้น และไม่ใช่จ่ายธรรมดาเสียด้วย เพราะเขาจ่ายในอัตรา 1:1

นั่นหมายความว่าผู้ถือหุ้นเดิม 1 หุ้น จะได้หุ้นใหม่ 1 หุ้น ซึ่งทำให้จำนวนหุ้นในตลาดเพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัวในทันที การทำเช่นนั้นจะทำให้มีหุ้น 4,500 ล้านหุ้นโผล่เข้ามาในตลาดและคิดเป็นเงินที่ต้องเสียภาษีถึง 450 ล้านบาท ผมมองยังไงก็ไม่เห็นว่าอยู่ๆ บริษัทจะมีเหตุผลอะไรที่จะจ่ายภาษีจำนวนนี้ (ความจริงผู้ถือหุ้นต้องเป็นคนจ่าย แต่ว่าบริษัทก็จ่ายปันผลเป็นเงินสดด้วย จึงเท่ากับว่าบริษัทจ่ายแทนให้) บริษัทอาจเลือกที่จะแตกพาร์ก็ได้ เพียงแต่ว่ามันไม่ให้อารมณ์ของการ “แจก” เหมือนกับได้หุ้นปันผล

การจ่ายปันผลเป็นหุ้นไม่ได้ทำให้มีเงินสดเข้าสู่บริษัท และไม่ได้ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ที่จริงมีบางบริษัทเหมือนกันที่พยายามสงวนเงินสดเอาไว้และจ่ายปันผลออกมาเป็นหุ้นแทน ผู้ถือหุ้นบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเพราะเห็นว่าได้จำนวนหุ้นมากขึ้น แต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงการเพิ่ม “ตัวหาร” และกดดันให้กำไรต่อหุ้นลดลงจากการ dilution และเป็นการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินล้วนๆ

จากมุมนี้ผมมองได้เพียงอย่างเดียวว่านี่คือการ “เล่นหุ้น” โดยตัวบริษัทเอง บริษัทซื้อสะดวกอาจจะคิดว่าตลาดจะตอบรับเงินปันผลสูงๆ + หุ้นปันผล ด้วยการผลักราคาหุ้นให้สูงขึ้น ครั้นพอเกิด dilution effect จนราคาลดลงมาราวครึ่งหนึ่ง จากนั้นพอคนเริ่มชินก็จะไล่ราคากันขึ้นมาเองตามความคุ้นชิน จนในที่สุดราคาหุ้นก็จะกลับมาแถวๆ ราคาเดิมได้ ซึ่งนั้นก็จะเท่ากับว่าทุกคน “รวยขึ้น” กันหมด

ฟังดูดีนะครับ ยกเว้นข้อเท็จจริงที่ว่าถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงราคาหุ้นวิ่งเร็วกว่ามูลค่าที่แท้จริงไปมาก และเมื่อพื้นฐานมันรองรับราคาหุ้นไม่ไหว เราก็คงทราบดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบผู้บริหารที่พยายามดูแลราคาหุ้นมากเกินไป ผมอยากให้ไปจดจ่อกับการบริหารตัวธุรกิจจริงๆ มากกว่า และอยากให้มูลค่าหุ้นเติบโตไปพร้อมกับราคาอย่างยั่งยืน แทนที่จะจงใจดันราคา

อย่าลืมนะครับว่า บริษัทที่ดีกับหุ้นที่ดีมันแตกต่างกัน หากคิดจะเกาะไปกับ “การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน” เหล่านี้แล้ว โปรดใช้ความระมัดระวังให้มากด้วยครับ

สูตรการลงทุนอย่างสบายใจของ ดร.นิเวศน์

ได้อ่านบทความของ ดร.นิเวศน์ ชื่อ  “ลงทุนอย่างสบายใจ” จากบล็อกใน Settrade.com เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 55 แล้วชอบมาก เป็นหลัก 8 ข้อ ในการสร้างความมั่งคั่งโดยไม่เครียด ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อวีไอแทบทุกคน จึงขอเอามาย่อไว้ ณ ที่นี้ครับ

สูตรการลงทุนอย่างสบายใจของ ดร.นิเวศน์

ข้อแรก จงตั้งความหวังผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนในหุ้นให้เหมาะสมนั่นก็คือ ผลตอบแทนทบต้นต่อปีเฉลี่ยประมาณ 10% ถ้าเราคิดว่าเรามีความสามารถสูงมาก ก็อาจจะตั้งความหวังได้สูงขึ้น แต่สูงสุดไม่ควรเกิน 15% ต่อปี  โดยคำว่าระยะยาวนั้นจะต้องยาวไม่ต่ำกว่า 10 ปีขึ้นไป

ข้อสอง เลือกซื้อหุ้นที่เน้นความปลอดภัยของตัวกิจการเป็นหลัก นี่คือหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงช้าในด้านของธุรกิจ เป็นกิจการที่ไม่ล้ำสมัยแต่ไม่ล้าสมัย เป็นกิจการที่เป็น “ผู้นำ” มีฐานะทางการเงินดี และถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกก็คือ เป็นกิจการที่เราเองมีโอกาสได้พบเห็นหรือได้ใช้บริการเป็นประจำ

