ปรากฏการณ์ GAMESTOP

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เป็นปรากฏการณ์ที่เราไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน กับ “Gamestop Frenzy” หรือการที่หุ้นของบริษัทเกมขาลง ชื่อ Gamestop ถูกผู้ใช้ ​Reddit ร่วมกันดันราคาจนพุ่งขึ้นไป 1,700% ภายในเวลาไม่ถึงเดือน จนวัยรุ่นหลายคนถึงกับอู้ฟู่ บางคนได้เงินเอาไปล้างหนี้ กยศ. ตรงข้ามกับนักชอร์ตจำนวนมากที่ “ถูกลูบคม” ถึงกับเจ็บเนื้อเจ็บตัว

หลายคนบอกว่ามันคือ “ปรากฏการณ์ประชาธิปไตยในตลาดหุ้น” เป็นการเปิดศึกกันระหว่างคนเดินดิน กับพวกขาใหญ่ในวอลล์สตรีท ซึ่งผมมองว่าน่าสนใจมากๆ จึงขอสรุปออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ดังนี้ครับ

  1. ผู้ใช้ Reddit สังคมออนไลน์ชื่อดังของโลกในฟอรั่ม WallstreetBets ได้ร่วมกันดันราคาหุ้นหลายตัวที่กำลังตกกระป๋อง ไม่ว่าจะเป็น Gamestop (GME) ที่เรากำลังพูดถึง ตลอดจนหุ้นเทคโนโลยีที่กู่ไม่กลับอย่าง Blackberry (BB) และหุ้นอื่นๆ อย่าง Macy’s (M), AMC (AMC)
  2. คนกลุ่มแรกนี้ ซึ่งไม่ได้ช่ำชองเกี่ยวกับตลาดเงินตลาดทุนเท่าไรนัก ได้อาศัยการรวมพลังเป็นหนึ่ง ช่วยกันซื้อ “คอลล์ ออปชั่น” (ซึ่งไม่ต้องใช้เงินเยอะ) ของหุ้นที่กำลังถูกขาใหญ่ชอร์ต เรียกได้ว่าจงใจเปิดศึกกันแบบเต็มๆ
  3. พวกที่สอง คือบรรดาขาใหญ่ในวอลล์สตรีท ไม่ว่าจะเป็นเฮดจ์ฟันด์ หรือ shortseller ทั้งหลายที่ชอร์ตหุ้นไว้ เมื่อหุ้นโดนดันราคากันขึ้นมาแบบนี้ พวกเขาจึงเดือดร้อนหนัก เพราะต้องหาเงินมาซื้อหุ้นที่แพงลิบลิ่ว เรียกได้ว่าเจ๊งกันยับเลยทีเดียว
  4. นับตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2021 ที่ผ่านมา หุ้นของ Gamestop ก็ถูกดันขึ้นมาตลอด บางวันขึ้นสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ บางวันขึ้น 20-30 เปอร์เซ็นต์ บางวันขึ้นเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ มีอยู่วันหนึ่ง ขึ้นถึง 134%ในวันเดียว รวมๆ แล้ว ราคาหุ้น GME ปรับขึ้นถึง 1700% ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.
  5. สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนตัวเล็กๆ ดันราคากันได้สนุกขนาดนี้ เป็นเพราะแอพไร้ค่าธรรมเนียมอย่าง Robinhood ซึ่งว่ากันว่าได้เข้ามาช่วย “democratize” หรือทำให้การลงทุนเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะพวกเขาสามารถเทรดออปชั่นกันได้อย่างเสรี
  6. ผู้ใช้แอพ Robinhood ที่ว่านี้ สามารถเลือกจ่ายค่าธรรมเนียมให้นักวิเคราะห์เพื่อขอคำแนะนำ (เหมือนโบรกเกอร์สมัยเก่า) ก็ได้ หรือแค่เข้าไปใน Reddit แล้วไปตามฟอรั่มอย่าง WallStreetBets แล้วก็ซื้อตาม เมื่อคนมาทำเช่นนี้มากๆ เข้า รวมจำนวนแล้วเป็นล้านๆ คน หุ้นจึงพุ่งกระฉูดอย่างที่เห็น
  7. ล่าสุด moderator ของกลุ่มเพิ่งโพสต์ว่า “ฉันคิดว่าสิ่งที่พวกนายทำอยู่ ได้สร้างผลกระทบแรงมาก จนไอ้แมวอ้วนพวกนั้นเริ่มกลัว และต้องลุกขึ้นมาทำมาหากินจริงๆ บ้างแล้วล่ะ” และบอกด้วยว่า “ความตื่นเต้นหวือหวาที่พวกนายสัมผัสได้ในตอนนี้ มันเรียกว่า การยอมรับนับถือ (RESPECT) เราสร้างมันขึ้นมาอย่างเก๋ๆ วอลล์สตรีทจะทำเป็นไม่เห็นพวกนายอยู่ในสายตาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
  8. ขนาดอีลอน มัสก์ นักธุรกิจที่รวยที่สุดในโลก ยังทวีตว่า “Gamestonk!!” (stonk เป็นคำสแลง หมายถึง stock หรือ “หุ้น” นั่นเอง)
  9. อย่างไรก็ตาม คงยากที่ regulator จะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ โดย กลต.สหรัฐฯ รวมทั้งรัฐบาล กำลังจะเข้ามาสอบสวนกรณีนี้แล้ว
  10. แน่นอนว่าราคา Gamestop ขณะนี้เป็นฟองสบู่ที่โตจนกู่ไม่กลับ ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่วันหนึ่งมันจะต้องแตกออก และคนลุกช้าก็ต้อง “จ่ายรอบวง” แม้กระนั่น นี่คือเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเป็นการเปิดศึกกันชนิดเลือดเดือดครั้งแรก ระหว่าง คนรุ่นใหม่ กับ คนรุ่นเก่า, มือสมัครเล่น กับ มืออาชีพ หรือ กบฏ กับ พวกผู้ลากมากดีทั้งหลาย

