สรุปผลประกอบการ tech stocks โพสต์เดียวจบ

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สรุปผลประกอบการ tech stocks ทั้งห้า ได้แก่ Apple, Google, Amazon, Facebook และ Microsoft ประจำไตรมาสล่าสุด ระหว่งเดือน ก.ค.-ก.ย. 2020 แบบจบในโพสต์เดียว ใครดีกว่าคาด ใครน่าผิดหวัง ใครฝ่าโควิดได้ดีขนาดไหน และหุ้นเป็นอย่างไรหลังทราบข่าว มาดูกันครับ

APPLE (AAPL)

รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 64700 ล้านเหรียญกำไรลดลง 7% เหลือ 12700 ล้านทำเอาหุ้นร่วงลงถึง 5% ว่ากันว่าเป็นเพราะรายได้ในจีนลดลง 29% และยอดขายไอโฟนโดยรวมตกลงถึง 21% แต่ทิมคุกบอกว่ายังมีโปรดักส์ใหม่ที่จะเปิดตัวอีกภายในปี 2020 นี้

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : แย่กว่า 

หุ้น : -5.60% afterhours -0.32%

ALPHABET (GOOG)

บริษัทแม่ของ Google รายได้เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วกลายเป็น 46200 ล้านเหรียญขณะที่กำไรเพิ่ม 59% กลายเป็น 11200 ล้านเหรียญดีกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่งผลให้หุ้นพุ่งกระฉูด 7% 

ดีหรือแย่กว่าที่คาด : ดีกว่าเยอะ 

หุ้น :  +3.43% after hours -0.00%

FACEBOOK (FB)

รายได้และกำไรดีเกินคาดโดยรายได้เพิ่มขึ้น 22% เป็น 21,220 ล้านเหรียญขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วเป็น 7850 ล้านเหรียญโดยมีฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้น 2,740 ล้านบัญชีเพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : ดีกว่า

หุ้น: -6.31% after hours -0.42%

AMAZON (AMZN) 

รายได้เพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วกลายเป็น 96100 ล้านเหรียญ  เช่นเดียวกับกำไรที่ยังคงเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์กลายเป็น 6300 ล้านเหรียญเกือบสามเท่าจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 

โดยบริษัทยังบอกด้วยว่ายอดขายในไตรมาสสี่ที่กำลังจะมาถึงซึ่งปกติแล้วจะเป็นช่วงที่อู้ฟู่ที่สุดของบริษัทจากเทศกาลคริสต์มาสและอื่นๆคาดว่าจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 28-38% กลายเป็น 112000-121000 ล้านเหรียญ

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : ดีกว่าเยอะ

หุ้น: -5.45% after hours +0.06%

MICROSOFT (MSFT)

รายได้ 37150 ล้านเหรียญเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วกำไร 13900 ล้านเหรียญเพิ่มขึ้น 30% โดยปัจจัยหลักมาจากรายได้จาก Cloud เช่นเดียวกับรายได้จาก Office  โดยยอดขาย Office 365 เพิ่มถึง 21 เปอร์เซ็นต์ขณะที่ยอดสมาชิก Microsoft 365 เพิ่มขึ้นเป็น 45.3 ล้านคนเพิ่ม 27% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วหลักๆมาจาก “Microsoft Teams” ซึ่งรุ่งมากในช่วงโควิดบวกกับการที่บริษัทเริ่มหันมาเน้นลูกค้าบุคคลมากขึ้นด้วยขณะที่รายได้จากฝั่งเกมอย่าง XBox ก็เพิ่มขึ้น 30% เช่นกันเช่นเดียวกับรายได้จาก Windows ที่โตขึ้นเยอะจากโควิด 

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : ดีกว่า

หุ้น: -1.10% after hours -0.08%

TWITTER (TWTR)

อันนี้แถมให้ แม้จะไม่ใช่ five giants ทวิตภพ รายได้เพิ่ม 14% เป็น 936.2 ล้านกำไรลดลง 22% เหลือ 28.66 ล้านหลักๆเกิดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากโควิดแม้จะมีผู้ใช้รายวัน 187 ล้านบัญชีเพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : แย่กว่าเยอะมาก

หุ้น: -21.11% after hours +0.22%


ข้อมูลประกอบ จาก AP, the verge.com, CNBC, Bloomberg

วีไอไม่ง้อหุ้นเทคได้หรือไม่?

