ในวันที่บัฟเฟตต์คิด “เลิกลงทุน”

glowing-686871_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หรือ The Great Depression ในปี 1929 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ใช้เวลาราวๆ 20 ปี ในการฟื้นตัว และคัมแบ็กกลับมาเต็มรูปแบบในทศวรรษ 1950 โดยในช่วงระยะเวลาสิบปี ระหว่างปี 1950-1959 ดัชนีดาวโจนส์ขึ้นจาก 200 มาอยู่ที่ 600 จุด เป็นการเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า

เวลานั้น อาจกล่าวได้ว่า “ทุกคนลืมเรื่องฝันร้ายเมื่อครั้ง Great Depression ไปหมดสิ้นแล้ว”

จากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นขาขึ้นมาเรื่อยๆ ครั้นถึงปี 1966 ตลาดก็เข้าขั้นร้อนแรงสุดขั้ว ในตลาดเต็มไปด้วยคนมากมายที่แห่กันเข้าไปเก็งกำไร

ณ ตอนนั้น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เกิดในช่วง Great Depression และสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชื่อขึ้นมาในช่วงที่หุ้นยังไม่แพง โดยบริหาร Buffett Partnership จนมีเงินทุนหลายสิบล้านเหรียญ ทำผลตอบแทนได้ปีละ 29.8% และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์ ก็เริ่มจะ “หมดมุข” กับการลงทุน

ตลาดหุ้นในปี 1966 ค่า PE อยู่ที่ 15-20 เท่า เพิ่มจากสิบปีก่อนหน้านั้นซึ่งอยู่ที่ 12 เท่าเยอะมาก ทำให้เขาหาหุ้นถูกและดีแทบจะไม่ได้

แต่แทนที่จะโทษดินโทษฟ้า โทษคนในตลาด บัฟเฟตต์กลับบอกว่า

“เมื่อเกมมันไม่ได้เล่นกันในวิถีทางของคุณอีกต่อไปแล้ว การจะชี้นิ้วโทษว่าวิธีใหม่นั้นมันผิด เป็นสิ่งที่มนุษย์กระทำกันทั่วไป ซึ่งรังแต่จะก่อให้เกิดปัญหา ผมเองก็เคยรู้สึกรังเกียจพฤติกรรมเช่นนั้นของคนอื่นมาแล้วในอดีต” 

แล้วปู่ในวัยกลางคนก็กล่าวยอมรับว่า

“อันที่จริง ผมอาจจะไม่เหมาะกับสภาวะที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ในด้านหนึ่ง ผมก็ชัดเจน คือผมจะไม่ละทิ้งวิธีเดิมๆ ซึ่งเป็นตรรกะเหตุผลที่ผมเข้าใจ  แม้มันจะหมายถึงการที่ผมต้องยอมให้กำไรก้อนโตที่อาจจะได้มาง่ายๆ หลุดมือไป แทนที่จะเปิดรับวิธีใหม่ที่ผมไม่เข้าใจและไม่เคยใช้จนประสบผลสำเร็จเข้ามาแทนที่ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินทุนไปอย่างถาวรได้”

จะเห็นได้ว่า แม้บัฟเฟตต์จะไม่โทษว่า “ตลาดผิด” แต่เขาก็ไม่ยอม “เปลี่ยนแปลงตัวเอง” ไปทำในสิ่งที่ไม่ถนัด

สุดท้าย บัฟเฟตต์จึงตัดสินใจ “ยุบห้างฯ” และออกจากตลาดหุ้นไป โดยตั้งใจจะเลิกลงทุนเป็นการถาวร

บทเรียนที่ได้รับจากเรื่องนี้ก็คือ ในการดำเนินชีวิตของคนเราต้องอย่าคิดแต่จะเอาเงิน จงรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ อะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง ก็ให้ถอยออกมา

หากคิดแต่จะโลภเอาเงิน ก็จะเอาชื่อเสียงที่เคยสั่งสมมาไปทิ้งซะเปล่าๆ

เลือกจังหวะก้าวเดินในชีวิตกันให้ดีๆ นะครับ

(มีต่อตอนหน้า)

—-
ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/

 

Advertisements

ระวัง ก้นบุหรี่เปียก

ashtray-3577805_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

กลยุทธ์การลงทุนอันเป็น signature ของ เบนจามิน แกรแฮม คือการลงทุนแบบ cigar butt หรือ “ก้นบุหรี่”

