เมื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ขอซื้ออนาคตทางการเงินของคุณ

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ เรียบเรียงมาจากสปีชของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ไปพูด ณ เนบราสก้า เอดูเคชั่นนอล ฟอรั่ม ในเมืองโอมาฮ่า บ้านเกิดของแกเอง โดยกลุ่มผู้ฟังเป็นคนหนุ่มคนสาว คนรุ่นใหม่ นับพันคน

ปู่เริ่มต้นด้วยคำถามว่า … 

สมมุติว่าผมขอซื้ออนาคตทางการเงินของคุณ 10% โดยผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่ง แลกกับการได้ส่วนแบ่ง 10% จากรายได้ที่คุณจะทำมาหาได้ตลอดชีวิตนี้ คุณจะขายมันให้ผมในราคาเท่าไร? 

(มีขู่แกมหยอกด้วยว่า คิดให้ดีๆ นะ เพราะผมมักซื้อได้ของราคาถูกเสมอ)

แล้วปู่ก็บอกว่า อย่างพวกคุณเนี่ย ถ้าขายในราคาต่ำกว่า 5 หมื่นเหรียญ (1.7 ล้านบาท) ก็ถือว่าโง่มาก เพราะเงินแค่นั้น คุณทำงานไม่เกิน 2-3 ปีก็น่าจะได้แล้ว

ปู่บอกต่อไปว่า สมมุติคุณขายให้ผม “5 หมื่นเหรียญ” นั่นแปลว่าอนาคตทางการเงินของคุณทั้งหมด มีค่า “5 แสนเหรียญ” (17 ล้านบาท)

คำถามคือ แล้วคุณจะทำอย่างไรกับ asset มูลค่า 5 แสนเหรียญนี้?

ปู่บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณต้องสร้าง earning power หรือ “พลังในการสร้างรายได้” ขึ้นมา ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการเอาเงินไปลงทุนเสียด้วยซ้ำ

ทีนี้ ถามต่อไปว่า แล้ว earning power จะมาจากไหน?

ปู่อธิบายว่า สมมุติว่าตัวคุณเป็นเครื่องยนต์ที่มีพลัง 200 แรงม้า เครื่องยนต์นี้จะทำงานได้ 200 แรงม้า เต็มสมรรถภาพ (full potential) หรือทำงานได้แค่ 20 แรงม้า ขึ้นอยู่กับตัวคุณ

โดยสิ่งที่จะมาเหนี่ยวรั้งไม่ให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มที่มีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือ “การไม่ได้รับการศึกษา” ซึ่งพวกคุณคงไม่มีปัญหานี้ และข้อสองคือ “การขาดอุปนิสัยที่ดี” … นี่สิที่สำคัญ

ปู่บอกว่า คนเราเปลี่ยนไอคิวไม่ได้ เปลี่ยนปัจจัยทางกายภาพก็ยาก อยู่ๆ จะให้ตัวเองกระโดดสูงขึ้น หรือวิ่งเร็วขึ้น ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ

แต่เราทุกคน เลือก “นิสัย” ของตัวเองได้ ซึ่งถ้าเรามี “นิสัยที่ถูกต้อง” ก็จะสามารถปลดปล่อยศักยภาพทั้งหมดของตัวเองออกมา

ปู่แนะวิธีว่า ให้นึกถึงคนที่ตัวเองชื่นชมมากที่สุด คนที่เราอยากเป็นอย่างเขามากที่สุด แล้วเขียนออกมาว่าเขามีคุณสมบัติอะไรบ้าง จากนั้น ให้นึกถึงคนที่ตัวเองไม่ชอบที่สุด แล้วเขียนออกมาเช่นกัน ว่า เขามีลักษณะอย่างไร

