สรุปรายละเอียด Ant Group ถูกรัฐบาลจีนสั่งแขวน IPO

This image has an empty alt attribute; its file name is 800px-enabling_ecommerce-_small_enterprises_global_players_39008130265_cropped.jpg

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

1. CNBC ระบุว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง อาจจะเป็นผู้สั่งแขวน IPO หุ้น Ant Group ด้วยตัวเอง หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นบุคคลระดับสูงในรัฐบาลที่ใกล้ชิดกับสีมากๆ

2. เชื่อกันว่า สาเหตุเกิดจากการที่ แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา บริษัทต้นกำเนิดของ Ant ไปพูดจาล่วงเกินเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจีน เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ในอีเว้นท์ที่เซี่ยงไฮ้ ไม่กี่วันก่อน Ant Group จะ IPO

3. ว่ากันว่า รัฐบาลจีนเริ่มไม่สบายใจกับอิทธิพลมหาศาลของหม่าและอาลีบาบา ที่มีต่อระบบ digital payment ของจีน ผ่านแอพที่ชื่อว่า “จือฟู่เป่า” หรือ Alipay มาพักใหญ่แล้ว

4. นอกจากนี้ยังมองกันว่า สีจิ้นผิงไม่ต้องการให้ธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีทั้งทุนและอิทธิพลมหาศาลอย่างอาลีบาบา ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์มากไปกว่านี้

5. คำพูดของแจ็ค หม่า ดังกล่าว เป็นการตำหนิความล้าหลังและกฏเกณฑ์ทางการเงินอันเข้มงวดของภาครัฐ ว่าได้ไปฉุดรั้งพัฒนาการทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสิ่งที่ Ant กำลังแข่งขันกับต่างชาติอย่างหนักหน่วง

6. ว่ากันว่าสีจิ้นผิงและบุคคลระดับสูงในรัฐบาลโกรธมากกับคำพูดของหม่า จึงสั่งให้มีการสอบสวนดีล IPO ของ Ant โดยละเอียด อันนำมาสู่คำสั่ง “แขวน” ในวันที่ 3 พ.ย.

7. คำสั่งที่ว่า นอกจากจะ “ช็อคโลก” แล้ว ยังสร้างความเสียหายหนักมากแก่บริษัท เพราะนักลงทุนทั่วโลกจ่ายเงินจองหุ้น Ant แล้วถึง 34,000 ล้านเหรียญ ทำให้บริษัทต้องคืนเงินทั้งหมด

8. ทั้งนี้ หาก Ant Group เข้า IPO ตามแผน จะทำให้บริษัทมีมูลค่าตลาดถึง 313,370 ล้านเหรียญ และเป็น IPO ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมูลค่าตลาดดังกล่าวสูงกว่า โกลด์แมน แซคส์ และ เวลส์ ฟาร์โก สองธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เสียอีก

9. ปัจจุบัน มีประชากรจีนถึง 70% ใช้ Alipay นอกจากนี้ Ant ยังปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กถึง 20 ล้านราย ทั้งยังเป็นผู้บริหารกองทุนรวมขนาดใหญ่ที่สุดในจีน และมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ อีกมาก

10. แจ็ค หม่า กับ ครอบครัว เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับหนึ่งของประเทศจีน ด้วยทรัพย์สิน 58,800 ล้านเหรียญ ตามมาติดๆ ด้วย โพนี่ หม่า ผู้ก่อตั้ง Tencent เจ้าของ WeChat และ WeChatPay ที่เป็นคู่แข่งของ Alipay ซึ่งมีทรัพย์สิน 57,400 ล้านเหรียญ


ข้อมูลประกอบจาก CNBC

ใครๆ ก็ชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักอวดอ้างเสมอว่า ตนเองเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่สื่อหลายสำนักเคยชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ “เก่ง” หรือไม่ได้เป็นนักธุรกิจที่ “ประสบความสำเร็จ” อย่างที่เขากล่าว

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ไม่มีหลักฐานและเหตุผล ตรงกันข้าม เป็นหลักฐานและเหตุผลที่ฟังขึ้นทีเดียว 

