“กำไร” หัวใจของธุรกิจ

[บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ “ชวน VI เปิดงบ” ซึ่ง Club VI จะอรรถาธิบายวิธีอ่านตัวเลขทางการเงินอย่างง่ายๆ  เพื่อประโยชน์สำหรับวีไอมือใหม่และช่วยทบทวนให้กับวีไอทุกๆ ท่านครับ]

คราวที่แล้วได้ชวนคุยถึง “กระแสเงินสด” ที่เป็นเสมือนโลหิตเลี้ยงกิจการ ในตอนนี้เราจะมาว่ากันถึงเรื่องของ “กำไร” ที่ถือเป็น “หัวใจ” คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วทั้งร่างกายกันนะครับ

บรรทัดแรกของงบกำไรขาดทุน คือ “รายได้” หรือ “ยอดขาย” ของกิจการ อันเกิดจากธุรกิจที่ทำ ซึ่งเมื่อหักด้วย “ต้นทุนขาย” (เช่น ค่าวัตถุดิบ  ค่าแรง ฯลฯ) ก็จะกลายเป็น “กำไรขั้นต้น” (Gross Profit) อันเป็นกำไรตัวแรกในงบกำไรขาดทุน

แต่ชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นเพียง “กำไรขั้นต้น” เท่านั้น คือมาจาก รายได้ หรือ ยอดขาย หักด้วย “ต้นทุน” ซึ่งจะทำให้เห็นภาพพื้นฐานได้อย่างชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น สมัยเด็ก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซื้อโค้กแพ็คละ 6 กระป๋อง ในราคา 25 เซ็นต์ จากนั้นจึงเอาไปขายปลีกให้กับคนที่เดินผ่านไปผ่านมาในราคากระป๋องละ 5 เซ็นต์ เท่ากับว่าได้เงินแพ็คละ 30 เซ็นต์ (5 x 6 = 30)

จากยอดขายที่เขาทำได้ 30 เซนต์ต่อแพ็ค เมื่อหักด้วยต้นทุนแพ็คละ 25 เซนต์ เท่ากับว่าบัฟเฟตต์ได้กำไร 5 เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็น “กำไรขั้นต้น” ของหนูน้อยบัฟเฟตต์นั่นเอง

หรือลองยกตัวอย่างธุรกิจใหญ่ๆ บ้าง สมมติว่าเป็น “บริษัทขายเบเกอรี่” ต้นทุนขายก็คือค่าแป้งสาลี น้ำตาล ถั่ว งา ฯลฯ ที่เอามาผลิตขึ้นเป็นก้อนขนมปัง

ทั้งนี้ กำไรขั้นต้น ยังไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้รับจริงๆ เพราะยังต้องมีอีกหลายอย่างที่เราต้อง “หัก” ออกไป

ลำดับต่อไปที่เราต้องหักออกก็คือ “ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน”  (Operating Expense) บ้างก็เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร” (Selling & Administrative Expense)

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หรือ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ต้นทุนโดยตรงของสินค้าหรือบริการ แต่เกิดขึ้นจากกระบวนการขายสินค้าหรือบริการนั้นๆ หรือเกิดขึ้นจากการบริหารกิจการ  

ตัวอย่างของค่าใช้จ่ายประเภทนี้ อาทิ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟในสำนักงาน ค่าน้ำมันรถ ค่าเช่าที่ ฯลฯ

เมื่อนำ “กำไรขั้นต้น” หักออกด้วย “ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน” แล้ว ก็จะเหลือเป็น “กำไรจากการดำเนินงาน” (Operating Profit)

จากตัวอย่างเดิม สมมติ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวัยเด็กต้องขึ้นรถเมล์ไปซื้อโค้กมาขาย โดยเสียค่ารถเมล์ 1 เซนต์ “ค่ารถเมล์” ที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

และสมมติเล่นๆ ว่า กิจการเริ่มงอกเงย จนหนูน้อยวอร์เรนจ้างเพื่อนที่โรงเรียนไปยืนขายโค้กแทนตัวเอง โดยแบ่งให้เพื่อนแพ็คละ 1 เซ็นต์ รวมแล้วธุรกิจของวอร์เรนจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเท่ากับ ค่ารถเมล์ 1 เซ็นต์ + ค่าจ้างเพื่อน 1 เซนต์ รวมเป็น 2 เซนต์