คอนเซ็ปต์ของมันคือ ให้เลือกลงทุนในหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่ามากๆ แล้วรอจนราคากลับขึ้นมาอยู่ ณ มูลค่าของมัน ซึ่งจะทำให้เราได้กำไร เปรียบเหมือนก้นบุหรี่ที่ตกอยู่ข้างทาง ซึ่งได้มาฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายราคาค่างวดอะไร หยิบมาสูดปื้ดเดียว แม้จะไม่สะใจ แต่ยังไงก็ยังคุ้ม

แต่เดิม บัฟเฟตต์ดำเนินตามกลยุทธ์ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ก่อนจะมาเรียนรู้ในภายหลังว่า หากปัจจัยเชิงคุณภาพของธุรกิจนั้นย่ำแย่ การณ์ก็อาจไม่เป็นดังหวัง

กรณีศึกษาที่ดีที่สุด คงหนีไม่พ้น “เบิร์คเชียร์ แฮธาเวย์” บริษัทสิ่งทอซึ่งบัฟเฟตต์เข้าลงทุนเมื่อทศวรรษ 1950

ก่อนหน้านั้น ประธานบริษัทคนเก่า ชื่อ ซีบิวรี สแตนตัน เล็งเห็นว่าราคาหุ้นเบิร์คเชียร์ถูกมาก จึงตั้งใจจะ “ซื้อหุ้นคืน” พอถามบัฟเฟตต์ ซึ่งถือหุ้นอยู่ 7% ในเวลานั้นว่าจะขายที่ราคาเท่าไร บัฟเฟตต์จึงเสนอราคาไป 11.50 เหรียญ  ซึ่งสแตนตันก็ตอบตกลง แต่ปรากฏว่า สองวันต่อมา เขากลับประกาศขอซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นทุกคนในราคาเพียง 11.375 เหรียญ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บัฟเฟตต์ฉุนกับพฤติกรรมของสแตนตันอย่างมาก จึงไม่ขายให” ตรงกันข้าม เขากลับเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่ม ด้วยความแค้น

ซึ่ง “ปู่” กล่าวยอมรับในภายหลังว่า การกระทำการด้วยอารมณ์ในครั้งนั้น ทำให้เขาต้องมาจมกับธุรกิจห่วยๆ โดยใช้เงินลงทุนของห้างหุ้นส่วนของเขาไปถึง 25% กับหุ้นตัวนี้ตัวเดียว

หลังจากซื้อมาแล้ว บัฟเฟตต์ต้องเข้าไปแบกรับธุรกิจสิ่งทอของเบิร์คเชียร์ซึ่งอยู่ในขาลง แม้จะได้ราคาต่ำกว่ามูลค่าก็จริง แต่ด้วยความที่ธุรกิจแย่ลงๆ บริษัทจึงต้องทยอยปิดโรงงานและขาดทุนปีแล้วปีเล่า แทบโงหัวกลับมาไม่ได้ สุดท้ายปู่จึงตัดสินใจยุติธุรกิจสิ่งทอ และเอาบริษัทนี้มาทำเป็น “บริษัทลงทุน” จนถึงปัจจุบัน

บัฟเฟตต์กล่าวไว้ในนิตยสารฟอร์จูน ฉบับวันที่ 20 ก.ค. 1998 ว่า “เราเข้าไปอยู่ในธุรกิจแย่ๆ เพียงเพราะราคามันถูก” ซึ่งเขามาพูดในภายหลังว่า แม้ดูเหมือนราคาจะต่ำกว่ามูลค่า แต่นั่นเป็นเพียง  “มิราจ” หรือ “ภาพลวงตา”

ทั้งนี้เพราะเบิร์คเชียร์ไม่ได้เป็นเพียง “ก้นบุหรี่” แต่เป็น “ก้นบุหรี่ที่เปียกแฉะ” แม้ต้องการจะดูดเข้าปอดแค่ปื้ดเดียวก็ยังทำไม่ได้ เสียเงิน เสียแรง เสียเวลา เซ็งจิตกันไปอีกนาน

บทเรียนครั้งนั้นทำให้บัฟเฟตต์เลิกมุ่งเน้นแต่ของถูก และหันมามอง “คุณภาพ” ของธุรกิจเป็นหลัก ซึ่งทำให้เขาก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่จนถึงทุกวันนี้