เป็นการสำแดงพลังของคนตัวเล็กๆ นับล้านๆ ที่ลุกขึ้นมาซัดกับอภิสิทธิ์ชนในตลาดหุ้น ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นชัดเจนขนาดนี้มาก่อนเลย

——-

ข้อมูลประกอบจาก CNN.com

เราควรลงทุนในหุ้น IPO แฟชั่นหรือไม่?

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ช่วงนี้มีหุ้นบางตัวกำลังจะ IPO โดยทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์หนักมาก จนชาวบ้านร้านตลาดรู้จักกันไปทั่ว ขนาดขึ้นแท็กซี่ พี่แท็กซี่ยังถาม ผมได้ยินมาว่าระบบแทบจะล่มเพราะคนแห่กันไปจอง

วันนี้ลองเอาสถิติมาให้ดูกัน ว่าหุ้น IPO แฟชั่นที่เคยเข้าตลาดในอดีต ทำผลงานเป็นอย่างไรบ้าง โดยคำว่า “แฟชั่น” ในทีนี้ นิยามของผมหมายถึงหุ้น IPO ที่โปรโมทกันหนักๆ จนกลายเป็น talk of the town ใครๆ ก็อยากได้ หรือธุรกิจมีความ well-known น่าดึงดูด (ที่บางคนเรียกว่า sexy business)

ขอยกตัวอย่างสักสามตัวนะครับ

ตัวแรก 

AFTER YOU (AU)

IPO วันที่ 23 ธ.ค. 2559 ราคาจอง 4.50 บาท

ราคาล่าสุด 10.10 บาท

กำไรจากราคาจอง 124% ในเวลา 4 ปี (กำไรเฉลี่ยทบต้นปีละ 22.4%)

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณซื้อ ณ ราคาปิดวันแรก ที่ราคา 13.50 บาท คุณจะขาดทุนอยู่ 25.18% เนื่องจากหุ้นตัวนี้ราคาพุ่งขึ้นไปประมาณ 200% หลังเข้าเทรดวันแรก

ตัวที่สอง

ICHITAN (ICHI)

IPO วันที่ 21 เม.ย. 2557 ราคาจอง 13.00 บาท

ราคาล่าสุด 11.60 บาท

ขาดทุนจากราคาจอง -10.76% ในเวลา 6 ปี (ขาดทุนเฉลี่ยทบต้นปีละ 1.88%)

