เดินสุ่มบน Wall Street : พิสูจน์ความสุ่ม

stock-market-2616931_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เบอร์ตัน จี มัลคีล ผู้เขียนหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ได้ทำการทดลอง โดยให้นักเรียนของตัวเอง สมมุติหุ้นตัวหนึ่งขึ้นมาในอากาศ และติ๊ต่างว่า หุ้นตัวนั้นเริ่มต้นซื้อขายกันที่ 50 เหรียญ

จากนั้น เขาก็ให้นักเรียนเอา “เหรียญ” มาอันหนึ่ง แล้ว “โยน” ไปเรื่อยๆ ถ้าเหรียญออก “หัว” ให้ถือว่าหุ้นตัวขึ้นราคาสูงขึ้น 1/2 จุด ถ้าเหรียญออกก้อย ให้ถือหุ้นว่าตัวนั้นราคาลดลง 1/2 จุด ทำเช่นนี้แล้วก็ให้เขียนชาร์ต (ที่คนไทยชอบเรียกผิดว่า “กราฟ”) ออกมา

ปรากฏว่า สิ่งที่ได้ออกมา คือชาร์ตหน้าตาเหมือน ชาร์ตราคาหุ้นจริงๆ ตัวหนึ่ง โดยมี “cycle” ทั้ง “ขาขึ้น” และ “ขาลง” เกิดขึ้น โดย “ขาขึ้น” ก็เกิดจากการที่เหรียญ “ออกหัว” ติดกันเรื่อยๆ หลายครั้ง ขณะที่ “ขาลง” ก็เกิดจากการ “ออกก้อย” ติดกันหลายครั้งนั่นเอง

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นก็คือ cycle ของ “หุ้นสมมุติ” ตัวนี้ ไม่มี “ระยะห่าง” (interval) ที่แน่นอน ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับ cycle ของชาร์ตราคาหุ้นในตลาด นั่นทำให้แทบคาดการณ์อะไรไม่ได้

ผู้เขียนจึงสรุปว่า cycle ของชาร์ตหุ้นที่นักเทคนิคชอบดูกันนั้น ไม่ได้ “จริงแท้” (no more true) มากไปกว่า การ “มีโชคอย่างต่อเนื่อง” หรือการ “ไม่มีโชคอย่างต่อเนื่อง” ของนักพนันธรรมดาๆ คนหนึ่ง 

การที่หุ้นตัวหนึ่งดูเหมือนจะอยู่ใน uptrend เนื่องจากขึ้นมาอย่างต่อเนื่องระยะเวลาหนึ่ง จึงไม่ได้ทำให้เราไว้วางใจและเชื่อได้ว่ามันจะเป็นเช่นนั้นต่อไป

ไม่เพียงแค่นั้น ผู้เขียนยังได้ให้นักเรียนทำการทดลองอีกครั้ง โดยทำทุกอย่างเหมือนเดิม ปรากฏว่า รูปแบบของชาร์ต ออกมาในลักษณะที่เรียกกันว่า “head-and-shoulders pattern” เขาจึงเอาชาร์ตดังกล่าวไปให้เพื่อนคนหนึ่งดู

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เพื่อนคนนั้นสนใจมาก และถามผู้เขียนว่า “นี่มันหุ้นบริษัทไหนกันวะ?” และบอกด้วยว่า “เราต้องรีบซื้อเลยนะโว้ย pattern นี้มันคลาสสิคมาก แบบนี้อาทิตย์หน้าหุ้นต้องขึ้นอีก 15 จุดแหงๆ”

สุดท้าย หลังจากผู้เขียนบอกเพื่อนว่า นี่คือชาร์ตจากการโยนเหรียญธรรมดา ปรากฏว่าเพื่อนโกรธมาก และด่าว่าเขาเป็นการใหญ่


สรุปและเรียบเรียงจากหนังสือ A Random Walk Down Wall Street โดย เบอร์ตัน จี มัลคีล ผู้สนใจแนะนำอ่านฉบับภาษาอังกฤษ อัพเดตเนื้อหา พิมพ์ครั้งล่าสุด ปี 2014 ปกสีเหลืองครับ

a random walk

 

Advertisements

เมื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขอซื้ออนาคตทางการเงินของคุณ

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ เรียบเรียงมาจากสปีชของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ไปพูด ณ เนบราสก้า เอดูเคชั่นนอล ฟอรั่ม ในเมืองโอมาฮ่า บ้านเกิดของแกเอง โดยกลุ่มผู้ฟังเป็นคนหนุ่มคนสาว คนรุ่นใหม่ นับพันคน

ปู่เริ่มต้นด้วยคำถามว่า … 

สมมุติว่าผมขอซื้ออนาคตทางการเงินของคุณ 10% โดยผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่ง แลกกับการได้ส่วนแบ่ง 10% จากรายได้ที่คุณจะทำมาหาได้ตลอดชีวิตนี้ คุณจะขายมันให้ผมในราคาเท่าไร? 