เราๆ ท่านๆ ควรจำไว้เป็นบทเรียน อย่าเผลอไปลงทุนใน “ก้นบุหรี่เปียก” แทนที่จะรวย กลับกลายจะเป็นฝันค้างกันไป นี่รักนะถึงบอก จุ๊บๆ

—-
ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/

 

 

เพราะอะไรปู่จึงเลิกลงทุนอย่าง เบน แกรแฮม

IMG_8329
โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
คำถามที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ ชาร์ลี มังเกอร์ ถูกถามเป็นประจำ ในการประชุมผู้ถือหุ้นของเบิร์คเชียร์ที่โอมาฮาก็คือ
“คุณจะลงทุนอย่างไร ถ้าคุณเริ่มต้นอีกครั้งในวันนี้ โดยมีเงิน 1 ล้านเหรียญ”
คำตอบของสองปู่ ต่อคำถามข้างต้นก็คือ พวกเขาจะลงทุนในหุ้นตัวเล็กๆ ที่ราคาถูกๆ
บางคนอาจสงสัยว่า “อ้าว! ก็ปู่บอกให้ลงทุนในบริษัทคุณภาพเยี่ยม ณ ราคาปานกลาง ดีกว่าซื้อหุ้นราคาถูกไว้ก่อนมิใช่หรือ?”
เพื่อไขข้อสงสัยดังกล่าว เราต้องลองย้อนอดีตไปศึกษาการลงทุนในยุคเริ่มแรกของบัฟเฟตต์ ซึ่งจะพบว่า ในสมัยที่ยังมีเงินทุนไม่มาก เขาใช้การลงทุนตามสูตรของเบนจามิน แกรแฮม และได้ผลดีไม่ใช่น้อย
สูตรของแกรแฮมดังกล่าว คร่าวๆ คือ ให้เลือกหุ้นที่มี “มูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ” สูง เมื่อเทียบกับราคาหุ้น
มูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ ภาษาอังกฤษคือ Net Current Asset Value หรือ NCAV หาโดยเอาสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมด (ไม่เอาสินทรัพย์ถาวร) หักออกด้วยหนี้สินทั้งหมด 
จากนั้น เอา NCAV ที่ได้ หารด้วยจำนวนหุ้น หากราคาหุ้นเวลานั้น ต่ำกว่ามูลค่า NCAV “ต่อหุ้น” 30-50% ขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุน
หลายคนอาจมองว่า บัฟเฟตต์ก้าวออกจากเงาของแกรแฮมนานแล้ว และเลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพ จึงไม่สนใจวิธีอนุรักษ์นิยมเดิมๆ ของผู้เป็นอาจารย์
แต่แท้จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของบัฟเฟตต์ ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ข้อจำกัด” สองประการ
หนึ่งคือ ตลาดหุ้นเวลานี้ไม่มีหุ้น undervalued เหมือนในยุคที่แกรแฮมคิดสูตรนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นช่วงหลัง Great Depression มีหุ้นเลหลังเต็มตลาด
และประการที่สองคือ เงินทุนของเบิร์คเชียร์มีอยู่หลายพันล้านเหรียญ ลงทุนครั้งหนึ่งต้องเป็นหลักร้อยล้านเหรียญ จึงจะเกิด impact ต่อผลประกอบการในบรรทัดสุดท้าย
ดังนั้น แม้จะยังอยากลงทุนตามตำราของแกรแฮม บัฟเฟตต์ในวันนี้ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ สำหรับนักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ จึงไม่ได้แปลว่าไม่ควรลงทุนตามวิธีของแกรแฮม หากเราเจอหุ้นที่ราคาถูกขนาดนั้น (ซึ่งแน่นอนว่าหาได้ยากดั่งงมเข็มในมหาสมุทร) เราก็สามารถลงทุนได้
ด้วยความที่เราไม่ได้เงินหลายแสนล้านบาทค้ำคออยู่เหมือนกับ “ปู่” นั่นเอง
————————-
ใครสนใจเรียนแกะงบออนไลน์ พร้อมเรียนสด ประเมินมูลค่าหุ้นและทำ DCF วันที่ 6 ต.ค. คลิกที่ลิงค์นี้เลย https://clubvi.com/valuationanddcf9/