“ลูกอาจารย์” เตือน กลัวมากระวังตกรถ

Ken_Fisher

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เคนเน็ธ ฟิชเชอร์ ผู้จัดการกองทุนระดับมหาเศรษฐี ลูกชายแท้ๆ ของฟิลลิป ฟิชเชอร์ ซึ่ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยกให้เป็นหนึ่งในสองแม่แบบในการลงทุนของเขา นอกเหนือจากเบนจามิน แกรแฮม ออกมาเตือนนักลงทุนว่า ระวัง “การมองโลกในแง่ร้าย” จะทำให้พลาดตกรถด่วนขบวนสำคัญ

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว ในวันที่ 22 พ.ค. ฟิชเชอร์เขียนบทความระบุว่า เขาคิดว่าเป็นไปได้ที่ “ตลาดกระทิงครั้งใหม่” จะเริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่หุ้นดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุด ก่อนจะหักหัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดสองเดือนนับถึงเวลานั้น

นักลงทุนผู้เป็น “ลูกอาจารย์” ของบัฟเฟตต์บอกว่า นักลงทุนจำนวนมากรอคอย “ความชัดเจน” ทว่าตลาดหุ้นไม่เคยรอคอยความชัดเจน แต่มักจะโกยอ้าวไปล่วงหน้าเสมอ

“‘ความชัดเจน’ คือหนึ่งในคำที่ต้นทุนสูงที่สุด หุ้นไม่เคยรอคำๆ นั้นเลย แต่นักลงทุนกลับเฝ้ารอมัน ผลกำไรมหาศาลในช่วงเริ่มต้นจึงผ่านหน้านักลงทุนส่วนใหญ่ไป เพราะนัยน์ตาของพวกเขามืดบอดจาก ‘การคิดลบเพราะความไม่เชื่อ’ จงอย่าเป็นหนึ่งในนั้น”

ผ่านมาอีกสามสัปดาห์ ในวันที่ 18 มิ.ย. นักลงทุนปากตะไกรออกมาฟันธงอย่างชัดเจนไว้ในบทความของตัวเองว่า “23 มีนาคม” ที่ตนเองเคยตั้งข้อสงสัยไว้นั้น เป็น “ตลาดกระทิงครั้งใหม่” อย่างแน่นอน

“ตลาดกระทิงรอบใหม่นี้ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม เมื่อตลาดกระทิงเริ่มต้น ก็เป็นไปได้สูงที่มันจะวิ่งไปยาวๆ เพราะถูกขับเคลื่อนโดย ‘การคิดลบเพราะความไม่เชื่อ'”

โดยฟิชเชอร์ได้อธิบายถึงหลักคิดที่เขาเรียกว่า “การคิดลบเพราะความไม่เชื่อ” (Pessimism of Disbelief) ว่า ในเวลาที่ทุกอย่างดูเลวร้าย ใครต่อใครต่างพากันมองโลกในแง่ลบ แม้จะมีข่าวบวกออกมา ก็ยังถูกปั่นให้กลายเป็นข่าวลบไปได้

แต่ภาวะนี้เอง คือช่วงเวลาที่ “ตลาดหมี” จะหลีกออก และเปิดทางให้ “ตลาดกระทิง” เข้ามาแทนที่

ครั้นตลาดกระทิงก่อตัวขึ้น มันกำลังบอกคนที่คิดลบว่า “แกผิด แกผิด แกผิด” ส่วนคนที่คิดลบก็เถียงกลับไปว่า “ฉันไม่ผิด ฉันไม่ผิด ฉันไม่ผิด” และหาเหตุมายืนยันความเชื่อของตัวเอง เช่น ถ้าเขาขายหุ้นตัวหนึ่งทิ้งไป แล้วหุ้นตัวนั้นตก เขาก็จะบอกว่า “เห็นหรือยังว่าฉันคิดถูก!” ทั้งที่จริงมันคือความบังเอิญ