กล่าวคือ เมื่อปี 1982 ซึ่งเป็นปีแรกที่ Forbes จัดอันดับคนรวยของสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “Forbes 400” นิตยสารชื่อดังระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มีทรัพย์สิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นมรดกที่เขาได้รับจากเฟรด ทรัมป์ ผู้พ่อ (ทรัมป์อ้างด้วยซ้ำไปว่า ตนเองมีทรัพย์สิน 500 ล้านเหรียญ มากกว่าที่ Forbes ระบุไว้) 

เริ่มต้น ณ ปีนั้น หากทรัมป์เลิกทำงาน แล้วเอาทรัพย์สินทั้งหมด 200 ล้านเหรียญไปลงทุนในกองทุนอิงดัชนี S&P 500 โดยไม่ถอนเงินออก และเอาเงินปันผลไป reinvest ด้วย เงิน 200 ล้านเหรียญดังกล่าวจะทำผลตอบแทนให้เขาปีละ 11.86% 

ผ่านมา 32 ปี ในเดือน ธ.ค. ปี 2014 เงิน 1 เหรียญที่ลงทุนในปี 1982 จะกลายเป็น 40 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้น “40 เท่า” ซึ่งจะทำให้เงิน 200 ล้านเหรียญ ของทรัมป์ในวันนั้น กลายเป็น 8,000 ล้านเหรียญ

เมื่อเทียบกับทรัพย์สินของทรัมป์ในปี 2014 ซึ่ง Forbes ประมาณว่าอยู่ที่ 4,100 ล้านเหรียญ (Bloomberg ให้มูลค่าแค่ 2,900 ล้าน) นั่นหมายความว่า หากเขาเลิกทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และนอนเฉยๆ อยู่กับบ้าน พอถึงปี 2014 เขาจะรวยกว่าที่เป็นอยู่ถึงเกือบสองเท่า!!

ยิ่งไปกว่านั้น หากใช้ตัวเลขที่ทรัมป์กล่าวอ้างไว้เมื่อปี 1982 ว่าตนเองมีทรัพย์สินถึง 500 ล้านเหรียญ ค่าเสียโอกาสที่ว่านี้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าเขาเอาเงิน 500 ล้านไปลงทุนใน index fund ผ่านมากว่าสามทศวรรษ เขาจะมีความมั่งคั่งถึง “20,000 ล้านเหรียญ” ในปี 2014 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ สื่อหลายสำนักจึงสรุปตรงกันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ “เก่ง” หรือเป็น “สุดยอดนักธุรกิจ” เหมือนที่เขามักกล่าวอ้าง อันปรากฏชัดจากข้อมูลที่ยกมาว่า ถ้าเขาเลิกทำธุรกิจมาตั้งแต่สามทศวรรษก่อนแล้วปล่อยให้ตลาดหุ้นทำงานแทน เขาจะรวยกว่าวันนี้เยอะมาก

ผมชอบที่ Yahoo! Finance สรุปไว้ว่า “You can beat the Donald” หรือ “ใครๆ ก็ชนะเจ้าโดนัลด์ได้” ขอเพียงเอาเงินของคุณไปลงทุนใน index  fund และถ้าคุณได้มรดกจากพ่อเหมือนทรัมป์ โดยลงทุนใน index fund ตั้งแต่เมื่อ 32 ปีที่แล้ว คุณก็จะรวยกว่าเขาในวันนี้เช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งขนาดที่เขาต้องการให้เราเข้าใจ เราก็คงยากที่จะปฏิเสธความเป็น “นักขาย” ของเขา ที่สามารถทำให้คนอเมริกันจำนวนมาก “เชื่อ” ว่าเขาเก่ง และ “เชื่อเกินกว่า” สิ่งที่เขา “เป็น”

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีอยู่ถึงสี่ปีนั่นเอง 


ข้อมูลประกอบ : https://finance.yahoo.com/news/why-probably-better-investing-donald-233020366.html, https://www.vox.com/2015/9/2/9248963/donald-trump-index-fund , https://fortune.com/2015/08/20/donald-trump-index-funds/