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ในยุคสมัยของหุ้นเทคเช่นทุกวันนี้ เริ่มมีคำถามเกิดขึ้นว่า วิธีลงทุนแบบวีไอยังใช้ได้หรือไม่ เรื่องนี้ โมนิช ปาบราย “วีไอดันโด” ได้ให้คำตอบไว้ โดยบอกเล่าเรื่องราวของ ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานบริษัท เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ เพื่อนคู่หูของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

ปาบรายเล่าว่า ชาร์ลี มังเกอร์ อ่านบาร์รอน (Barron’s) วารสารการลงทุนชื่อดังมาตั้งแต่ยังหนุ่ม โดยในแต่ละฉบับของบาร์รอน จะมีไอเดียธุรกิจที่น่าลงทุน 5-10 ไอเดีย

เวลาผ่านมา 50 ปี เขาอ่านบาร์รอนมาแล้ว 2,500 ฉบับ อ่านไอเดียธุรกิจในบาร์รอนมาแล้วร่วม 25,000 ไอเดีย แต่ไม่เคยลงมือเลยสักครั้ง เพิ่งมาลงมือกับไอเดียหนึ่งเดียวเมื่อไม่นานมานี้ ในปี 2002

เป็นหุ้นที่ชื่อ Tenneco (TEN) บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของสหรัฐอเมริกา

ย้อนไปตอนที่มังเกอร์เข้าซื้อ บริษัทนี้กำลังแย่ หุ้นตกลงไปเหลือ 1.60 เหรียญ ก่อนจะพลิกฟื้นและพุ่งกระฉูดขึ้นไปถึง 55 เหรียญ พอถึงปี 2004-5 เขาได้กำไรจาก Tenneco ประมาณ 8 เด้งกว่า

มังเกอร์ขาย Tenneco ไปที่ราคา 15-20 เหรียญ แม้จะดูเหมือนน่าเสียดาย แต่เงินที่ปู่มังก์ใส่ลงไป 10 ล้านเหรียญ ได้กลายเป็น 80 ล้านเหรียญในเวลาแค่ 2-3 ปี ถือว่าน่ามหัศจรรย์มากๆ

(ต่อมา มังเกอร์เอาเงินก้อนเดียวกันนี้ไปลงทุนกับ หลี่ ลู่ นักลงทุนและผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ชาวจีน (ซึ่งเป็นผู้แนะนำ BYD บริษัทผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้าให้ทั้งมังเกอร์และบัฟเฟตต์ได้รู้จัก) ก่อนที่หลี่จะทำให้เงินก้อนนั้นทวีมูลค่ากลายเป็นประมาณ 500 ล้านเหรียญ)

ที่น่าสนใจก็คือ สตอรี่นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในยุค 60 เหมือนกับ success story จำนวนมากของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่เกิดขึ้นในยุคของพวกเรา เป็นการลงทุนในหุ้น “ก้นบุหรี่” คือราคาถูกสุดๆ และเป็นธุรกิจ “ยุคเก่า” ตามตำราวีไอแท้ๆ ไม่ได้เกาะกระแส tech stock ไม่ได้ลงทุนในหุ้นอย่าง Google หรือ Amazon ซึ่งเติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกัน

ปาบรายบอกว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากองค์ประกอบสามประการ หนึ่งคือ ความอดทนสุดขั้ว (กล้าอ่านหนังสือ 50 ปีโดยไม่ลงมือ) สองคือ ความกล้าตัดสินใจสุดขั้ว (กล้าซื้อหุ้นในเวลาที่หุ้นเผชิญวิกฤตสุดๆ) และสามคือ การมุ่งหวังของถูกแบบสุดขั้ว (ไม่ถูกจริงๆ ไม่ซื้อ)

สามประการนี้ ใครมีครบก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนแบบบ้าคลั่งจากหุ้น “เพชรในตม” โดยไม่ต้องง้อหุ้นเทคเหมือนที่ “ปู่มังก์” ทำได้นั่นเอง