และจงทำตามคุณสมบัติของคนที่เราชื่นชมที่สุด โดยหลีกเลี่ยงอย่าทำตามคนที่เราไม่ชอบ

ปู่บอกว่า เมื่อทำไปเรื่อยๆ behavior will become habits แปลเป็นไทยคือ “พฤติกรรมจะกลายเป็นนิสัย” ซึ่งจะทำให้เรากลายเป็นคนอย่างที่ตัวเราเองอยากเป็น และใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ การสร้างนิสัยที่ถูกต้องนั้น ต้องเริ่มให้เร็ว ยิ่งเร็วยิ่งดี หากรอจนเป็นผู้ใหญ่จะสายเกินไป

นี่แหล่ะครับท่านผู้ชม คือบทเรียนจาก “คุณปู่ใจดี” นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ผู้บริจาคทรัพย์สิน 99% ให้การกุศล

อ่านเรื่องนี้แล้วอย่าหลงลืม มีลูกสอนลูก มีหลานสอนหลาน จงสร้างนิสัยที่ถูกต้องให้เร็วที่สุด เพื่ออนาคตที่มั่งคั่งยั่งยืน เป็นคนที่ทุกคนชื่นชมครับ

Advertisements

สรุปคำสัมภาษณ์วันเกิดปู่ 87 ปี

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n
เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ในโอกาสครบรอบวันเกิดปีที่ 87 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้บินมาถึงนิวยอร์ก เพื่อรับประทานอาหารกับผู้ชนะประมูลทาง ​EBay ที่ยอมจ่ายเงินเกือบ 2.7 ล้านเหรียญ แลกกับการกินข้าวกับแกหนึ่งมื้อ
โดยแกได้ให้สัมภาษณ์ช่อง CNBC ด้วย ผมเห็นว่าน่าสนใจ จึงขอแปลเป็นไทยให้ได้อ่านกันเป็นข้อๆ นะครับ
1. ปู่บอกว่า ที่แกจัดประมูลทาง ​EBay ให้คนมากินข้าวด้วยหนึ่งมื้อ แล้วเอาเงินที่ได้ไปบริจาคให้มูลนิธิ Glide (เป็นมูลนิธิในซานฟรานซิสโก เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ถูกกระทำ และคนติดยา) โดยทำมาแล้วหลายสิบปี บริจาคเงินไปแล้วกว่า 25 ล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่ตัวแกก็มี giving pledge จะบริจาคทรัพย์สิน 99% ให้การกุศลอยู่แล้ว เพราะภรรยาของแกคือ ซูซี่ แนะนำให้รู้จักมูลนิธินี้ และแกก็ชอบการทำงานของมูลนิธินี้
2. ความเสียหายจากเฮอรริเคนฮาร์วีสูงมาก น้ำ 14 ล้านล้านแกลลอน ร่วงหล่นจากฟ้า บริษัทประกันในเครือเบิร์คเชียร์จ่ายเงินค่าสินไหมไปเยอะ มีรถที่ทำประกันกับเราเสียหายอาจจะถึง 50,000 คัน แต่เราจะรับผิดชอบทุกอย่าง เวลาแบบนี้แหละที่จะตัดสินได้ว่าบริษัทประกันทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างถูกต้องหรือไม่
3. เกาหลีเหนือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้ ปัญหาอื่นยังแก้ไขได้ การที่เกาหลีเหนือเปลี่ยนผู้นำไปเรื่อยๆ ทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