(มีขู่แกมหยอกด้วยว่า คิดให้ดีๆ นะ เพราะผมมักซื้อได้ของราคาถูกเสมอ)

แล้วปู่ก็บอกว่า อย่างพวกคุณเนี่ย ถ้าขายในราคาต่ำกว่า 5 หมื่นเหรียญ (1.7 ล้านบาท) ก็ถือว่าโง่มาก เพราะเงินแค่นั้น คุณทำงานไม่เกิน 2-3 ปีก็น่าจะได้แล้ว

ปู่บอกต่อไปว่า สมมุติคุณขายให้ผม “5 หมื่นเหรียญ” นั่นแปลว่าอนาคตทางการเงินของคุณทั้งหมด มีค่า “5 แสนเหรียญ” (17 ล้านบาท)

คำถามคือ แล้วคุณจะทำอย่างไรกับ asset มูลค่า 5 แสนเหรียญนี้?

ปู่บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณต้องสร้าง earning power หรือ “พลังในการสร้างรายได้” ขึ้นมา ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการเอาเงินไปลงทุนเสียด้วยซ้ำ

ทีนี้ ถามต่อไปว่า แล้ว earning power จะมาจากไหน?

ปู่อธิบายว่า สมมุติว่าตัวคุณเป็นเครื่องยนต์ที่มีพลัง 200 แรงม้า เครื่องยนต์นี้จะทำงานได้ 200 แรงม้า เต็มสมรรถภาพ (full potential) หรือทำงานได้แค่ 20 แรงม้า ขึ้นอยู่กับตัวคุณ

โดยสิ่งที่จะมาเหนี่ยวรั้งไม่ให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มที่มีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือ “การไม่ได้รับการศึกษา” ซึ่งพวกคุณคงไม่มีปัญหานี้ และข้อสองคือ “การขาดอุปนิสัยที่ดี” … นี่สิที่สำคัญ

ปู่บอกว่า คนเราเปลี่ยนไอคิวไม่ได้ เปลี่ยนปัจจัยทางกายภาพก็ยาก อยู่ๆ จะให้ตัวเองกระโดดสูงขึ้น หรือวิ่งเร็วขึ้น ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ

แต่เราทุกคน เลือก “นิสัย” ของตัวเองได้ ซึ่งถ้าเรามี “นิสัยที่ถูกต้อง” ก็จะสามารถปลดปล่อยศักยภาพทั้งหมดของตัวเองออกมา

ปู่แนะวิธีว่า ให้นึกถึงคนที่ตัวเองชื่นชมมากที่สุด คนที่เราอยากเป็นอย่างเขามากที่สุด แล้วเขียนออกมาว่าเขามีคุณสมบัติอะไรบ้าง จากนั้น ให้นึกถึงคนที่ตัวเองไม่ชอบที่สุด แล้วเขียนออกมาเช่นกัน ว่า เขามีลักษณะอย่างไร

และจงทำตามคุณสมบัติของคนที่เราชื่นชมที่สุด โดยหลีกเลี่ยงอย่าทำตามคนที่เราไม่ชอบ

ปู่บอกว่า เมื่อทำไปเรื่อยๆ behavior will become habits แปลเป็นไทยคือ “พฤติกรรมจะกลายเป็นนิสัย” ซึ่งจะทำให้เรากลายเป็นคนอย่างที่ตัวเราเองอยากเป็น และใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ การสร้างนิสัยที่ถูกต้องนั้น ต้องเริ่มให้เร็ว ยิ่งเร็วยิ่งดี หากรอจนเป็นผู้ใหญ่จะสายเกินไป

นี่แหล่ะครับท่านผู้ชม คือบทเรียนจาก “คุณปู่ใจดี” นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผู้บริจาคทรัพย์สิน 99% ให้การกุศล

อ่านเรื่องนี้แล้วอย่าหลงลืม มีลูกสอนลูก มีหลานสอนหลาน จงสร้างนิสัยที่ถูกต้องให้เร็วที่สุด เพื่ออนาคตที่มั่งคั่งยั่งยืน เป็นคนที่ทุกคนชื่นชมครับ

ดร.ศุภชัย ชี้ความเป็นไปได้ “ต้มยำกุ้ง 2”