และตัวสุดท้ายที่ขอยกมา คือ

อสมท. (MCOT)

IPO วันที่ 17 พ.ย. 2547 ราคาจอง 22 บาท 

ราคาล่าสุด 3.96 บาท

ขาดทุนจากราคาจอง -82% ในเวลา 16 ปี (ขาดทุนเฉลี่ยทบต้นปีละ -10.16%)

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า “หุ้น IPO แฟชั่น”  ซึ่งมักจะ “จองยากมาก” ใช่ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป แม้จะได้มันในราคาจองก็ตาม และอาจจะแย่ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคุณจองไม่ทันแล้วโดดเข้าซื้อในตลาด ณ วันแรกที่มันเข้าซื้อขาย

ดังนั้น ถ้าคุณสนใจในหุ้นที่กำลังจะเข้าตลาดไม่ว่าตัวไหน ก็ควรจะศึกษาหาข้อมูลให้ดี โดยแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด คือ “หนังสือชี้ชวน” รวมทั้งหาอ่านหาฟังข้อมูลอื่นๆ จากบุคคล สื่อ หรือหน่วยงานที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ก่อนจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ

ต้องรู้จักตัวบริษัทให้ดีเข้าไว้ ว่าเขาทำธุรกิจอะไร รายได้ กำไร เป็นอย่างไร หนี้มากไหม โอกาสเติบโตมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ

แทนที่จะทำตามกระแส หรือหลงไปกับเสียงเชียร์นั่นเอง

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนเพื่อให้ข้อมูลและอธิบายหลักการลงทุน ไม่ได้หมายความว่าหุ้นตัวไหนดีหรือไม่ดี น่าซื้อหรือไม่น่าซื้อแต่อย่างใดทั้งสิ้น นอกจากนี้ ราคาหุ้นในบางขณะอาจไม่สะท้อนคุณภาพกิจการ บริษัทที่หุ้นกำลังตกอาจจะมีธุรกิจที่ดีมากๆ ก็ได้

ภาพประกอบ : โลโก้ After You ของ บมจ. อาฟเตอร์ ยู , โลโก้ MCOT ของ บมจ.อสมท.

มหัศจรรย์ “หุ้น 30 เด้ง” ของ บัฟเฟตต์ และ มังเกอร์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อหลายปีก่อน บริษัท Berkshire Hathaway ภายใต้การนำของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เข้าลงทุนใน BYD บริษัทผลิตรถยนต์ใช้ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของจีน

โดย Berkshire ทุ่มเงินก้อนแรก 232 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อหุ้น 225 ล้านหุ้นของ BYD เมื่อปี 2008 คิดเป็นราคาประมาณหุ้นละ 1 เหรียญ และผู้ที่แนะนำให้บัฟเฟตต์ซื้อ ก็คือ ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานบริษัท ซึ่งถนัดหาหุ้นต่างประเทศมากกว่าบัฟเฟตต์

ผมยังจำได้ว่าในเวลานั้นหลายคนมองว่า BYD เป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของ Berkshire ด้วยความที่ราคาหุ้นติดลบอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อถูกถามเรื่อง BYD ในการประชุมผู้ถือหุ้น บัฟเฟตต์ก็จะโยนให้มังเกอร์เป็นผู้ตอบเพราะแกไม่ค่อยรู้เรื่อง 

ทว่าผ่านมา 13 ปี หุ้น BYD ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงกลับกลายเป็นหุ้น “30 เด้ง” โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ประมาณ “33 เหรียญ” เอาเฉพาะปีที่แล้วก็พุ่งขึ้นถึงห้าเท่า ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัท จาก 3,000 ล้านเหรียญ กลายเป็น 95,000 ล้านเหรียญ เข้าไปแล้ว

และแน่นอนว่าทำให้เงินลงทุนของ 232 ล้านเหรียญของ Berkshire ทวีมูลค่ากลายเป็น 7,400 ล้านเหรียญ คิดเป็นกำไรเหนาะๆกว่า 7,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 3,000%!!

