เล่าเรื่อง ทิวลิป เมเนีย (๓)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ในปี 1634 ราคาของดอกทิวลิปที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ได้ดึงดูดให้บรรดานักเก็งกำไรหลั่งไหลกันเข้ามาในตลาด พอถึงปี 1636 ก็ได้เกิด “ตลาดฟิวเจอร์ส” สำหรับทิวลิปขึ้นโดยเฉพาะ มีการทำสัญญาซื้อขายทิวลิปล่วงหน้า โดยผู้ซื้อ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 2.5% ของราคาดอกทิวลิปที่จะซื้อ “ทันที”

ชาวดัตช์ในสมัยนั้นเรียกการทำสัญญาลักษณะนี้ว่า “windhandel” หรือภาษาอังกฤษคือ “wind trade” แปลตรงตัวก็คือการ “ซื้อขายลม” อันหมายถึงการทำสัญญากันโดยยังไม่เห็นตัวสินค้า ไม่มีสินค้าจริงๆ เปลี่ยนมือกัน มันคือการซื้อขาย “อากาศธาตุ” เท่านั้น

ชาร์ลส์ แม็คเคย์ ชาวสก็อตแลนด์ เขียนไว้ในหนังสือ Extraordinary Popular Delusions and the Madness of Crowds ตีพิมพ์ในปี 1841 ว่า “ทิวลิปเมเนีย” เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมบ้าคลั่งอย่างไร้เหตุผลของคน ว่ากันว่า

“ประชากรทั้งประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นที่ต่ำต้อยขนาดไหน ต่างอยากเข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อขายทิวลิปกันทั้งสิ้น”

แม็คเคย์ระบุไว้ในหนังสือของเขาว่า ในปี 1635 “ทิวลิป 40 ดอก” ขายกันที่ราคา “100,000 ฟลอริน” ในขณะที่ “เนยหนึ่งตัน” มีราคาแค่ “100 ฟลอริน” แรงงานชั้นดี มีค่าจ้างแรงงานทั้งปีแค่ “150 ฟลอริน” และ “หมูอ้วนพีแปดตัว” มีราคาแค่ “240 ฟลอริน”

บอกแค่นี้ ทุกท่านคงจะสงสัยว่า ไอ้ “1 ฟลอริน” ค่าของมันอยู่ที่ประมาณไหนกันแน่ อธิบายอย่างนี้ครับว่า “ฟลอริน” (Florin) คือ หน่วยเงินของดัตช์ในสมัยนั้น มีค่าเท่ากับ ” กิลเดอร์” (Guilder) คือเท่ากับ “100 เซนต์” (1 Florin = 1 Guilder = 100 Cents)

สถาบัน International Institute of Social History เปรียบเทียบให้เห็นว่า 1 ฟลอริน มีอำนาจซื้อเท่ากับเงิน “10.28 ยูโร” ในปี 2002 หรือคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ “411.20 บาท” (คำนวณโดยอัตรา 1 ยูโร = 40 บาท)

ดังนั้น “ทิวลิป 40 ดอก” ในยุคฟองสบู่ จึงมีราคาถึง 41.12 ล้านบาท ในสมัยนี้!!

นี่ยังไม่นับข้อเสนออื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เป็นต้นว่า มีหลักฐานว่าบางคนยอมแลกที่ดิน 12 เอเคอร์ (49,000 ตรม.) เพื่อทิวลิปพันธุ์ Semper Augustus เพียง 2 ดอก หรือยอมแลกหมู แกะ อีกทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ มูลค่ารวม 2,500 ฟลอริน (หนึ่งล้านกว่าบาทสมัยนี้) เพื่อทิวลิปพันธุ์ Viceroy เพียงดอกเดียว

ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรหยุดความร้อนแรงของราคาดอกทิวลิปในเนเธอร์แลนด์ได้เสียแล้ว

แต่อยู่ๆ ในฤดูหนาวของปี 1636-37 ในขณะที่การเก็งกำไรทวีความรุนแรงถึงขีดสุด ทิวลิปบางดอกเปลี่ยนมือกันนับสิบๆ รอบภายในวันเดียว ได้ปรากฏเหตุการณ์ว่า ดอกทิวลิปบางส่วนไม่สามารถนำส่งให้กับผู้ซื้อได้ตามสัญญาที่เซ็นกันไว้ จนเกิดเป็นความตื่นตระหนกไปทั่ว

ส่งผลให้ราคาค่าสัญญาของดอกทิวลิปพังทลายลงในชั่วพริบตา!!

