แจ็ค เวลช์ สอนน้อง : อย่าซ้ำเติมใครในวันที่เขาล้ม

[ต่อไปนี้เป็น การแปลข้อเขียนจากสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ที่ Forbes magazine รวบรวมไว้ วันนี้เป็นคิวของ แจ็ค เวลช์ อดีตซีอีโอ GE หนึ่งในนักบริหารที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดในโลก มาดูกันนนะครับว่าเขาสอนอะไร]

800px-JackWelchApril2012

แจ็ค เวลช์ เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของผมนั้น ระเบิดมาก .. หมายถึง “ระเบิด” จริงๆ

ในปี 1963 หลังจากทำงานที่ GE ได้สามปี ผมเป็นวิศวกรเคมีที่กระตือรือร้นและทะเยอทะยาน และกำลังพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างธุรกิจพลาสติกขึ้นในบริษัทไฟฟ้า ในระหว่างกระบวนการ โรงงานทดลองของผมเกิดระเบิดขึ้นมา ใช่แล้วล่ะ ระเบิดเละเลย หลังคาพังลงมา กระจกแตก ควันโขมง งานทุกอย่างพังฉิบหายหมด

จนถึงวันนี้ ผมยังนึกขอบคุณพระเจ้าที่ไม่มีใครเป็นอะไร แต่ผมแน่ใจว่าหน้าที่การงานของตัวเองจบเห่ลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการที่หัวหน้าของผมในพิตต์สเบิร์ก อยู่ๆ ก็ทำเป็นไม่รู้จักผม อีกทั้งผมยังถูกเรียกตัวไปพบเจ้านายใหญ่ในนิวยอร์ก เขาชื่อ ชาร์ลี รีด

ตอนนั้นผมไม่รู้จักเขาเลย รู้แต่ว่าผมกลัวมาก ผมแน่ใจว่าจะถูกตะโกนด่า ประจาน แล้วก็ไล่ออกแบบอัปยศแน่นอน เพราะถึงอย่างไร มันก็คือโรงงานของผม เป็นความผิดของผมเต็มๆ

แต่แล้ว ชาร์ลี รีด กลับสอนบทเรียนความเป็นผู้นำและบทเรียนชีวิตอันยิ่งใหญ่แก่ผมในวันนั้น เขาสุขุม มีเมตตา และเอาใจใส่ เขาคุยกับผมอยู่หลายชั่วโมง โดยใช้วิธีตั้งคำถามแบบโซเครติส เพื่อช่วยให้ผมเข้าใจว่าระเบิดเกิดขึ้นได้อย่างไร และผมสามารถ หรือควรทำอะไรที่แตกต่างไป และหลังจากคุยจบ เขาก็ให้โอกาสครั้งที่สองแก่ผม

ผมได้เรียนรู้ในวันนั้นว่า อย่าได้ซ้ำเติมใครในวันที่เขาล้ม คนทุกคนทำผิดพลาดกันได้ ความผิดบางอย่างนั้นใหญ่โตก็จริง แต่มันก็ได้ให้โอกาสครั้งใหญ่แก่เขาเช่นกัน นั่นคือโอกาสในการเติบโต 

หลายปีหลังจากได้คุยกับชาร์ลีในวันนั้น ผมก็ทำแบบเดียวกันกับพนักงานของผม และพบว่ามันได้ช่วยให้คนจำนวนมากเป็นคนที่ดีขึ้น ผมยังได้เรียนรู้ด้วยว่า เวลาที่ควรจะซัดคนอื่น .. “ซัด” ในที่นี้ หมายถึง “ท้าทาย” คือเวลาที่เขากำลังรุ่ง เพื่อเตือนเขาว่า

เวลาที่นายกำลังขึ้น อย่าให้คอของนายชูขึ้นตามชีวิตไปด้วยก็แล้วกัน

———————————-

แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds

Advertisements

30 ปี Black Monday “สูงสุดย่อมคืนสามัญ”

crisis

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(เขียนในวันที่ 19 ต.ค. 2017 ครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ Black Monday)

เหตุการณ์ “Black Monday” หรือ “จันทร์ทมิฬ” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 1987 หรือ “วันนี้” เมื่อ 30 ปีที่แล้ว จากการที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหวลงพร้อมๆ กัน เริ่มจากฮ่องกง ยุโรป และลามมาถึงสหรัฐอเมริกา

โดยดัชนี ดาว โจนส์ ลดลงถึง 508 จุด หรือคิดเป็น 22.61% ในวันเดียว !!

<< เกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น >>

ช่วงปลายปี 1985 ถึงต้นปี 1986 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หลังภาวะถดถอยในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โดย ดาว โจนส์ ไปแตะจุดพีคในเดือน ส.ค. ปี 1987 ที่ 2,722 จุด หรือสูงขึ้นถึง 44% จากสิ้นปีก่อนหน้า

อันที่จริง สัญญาณอันตรายได้เกิดขึ้นก่อนแล้ว โดยตลาดปรับตัวลงถึง 3.8% ในวันที่ 14 ต.ค. วันเดียว (ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในเวลานั้น ก่อนจะถูกทำลายกระจุยกระจายหลังจากนั้น 5 วันจากเหตุการณ์ Black Monday) จากนั้นในวันถัดมาก็ลงอีก 2.4% ถัดมาอีกวันก็ลงอีก 4.6%

จะเห็นได้ว่า Black Monday ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อันที่จริงมันตกแบบน่าใจหายมาก่อนหน้านั้นไม่ต่ำกว่า 3-4 วันทำการ วันละ 2-4% (ซึ่งในภาวะปกติถือว่าเยอะมากแล้ว)

ก่อนจะพังวินาศสันตะโรในวัน “จันทร์ทมิฬ” ดังกล่าว

และดังที่กล่าวไปแล้วว่า เหตุการณ์จันทร์ทมิฬ ไม่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นในวันเดียวกันทั่วโลก รวมทั้งในออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทว่าสองประเทศสุดท้ายจะเรียกมันว่า “อังคารทมิฬ” หรือ Black Tuesday อันเนื่องมาจากไทม์โซนที่ต่างกัน เพราะกว่าจะลามมาถึงทวีปออสเตรเลียก็ปาเข้าไปวันอังคารที่ 20 แล้ว

<< สาเหตุเกิดจากอะไร? >>

คำถามที่พบเสมอคือ แล้วอะไรล่ะ คือสาเหตุให้เกิด Black Monday ?

คำอธิบายมีอยู่หลายประการ บ้างก็ว่าเกิดจากการ “ใช้โปรแกรมเทรด” บ้างก็ว่าเป็นเพราะ “หุ้นแพงเกินไป” บ้างก็ว่าเกิดจากการ “ขาดสภาพคล่องเฉียบพลัน” แต่บ้างก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของ “จิตวิทยาตลาด” ธรรมดาๆ

ทั้งนี้ คำอธิบายที่เชื่อถือกันมากที่สุด คือ “การใช้โปรแกรมเทรด” (program trading) เพราะในเวลานั้นพวกบริษัทในวอลล์สตรีทเริ่มหันมาใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย (โดยเฉพาะพอร์ตประกันที่ไปเฮดจ์เอาไว้) พอถึงจุดหนึ่ง โปรแกรมที่เซตไว้จึงทิ้งหุ้นพร้อมๆ กัน กลายเป็นเหตุการณ์จันทร์ทมิฬดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่า แม้ตลาดจะตกลงมามาก ก็เป็นเพียง “return to normalcy” หรือการกลับสู่พื้นฐานที่แท้จริงเท่านั้น

ในปี 2017 นี้ ครบรอบ 30 ปี ของเหตุการณ์ Black Monday พอดี ซึ่งก็น่าแปลกที่มีหลายอย่างคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่หุ้นสหรัฐฯ ขึ้นมาต่อเนื่องหลายปีติด จนหลายคนมองว่าน่าจะใกล้ถึงจุดพีคเต็มที

ที่น่าสังเกตก็คือ ไม่ว่าจะเป็น “ก่อนหน้า” หรือ “ภายหลัง” เหตุการณ์ ก็ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่าสาเหตุคืออะไร !!