4. GDP ไตรมาสสองของสหรัฐฯ โต 3% สูงกว่าที่คาด แต่ปู่บอกว่า ไม่รู้สึกเลยว่าโต 3% ปู่ชี้ว่า อย่าเพิ่งตัดสิน GDP จากผลไตรมาสเดียว ยังเชื่อว่าปีนี้จะจบที่ 2% อีกครั้ง ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ปี 2009 และอันที่จริง การโต 2% ถือว่าไม่แย่ ถ้าโต 2% 25 ปีติด จะเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ถึง 19,000 เหรียญ ซึ่งเยอะมาก
5. ตอนนี้เบิร์คเชียร์ถือหุ้น Apple 2.5% น่าจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ aapl ปู่บอกว่า แกมอง apple เป็นบวกมาตลอด ไม่เคยขายทิ้งเลย แต่ไม่ยอมบอกว่าปัจจุบันยังซื้อเพิ่มอยู่หรือไม่
6. ปู่บอกว่า แกวิเคราะห์ IBM ผิดตั้งแต่แรก ในตอนนั้นมองว่าอนาคตของ IBM จะดีกว่าที่เป็นวันนี้ ตอนนี้รู้แล้วว่าทำผิดพลาดไป แต่ไม่บอกว่ายังขายหุ้น IBM อยู่มั้ย
7. ปู่เพิ่งเปลี่ยน warrant ของ Bank Of America เป็นหุ้น ทำให้เบิร์คเชียร์กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของ BOA นั่นเท่ากับเบิร์คเชียร์ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ “สองในสามแบงก์ที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา”
ปู่บอกว่า แกชอบธุรกิจ, ชอบ Valuation, ชอบผู้บริหารของ BOA จึงตัดสินใจควักเงินก้อนโตเปลี่ยน warrant เป็นหุ้น
8. มีคนแย้มว่า เดี๋ยว เวลส์ ฟาร์โก้ จะมีข่าวไม่ดีออกมาอีก หลังจากเกิดคอร์รัปชั่นก่อนหน้านี้ ปู่บอกว่า แมลงสาบไม่เคยมีตัวเดียว ข่าวร้ายต้องมาอีกแน่ พอฉายไฟเข้าไปมันต้องเจออะไรใหม่ๆ แต่ตัวแบงก์ยังโอเค ในแง่ของการลงทุนระยะยาว มันยังเป็นแบงก์ที่ดี แม้จะมีคนทำสิ่งที่ผิดมากๆ ก็ตาม
9. amazon ซื้อกิจการ whole foods และ whole foods ก็เริ่มลดราคาสินค้า ทำให้หุ้นของห้างค้าปลีกเจ้าอื่นๆ ร่วงหนัก market cap หายไปเยอะ ห้างค้าปลีกเหล่านั้นจึงพยายามเพิ่มมาร์จิ้น โดยไปกดดันผู้ผลิตสินค้าให้ลดราคา หนึ่งในนั้นคือ kraft heinz (ผู้ผลิตซอสไฮน์ซ) ที่ปู่ถือหุ้นใหญ่
ปู่บอกว่า บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภค (ปู่เรียกว่า “แบรนด์”) ต่างๆ กับห้างค้าปลีก ก็สู้กันมาตลอด แต่ในอีกมุม พอมีห้างค้าปลีกที่แข็งแกร่ง เช่น วอลล์มาร์ท, costco และเจ้าตลาดปัจจุบันคือ amazon พวกแบรนด์ก็ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น มันก็จะสู้กันไปยังงี้แหละ เพียงแต่ในยกนี้ ห้างค้าปลีกได้เปรียบมากกว่าเท่านั้น
10. ปิดท้ายว่า ทิม คุก ซีอีโอ Apple ออกมาด่า โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ทำไมปู่เงียบ ปู่บอกว่า แม้แกจะเชียร์ฮิลลารี่ และผิดหวังที่นางแพ้ แต่แกก็ไม่มีธุระที่จะไปด่าประธานาธิบดี ปัญหาใหญ่ๆ ยังมีอีกมากมาย และใครจะมาเป็น ปธน. แกก็ซื้อหุ้นอยู่เหมือนเดิม
และไม่ว่าจะอย่างไร ประเทศนี้ก็จะก้าวหน้าไป
ปิดท้าย แฮปปี้เบิร์ธเดย์ปู่ ส่งความสุขจากเมืองไทยนะครับ
—-

