บัฟเฟตต์เฉลย ใยจึงเมิน Apple และ Google

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช / ที่มา CNBC.com

ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2012 ของ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ ที่ผ่านมา บัฟเฟตต์บอกว่า เขาจะ “ไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย” หากหุ้น Apple จะราคา “สูงขึ้นอีกมาก” ในสิบปีข้างหน้า แต่เขายังคงยืนยันว่า การซื้อหุ้น Apple นั้น เสี่ยงเกินไปสำหรับเบิร์คไชร์ อย่างไรก็ตาม ปู่บัฟฟ์บอกว่า “ผมไม่กล้าชอร์ตหุ้นพวกนั้นแน่นอน”

บัฟเฟตต์และชาร์ลี มังเกอร์ กล่าวกับผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนว่า …

พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับ Google และ Apple อย่างเพียงพอ ไม่รู้เกี่ยวกับคู่แข่ง และไม่รู้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไรต่อไป จึงไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า Google และ Apple จะเป็นสุดยอดหุ้นที่มีความแน่นอนขนาดไหนในระยะยาว

ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองมองว่า การที่เบิร์คไชร์เข้าไปซื้อหุ้น IBM ด้วยเงิน 13,000 ล้านเหรียญ นั้น เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่ามาก แม้ว่า IBM จะถือเป็นบริษัทเทคโนโลยีเช่นกัน

(ปู่บัฟฟ์เคยอธิบายถึงสาเหตุที่เข้าไปซื้อ IBM ว่าเป็นเพราะปัจจุบัน IBM ทำหน้าที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาและวางระบบ ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเทคโนโลยีเหมือนแต่ก่อนแล้ว)

“โอกาสที่ IBM จะเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดนั้นมีอยู่น้อยกว่าโอกาสที่ Google และ Apple จะเป็นการลงทุนที่ผิดพลาด อย่างน้อยก็สำหรับพวกเรา”

ปัจจุบัน ราคาหุ้น Apple [AAPL] อยู่ที่ 569.03 USD และ Google[GOOG] อยู่ที่ 611.50 USD

ที่มา : http://www.cnbc.com/id/47307200

ด้วยรัก จาก “ปู่บัฟเฟตต์” ถึง “หลานมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก”

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เปิดเผยกับ เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวสวยแห่ง CNBC ว่า เขาได้พูดคุยกับ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มหาเศรษฐีหนุ่มผู้ก่อตั้ง Facebook แบบส่วนตัวเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยเขาคิดว่ามาร์คทำถูกแล้ว ที่จะถือหุ้นของ Facebook ไว้คนเดียวเป็นจำนวนถึง 56.9% หลังจากเข้าตลาดฯ

ปู่บัฟฟ์ได้ให้สัมภาษณ์สด หลังจากตอบคำถามของผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2012 ของ เบิร์คไชร์ ฮาแธเวย์ เป็นเวลาหกชั่วโมงรวดเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ปู่ทำมาแล้วหลายปีดีดัก

โดยปู่พูดถึงซัคเคอร์เบิร์กว่า “เขาเป็นเด็กที่ฉลาดมาก เขาสร้างบริษัทที่เหลือเชื่อขึ้นมา ผมคิดว่าเขาจะรักษาอำนาจในการควบคุมบริษัทไว้ต่อไปอย่างแน่นอน เพื่อที่เขาจะได้วาดภาพที่เขาอยากวาด ผมได้บอกเจ้าของธุรกิจทั้งหลายเสมอว่า ให้พยายามกุมอำนาจในบริษัทเอาไว้ และตัวผมเองก็โชคดีที่สามารถกุมอำนาจในเบิร์คไชร์ได้มาโดยตลอด”

เมื่อถูกถามว่าการ “กอดบริษัทไว้แน่น” ของซัคเคอร์เบิร์ก จะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ หรือไม่ ปู่บัฟฟ์บอกว่า โดยทั่วไปแล้วมักเป็นผลดี ด้วยเหตุผลว่า

“…ถ้าคุณได้คนอย่างเขา (ซัคเคอร์เบิร์ก) มาบริหารบริษัทให้คุณ คุณก็น่าจะอยากให้เขาเป็นคนบริหารเองนะ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อโดนยิงคำถามว่า แล้ว (ในเมื่อดีขนาดนี้) ปู่จะซื้อหุ้นของ Facebook ไว้บ้างหรือไม่ ท่านคิดว่าบัฟเฟตต์จะตอบว่ายังไงครับ?

ถูกต้องครับ คำตอบคือ …

 “ไม่ซื้อแน่นอน”

[ เรียบเรียงจาก : http://www.cnbc.com/id/47308296 ]

ส่องตัวตนของคุณผ่าน 3 คำถาม

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

ผมเคยเห็นแบบสอบถามที่วัดบุคลิกของนักลงทุน แต่เขาถามกันเป็นสิบข้อ แล้วก็ยืดยาวมากมาย จึงมาคิดว่ามีทางมั้ยที่เราจะถามสั้นตอบสั้น แต่ “โดน” เต็มๆ แบบไม่ต้องเยิ่นเย้อ… ที่สุดแล้วจึงออกมาเป็น 3 คำถามสั้นๆ ดังแผนภาพ

วิธีใช้ไม่ยากอะไรเลย เริ่มต้นจากคำถามแรก จากนั้นก็ไล่เรียงไปว่าคุณตอบอะไร คำตอบของคุณจะเป็นตัวกำหนดว่าคำถามต่อไปคืออะไร สำคัญตรงที่ว่าให้ “ตอบตามความเป็นจริง” เท่านั้นเอง คำถามไหนที่อาจกำกวมผมจะมีหมายเหตุแปะไว้ด้านล่างครับ

ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย

อย่างที่เห็นนะครับ เราจะได้บทสรุปภายในคำถามไม่เกิน 3 ข้อ เมื่อได้คำตอบแล้วว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภท A, B, C, D, E หรือ F …แล้วนักลงทุนแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไรกันบ้าง

ข้อ A – Professional Trader

คุณมีลักษณะของนักเทรดมืออาชีพ แม้คุณจะไม่ได้มองหุ้นในแบบเจ้าของกิจการและไม่ได้สนใจว่าบริษัททำมาหากินอะไร แต่คุณรู้ว่าจะทำอย่างไรกับราคาหุ้นที่เคลื่อนไหว ความรู้ที่ว่าไม่ได้โผล่ขึ้นมาเอง ทว่าเป็นผลพวงมาจากความมานะและอดทนที่จะอ่านตำรับตำรา และที่สำคัญคุณอ่านแล้วเอามาใช้ด้วย มีคนไม่มากที่เทรดหุ้น “ตามระบบ” อย่างต่อเนื่องและมีวินัย ยินดีด้วยครับ ความสำเร็จรอคุณอยู่

ข้อ B – Educated Mao

แม้สมญานาม “เม่าผู้มีความรู้” จะยังไม่ใช่ความฝันอันสูงสุดของแมงเม่าทั้งหลาย แต่อย่างน้อยคุณก็โผล่พ้นความเป็นเม่าสามัญมาแล้ว คุณมองออกว่าการอ่านเพียงแค่หนังสือพ็อกเกตบุ๊กดาษๆ เกี่ยวกับหุ้นไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณสร้าง “แก่นสาร” ที่จะทำกำไรอย่างมั่นคงได้ คุณจึงศึกษาวิธีการเทรดหุ้นต่างๆ นานา ขาดอยู่เพียงการค้นพบระบบการเทรดที่ใช้ได้และเหมาะกับตัวเอง รวมทั้งทำตามมันไปด้วยความมุ่งมั่นเท่านั้น

ข้อ C – Ordinary Mao

อย่าวิตกกังวลไป เพราะเม่าสามัญเป็นสถานะของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น คุณอาจเคยได้กำไรก้อนโต เคยติดดอย เทรดหุ้นตามข่าว ตกรถ หรือแม้แต่หันหลังให้กับตลาดมาแล้ว แต่น้อยครั้งมากที่คุณจะระบุได้ชัดๆ ว่าทำไมคราวนั้นถึงกำไร ทำไมคราวนี้ถึงขาดทุน แล้วในระยะยาวเราจะเป็นอย่างไร ฯลฯ บางทีคุณอาจต้องการความรู้ที่สูงขึ้น ประสบการณ์ที่มากขึ้น และจิตวิทยาการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น คุณต้องศึกษาให้มากขึ้น และ shortcut ที่เร็วที่สุดก็คือ ไปอ่านงานเขียนของคนเก่งๆ ที่เป็นไอด้อลของคุณไง

ข้อ D – Confused Mao

เม่าที่สับสนตัวเอง เกิดจากคนที่อยากลงทุนในหุ้นตามแบบเจ้าของกิจการหรืออาจจะอยากเป็น VI (value investor) แต่แล้วเกิดขี้เกียจขึ้นมาหรือตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสีในตลาดหุ้นอย่างไรไม่ทราบ จึงละทิ้งความสนใจจากตัวกิจการไปเสียดื้อๆ ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะว่าการอ่านรายงานประจำปีนั้นจัดว่าเป็น “ภาคบังคับ” ของ VI ทุกคน ในเมื่อบริษัทเป็นคนเขียนเอง บทวิเคราะห์ไหนๆ ก็ไม่มีทางสู้ได้ บางทีอาจต้องลองทบทวนดูว่าจะไปต่อในแนว VI หรือจะเบนเข็มไปเป็นนักเทรดหุ้น

ข้อ E – Failed VI

อย่างน้อยการอ่านรายงานประจำปี (รวมถึงงบการเงิน และหมายเหตุประกอบงบด้วยนะครับ) ก็บ่งบอกได้ว่าคุณมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นมาเป็น VI เต็มตัว อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้ว VI ที่ลงทุนมานาน 3-5 ปีขึ้นไปควรจะมีพอร์ตเขียวขจี และเหตุที่เขียวก็เพราะว่า VI ตัวจริงจะ “เตะ” หุ้นตัวที่วิเคราะห์ผิดพลาดออกไปแล้วถือหุ้นชั้นเยี่ยมเอาไว้ ส่วนที่ถือไว้หลายปีแล้วยังพอร์ตแดงเถือกนั้นโดยมากเป็นกรณีติดดอยเสียมากกว่า ซึ่งการถือหุ้นติดดอยเป็นเบือก็คงบอกได้เลาๆ ว่าตอนเข้าซื้อนั้นวิเคราะห์ไม่แม่นจึงมี margin of safety น้อย แบบนี้ต้องรีบปรับปรุงครับ เสียดายความมุ่งมั่นที่มี

ข้อ F – Successful VI

คุณสมบัติของคุณคู่ควรกับการเป็น VI ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าพอร์ตคุณจะใหญ่หรือเล็ก แต่การมาถูกทางจะช่วยให้คุณมั่งคั่งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง คุณมีจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของกิจการ มีความมุ่งมั่น และยังลงทุนลงแรงอย่างคุ้มค่า ผลงานในระยะยาวของคุณเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี ขอเพียงทำต่อไปเรื่อยๆ และอย่าก้าวข้ามขอบข่ายแห่งความชำนาญ (circle of competence) ของคุณออกมาก็แล้วกัน