—————————–

ภาพและข้อมูลประกอบจาก : Stock Research Impacts Financial Health | Mohnish Pabrai | Talks at Google ชมได้ที่นี่

เพราะเหตุใดเราจึงควรส่งลูกเรียน “ไฟแนนซ์”

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจโลกได้ก้าวเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (recession) ซึ่งทำให้บทบาทของ “นักบริหารการเงิน” (financial manager) ปรากฏชัดและทวีความสำคัญยิ่งขึ้น

องค์กรธุรกิจจำนวนมากในปัจจุบันต่างประสบปัญหาด้านเงินทุน เนื่องจากธุรกิจสะดุดหยุดลงจากการแพร่ระบาดของโรคร้าย บริษัทไหนยิ่งกู้ไว้เยอะยิ่งเหนื่อย ต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้หนี้ เราจะเห็นได้ว่าบริษัทใหญ่ๆ จำนวนมากกำลังหาทางเพิ่มทุน ออกวอร์แรนต์ เอาตัวรอดกันไปตามแต่จะทำได้ 

ในเวลาเช่นนี้ ความรู้และความชำนาญทางการเงินของผู้บริหารองค์กรแทบจะเรียกได้ว่าเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย แม้ธุรกิจหลักของบริษัทจะถูกแช่แข็ง แต่ฝ่ายการเงินกลับรับภาระหนัก ถึงขนาดที่ CFO ของหลายๆ บริษัทต้องก้าวขึ้นมาเป็น chief strategist หรือหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ควบคู่ไปกับ CEO เลยก็ว่าได้

แม้หลังการแพร่ระบาดของโควิด หรือแม้วันหนึ่งจะมีวัคซีนออกมาแล้ว สิ่งที่จะดำรงอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน ได้แก่ recession และ inflation แปลเป็นไทยคือ “ภาวะถดถอย” และ “เงินเฟ้อ” พ่วงมาด้วย “หนี้” ขององค์กรธุรกิจต่างๆ ที่จะพุ่งติดจรวด 

โลกหลังโควิด คือโลกแห่ง “เงินเฟ้อ” และ “ดอกเบี้ยต่ำติดฟลอร์” และจะเป็นเช่นนี้ไปไม่มีกำหนด

ผมมองว่า บทบาทหน้าที่ในองค์กรกิจที่จะทวีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในทศวรรษข้างหน้า นอกจากงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว คืองานด้าน creative financing องค์กรธุรกิจที่มีผู้บริหารการเงินเก่งๆ มี “ไม้เด็ด” ในการหาเงินทุนและเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินมากกว่า จะมีโอกาสเติบโตและอยู่รอดได้ดีกว่าองค์กรที่ไม่มีบุคลากรจำพวกนี้

ผมจึงคิดขึ้นมาว่า หากมีลูกเรียนอยู่มัธยมเวลานี้ แทนที่จะให้ไปเรียนหมอเรียนวิศวะเหมือนแต่ก่อน ถ้าสามารถแนะนำลูกให้ไปเรียนสายการเงินได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะความรู้ความชำนาญด้านนี้จะกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก (หากไม่มากที่สุด) ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ที่จะสูงยิ่งกว่าอีกหลากหลายสายงานแน่ๆ

หรืออย่างการเรียน MBA ที่ฮิตกันมากเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แม้วันนี้จะถูกมองว่า “เฟ้อ” แต่ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นทางเลือกที่กลับมาน่าสนใจอีกครั้งสำหรับคนที่จบปริญญาตรีแล้ว หากแม้นไม่อยากเรียนสายการเงินโดยตรง

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาทำให้เราเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า เวทมนตร์ทางการเงินสามารถชะลอความเสียหายอันเกิดแก่เศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างชะงักงันยิ่งกว่าศักยภาพทางการแพทย์ของประเทศนั้นๆ เสียอีก

อำนาจสูงสุดของโลกยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่การทหารหรือกำลังอาวุธอีกต่อไปแล้ว แต่อยู่ที่เทคโนโลยีดิจิทัลและพลังทางการเงินอย่างแท้จริง


ข้อมูลประกอบส่วนหนึ่งจาก Wall Street Journal และหนังสือ Introduction to Financial Management โดย Iqbal Mathur