สตาร์บัคส์ดิ้นแก้ยอดตก รุก “จีน” เต็มตัว

sbux

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตอนนี้สตาร์บัคส์เริ่มเจอปัญหา หลังประกาศงบ Q3 ออกมา (Q3 ของ SBUX ตรงกับเดือน เม.ย – มิ.ย. ซึ่งเป็น Q2 ของ บ.ส่วนใหญ่) ปรากฏว่ากำไรสุทธิลดลงกว่า 8% YOY แม้ยอดขายรวมจะเพิ่ม 8% เช่นเดียวกับยอดขายร้านเดิมที่เพิ่ม 8% ด้วย พาให้หุ้นตกฮวบฮาบลงมามากที่สุดในรอบหลายปี

อย่างไรก็ตาม หากมองสามไตรมาสเทียบกับปีที่แล้ว (เทียบ 9 ด.ต่อ 9 ด.) กำไรของ SBUX ยังโตอยู่ 6%

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กำไรลดลง เพราะ traffic เริ่มชะลอลง และนักวิเคราะห์ยังมองด้วยว่า ร้านสตาร์บัคส์เริ่มเกิดการ “แย่งยอดขายกันเอง” ระหว่างสาขา หลังมีการเปิดสาขาใหม่เยอะมากในช่วง 2-3 ปีหลัง

จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีร้านสตาร์บัคส์เฉลี่ย 3.6 สาขาในทุกๆ รัศมีหนึ่งไมล์ของสหรัฐอเมริกา โดยสามในสี่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองหลวงแห่งสตาร์บัคส์ (ทำรายได้ 20 เปอร์เซ็นต์ของร้านในอเมริกาทั้งหมด) มีร้านสตาร์บัคส์อยู่ทุกๆ รัศมี 1 ไมล์

ก่อนหน้านี้ บริษัทเพิ่งประกาศปิดร้านชา “ทีวาน่า” ทั้งหมด เพราะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาด อีกทั้งการเพิ่ม specialty เมนู (เมนูเฉพาะทาง) ก็เริ่มกระตุ้นยอดขายไม่ได้ โดยออเดอร์ลดลงเยอะเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า เมนูใหม่แค่ทำให้ลูกค้าสลับไปลองของใหม่ แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขาย

ด้วยเหตุนี้ เควิน จอห์นสัน ซีอีโอของกาแฟนางเงือก จึงประกาศว่าจะเน้น “จีน” เป็นตลาดหลัก โดยบอกว่า โอกาสเติบโตในจีนเป็นสิ่งที่ “ไม่มีอะไรเทียบได้”

จอห์นสันบอกว่า สตาร์บัคส์จะเร่งการเติบโตในจีน และบริษัทก็เพิ่งจะทุ่มเงิน 1,300 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อหุ้นส่วนที่เหลือของบริษัท East China JV ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนกับฝั่งจีน อันจะทำให้บริษัทเป็นเจ้าของร้านสตาร์บัคส์ถึง 1,300 สาขาในจีนแต่เพียงผู้เดียว

ที่สำคัญ นี่ยังเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทอีกด้วย

ล่าสุด แนวโน้มของสตาร์บัคส์ในจีนยังดีขึ้นเรื่อยๆ โดยไตรมาสล่าสุดทำยอดขายร้านเดิมเพิ่มขึ้น 7% YOY  (เฉพาะในจีน) และเปิดสาขาเพิ่ม 41 สาขา (รวมเอเชียแปซิฟิกด้วย) รวมแล้วตอนนี้มีร้านสตาร์บัคส์ในจีนประมาณ 2,800 สาขา โดยตั้งเป้าจะให้ถึง “5,000” ให้ได้ในปี 2021

ได้อ่านทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดว่าสตาร์บัคส์จริงจังแค่ไหนกับตลาดแดนมังกร ถามใจเธอดูก็แล้วกัน!!

————-

ข้อมูลประกอบจาก Fortune.com, investors.starbucks.com, finance.yahoo.com