ลูกชายของนักลงทุนระดับตำนานกล่าวต่อไปว่า ภาวะเช่นนี้ เป็นการ “สร้างกำแพง” ที่ตลาดกระทิงรอบใหม่ต้อง “ปีนข้าม” ไปให้ได้ แต่อารมณ์เชิงลบเช่นนี้กลับยิ่งเป็นผลดีต่อตลาด

เพราะเมื่อทุกคนคิดลบ พอมี “ข่าวดี” ที่เหนือความคาดหมายปรากฏออกมาแม้เพียงเล็กน้อย ตลาดจะยิ่งวิ่งห้อตะบึงเป็นทวีคูณ อาทิ ตัวเลขการว่างงานที่ออกมาดีกว่าที่คาดเมื่อปลายเดือน พ.ค. (เหมือนคนกำลังกระหายสุดๆ แล้วได้น้ำมากินสักแก้ว จะชื่นใจยิ่งกว่าคนที่กินน้ำแก้วเดียวกันขณะนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ – ชัชวนันท์)

ฟิชเชอร์บอกว่า หลัก “การคิดลบเพราะความไม่เชื่อ” ของเขา เป็นไปตามทฤษฎี “ความเอนเอียงเพื่อยืนยัน” (confirmation bias) ซึ่งเป็นทฤษฎีจิตวิทยาที่บอกว่า คนเรามักเลือกตีความข้อมูลเพื่อตอกย้ำสิ่งที่ตัวเองเชื่ออยู่ก่อนแล้ว

ฟิชเชอร์ปิดท้ายว่า ไม่มีใครรู้ว่าหรอกว่า ตลาดขณะนี้ ตั้งราคาล่วงหน้า (pre-pricing) ให้กับหุ้นทั้งตลาดไปนานแค่ไหน อาจจะ 20 หรือ 30 เดือนก็เป็นได้ แต่ที่แน่ๆ คือ มัน “โนสน โนแคร์” ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. หรือ ต.ค. นี้อย่างแน่นอน

มุมมองของฟิชเชอร์ ถือว่าไม่สอดคล้องกับการกระทำของ “ลูกศิษย์พ่อ” อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ขายหุ้นแบงก์ทิ้งเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเก็บเงินสดไว้บานตะไทโดยไม่ยอมซื้ออะไร โดยฟิชเชอร์บอกว่าบัฟเฟตต์ “แข็งทื่อ” เพราะ “อายุมากแล้ว”

นอกจากนี้ มุมมองของเขายังไม่สอดคล้องกับเพื่อนร่วมวงการอีกหลายคน อาทิ โฮเวิร์ด มาร์กส์ ผู้จัดการกองทุนสายวีไอพันธุ์แท้ ซึ่งความร่ำรวยถือว่าสูสีกับฟิชเชอร์ ที่บอกว่า เขาห่วงว่าธนาคารกลางอาจจะอุ้มตลาดต่อไปไม่ไหว และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เข้าทำนอง “น้ำลด-ตอผุด” ได้

หากเทียบความมั่งคั่งกัน จะพบว่าฟิชเชอร์เหนือกว่ามาร์กส์อยู่เล็กน้อย โดยข้อมูลจาก Forbes ระบุว่า ในปี 2020 ฟิชเชอร์มีความมั่งคั่ง 3,900 ล้านเหรียญ อยู่ในอันดับ 468 ของโลก ส่วนมาร์กส์มีความมั่งคั่ง 2,200 ล้านเหรียญ อยู่ในอันดับ 945 ของโลก


ข้อมูลประกอบ : บทความใน Linkedin ของ เคน ฟิชเชอร์ คลิกที่นี่, ข่าวจาก caixingglobal คลิกที่นี่

อ่านบทความเดิมเกี่ยวกับฟิชเชอร์  “ลูกอาจารย์ฟันธง บัฟเฟตต์พลาดเพราะแก่” ที่นี่

อ่านบทความเกี่ยวกับโฮเวิร์ด มาร์กส์ “โฮเวิร์ด มาร์กส์ เตือนแรง ระวังเฟดอุ้มตลาดไม่ไหว” ที่นี่

