หุ้นอเมริการ่วงหนัก “หรือกระทิงจะวิ่งสุดทาง?”

graph-3078539_960_720.png

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตลาดหุ้นอเมริกาเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ก.พ. 2018 ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดย S&P 500 ลดลง 58 จุด หรือ 2.05% เป็นการปรับลดลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ Brexit ปี 2016

ส่วน Nasdaq ลดลง 134 จุดหรือ 1.82% ที่หนักที่สุดคือ ดาวโจนส์ ที่ปรับตัวลดลงถึง 665 จุด หรือ 2.54% ซึ่งเป็นการลดลงในวันเดียวที่รุนแรงเป็นอันดับที่หกในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

การปรับลง 2.58% ถ้าใครนึกไม่ออกว่ามันรุนแรงขนาดไหน ก็เหมือนกับหุ้นไทยวันนี้ที่ 1,827 จุด ลดลง 45 จุด ความรู้สึกประมาณนั้น

ที่ต่างกันคือ ตลาดหุ้นอเมริกาใหญ่กว่าไทยหลายร้อยเท่า ลงระดับนี้จึงถือว่าเยอะมาก นอกจากนี้ หุ้นอเมริกาไม่ได้ตกแรงๆ มานานมากแล้ว ต่างจากหุ้นไทยที่ร่วงฮวบฮาบอยู่บ่อยๆ การตกลงสองเปอร์เซ็นต์กว่าๆ ของหุ้นอเมริกาจึงซีเรียสกว่า อย่างน้อยก็ในความรู้สึก

ถามว่าสาเหตุเกิดจากอะไร?

เว็บไซต์ TheStreet.com ของ จิม เครเมอร์ มองว่าเกิดจากสองสาเหตุหลัก

หนึ่งคือ เนื่องจากดอกเบี้ยพันธบัตรสูงขึ้น โดยคูปอง government bond 10 ปี เพิ่มเป็น 2.84% เมื่อวันศุกร์ และเป็นระดับสูงสุดในรอบสี่ปี จากตัวเลขการว่างงานที่ลดลง การที่ดอกเบี้ยสูงขึ้นนั้น เกิดจากแนวโน้มเงินเฟ้อโลกและเศรษฐกิจโลกที่ทำท่าว่าจะขยายตัวขึ้น ขณะที่เฟดที่เคยส่งสัญญาณไว้ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย พอตัวเลขว่างงานดีขึ้นอย่างนี้ ความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยก็ยิ่งสูงขึ้น

และสองคือ .. การร่วงลงอย่างรุนแรงของราคา “บิทคอยน์”

จากระดับสูงสุดที่กว่า 20,000 เหรียญ เมื่อสิ้นปีที่แล้ว ผ่านมาเดือนเดียวลดลงถึง 56% หรือลดลงมาเหลือไม่ถึงครึ่ง โดยลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 8,551 เหรียญเมื่อวันศุกร์ ขณะที่มูลค่าตลาดลดลงถึง 25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นการลดลงใน 30 วันที่รุนแรงที่สุดในรอบสามปี นี่ยังไม่รวมคริปโตสกุลอื่นๆ ที่ร่วงกันระเนระนาด

หลายฝ่ายจึงมองว่าฟองสบู่เงินดิจิตอลรอบนี้น่าจะ “แตกจริง”

อย่างไรก็ตาม ผมได้ไล่อ่านมุมมองของนักวิเคราะห์จำนวนมาก เสียงส่วนใหญ่มองว่านี่ยังไม่น่าจะใช่ “จุดสิ้นสุด” ของตลาดกระทิงเก้าปีของสหรัฐฯ โดยน่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

แต่ก็มีเสียงส่วนน้อยที่มองว่า นี่แหละคือ “สัญญาณ” แห่ง “จุดจบ” ที่กำลังจะมาถึง

ก็ให้ไว้เป็นช้อมูลประกอบนะครับ เราๆ ท่านๆ จะทำอย่างไร พึงคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง


ข้อมูลประกอบ – TheStreet.com , Yahoo! Finance, CNBC.com, Bloomberg.com, MSN Money

 

Advertisements

หุ้นสตาร์บัคส์น่าซื้อจริงหรือ?

sbux-reserve

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

“หุ้นสตาร์บัคส์ตอนนี้น่าซื้อจริงหรือ?” เป็นคำถามที่ถูกถามกันเยอะมากในหมู่นักลงทุนช่วงหลังๆ เพราะอะไรน่ะหรือ?