การล่มสลายของราคาสัญญาดอกทิวลิป เริ่มต้นขึ้นในฮาร์เล็ม (ไม่ใช่ย่านฮาร์เล็มในนิวยอร์คนะครับ) เมื่อผู้ที่ทำสัญญาซื้อดอกทิวลิปไว้ไม่ยอมมารับของเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีแต่คนขายเท่านั้นที่ “มาตามนัด” แต่กลับต้อง “รอเก้อ” ไปเสียฉิบ

เท่านั้นเอง ข่าวนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏการณ์ในฮาร์เล็มได้สร้างความ “ตระหนกตกใจ” ไปทั้งแผ่นดิน คนที่ถือสัญญาซื้ออยู่ ต่างกลัวว่าตนเองจะไม่ได้รับของ จึงตัดใจรีบขายสัญญานั้นทิ้งแบบไม่ห่วงราคา ฝ่ายคนที่คิดจะซื้อก็ไม่กล้าซื้อ ด้วยความกลัวว่าซื้อไปเดี๋ยวจะได้แค่ “กระดาษเปล่าๆ”

ด้วยเหตุนี้ ราคาของดอกทิวลิปจึงลดลงอย่างฮวบฮาบร่วม “100 เท่า” ซึ่งอาจพูดได้เต็มปากว่า “ฟองสบู่ทิวลิป” ได้ “แตกออก” เรียบร้อยแล้ว !!

(เรื่องราวกำลังชุลมุนชุลเกถึงขีดสุด เดี๋ยวในตอนหน้า ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย เราจะมาตามกันต่อนะครับว่า คนในยุคหลัง ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากปรากฏการณ์ครั้งนั้น อย่าพลาดครับ)

อ้างอิง

http://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/aconite/tulipomania.html http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_mania

เล่าเรื่อง ทิวลิป เมเนีย (๒)

(ต่อจากตอนที่แล้ว- ย้อนกลับไปอ่านตอนแรกได้ที่นี่ https://clubvi.com/2012/05/24/tulipmania/ )

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

อันที่จริง ด้วยตัวของมันเอง ทิวลิปถือว่ามีคุณสมบัติที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเก็งกำไรอยู่แล้ว กล่าวคือ ทิวลิปเป็นดอกไม้ที่ปลูกได้ช้า ต้องใช้เวลาถึง 7-12 ปี กว่าที่เมล็ดพันธุ์จะเติบโตขึ้นมาเป็นดอกงามสะพรั่ง โดยทิวลิปแต่ละดอกนั้น สามารถให้เมล็ดพันธุ์สำหรับเอาไปปลูกเป็นทิวลิปที่เหมือนกับตัวมันเองได้อีก 2-3 ดอก

พูดง่ายๆ ก็คือ “แม่” หนึ่งดอก “ออกลูก” ได้ 2-3 ดอก แต่ “ดอกแม่” เองกลับมีอายุอยู่ได้เพียง 1-2 ปี แล้วก็ตายไป (เกิดก็ยาก ตายก็เร็ว)

ที่สำคัญคือ เมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกเป็นดอกทิวลิปได้ ต้องมาจากดอกแม่เท่านั้น (เหมือนคนออกลูก) จะเพาะขึ้นมาเองไม่ได้ อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ดอกไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้ยากที่สุด

ด้วยธรรมชาติที่เป็นดอกไม้ปลูกยาก เมื่อบวกกับการเกิด “ไวรัสทิวลิป” (Tulip-breaking Virus หรือชื่อทางการคือ Mosaic Virus) ระบาด ส่งผลให้ดอกทิวลิปล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งยิ่งทำให้ทิวลิปบางพันธุ์ที่หายากอยู่แล้วมีราคาแพงสุดกู่

อาจกล่าวได้ว่า ณ เวลานั้น ทิวลิปกลายเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ที่มีความขาดแคลนที่สุดในยุโรป

ทิวลิปจะออกดอกเฉพาะในเดือนเมษายนกับพฤษภาคม เดือนละหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น และสามารถเด็ดออกมาขายได้ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ดังนั้น ในสองเดือนดังกล่าว จึงเป็นเวลาที่ตลาดซื้อขายทิวลิปคึกคักมาก