“ทำไมคนที่คิดถูกเสมอจึงมักไม่รวย” มุมคิดคมๆ จาก โฮเวิร์ด มาร์กส์

IMG_9008

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

โฮเวิร์ด มาร์กส์ บอกว่า ในโลกแห่งการลงทุน การเอาตัวรอดในเวลาที่สถานการณ์เป็นปกติถือว่ายังไม่พอ

“คุณอยู่กับสถานการณ์ปกติไม่ได้หรอก คุณบอกไม่ได้หรอกว่า ‘แค่เอาตัวรอดไปเรื่อยๆ ในเวลาปกติ ฉันก็แฮปปี้แล้ว’ มาร์กส์บอก “คุณต้องอยู่รอดให้ได้ในวันที่แย่ต่างหาก”

ที่สำคัญก็คือ แม้เราตัดสินใจถูก มันก็อาจยังไม่เห็นผลในเร็ววัน

“ถ้าคุณเป็นคนตัดสินใจ คุณต้องอยู่รอดให้นานพอ ที่การตัดสินใจที่ถูกต้องของคุณจะปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์ คุณหวังให้มันเกิดขึ้นทันทีไม่ได้หรอก ราคาที่แพงเกินไป ไม่ได้แปลว่ามันจะร่วงลงในวันพรุ่งนี้”

นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่มักมองว่า นักลงทุนที่เก่งที่สุด คือคนที่ทำนายภาพใหญ่ได้แม่นที่สุด เช่น มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาแย่ จึงเก็บเงินสดไว้ก่อน แล้วก็ปรากฏว่าเป็นไปตามนั้น จึงเข้าไปซื้อหุ้นได้ในราคาที่ถูก

มาร์กส์บอกว่า เขาไม่เคยเชื่ออย่างนั้นเลย

“ผมไม่เชื่อในการพยากรณ์เชิงมหภาค ผมไม่เชื่อคนที่พยากรณ์อัตราดอกเบี้ย พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจจะดีแค่ไหน ตลาดหุ้นจะดีแค่ไหน และผมไม่คิดว่าในการจะเป็นนักลงทุนที่เหนือชั้น ความพยายามที่ผม หรือของคนส่วนใหญ่ทุ่มเทลงไป จะได้ประโยชน์จากการพยายามพยากรณ์เชิงมหภาค”

“ผมกำลังบอกว่านักพยากรณ์ไม่เคยทายถูกเลยหรือเปล่า? ไม่นะ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น พวกนักพยากรณ์ทายถูกออกจะบ่อยไป ปีที่แล้ว GDP โต 2% พอถึงปีนี้ นักพยากรณ์หลายคนก็บอกว่า GDP จะโต 2% นั่นเรียกว่า ‘การอิงอดีต’ (extrapolation) และโดยปกติแล้ว ในทางเศรษฐศาสตร์ การอิงอดีตมักได้ผลเสมอ เพราะอนาคตมักจะคล้ายคลึงกับอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ดังนั้น คนที่พยากรณ์ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะดำเนินต่อไป จึงมักจะถูก”

ปัญหาก็คือ ต่อให้ทายถูก .. ก็ไม่ได้อะไร

“ยกตัวอย่างเรื่องเศรษฐกิจนะ อัตราการเติบโต 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ถูกยัดเข้าไปในราคาหลักทรัพย์วันนี้เรียบร้อยแล้ว ถ้าอัตราการเติบโตออกมา 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ จริง ทุกคนที่พยากรณ์ไว้อย่างนั้นก็จะถูก แต่ราคาหลักทรัพย์จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะไอ้การเติบโตสองเปอร์เซ็นต์กว่าๆ ที่ว่า มันถูกคาดไว้และคิดลดเข้าไปในราคาหลักทรัพย์ตั้งแต่ 1-2 ปีก่อนหน้านั้นแล้ว”

“การอิงอดีตจึงถูกอยู่เสมอ การพยากรณ์ที่ใช้การอิงอดีตจึงถูกอยู่เสมอ แต่คนพวกนั้นทำเงินไม่ได้เลย”