ก็เพราะ SBUX ร่วงลงมามากพอสมควร หลังผลประกอบการ Q1  ประกาศออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ยอดขายร้านเดิมเพิ่มขึ้นเพียง 2% จากเป้าทั้งปีที่ผู้บริหารตั้งไว้ว่าจะโต 3-5% นั่นแปลว่า ต่อให้ในสามไตรมาสที่เหลือ SSSG ของบริษัทเพิ่มขึ้นจนถึงเป้า อย่างเก่งก็คงได้แค่ 3% เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ราคาหุ้นของกาแฟตรานางเงือกหล่นฮวบลงมาเยอะมาก ปัจจุบัน PE อยู่ที่ประมาณ 18 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอเมริกาอยู่พอสมควร และต่ำกว่าราคาของตัวมันเองในอดีตไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมองว่า ยอดขายร้านเดิมที่โตขึ้นไม่มาก ไม่ได้เป็นเพราะ “แบรนด์” เสื่อมมนต์ขลังแต่อย่างใด ทว่าเกิดจากโปรโมชั่นช่วงวันหยุดที่ไม่มีความแปลกใหม่ และกระแสช้อปปิ้งออนไลน์ที่ทำให้คนไม่ออกมาซื้อของนอกบ้านในช่วงเทศกาล

อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งน่าสนใจคือ รายได้จากลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก Starbucks Rewards ยังคงน่าผิดหวังอยู่เหมือนเดิม ทำให้ผู้บริหาร take action ด้วยการเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์กับบัตรเครดิต เพื่อดึงคนให้มาเป็นสมาชิก Rewards ทั้งยังทำระบบให้ลูกค้าที่ไม่ใช่สมาชิก Rewards จ่ายเงินด้วยระบบดิจิตอลได้ด้วย

แต่จุดเด่นของสตาร์บัคส์ก็คือ บริษัทกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วใน “ประเทศจีน” (เรื่องนี้ผมได้เขียนถึงไปแล้วหลายครั้ง ลองหาบทความเก่าๆ อ่านดูได้) โดยยอดขายไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 30% ต่างจากอเมริกาลิบลับ ขณะที่ยอดขายร้านเดิม หรือ SSSG ก็โตขึ้นถึง 6% จากจำนวนบิลที่เพิ่มขึ้นมาก แถมเพิ่งเปิดสาขาใหม่อีก 300 สาขา และมีแผนจะเปิดให้ครบ 5,000 ในปี 2021

นอกจากนี้ บริษัทเพิ่งเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัทร่วมทุนที่ทำสตาร์บัคส์ทางฝั่งตะวันออกของจีน ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่มาก (อ่านเพิ่มเติมที่นี่) อันทำให้ร้านกาแฟแบรนด์นางเงือกกว่า 3,100 สาขาเข้ามาอยู่ใต้การควบคุมของบริษัทแม่เต็มๆ

การที่ยอดขายในอเมริกาน่าผิดหวัง แต่ในจีนกำลังเติบโต ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า นี่อาจเป็นโอกาสอันงดงามที่สุดในการซื้อหุ้นสตาร์บัคส์ในรอบหลายปี สำหรับคนที่เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของ “แบรนด์นางเงือก” เจ้านี้ก็เป็นได้