ดังนั้น จงอย่าคิดว่าหากตลาดหุ้นในปี 2017 จะพังครืนลงเหมือนเมื่อสามทศวรรษก่อน เราจะมี “ลางบอกเหตุ” อะไรล่วงหน้า เพราะขนาด Black Monday เกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่ามันเกิดจากสิ่งใดแน่ (นอกจากการที่ตลาดตกวันละหลายเปอร์เซ็นต์ก่อนหน้านั้น 3-4 วัน)

แม้ “อนาคต” จะเป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้ แต่เราสามารถเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับมันได้ ยิ่งเหตุการณ์คลับคล้ายคลับคลา ยิ่งต้องระวังเอาไว้ให้ดี

หาก Black Monday คือการ “คืนสู่สามัญ” หรือ Return to Normalcy อย่างที่เชื่อกันจริง จะมีอะไรดีไปกว่าการ Return to Normalcy ล่วงหน้าของเราเอง ด้วยการมองหาหุ้นดี ในราคาที่เหมาะสม อย่าซื้อหุ้นที่แพงเกินไป อย่าหวังลมๆ แล้งๆ กับอนาคต

ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่ว่าในภาวะตลาดแบบใดก็ตาม!!

 

บิล เกตส์ กับการปฏิวัติ

[ต่อไปนี้เป็นข้อเขียนจาก บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ตีพิมพ์ลงใน Forbes Magazine เกตส์เป็นคนที่ Forbes จัดอันดับให้เป็นคนรวยที่สุดในโลก 15 ปีต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในสุดยอดนักธุรกิจโลก 100 คน ที่ Forbes เอาข้อคิดมารวบรวมไว้ โดยเกตส์เขียนในหัวข้อ “การปฏิวัติ” ผมจึงแปลเป็นไทยให้ได้อ่านกันง่ายๆ ครับ]

800px-Bill_Gates_June_2015

บิล เกตส์ เขียน

ชัชวนันท์ สันธิเดช แปล

ช่วงต้นปี 1975 สมัยที่ผมยังเรียนมหาวิทยาลัย พอล อัลเลน เพื่อนของผม เอาบทความเกี่ยวกับ พ็อพพิวล่าร์ อิเล็กทรอนิคส์ หนึ่งในนั้นคือคอมพิวเตอร์อัลแทร์ 1880 เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จมาให้ดู เราสองคนคิดเหมือนกัน คือ “การปฏิวัติกำลังจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้มีส่วนร่วม!” เรามั่นใจว่าซอฟท์แวร์จะมาเปลี่ยนแปลงโลก และกังวลว่าถ้าเราไม่เข้าไปร่วมกับการปฏิบัติดิจิทัลโดยเร็ว มันจะผ่านเลยไป

การสนทนาครั้งนั้นกลายเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตมหาวิทยาลัยของผม และเป็นจุดเริ่มต้นของไมโครซอฟท์

ในอีก 100 ปีข้างหน้า จะมีโอกาสเช่นนั้นมากขึ้นกว่าเดิม เพราะคนที่มีไอเดียเจ๋งๆ จะสามารถเอามาแชร์กับโลกทั้งโลกได้ในชั่วพริบตาอย่างง่ายดาย ย่างก้าวของนวัตกรรมมีความรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเปิดพื้นที่ให้มีการค้นหาสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น เราเพิ่งเริ่มทำให้ปัญญาประดิษฐ์สร้างผลิตผลและมีความสร้างสรรค์มากกว่าที่เคย วิทยาศาสตร์ชีวภาพเต็มไปด้วยความหวังว่าจะทำให้คนมีอายุยืนขึ้น แข็งแรงขึ้น ความก้าวหน้าของพลังงานสะอาดจะทำให้มันกระจายไปมากขึ้นในราคาที่ย่อมเยาลง ซึ่งจะช่วยให้เราต่อสู้กับความยากจนและหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

โอกาสใหม่ๆ จากความก้าวหน้าเหล่านี้น่าตื่นตะลึงมาก มันจะช่วยรักษาและยกระดับชีวิตของคนหลายต่อหลายล้าน แต่มันไม่ใช่ของตาย มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนที่พร้อมจะเดิมพันกับความคิดบ้าๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างอาจไม่เวิร์ค ขอเพียงสิ่งเดียวที่เวิร์คก็พอแล้วที่จะเปลี่ยนโลกทั้งโลก

ในอีก 100 ปีข้างหน้า เราต้องมีคนที่เชื่อมั่นในพลังแห่งนวัตกรรม และพร้อมจะเสี่ยงกับไอเดียเปลี่ยนโลก 


แหล่งที่มาข้อมูล : https://www.forbes.com/100-greatest-business-minds

ภาพประกอบ : DFID – UK Department for International Development