ดังนั้น กำไรของบัฟเฟตต์ที่เหลืออยู่แพ็คละ 3 เซ็นต์ (5 – 2 = 3) ก็คือ “กำไรจากการดำเนินงาน” นั่นเอง

ในกรณีของบริษัทเบเกอรี่ที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้ว “ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร” ก็คือ เงินเดือนพนักงาน, ค่าน้ำค่าไฟ, ค่าเช่าที่สำหรับทำโรงงาน ฯลฯ

และที่อธิบายมาทั้งหมด คือ กำไรสองตัวแรก ได้แก่ “กำไรขั้นต้น” (Gross Margin)  “กำไรจากการดำเนินงาน” (Operating Profit) รวมทั้งในฝั่งของต้นทุน คือ “ต้นทุนขาย” และ “ต้นทุนในการดำเนินงาน”

ในตอนหน้า เราจะมาว่ากันถึงกำไรในบรรทัดต่อๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น EBITDA, Net Profit ที่มือใหม่หลายคนอาจไม่ช่ำชองนัก โปรดติดตามครับ

VI ทันใจ

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ไม่กี่ปีมานี้ แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investment หรือ VI) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ความร่ำรวย” ของนักลงทุนรุ่นพี่อย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร หรือรุ่นปู่อย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งทำเอานักลงทุนรายย่อยตาโต และสนใจอยากทำตามบ้าง

“ความน่าเชื่อถือ” เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจ และรู้สึกว่าการลงทุนแบบนี้มีความยั่งยืนมากกว่าการวิ่งไล่ตามราคาหุ้นในแบบเดิมๆ ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ภาพลักษณ์” ของเหล่า VI (Value Investor หรือเรียกย่อๆ ว่า VI อีกเหมือนกัน) ที่ดู “มีความรู้” และดู “เท่” ดี

อย่างไรก็ตาม การลงทุนแบบ VI มักถูกมองว่า “ช้า” และ “ไม่เร้าใจ” แต่ถึงกระนั้นเรากลับเห็น VI รุ่นใหม่หลายคนรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากเงินไม่กี่แสนกลายเป็นหลายสิบล้าน ขึ้นแท่นเศรษฐีหุ้นย่อยๆ ได้ทั้งที่อายุยังไม่ถึง 30 เสียด้วยซ้ำ …หรือว่าภาพของ VI ที่เชื่องช้าและน่าเบื่อ ควรจะเปลี่ยนไปได้แล้ว?

VI รุ่นใหม่

เราอาจเคยได้ยินเรื่องราวของ VI รุ่นใหม่ๆ ที่ “รวยฟ้าผ่า” ระดับ 10 เด้ง (10 เท่า) ได้ในเวลาแค่ 2-3 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนที่น่าอัศจรรย์ใจและสูงกว่า VI รุ่นบุกเบิกเสียอีก ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าเขาทำได้อย่างไร และเราจะทำตามได้หรือไม่

อย่างแรกเลย เราต้องยกเครดิตให้กับ VI รุ่นใหม่เหล่านี้ พวกเขามี การวิเคราะห์ธุรกิจ อย่างละเอียดในแบบเดียวกับ VI รุ่นบุกเบิก ซึ่งก็ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตด้วยที่ทำให้การหาข้อมูลและข่าวสารต่างๆ เป็นไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว การค้นคว้าและทำการบ้านทำให้นักลงทุนเหล่านี้ “จำแนกออก” ว่าบริษัทไหนดี บริษัทไหนห่วย และบริษัทไหนกำลังจะฟื้นตัว

อย่างที่สอง เป็นแนวคิดของการใช้ วิธีทางเทคนิค มาประกอบการซื้อขายด้วย ผมไม่ได้พูดถึงแค่การดูกราฟ แต่ยังรวมไปถึงแนวคิดการ cut loss หรือตัดขาดทุนด้วย ประมาณว่าถ้าซื้อแล้วหุ้นลง VI รุ่นใหม่เหล่านี้ก็อาจตัดใจขายหุ้นทิ้งไปเลย พวกเขายอม cut loss นิดๆ หน่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรอันล้ำค่าของพวกเขา (เงินทุน) จะไปอยู่กับหุ้น “หลายเด้ง” ไม่ใช่อยู่กับหุ้นที่ “ติดดอย” กล่าวได้ว่า VI รุ่นใหม่ใช้ให้เงินของพวกเขา “ทำงานหนัก” อยู่เสมอ