และนี่เอง คือสาเหตุที่คนที่ “คิดถูกอยู่เสมอ” ซึ่งพบได้ทุกวี่วันตามรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการเงินการลงทุนจึงมักไม่รวย

อย่างไรก็ตาม มาร์กส์บอกว่า นักพยากรณ์ที่ทำเงินได้มากมายก็มีเหมือนกัน แต่ต้องเป็นคนที่ “ฉีกแนว” และต้อง “ถูกต้อง” ด้วย

“นักพยากรณ์ที่ทำเงินได้ คือนักพยากรณ์ที่คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในระดับสุดขั้ว (radical changes)”

“ถ้าทุกคนพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโต 2% แต่ผมพยากรณ์ว่าจะติดลบ 2% แล้วมันออกมาติดลบ 2% หรือผมพยากรณ์ไว้บวก 6 แล้วมันออกมาบวก 6 ผมจะได้เงินมากมาย ดังนั้น การพยากรณ์ที่ไม่ใช้การอิงอดีตจะมีโอกาสจะสร้างมูลค่าได้สูงมากถ้ามันถูกต้อง แต่แน่นอนว่ามันจะไม่เหลือค่าอะไรเลยถ้ามันผิด อีกทั้งคุณยังจะเสียเงินมากมาย ถ้าทุกคนพยากรณ์ไว้ 2.4 แต่คุณทายไว้ 6 แล้วมันออกมา 2.4 คุณคงเลือกลงทุนผิดทาง แล้วเสียเงินไปเยอะมาก”

ดังนั้น การพยากรณ์ที่แปรปรวนจากค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสสร้างมูลค่าได้สูงมาก แต่มันยากเหลือเกินที่จะทำได้เช่นนั้น

ถ้าอย่างนั้น พวกนักลงทุนระดับเทพ ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ชื่นชมมาร์กส์มาก รวมทั้งตัวมาร์กส์เอง ทำสำเร็จได้อย่างไร ตอนหน้ามาว่ากันต่อครับ


แหล่งที่มา : คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks


(หมายเหตุ : โฮเวิร์ด มาร์กส์ เป็นนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับนับถือที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เขาทำผลตอบแทนทบต้นได้ถึง 19% ต่อปีจากการบริหารกองทุน Oaktree Capital ​Management เป็นเวลาหลายสิบปี โดยความมั่งคั่งปัจจุบันของเขาอยู่ที่  2,200 ล้านเหรียญ เป็นอันดับที่ 370 ใน Forbes 400 ซึ่งเป็นอันดับคนรวยที่สุดของสหรัฐฯ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักมากที่สุดจาก “เมโม” ซึ่งเขาเขียนถ่ายทอดความรู้และมุมมองต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไว้ในเว็บไซต์ แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังเคยบอกว่า “เวลาผมเห็นเมโมของโฮเวิร์ด มาร์กส์ ในกล่องจดหมาย มันเป็นสิ่งแรกที่ผมจะเปิดอ่าน และผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ”) 


ย้อนอ่านตอนก่อนหน้านี้:

Howard Marks The Series

#1 :โฮเวิร์ด มาร์กส์ เตือนแรง ระวังเฟดอุ้มตลาดไม่ไหว คลิกที่นี่

#2 :เพราะเหตุใดเราจึงควรฟังคำเตือนของโฮเวิร์ด มาร์กส์ คลิกที่นี่

#3 : อย่ามองใครว่าถูกต้องด้วยเหตุผลที่ผิด คลิกที่นี่


 

 

 

 

 

 

“อย่ามองใครว่าถูกต้องด้วยเหตุผลที่ผิด” บทเรียนจาก โฮเวิร์ด มาร์กส์

IMG_9009

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตอนที่แล้ว ผมเล่าถึง โฮเวิร์ด มาร์กส์  นักลงทุนชั้นเซียนผู้ยึดโยงกับหลักวีไอแท้ๆ ในตอนนี้จะเล่าต่อถึงแก่นความคิดของเขา ซึ่งน่าสนใจมากๆ