ทั้งหมดนี้เกิดจากการเติบโตของบริษัท โดยรายได้ของ BYD เพิ่มขึ้นจาก 26 ล้านหยวน (แค่ประมาณ 120 ล้านบาท) ในวันที่ Berkshire เข้าซื้อหุ้นกลายเป็น 122,000 ล้านหยวน (5.64 แสนล้านบาท) ในปี 2019 ขณะที่กำไรโตจากหนึ่งล้านหยวน (แค่สี่ล้านกว่าบาท คิดดูก็แล้วกันว่าจิ๊บจ๊อยขนาดไหน) กลายเป็น 1,600 ล้านหยวน (7,400 ล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน

บัฟเฟตต์เคยให้สัมภาษณ์ CNBC ว่าดีลนี้มังเกอร์เป็นคนโทรหาเขาเองโดยบอกว่า “เราต้องซื้อ BYD ให้ได้นะ เจ้าคนที่บริหารมันเก่งยิ่งกว่าโธมัส เอดิสัน อีก” 

อันที่จริง มังเกอร์เคยพูดไว้ก่อนหน้านั้นแล้วเมื่อปี 2009 หลังจากซื้อ BYD ได้ไม่นาน บอกว่า หวังฉวนฝู ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ BYD คือส่วนผสมระหว่าง โธมัส เอดิสัน กับ แจ็ค เวลช์ กล่าวคือ มีทักษะของเอดิสันในการประดิษฐ์คิดค้น และมีทักษะของเวลช์ในการบริหารองค์กร ซึ่งเป็นอะไรที่หาได้ยากยิ่ง เพราะอัจฉริยะส่วนใหญ่จะมีอยู่เพียงหนึ่งในสองอย่างเท่านั้น 

“ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย” มังเกอร์อธิบายถึงความมหัศจรรย์ของอาหวัง

ด้านบัฟเฟตต์เองก็เห็นด้วยกับเพื่อนซี้ และเคยเสนอที่จะซื้อหุ้นของบริษัทถึง 25% ในทีแรก ทว่าหวังปฏิเสธ ซึ่งปู่ก็ไม่ว่า แต่กลับชอบใจ และตกลงซื้อเพียง 9.9%

“นี่คือคนที่ไม่อยากขายบริษัทของตัวเอง” เทพเจ้าแห่งโอมาฮาบอกกับนิตยสาร Fortune “มันคือสัญญาณที่ดีเลยล่ะ”

ฝ่ายมังเกอร์ก็เคยพูดถึง BYD ในการประชุมผู้ถือหุ้นปี 2009 (ซึ่งเวลานั้นหุ้น BYD ยังไม่ไปไหนเลย) ไว้อีกว่า BYD ไม่ใช่สตาร์ทอัพธรรมดาที่จับพลัดจับผลู ได้เงินก้อนโตจาก VC แล้วก็ใหญ่ขึ้นมา 

ตรงกันข้ามเลย ชาร์ลีบอกว่าอาหวังผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นคนที่เก่งมาก เขาสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปั้นบริษัทให้กลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมชาร์จซ้ำได้และผู้ผลิตชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือชั้นนำของโลก ทั้งๆ ที่มีเงินทุนจำกัดและเจอกับการแข่งขันที่รุนแรง ก่อนจะทำให้ BYD กลายเป็นโมเดลรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในประเทศจีนได้สำเร็จ

“นี่มันโคตรปาฏิหาริย์เลย” มังเกอร์ชี้ชัด 

ที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดก็คือ มังเกอร์บอกกับผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนในการประชุมผู้ถือหุ้นปี 2010 ว่า หากโอกาสลงทุนใน BYD มาถึงตั้งแต่ 5 หรือ 10 ปีก่อนหน้านั้นเขาคงจะไม่ลงทุน เพราะเวลานั้นเขายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้

มังเกอร์พูดติดตลกว่า คนแก่อย่างพวกเรายังคงเรียนรู้ต่อเนื่องอยู่เสมอ ตรงนี้แหละที่สำคัญสุดๆ