อย่างที่สาม นอกจากจะใช้ให้เงินของตัวเองทำงานหนักแล้ว พวกเขายังไปเอา เงินของคนอื่น มาใช้ให้ทำงานหนักอีกด้วย นั่นก็คือ การซื้อหุ้นด้วยมาร์จิ้น นักลงทุนเหล่านี้มีการวิเคราะห์จนมั่นใจ(มากๆ) พวกเขากล้า “กู้ยืม” เงินจากโบรกเกอร์เอามาซื้อหุ้น แม้พวกเขาจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับโบรกเกอร์ แต่ก็ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการได้ “ตัวช่วยทด” หรือ leverage ที่มาในรูปแบบของมาร์จิ้น วิธีนี้ทำให้เงินน้อยกลายเป็นเงินมาก และถ้ามาถูกทาง พวกเขาก็จะรวยเร็วขึ้นเป็นเท่าตัว

การทำแบบนี้ยิ่งทำให้เงินของพวกเขาทำงานหนักขึ้นไปอีก เพราะนอกจากเอาไปจ่ายเป็นค่าหุ้นแล้ว หุ้นที่ได้มาก็ยังเอาไปวางเพื่อเป็นหลักประกันในการซื้อด้วยมาร์จิ้นอีกด้วย ถ้าเปรียบเป็นการ “บิดผ้า” ก็คงเรียกว่าบิดเสียจนผ้าแห้งแล้วแห้งอีกไม่มีน้ำเหลือซักหยด

เปรียบเทียบกับ VI รุ่นเก่า

ฟังดูแล้วนี่เป็นการลงทุนที่ฉลาดมาก อย่างไรก็ดี เราต้องไม่ลืมเรื่อง “ความเสี่ยง” ด้วย ในฐานะของนักลงทุน เราต้องระลึกไว้เสมอว่า อะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ และไม่ว่าจะวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีเพียงใด หุ้นที่เลือกมาก็อาจทรยศเราได้เสมอ ราคาหุ้นในระยะยาวจะเป็นไปตามพื้นฐานของกิจการ แต่ในระยะสั้นราคาอาจผิดเพี้ยนไปได้มาก ถ้าเราลงทุนด้วยเงินตัวเองก็แล้วไป เพราะยังถือยาวรอให้ตลาดสะท้อนพื้นฐานที่แท้จริงของกิจการได้

แต่ถ้าเราลงทุนด้วยมาร์จิ้น โบรกเกอร์เขาไม่ฟังเสียงหรอกนะครับ ถ้าหลักประกันไม่พอเขาก็บังคับขายทันที ดอกเบี้ยก็ต้องจ่ายมาตลอดทาง กำไรยังไม่ทันจะได้ก็โดนบังคับขายหุ้นขาดทุนอีก ขาดทุนในส่วนที่ซื้อด้วยเงินตัวเองไม่พอ ยังขาดทุนในส่วนที่ซื้อด้วยมาร์จิ้นอีกด้วย เรียกว่าเสียหายแบบดับเบิ้ลเลยทีนี้

เทียบกับ VI รุ่นเก่าซึ่งลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยเงินเก็บของตัวเองล้วนๆ พวกเขาไม่ดูกราฟหรือแนวโน้มใดๆ หากตลาดเกิดพยศชั่วครั้งชั่วคราวพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขายหุ้น ในทางตรงข้ามจังหวะที่หุ้นตกแบบไม่มีเหตุผลกลับเป็นช่วงเวลาที่ “รุ่นเก๋า” เหล่านี้จะแคะกระปุกมาซื้อหุ้นถูกๆ แล้วรอให้ตลาดกลับสู่ภาวะปกติเอง