จุดที่น่าสนใจก็คือ เมื่อมีความต้องการมากเข้า “นวัตกรรมทางการเงิน” ก็เริ่มเข้ามามีบทบาททันที

โดยในเดือนที่ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวนั้น นักค้าทิวลิปจะใช้วิธี “เซ็นสัญญาล่วงหน้า” เพื่อสิทธิ์ในการซื้อทิวลิป รอจนทิวลิปออกดอก ผู้ที่ถือสัญญาอยู่ก็จะได้สิทธิ์ในการซื้อดอกทิวลิปตามที่ระบุไว้ในสัญญา

นอกจากนี้ ชาวดัตช์ยังนำเอาเทคนิคทางการเงินอื่นๆ เช่น การ “ชอร์ตเซลล์” (Short) กลับมาใช้ใหม่ทั้งๆ ที่เคยถูกแบนไปแล้ว (โปรดสังเกตว่าการชอร์ตเซลล์มีมากว่าสามร้อยปีแล้วนะครับ ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น)

โดยในเวลานั้น “ตลาดซื้อขายทิวลิป” ร้อนแรงไม่แพ้ “ตลาดทองคำ” หรือ “ตลาดน้ำมัน” ในสมัยนี้เลยทีเดียว !!

(ติดตามต่อตอนหน้า)

อ้างอิง

http://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/aconite/tulipomania.html  http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_mania

เล่าเรื่อง ทิวลิปเมเนีย (๑)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“ทิวลิปเมเนีย” (Tulip Mania หรือ Tulipomania) เกิดขึ้นใน “ยุคทอง” (Golden Age) ของเนเธอร์แลนด์ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1630 ซึ่งราคาค่าสัญญาสำหรับสิทธิ์ในการซื้อดอกทิวลิปพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ก่อนจะล่มสลายลงในที่สุด

ณ จุดสูงสุดของทิวลิปเมเนีย เมื่อเดือน ก.พ. ปี 1637 ทิวลิปบางดอกขายกันอยู่ที่ราคาสูงกว่า 10 เท่าของค่าจ้างรายวันทั้งปีของแรงงานชั้นดี

แม้ในภาพยนตร์เรื่อง Wall Street: Money Never Sleeps ตัวละครเอกของหนังคือ กอร์ดอน เกคโค ยังพูดกับว่าที่ลูกเขยตัวเองซึ่งเป็นเทรดเดอร์ดาวรุ่ง ถึงปรากฏการณ์ “ทิวลิปเมเนีย” ว่า ราคาของทิวลิปบางดอกในยุคนั้น สามารถเอาไปซื้อคฤหาสถ์หรูริมน้ำได้เลยทีเดียว

“ทิวลิป” เข้ามาในยุโรปครั้งแรก เมื่อทูตของประเทศตุรกีนำดอกของมันพร้อมเมล็ดพันธุ์เข้ามาในเมืองเวียนนา ปัจจุบันคือประเทศออสเตรีย จากนั้น ทิวลิปได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองใหญ่ รวมทั้งในอัมสเตอร์ดัม

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความนิยมที่ผู้คนมีต่อทิวลิปได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการค้าของเนเธอร์แลนด์ที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด จนเรียกกันว่าเป็น “ยุคทอง” ว่ากันว่าพ่อค้าวาณิชชาวดัตช์เพียงล่องเรือออกไปค้าขายเที่ยวหนึ่ง ก็สามารถทำกำไรจากการขายสินค้าได้ถึง 400 เปอร์เซ็นต์ จนมี “เศรษฐีใหม่” ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด

เมื่อมีเงินแล้ว เศรษฐีใหม่เหล่านั้นก็เริ่มมีค่านิยมในการสร้างบ้านหลังใหญ่ๆ โดยปลูกสวนดอกไม้ไว้รอบๆ บ้าน เพื่อแสดงฐานะ และดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของความมั่งคั่งได้ดีที่สุด ก็คือ “ทิวลิป” นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จาก “พฤกษางาม” ธรรมดา ทิวลิปจึงกลายเป็น “ของมีค่า” ไปโดยปริยาย

(ติดตามต่อตอนหน้า)

อ้างอิง http://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/aconite/tulipomania.html  http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_mania