IMG_6138
เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Asian Nikkei Review โดยชี้ถึงสัญญาณอันตรายของเศรษฐกิจไทยและเอเชีย ผมไปอ่านเจอและเห็นว่ามีประโยชน์มากทีเดียว จึงขอสรุปออกมาเป็นข้อๆ ให้เข้าใจกันง่ายๆ นะครับ
1. ถามว่า เอเชียมีโอกาสเจอวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งหรือไม่ ดร. ศุภชัย ตอบว่า ตอนนี้ทุกอย่างยังดูดีอยู่ เศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้นเรื่อยๆ ตลาดหุ้นก็ขึ้นตาม หุ้นเอเชียก็ขึ้น ส่วนจีนกำลังปรับโครงสร้าง
สิ่งที่ต้องระวัง คือปัจจัยที่จะมาทำให้ภาพที่กำลังดีเหล่านี้สิ้นสุดลง
2. ถามว่า ปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นคืออะไร ก็ อาทิเช่น ถ้าค่าเงินหยวนร่วงลงรุนแรง จะฉุดให้ค่าเงินเอเชียร่วงลงไปด้วยทั้งภูมิภาค และลุกลามกลายเป็นวิกฤตได้ แต่ตอนนี้รัฐบาลจีนก็ดูเรื่องนี้อยู่ และหยวนต่อดอลล่าร์ก็เริ่มทรงตัวแล้ว
3. ถามว่า แล้วประเทศไทยเองเสี่ยงที่จะเจอวิกฤตเหมือนเมื่อครั้งต้มยำกุ้งอีกหรือไม่ ตอบว่า เศรษฐกิจยังไปได้อยู่ มีเงินสำรองต่างประเทศเพียงพอ อัตราการว่างงานต่ำกว่า 1% ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ แต่ก็ด้วยความแข็งของค่าเงินบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยโตยาก
4. สิ่งที่น่าเป็นห่วงของเมืองไทย คือความสามารถในการแข่งขัน
ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตามเราทันหมดแล้ว และอาจแซงเราได้ในเร็ววันนี้ ทั้ง อินโดฯ อินเดีย ที่โตเร็วมาก เช่นเดียวกับ จีน ฟิลิปปินส์ ทุกวันนี้เศรษฐกิจไทยโตปีละ 3% เทียบกับทั่วโลกถือว่าไม่น้อย แต่เราแพ้เพื่อนบ้านที่โตกันปีละ 5-6%
5. ถามว่า เรื่องฟองสบู่อสังหาล่ะ น่าเป็นห่วงหรือไม่
ดร.ศุภชัย ตอบว่า ปัจจุบันมีการปล่อยสินเชื่ออสังหาฯ ในปริมาณที่สูงมาก ทำให้เกิดโครงการใหม่ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด จนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยเกิด oversupply อยู่หลายหมื่นยูนิต ผู้ประกอบการจึงหันไปจับลูกค้ากลุ่มบนและชาวต่างชาติแทน
แต่การไปจับลูกค้าต่างชาติก็ต้องระวัง เพราะถ้าวันหนึ่งพวกเขาหยุดซื้อขึ้นมา สินเชื่อจำนวนมากจะกลายเป็น NPL และสุดท้ายแบงก์ก็จะมีปัญหาจนส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม
อย่าชะล่าใจว่าปัญหายังไกลตัว สมัยก่อนคนก็พูดแบบนี้ สุดท้ายจึงกลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง!!
6. ปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งมาจากต่างประเทศ คือถ้าดอกเบี้ยขึ้นเร็ว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตามเทรนด์เศรษฐกิจโลกเวลานี้ ราคาอสังหาก็อาจร่วงลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
7. ถามว่า แล้วจะเตรียมตัวป้องกันวิกฤตกันอย่างไร ดร.ศุภชัย ตอบว่า ประเทศเอเชียต้องช่วยกันระวังและสนับสนุนกันและกัน เงินทุนที่ประเทศเอเชียใช้ล้วนมาจากภายนอก เป็นการเข้ามาโดยปราศจากการควบคุม ปราศจาก governance
เงินพวกนี้ ถ้าวันหนึ่งจะไหลออก มันก็ออกได้ทันที พวกผู้จัดการกองทุนเขาไม่สนใจหรอกว่า ค่าเงินที่ผันผวนจะส่งผลเสียหายอย่างไรบ้าง!!
8. ประเทศในกลุ่มอาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากความเป็น AEC หานโยบายที่จะป้องกันผลกระทบในทางลบที่อาจเกิดกับเรา โดยเป็นนโยบายที่กระตุ้นการเติบโตและสนับสนุนการค้าการลงทุน ถ้าทำได้ก็จะลดแรงกระแทกหากทางต่างประเทศเกิดอะไรขึ้น
นี่ AEC ก็เริ่มมาปีกว่าแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มีแต่ชื่อสวยๆ เท่านั้น ควรทำอะไรที่เป็นรูปธรรมได้แล้ว
———
ที่มาของข้อมูล : Nikkei Asian Review June 26- July 2, 2017
Image credit : Roberto Barroso / Abr (source: wikipedia)
หมายเหตุ –  ข้อเขียนนี้เป็นการสรุปความ มิได้แปลออกมาแบบคำต่อคำ โดยผมพยายามถอดความให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับที่สุด หากมีข้อผิดพลาดใดๆ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้