โมเดลด้วยรูปสามเหลี่ยม

ผมคิดว่าจะเข้าใจง่ายขึ้นถ้าเรามองวิถี VI ทั้งสองแนวนี้เป็นสามเหลี่ยม VI รุ่นเก่าเป็นสามเหลี่ยมที่มี ฐานกว้าง ความอนุรักษ์นิยมของพวกเขาทำให้ได้ผลตอบแทนดีและการลงทุนมีความ “มั่นคง” ขณะที่ VI รุ่นใหม่ เป็นสามเหลี่ยมที่มี ฐานแคบ พวกเขายอมรับความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็ทำให้ “รวยเร็ว” ถ้าเทียบกันในช่วงต้นของชีวิตการลงทุน VI รุ่นใหม่ มีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า VI รุ่นเก่า อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อมองกันในมุมนี้เราอาจน้ำลายยืด อยากทำได้อย่าง VI รุ่นใหม่บ้าง อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบสถานการณ์ปัจจุบัน VI รุ่นเก่า สร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยมหาศาลไปแล้ว สังเกตว่าผมแสดง “ความคืบหน้า” ของ VI รุ่นเก่า เอาไว้ด้วย ดูๆ ไปอาจคล้ายวงปีของต้นไม้ โดยชีวิตการลงทุนช่วงแรกของ VI รุ่นเก่า มีความอนุรักษ์นิยมอยู่ค่อนข้างมากอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ “รวยมาเรื่อยๆ” ในภายหลัง

VI รุ่นเก่า บางท่านอาจมีการใช้มาร์จิ้นซื้อหุ้นบ้างในช่วงสั้นๆ ที่เกิดวิกฤติ หันไปทางไหนก็มีแต่หุ้นถูก สังเกตว่าสามเหลี่ยมของท่านจะชันขึ้นมาบ้าง แต่ในภาพรวมแล้วก็ยังถือว่าฐานยังกว้างและยังมีความมั่นคงอยู่มาก ซึ่งก็เป็นเพราะว่าท่านใช้มาร์จิ้นเป็นการชั่วคราวและสัดส่วนการใช้มาร์จิ้นก็ไม่ได้สูงมาก คือ ไม่ถึง 20% เมื่อเทียบกับพอร์ตหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น ที่สำคัญมีการนำเงินปันผลจากพอร์ตหุ้นมาทยอยลดหนี้ลง ทำให้หุ้นที่ซื้อ “ด้วยเงินคนอื่น” กลายเป็นหุ้นที่ซื้อ “ด้วยเงินตัวเอง” ในที่สุด

ฝากให้คิด

การเป็น VI แบบ “ทันใจ” อาจทำให้รวยเร็วก็จริง แต่ก็ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็นอีกมาก ความสำเร็จของ VI รุ่นใหม่ เกิดขึ้นในชั่วเวลาไม่นาน ต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไปว่า แนวทางนี้ใช้ได้ดีในระยะยาวหรือไม่ ในประเด็นของความเสี่ยง หากไปถึงจุดที่ตลาดไม่เป็นใจ สามเหลี่ยมรูปนี้จะ “ล้ม” หรือไม่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใด

แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น นักลงทุนทุกท่านก็คงต้องรู้จักดูแลตัวเองและมองให้รอบด้าน หากคิดจะเป็น VI ทันใจ ไปอีกคน …หรือจะเอาช้าแต่ชัวร์ดีล่ะ

วิธีดู “เงินสด” โลหิตเลี้ยงกิจการ (๒)

cashflow

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

คราวที่แล้วเราได้เกริ่นถึงการดู “เงินสด” โดยอธิบายไปแล้วว่า เงินสดมีความเคลื่อนไหวผ่านกิจกรรมทั้งสาม ได้แก่ “กิจกรรมดำเนินงาน” “กิจกรรมลงทุน” และ “กิจกรรมจัดหาเงิน” และพูดถึง “กิจกรรมดำเนินงาน” พอสังเขปว่าเป็นเรื่องของ “ธุรกิจหลัก” ของบริษัท ( ถ้ายังไม่ได้อ่านตอนที่แล้ว คลิกที่นี่ )

ในตอนนี้ เราจะว่ากันต่อจากคราวที่แล้วว่า มีวิธีดูกระแสเงินสดอีกสองตัวที่เหลือ อย่างไร อย่างไหนคือ “ดี” หรือ “ไม่ดี” ดังนี้ครับ

ในส่วนของ “กิจกรรมลงทุน” หลักการคือต้องดูว่า การลงทุนนั้นๆ สอดคล้องกับธุรกิจที่บริษัททำหรือเปล่า เช่น  ถ้าบริษัทผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และมีการลงทุนด้วยการซื้อเครื่องจักร เช่นนี้ก็ถือว่าไม่ขัดแย้งกัน