ข้อสาม ต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการถือหุ้นอย่างเหมาะสม นั่นก็คือ ถ้ามีเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ก็ควรต้องมีหุ้นอย่างน้อยประมาณ 5 ตัว โดยที่ตัวใหญ่สุดไม่ควรจะเกิน 30% ของพอร์ต

นอกจากนั้น ควรจะถือหุ้นในหลาย ๆ อุตสาหกรรม แต่ถ้ามีเงินลงทุนค่อนข้างมากเช่นเป็น 10 ล้านบาทขึ้นไป (จำนวน) หุ้นที่ลงก็อาจจะมากขึ้นไปได้ … ถ้ามีเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็ไม่ควรถือหุ้นเกิน 10-15 ตัว

ข้อสี่ เราควรพยายามตั้งเป็นกฎคร่าว ๆ ว่าในแต่ละปีเราจะมีการซื้อขายหุ้นไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุน

กฎง่าย ๆ ก็คือ ปริมาณการซื้อขายหุ้นของเราในแต่ละปีไม่ควรจะเกิน 2 เท่าของขนาดของพอร์ตของเรา เช่น ถ้าพอร์ตของเราเท่ากับ 1 ล้านบาทในตอนต้นปี เราควรซื้อขายหุ้นในปีนั้นไม่เกิน 2 ล้านบาท

ข้อห้า อย่าสนใจการขึ้นหรือลงของหุ้นแต่ละตัวมากนัก พยายามมองภาพรวมของพอร์ตหุ้นว่าเติบโตขึ้นหรือลดลง ..ที่สำคัญก็คือ อย่าไปดูราคาหุ้นทุกตัวทุกวัน .. การดูเป็นพอร์ตนี้ เราก็จะเห็นว่าความผันผวนมันน้อยลงเมื่อเทียบกับหุ้นแต่ละตัว ..และถ้าเราลงทุนเลือกหุ้นได้ถูกต้องโดยเฉลี่ย เราก็ควรจะเห็นพอร์ตของเราโตขึ้นอย่างช้า ๆ และมั่นคงเมื่อเวลาผ่านไป

ข้อหก การที่เราจะทำอะไรกับหุ้นแต่ละตัวนั้น ไม่ควรจะเน้นไปที่ด้านของราคาหุ้นรายวัน สิ่งที่เราควรทำก็คือ ทุกไตรมาส เราต้องติดตามดูว่าผลประกอบการของบริษัทเป็นอย่างไร มันเป็นไปอย่างที่เราคาดไว้ไหม? เช่น ดีขึ้น ดีขึ้นมาก แย่ลง แย่ลงมาก เพราะอะไร? จากนั้นก็สามารถนำมาตัดสินได้ว่าเราจะทำอะไรกับหุ้น

โดยปกติถ้าเราลงทุนหุ้นถูกตัวแล้ว ส่วนใหญ่เราก็มักจะไม่ต้องทำอะไร แต่ในบางกรณีที่เราคาดการณ์ผิด เราก็อาจจะขายทิ้งได้ เช่นเดียวกัน บางครั้งเราก็อาจจะซื้อเพิ่ม โดยวิธีนี้ เราก็ไม่ต้องกังวลเป็นรายวันกับราคาของหุ้นมากนัก

ข้อเจ็ด เมื่อเราได้รับปันผลมา อย่านำเงินไปใช้หรือเอาออกจากพอร์ตถ้าไม่จำเป็น นำปันผลนั้นกลับไปซื้อหุ้นกลับเข้าพอร์ตเพื่อทำพอร์ตให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นหลักการลงทุนแบบทบต้นซึ่งจะทำให้พอร์ตโตเร็วขึ้นแบบทวีคูณ

ข้อแปด ทุกปี เราต้องคำนวณหาผลตอบแทนประจำปีดูว่าเราทำได้เท่าไรเทียบกับผลตอบแทนของตลาด และเทียบกับเป้าหมายระยะยาวของเราซึ่งก็คือ 10-15% ที่เราตั้งไว้

ว่าที่จริง ในระยะยาวจริง ๆ แล้ว “ปันผล” นั้นถือว่าเป็นเครื่องวัดที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งว่า เราลงทุนได้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราที่น่าประทับใจ เราก็ไม่มีอะไรต้องวิตกเลย

ทั้งหมดนั้นก็เป็นกลวิธีการลงทุนที่จะทำให้เรามีความสบายใจ ใช้เวลาไม่มาก ไม่เครียด และได้ผลดี โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีงานประจำเต็มเวลา 

การลงทุนแบบนี้เปรียบไปก็จะคล้าย ๆ  กับการปลูกต้นไม้ใหญ่ยืนต้นที่เราเฝ้าดูแลมันเติบโตขึ้นช้า ๆ  แต่มั่นคง   โดยที่เราไม่ต้องเร่งมัน   แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง  เราก็จะได้อาศัยร่มเงาและผลของมันมากินได้ต่อเนื่องยาวนานและเป็นที่พึ่งของเราได้

[อ่านฉบับเต็มได้ที่ http://portal.settrade.com/blog/nivate/2012/02/27/1101 ]