หนี้และการใช้หนี้ของกิจการ

โดย Club VI

คราวที่แล้วได้อธิบายถึงค่า ROE และ ROA ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีพลัง บ่งบอกถึงศักยภาพในการสร้างกำไรของธุรกิจไปแล้ว วันนี้มาว่ากันเรื่อง “หนี้” ซึ่งมีความสำคัญ เปรียบเสมือน “ภาระบนบ่า” ของกิจการที่เราจะมองข้ามเสียไม่ได้เลย

“โครงสร้างเงินทุน” ของบริษัท เป็นสิ่งที่จะบอกเราว่า ธุรกิจมีการก่อหนี้สินมากเกินไปหรือไม่

ปกติแหล่งเงินทุน (Sources of funds) ของบริษัทจะมาจากสองส่วน คือ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” (Equity) และ “หนี้สิน” (Debt)

เงินทุนจากสองแหล่งดังกล่าว คือเงินที่กิจการนำมาใช้ซื้อ “สินทรัพย์”  หรือเอาไปทำให้เกิดสินทรัพย์

ดังนั้น สมการที่ได้คือ “สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น”

สิ่งที่นักลงทุนต้องสนใจก็คือ สินทรัพย์ของบริษัทนั้น หนักไปทาง “หนี้” หรือหนักไปทาง “ทุน” มากกว่ากัน ถ้า “หนี้” มากกว่า “ทุน” ก็แปลว่ากิจการมี “ภาระผูกพัน” ค่อนข้างเยอะ

การเปรียบเทียบระดับของหนี้กับทุนนั้น หาได้โดย “ค่า D/E” หรือชื่อเต็มคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน นั่นคือเอาค่า “D” (หนี้สิน) หารด้วย “E” (ส่วนของผู้ถือหุ้น) หากค่า D/E ไม่เกิน 1 แปลว่าบริษัทนั้น มีทุนมากกว่าหนี้สิน แต่ถ้าค่า D/E เกิน 1 แปลว่า บริษัทนั้น มีหนี้สินมากกว่าทุน ซึ่งเราต้องระวังให้ดี

การที่ธุรกิจมี “ทุนมาก-หนี้น้อย” ก็เหมือนกัน “คนตัวใหญ่แบกของเบา” คนคนนั้นย่อมจะเดินต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่หมดแรง ตรงกันข้ามกับการมี “ทุนน้อย-หนี้มาก” ซึ่งเหมือนกับ “คนตัวเล็กแบกของหนัก” ซึ่งไม่แน่ว่าจะเดินไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ดีไม่ดีอาจหมดแรงล้มพับลงกลางทางเสียก่อน

การที่กิจการมีหนี้เยอะ จึงหมายถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยความเสี่ยงที่ว่าก็คือโอกาสที่บริษัทจะหาเงินมาชำระหนี้ไม่ทัน ซึ่งจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการโดนฟ้องร้อง เสียชื่อเสียง ถูกลดอันดับเครดิต

…. หรือเลวร้ายที่สุดคือต้องเลิกกิจการ!!

เพื่อที่จะทราบถึงระดับของความเสี่ยงดังกล่าว เราต้องมาดูก่อนว่าหนี้สินของบริษัทเป็น “หนี้สินหมุนเวียน” และ “หนี้สินไม่หมุนเวียน” อย่างละเท่าไร

ทั้งนี้ หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้สินที่ครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี ซึ่งบริษัทต้องหาเงินมาชำระให้ทัน อีกประเภทคือ หนี้สินไม่หมุนเวียนหมายถึงหนี้สินที่มีกำหนดชำระเกินกว่าหนึ่งปี ซึ่งกิจการยังพอมีเวลาที่จะหายใจหายคอได้บ้าง

จะเห็นได้ว่า หนี้สินหมุนเวียน ก่อให้เกิดความเสี่ยงได้มากกว่า เพราะมีเรื่องของเวลามาบีบคั้น ดังนั้น แม้จะได้ค่า D/E แล้ว เรายังต้องเอาตัว D มาชำแหละดูอีกที ว่าเป็นหนี้สินประเภทไหน และกิจการมีความสามารถที่จะชำระหนี้นั้นๆ ได้หรือไม่

การที่จะหาความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้สินหมุนเวียน ก็ขึ้นอยู่กับ “สภาพคล่อง” ที่บริษัทมี ซึ่งวัดได้โดยใช้อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) โดยเอา “สินทรัพย์หมุนเวียน” หารด้วย “หนี้สินหมุนเวียน”

โดย “สินทรัพย์หมุนเวียน” ก็มีจุดร่วมเดียวกับ “หนี้สินหมุนเวียน” คือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี ซึ่งจะสอดคล้องกับหนี้สินหมุนเวียน ที่กิจการต้องเอาเงินสดไปชำระให้กับเจ้าหนี้ภายใน 1ปี

เพราะฉะนั้น หากกิจการใดมีค่า Current Ratio มากกว่า 1 ก็เชื่อได้ว่าบริษัทมีสภาพคล่องค่อนข้างดี น่าจะหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ทัน คงไม่เกิดปัญหา “เงินขาดมือ” ซึ่งทำให้วางใจได้ในพอสมควร