หรือหากบริษัทมีการซื้อที่ดิน เราก็ต้องตามไปดูต่อว่า บริษัทซื้อไปเพื่ออะไร ถ้าซื้อที่ดินเพื่อขยายกิจการ เช่น เอาไปสร้างคลังสินค้า หรือเปิดโชว์รูมใหม่ ก็ถือว่าโอเค (แต่จะสอดคล้องกับแผนงานของบริษัทหรือไม่ขนาดไหน ก็แล้วแต่จะพิจารณา)

แต่ถ้าเป็นที่ดินที่เจ้าของอยากได้ จึงไปซื้อเก็บไว้เฉยๆ โดยไม่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เช่นนี้ไม่เข้าท่าแน่นอน เพราะเป็นการเอาเงินสดของกิจการไปใช้เพื่อสนองความต้องการส่วนตน

ถ้ากิจกรรมลงทุนนั้นๆ ทำไปโดยไม่สอดคล้องกับธุรกิจหลักของบริษัท เช่น เป็นบริษัททำบ้านจัดสรร แต่กลับไปซื้อสนามกอล์ฟ โดยอ้างว่าเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทว่าเมื่อดูลึกไปในรายละเอียดกลับพบว่า สนามกอล์ฟนั้นเป็นสมบัติของตระกูลของเจ้าของ เช่นนี้เราก็ต้องตั้งคำถามให้จงหนัก ว่าการใช้เงินสดครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์บริษัทจริงหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีบางกรณี เช่น บริษัทเอาเงินสดที่เหลือไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งแม้ดูเหมือนจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท นักลงทุนจึงต้องตั้งคำถามกับผู้บริหารว่าเหตุใดจึงลงทุนเช่นนั้น

โดยหากผู้บริหารเอาเงินสดไปซื้อพันธบัตร ด้วยเจตนาที่จะเก็บเงินไว้เพื่อเตรียมลงทุนในระยะเวลาอันใกล้ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ถ้าไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน แทนที่จะเอาเงินสดไปแช่ไว้ในพันธบัตรหลายๆ ปี สู้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรืออย่างน้อยก็เอาไปชำระหนี้ของบริษัทจะดีกว่าหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่สมควรถูกตั้งคำถามทั้งสิ้น

bgh6

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของ “กิจกรรมจัดหาเงิน” ซึ่งหลักๆ ก็คือ “การกู้เงิน” กับ “การจ่ายเงินปันผล” ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

หากบริษัทมีการจ่ายปันผล แปลว่า บริษัทมีเงินสดที่จะจ่ายให้ผู้ถือหุ้นได้ (เงินสดออกจากบริษัท) ตรงข้ามกับการที่บริษัทไปกู้เงินมา (เงินสดเข้าบริษัท) แน่นอนว่าจะมีเงินสดเพิ่มขึ้น แต่หนี้สินก็เพิ่มด้วย

ดังนั้น พอสรุปได้ว่า สำหรับ “กิจกรรมจัดหาเงิน” ถ้าเงินสด “ออก” จากบริษัท หรือเป็น “ลบ” แปลว่า “ดี” เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทไม่ต้องหาเงินจากภายนอก หรือแปลความได้ว่ากิจการ “ไม่ร้อนเงิน”

แต่ถ้าเงินสด “เข้า” มาในบริษัท หรือเป็น “บวก” แปลว่าบริษัทกำลังต้องการเงิน จึงต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพิ่มทุน หรือใช้วิธีอื่นใดเพื่อให้ได้เงินเข้ามา

ยังมีกรณีอื่นๆ อีกเช่น บริษัทไปกู้เงินธนาคารไว้ ครั้นกิจการทำกำไรได้ มีเงินสดเหลือ จึงเอาเงินสดใช้หนี้ธนาคาร เช่นนี้กระแสเงินสดจะเป็น “ลบ” ซึ่งก็ถือว่า “ดี” อีกเช่นกัน เพราะหากกิจการไม่อยู่ในสถานะที่ดี คงหาเงินมาใช้หนี้แบงก์ไม่ได้

นี่คือภาพรวมๆ ของการดูงบกระแสเงินสด ซึ่งเป็นสิ่งที่วีไอทุกคนควรรู้เป็นอย่างยิ่งครับ


ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/