(โดยส่วนตัว สมัยที่ผมเรียนอยู่เซี่ยงไฮ้ก็ได้ใช้ร้านสตาร์บัคส์เป็นบ้านหลังที่สามมาตลอด ล่าสุดยังได้แวะเวียนไปชมเปิดโรงคั่วใหญ่ระดับ landmark ใจกลางเมืองที่ชื่อ Stabucks Reserve Rostery ที่เพิ่งเปิดใหม่แบบเว่อร์วังอลังการสุดๆ (ตามภาพประกอบ) จึงยิ่งเห็นความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในเมืองจีนของบริษัทกาแฟยักษ์ใหญ่รายนี้)


ข้อมูลประกอบจาก Yahoo! Finance

 

หากฟองสบู่คริปโตแตกจะกระทบถึงตลาดหุ้นหรือไม่?

bitcoin-2008262__340

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันก่อนมีแฟนเพจท่านหนึ่งถามว่า หากฟองสบู่คริปโตแตก จะส่งผลกระทบกลายเป็นวิกฤตตลาดหุ้นหรือไม่ ผมก็ตอบไปว่าไม่เกี่ยวกัน

แต่พอมาทบทวนดู ก็เริ่มรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้อยู่พอสมควร และพอลองค้นๆ ข่าวในเว็บไซต์ธุรกิจ ก็พบว่ามีบางคนเหมือนกันที่มองเช่นนี้

ตัวอย่างเช่น คริสโตเฟอร์ ฮาร์วีย์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หลักทรัพย์ของเวลส์ ฟาร์โก้ ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ถือหุ้นอยู่มองว่า ตอนนี้เกิดฟองสบู่เกิดขึ้นในตลาดคริปโต และหากมันแตกขึ้นมา ก็จะ “กระทบชิ่ง” ไปยังตลาดหุ้นแน่ๆ เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่า มันจะรุนแรงและส่งผลในวงกว้างขนาดไหน

แถมยังบอกด้วยว่า “ผมคิดว่าคนยังไม่พร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรอก!!”

อย่างไรก็ตาม ฮาร์วีย์ชี้ว่า การเทขายในช่วงสั้นๆ ดังที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร-พุธ ที่ผ่านมา ที่ราคาบิทคอยน์ร่วงลงไปกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับคริปโตทั้งตลาดซึ่งมูลค่าหายวับไปถึง 200,000 ล้านเหรียญ (6.6 ล้านล้านบาท) ในเวลาเพียงสองวันนั้น ยังไม่รุนแรงพอที่จะกระทบถึงตลาดหลักทรัพย์ หากแต่ต้องเป็นการร่วงลงอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายสัปดาห์ จึงจะ “ชิ่ง” มาถึงหุ้น

ผู้บริหารแบงก์ใหญ่คนนี้ เป็นคนแรกที่ออกมา “เชื่อมโยง” ความเกี่ยวข้องกันระหว่างการแตกของฟองสบู่คริปโตกับตลาดหุ้น ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ว่า ในเวลาที่ตลาดคริปโต “โต” ขึ้นนั้น มันได้กระจายการมองโลกในแง่ดีออกไปยังส่วนอื่นๆ ของตลาด ซึ่งก็รวมถึงตลาดหลักทรัพย์

ดังนั้น เมื่อการเก็งกำไรในตลาดคริปโตยุติลง ผลกระทบก็ย่อมจะกระจายออกไปในวงกว้าง อันเป็นผลมาจากการมองโลกในแง่บวกที่หมดไป โดยเขายังเสริมอีกว่า หุ้น “เทคโนโลยี” จะโดนก่อนเพื่อน ตามมาด้วยหุ้น “สถาบันการเงิน”

ในส่วนของไทยเรา เมื่อวานนี้ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO ก็เพิ่งออกมาพูดในลักษณะเดียวกันว่า ฟองสบู่ “คริปโตเคอร์เรนซี่ “และอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่อาจทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งต่อไปในช่วงระยะเวลาสิบปีข้างหน้า


 

ข้อมูลประกอบ :  CNBC , PostToday

บทความประกอบ บิทคอยน์คืออะไร คลิกที่นี่