สรุปผลประกอบการ tech stocks โพสต์เดียวจบ

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สรุปผลประกอบการ tech stocks ทั้งห้า ได้แก่ Apple, Google, Amazon, Facebook และ Microsoft ประจำไตรมาสล่าสุด ระหว่งเดือน ก.ค.-ก.ย. 2020 แบบจบในโพสต์เดียว ใครดีกว่าคาด ใครน่าผิดหวัง ใครฝ่าโควิดได้ดีขนาดไหน และหุ้นเป็นอย่างไรหลังทราบข่าว มาดูกันครับ

APPLE (AAPL)

รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 64700 ล้านเหรียญกำไรลดลง 7% เหลือ 12700 ล้านทำเอาหุ้นร่วงลงถึง 5% ว่ากันว่าเป็นเพราะรายได้ในจีนลดลง 29% และยอดขายไอโฟนโดยรวมตกลงถึง 21% แต่ทิมคุกบอกว่ายังมีโปรดักส์ใหม่ที่จะเปิดตัวอีกภายในปี 2020 นี้

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : แย่กว่า 

หุ้น : -5.60% afterhours -0.32%

ALPHABET (GOOG)

บริษัทแม่ของ Google รายได้เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วกลายเป็น 46200 ล้านเหรียญขณะที่กำไรเพิ่ม 59% กลายเป็น 11200 ล้านเหรียญดีกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่งผลให้หุ้นพุ่งกระฉูด 7% 

ดีหรือแย่กว่าที่คาด : ดีกว่าเยอะ 

หุ้น :  +3.43% after hours -0.00%

FACEBOOK (FB)

รายได้และกำไรดีเกินคาดโดยรายได้เพิ่มขึ้น 22% เป็น 21,220 ล้านเหรียญขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วเป็น 7850 ล้านเหรียญโดยมีฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้น 2,740 ล้านบัญชีเพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : ดีกว่า

หุ้น: -6.31% after hours -0.42%

AMAZON (AMZN) 

รายได้เพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วกลายเป็น 96100 ล้านเหรียญ  เช่นเดียวกับกำไรที่ยังคงเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์กลายเป็น 6300 ล้านเหรียญเกือบสามเท่าจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 

โดยบริษัทยังบอกด้วยว่ายอดขายในไตรมาสสี่ที่กำลังจะมาถึงซึ่งปกติแล้วจะเป็นช่วงที่อู้ฟู่ที่สุดของบริษัทจากเทศกาลคริสต์มาสและอื่นๆคาดว่าจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 28-38% กลายเป็น 112000-121000 ล้านเหรียญ

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : ดีกว่าเยอะ

หุ้น: -5.45% after hours +0.06%

MICROSOFT (MSFT)

รายได้ 37150 ล้านเหรียญเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วกำไร 13900 ล้านเหรียญเพิ่มขึ้น 30% โดยปัจจัยหลักมาจากรายได้จาก Cloud เช่นเดียวกับรายได้จาก Office  โดยยอดขาย Office 365 เพิ่มถึง 21 เปอร์เซ็นต์ขณะที่ยอดสมาชิก Microsoft 365 เพิ่มขึ้นเป็น 45.3 ล้านคนเพิ่ม 27% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วหลักๆมาจาก “Microsoft Teams” ซึ่งรุ่งมากในช่วงโควิดบวกกับการที่บริษัทเริ่มหันมาเน้นลูกค้าบุคคลมากขึ้นด้วยขณะที่รายได้จากฝั่งเกมอย่าง XBox ก็เพิ่มขึ้น 30% เช่นกันเช่นเดียวกับรายได้จาก Windows ที่โตขึ้นเยอะจากโควิด 

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : ดีกว่า

หุ้น: -1.10% after hours -0.08%

TWITTER (TWTR)

อันนี้แถมให้ แม้จะไม่ใช่ five giants ทวิตภพ รายได้เพิ่ม 14% เป็น 936.2 ล้านกำไรลดลง 22% เหลือ 28.66 ล้านหลักๆเกิดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลจากโควิดแม้จะมีผู้ใช้รายวัน 187 ล้านบัญชีเพิ่มขึ้น 29% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว

ดีหรือแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาด : แย่กว่าเยอะมาก

หุ้น: -21.11% after hours +0.22%


ข้อมูลประกอบ จาก AP, the verge.com, CNBC, Bloomberg