นี่คือเรื่องของหนี้และความสามารถในการใช้หนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งครับ

ROA กับ ROE

roe-roa

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

คราวที่แล้วพูดถึง “กำไร” ในแต่ละประเภทจนครบถ้วนกระบวนความไปแล้ว ในวันนี้จะพูดถึงตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ อันต่อเนื่องจากเรื่องของกำไรกันนะครับ

ตัวเลขแรกที่จะอรรถาธิบายให้ท่านได้รู้จักในวันนี้ คือ ROA ย่อมาจาก Return on Assets หรือ “ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์”

ROA เป็นตัวเลขที่จะทำให้เห็นภาพใหญ่ว่า บริษัทนั้นๆ เอาสินทรัพย์ที่มีไป “สร้างกำไร” ได้มากน้อยเพียงใด โดย เอา “กำไรสุทธิ” (ต้องเป็น “กำไรสุทธิ” นะครับ ไม่ใช่ “รายได้” หรือกำไรประเภทอื่นๆ) หารด้วย “สินทรัพย์ทั้งหมด” ของบริษัท

เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคแห่งหนึ่ง มีสินทรัพย์ 30,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท ROA ของบริษัทนี้จึงเท่ากับ 2,000 ลบ./ 30,000 ลบ.= 6.7%

ในขณะเดียวกัน มีอีกบริษัทหนึ่ง ทำธุรกิจเดียวกับบริษัทแรก คำนวณค่า ROA ได้เท่ากับ 4% แสดงว่าบริษัทที่สองนี้เอาสินทรัพย์ไปสร้างกำไรได้น้อยกว่า

ตัวเลขต่อไปคือ ROE ย่อมาจาก “Return on Equity” หาได้โดยเอา “กำไรสุทธิ” หารด้วย “ส่วนของผู้ถือหุ้น” (Equity)

ขอขยายความอีกนิดหนึ่ง เผื่อบางท่านอาจจะยังไม่แน่ใจในเรื่องของ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” คำว่า “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ภาษาอังกฤษคือ “Equity”

Equity อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็น สินทรัพย์ที่ตัดหนี้สินทั้งหมดออกไปแล้ว จนกลายเป็น “Net Asset” หรือ “สินทรัพย์สุทธิ” ของกิจการ (Equity = Net Asset)

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ROE คือ “กำไรที่ปราศจากภาระ” ของกิจการ คือสร้างขึ้นจาก “หน้าตัก” ของเจ้าของล้วนๆ ไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินมา

ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคบริษัทเดิม มีสินทรัพย์ทั้งหมด 30,000 ล้านบาท มีหนี้สิน 18,000 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าเป็นส่วนของผู้เป็นเจ้าของ 30,000 – 18,000 = 12,000 ล้านบาท

จึงคำนวณ ROE ได้เท่ากับ 2,000/ 12,000 (กำไรสุทธิ/ ส่วนของผู้ถือหุ้น) = 16.7%

whatsurreturn

วิธีดูว่า ROE และ ROA ของบริษัทไหนมากหรือน้อยอย่างไร ก็ควรจะเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน จึงจะเห็นได้ถึงศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทนั้นๆ เมื่อเปรียบกับคู่แข่ง

ในขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบกันระหว่างอุตสาหกรรม เราจะเห็นได้ว่า บางอุตสาหกรรมใช้สินทรัพย์น้อย แต่สามารถสร้างกำไรได้เป็นจำนวนมาก

เช่น อุตสาหกรรมบันเทิง ที่สินทรัพย์เป็นเรื่องของ “มันสมอง” หรือ “ทักษะ-พรสวรรค์” ของบุคลากร โดยไม่ต้องพึ่งเงินทุนจำนวนมาก ทำให้ค่า ROA ค่อนข้างสูง โดยอาจสูงถึง 30-40% สำหรับบางบริษัท

ทว่าบางอุตสาหกรรม กว่าจะสร้างกำไรได้ ก็ต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น สร้างโรงงาน สร้างระบบขนส่งที่เข้มแข็ง ฯลฯ ROA ของบริษัทในอุตสาหกรรมนี้จึงอยู่ราวๆ 8-12% เท่านั้น

นี่คือเรื่องราวของ ROE และ ROA ที่เป็นค่าที่มีประโยชน์มากๆ และทำให้เห็นศักยภาพในการแข่งขันและความเข้มแข็งของกิจการได้อย่างชัดแจ้งครับ

** สนใจหลักสูตรสัมมนา “ประเมินมูลค่าหุ้น” สอนวิธีหามูลค่าหุ้นหลักๆ ที่นักลงทุนระดับโลกนิยมใช้ ครบทุกวิธี เน้นความเข้าใจที่ถ่องแท้ เรียนจบ หามูลค่าหุ้นได้ โดยทีมงาน Club VI คลิกที่นี่ **

** สนใจหลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คลิกที่นี่ **

—————————–

Net Profit, EBIT และ EBITDA

 

netprofit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช และ สุภศักดิ์ จุลละศร

คราวที่แล้วพูดถึง “กำไรขั้นต้น” และ “ กำไรจากการดำเนินงาน” ไปแล้ว ซึ่งทำให้เราได้รู้จัก “ต้นทุนขาย” และ “ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน” (หรือที่มักเรียกกันว่า ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร) ในตอนนี้ เราจะมาว่ากันต่อถึงกำไรประเภทอื่นที่เหลือนะครับ

ขอย้อนกลับมาที่กำไรจากการดำเนินงานสักนิดหนึ่งก่อน คำว่า “กำไรจากการดำเนินงาน” หรือ Operating Profit นี้ บ้างก็เรียกว่า “EBIT” ย่อมาจาก Earnings before Interest and Tax ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นกำไรก่อนที่จะหัก “ดอกเบี้ยจ่าย” (Interest) และ “ภาษีเงินได้” (Tax)

เหตุที่ต้องแยก ดอกเบี้ยจ่าย และ ภาษีเงินได้ ออกมาให้เห็น ก็เพราะทั้งสองตัวนี้ คือ “ภาระทางการเงิน” และ“ภาระทางกฎหมาย” ที่กิจการต้องรับผิดชอบ ซึ่งไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามปกติ เมื่อหักทั้งสองตัวนี้แล้ว จึงจะกลายเป็น “กำไรสุทธิ” หรือ Net Profit ซึ่งถือเป็น “กำไรขั้นสุดท้าย” ที่ธุรกิจนั้นทำได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้กำไรจะมีอยู่หลายประเภท แต่ “กำไรสุทธิ” เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญที่สุด เพราะเป็น “บทสรุปสุดท้าย” ของสิ่งที่บริษัทมีอยู่ในมือ

อย่างไรก็ตาม การเอากำไรสุทธิมาวัดผลการดำเนินงานของบริษัทนั้น บางครั้งก็อาจไม่ถูกต้องเที่ยงตรงเสมอไป เพราะบางบริษัทมี “ค่าใช้จ่ายในทางบัญชี” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว บริษัทได้ไม่ได้จ่ายค่าใช้จ่ายในรายการเหล่านี้ออกไป

ค่าใช้จ่ายในทางบัญชีที่ว่านั้น ได้แก่ Depreciation หรือ “ค่าเสื่อมราคา” และ Amortization หรือ “ค่าใช้จ่ายตัดจ่าย” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ “ไม่มีตัวตน” คือ “ไม่ได้จ่ายเงินออกไปจริง” (แต่รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน) เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น

ดังนั้น วิธีที่จะเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการทำธุรกิจของบริษัทได้ดีกว่าก็คือ ให้เอาค่าใช้จ่ายทั้งสองตัว (ทั้ง D และ A) บวกกลับเข้าไปใน EBIT ก็จะกลายเป็นกำไรตัวใหม่ ที่เรียกว่า “EBITDA”

EBITDA ย่อมาจาก Earnings before Interest, Tax, Depreciation and Amortization หาได้โดย เอา EBIT บวกด้วย Depreciation (D) หรือ ค่าเสื่อมราคา และ Amortization (A) หรือ ค่าใช้จ่ายตัดจ่าย

ประโยชน์ของ EBITDA ก็คือ เป็นกำไรจากการดำเนินงานจริงๆ เนื่องจากทั้ง I, T, D และ A นั้น ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปกติ เมื่อตัดทั้ง 4 ตัวดังกล่าวออกไป จะทำให้เห็น “ภาพที่แท้จริง” ของการประกอบธุรกิจของบริษัท

อาจกล่าวได้ว่า เมื่อเอา EBITDA ของบริษัทต่างๆ มาเทียบกัน จะเห็นถึง “ความสามารถ” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “ฝีมือ” ในการทำธุรกิจของแต่ละบริษัท โดยไม่มี “ตัวช่วย” ไม่มี “แต้มต่อ” ถ้าเป็นมวยก็คือ วัดกัน “หมัดต่อหมัด” เอาแต่ เนื้อๆ เน้นๆ ให้เห็นๆ กันไปเลย

ดังนั้น เวลาวิเคราะห์ธุรกิจ จะดูแต่ Net Profit อย่างเดียวไม่ได้ อย่าลืมมองกำไรประเภทอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย เพื่อจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนแม่นยำขึ้นครับ

** สนใจหลักสูตรสัมมนา “ประเมินมูลค่าหุ้น” สอนวิธีหามูลค่าหุ้นหลักๆ ที่นักลงทุนระดับโลกนิยมใช้ ครบทุกวิธี เน้นความเข้าใจที่ถ่องแท้ เรียนจบ หามูลค่าหุ้นได้ โดยทีมงาน Club VI คลิกที่นี่ **

** สนใจหลักสูตร VI 101 “พื้นฐานการลงทุนเน้นมูลค่า” สำหรับผู้ที่อยากลงทุนแนววีไอ ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คลิกที่นี่ **

—————————–