ผมมองว่าบทเรียนที่เราควรจะได้รับจากเรื่องนี้มีอยู่หลายประการด้วยกัน

หนึ่ง) คนเราควรเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บางเรื่องเราไม่รู้ในวันนี้ แต่ถ้าเราเริ่มต้นเรียนรู้มัน สักวันเราก็อาจเข้าใจและพบโอกาสดีๆ ได้ เหมือนที่มังเกอร์ขยันเรียนรู้ในวัยแปดสิบกว่าๆ จนได้หุ้น 30 เด้งมาครอบครอง (ปัจจุบัน ปู่มังก์อายุเก้าสิบกว่าแล้ว)

สอง) การกล้าลงทุนใน “คน” เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง มังเกอร์ชวนบัฟเฟตต์ลงทุนใน BYD เพราะเขาเชื่อมั่นในตัว หวังฉวนฝู มากกว่าที่เชื่อมั่นในรถยนต์หรือแบตเตอรี่ของบริษัทเสียอีก ถ้าเราเจอคนที่ยอดเยี่ยม การลงทุนกับเขาก็เป็นทางเลือกที่ควรทำ

คำถามสำคัญก็คือ “คุณอ่านคนออกเหมือนที่มังเกอร์มองอาหวังออกหรือเปล่า?” 

สาม) จงไว้ใจและให้เกียรติเพื่อนร่วมงานของคุณ แม้มังเกอร์จะพบเพชรเม็ดงามอย่างอาหวัง แต่ดีล BYD จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าบัฟเฟตต์ซึ่งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเมืองจีนไม่อนุมัติ ที่มันเกิดขึ้นได้ เป็นเพราะบัฟเฟตต์ไว้ใจและเคารพในการตัดสินของมังเกอร์ เพื่อนผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามาค่อนชีวิต 

สี่) อย่าลงทุนในบริษัทที่เจ้าของเก่งแต่ผลาญเงิน สตาร์ทอัพบางรายทำอะไรใหญ่ๆ โตๆ ได้เพราะได้เงินจาก VC แล้วก็เอามาลองผิดลองถูก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเจ๊ง ลงทุนในบริษัทพวกนี้เหมือนเล่นไฮโล แต่ให้ลงทุนในบริษัทที่มีการพิสูจน์มาแล้วว่าเจ้าของรู้จริง เก่งจริง เหมือนที่มังเกอร์กล้าลงทุนกับบริษัทของหวังฉวนฝู เพราะเห็น “ปาฏิหาริย์เล็กๆ” ของเขามาก่อนแล้ว

ห้า) ลงทุนแล้วต้องมั่นใจและกล้าถือยาว ผมจำได้ว่าตอนที่ Berkshire เพิ่งลงทุนใน BYD ผมเพิ่งทำ Club VI ใหม่ๆ ตอนนั้นไม่ว่าจะแปลหนังสือหรืออ่านข้อมูลในเน็ต ใครๆก็บอกว่า BYD คือการลงทุนที่ล้มเหลว ถ้าวันนั้นมังเกอร์และบัฟเฟตต์ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง หรือหวั่นไหวไปตามคนส่วนใหญ่ เขาก็คงขายมันทิ้งตัดขาดทุนไปแล้ว

แต่เพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองทำอะไรอยู่ Berkshire จึงมีหุ้น 30 เด้งที่ชื่อ BYD อยู่ในมือทุกวันนี้

หก) ธุรกิจ EV และแบตเตอรี่ไฟฟ้าคือธุรกิจแห่งอนาคต บริษัทรถยนต์เก่าๆ กำลังล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ นี่คือโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม แต่เราจะได้กำไรก็ต่อเมื่อเรามีวิสัยทัศน์เหนือคนอื่นๆ และเข้าลงทุนก่อนที่มันจะ “มา” เท่านั้น

และนี่คือ success story “หุ้น 30 เด้ง” ของบัฟเฟตต์และมังเกอร์ที่เอามาเล่าสู่กันฟัง หวังว่าจะปรับไปใช้กับชีวิตการลงทุนของท่านได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ


ข้อมูลประกอบ : https://markets.businessinsider.com/news/stocks/warren-buffett-berkshire-hathaway-gain-byd-electric-vehicles-investment-2021-1-1029995920

ภาพประกอบ : Yahoo! Finance live streaming Berkshire AGM, Wikipedia: BYD