มาร์กส์เป็นที่รู้จักจากเมโมของเขา ซึ่งแฝงไว้ด้วยปรัชญามากมาย เรื่องหนึ่งที่เขาเน้นย้ำอย่างยิ่ง คือการเข้าใจในเรื่องของ “การสุ่ม” (randomness)

เขาบอกว่า ปรัชญาของคนเรา มาจากสิ่งที่ได้รับการสั่งสอนจากครูและพ่อแม่ บวกกับประสบการณ์ของเราจากชีวิตจริง โดยเราต้องเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นว่าจะโมดิฟายด์สิ่งที่ถูกสั่งสอนมาอย่างไร และนั่นจะกลายเป็นปรัชญาของตัวเราเองที่ไม่เหมือนกับของคนอื่น

“การบูรณาการชีวิตจริงเข้าไปกับปรัชญาของคุณจึงสำคัญอย่างยิ่ง” 

มาร์กส์บอกว่า ในโลกของการลงทุน มี “การสุ่ม” (randomness) อยู่มากมาย ถ้าเรามองการลงทุนเหมือนสนามแข่งขันที่ไม่มีการสุ่มเลย โดยมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น เราจะสับสน เพราะเราจะไม่สามารถอนุมานได้อย่างถูกต้องว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นเกิดจากสาเหตุใด และอาจสรุปไปแบบผิดๆ

เช่น ถ้าเราเห็นคนๆ หนึ่งทำผลตอบแทนได้อย่างยอดเยี่ยม แล้วเราคิดแบบนักวิทยาศาสตร์จากโลกแห่งฟิสิกส์ เราอาจมองว่าคนๆ นั้นต้องเป็นนักลงทุนที่ยอดเยี่ยม ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ใช่ เขาอาจเป็นคนบ้าที่กล้าเสี่ยงครั้งหนึ่งแล้วโชคดีก็เป็นได้ เพราะ “ในโลกนี้มีการสุ่มอยู่มากมาย”

สมัยเรียนที่วอร์ตัน มาร์กส์ได้เรียนรู้จากหนังสือชื่อ Decision Making Under Uncertainty ของแจ็คสัน เกรสัน ที่บอกว่า “เราบอกไม่ได้ว่าการตัดสินใจใดถูกหรือผิด จากผลลัพธ์ของมัน”

ถ้าเราสร้างสะพาน แล้วมันพัง เราย่อมมองได้ว่าวิศวกรที่สร้างมันคงผิดพลาด แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง บ่อยครั้งที่การตัดสินใจดีๆ กลับไม่เวิร์ก และการตัดสินใจแย่ๆ กลับเวิร์กมาก

สุดยอดนักลงทุนผู้นี้ย้ำว่า “คนมากมายถูกมองว่าถูกต้องด้วยเหตุผลที่ผิด”

เช่น คนๆ หนึ่งอาจตัดสินใจผิดพลาด สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย แต่เขาโชคดี เพราะมีอีกเหตุการณ์หนึ่งมาช่วยไว้ ผลลัพธ์สุดท้ายจึงออกมาดี

มาร์กส์อ้างวรรคทองจากหนังสือเรื่องเดิมว่า “แม้คุณจะรู้ว่าสิ่งใดมีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด แต่ก็อาจมีสิ่งอื่นๆ มากมายเกิดขึ้นแทน” บทเรียนสำคัญประการที่คุณต้องเรียนรู้ คือ “คุณไม่ควรทำราวกับสิ่งที่ควรเกิดขึ้น คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น”

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปรากฏการณ์ใดๆ มีสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้มากมาย ผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นที่สุดอาจมีหนึ่งเดียว แต่มันไม่มีอะไรแน่นอน ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ คุณจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ต่างๆ เสมอ

… และนี่แหละคือหัวใจของการลงทุน

(ติดตามต่อตอนหน้า)


แหล่งที่มา : คลิปบรรยาย “The Most Important Things – Origins and Inspiration | Talks at Google” ทาง Youtube

Image credit : Facebook Page “Howard Marks” Facebook.com/HowardMarksBooks