ลึกลงไปใน “กำไร” ของ Tesla

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(30 เม.ย. 2021)

Tesla เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมา ปรากฏว่ากำไรสุทธิอยู่ที่ “438 ล้านเหรียญ” ส่วนรายได้อยู่ที่ “10,390 ล้านเหรียญ”

ตัวเลขกำไรดังกล่าว มากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อยู่พอสมควร แต่หุ้นกลับร่วงลง 3% หลังจากทราบข่าว

มาดูกันนะครับว่าตลาดเห็นอะไร …

จากผลประกอบการของ Tesla ไตรมาสล่าสุดที่ประกาศออกมา

กำไรต่อหุ้น “93 เซนต์” เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ “79 เซนต์” 

รายได้ “10,390 ล้านเหรียญ” เทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ “10,290 ล้านเหรียญ” เพิ่มขึ้น 74% จากปีที่แล้ว

ดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร ก็ทำได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดด้วยซ้ำไป ราคาหุ้นน่าจะวิ่งกระฉูดไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงลงล่ะ?

สาเหตุอยู่ตรงนี้ครับ …

กำไรสุทธิไตรมาสนี้ ที่ออกมา 438 ล้านเหรียญนั้น เป็นกำไรแบบ GAAP คือรวม “รายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว” ด้วย 

รายการที่ว่านั้น ได้แก่ ยอดขายที่เป็นเครดิต (sales of regulatory credits) จำนวน “518 ล้านเหรียญ” และ bitcoin ที่ขายทิ้งไปเป็นเงิน “101 ล้านเหรียญ”

หากตัดสองรายการนี้ออก กำไรของบริษัทในไตรมาสล่าสุดของ Tesla จะติดลบ “181 ล้านเหรียญ” (438 ล้าน – 518 ล้าน – 101 ล้าน) 

ภาพจากรายการ Squawk Box ของ CNBC

กอร์ดอน จอห์นสัน ผู้ก่อตั้ง GLJ Research ให้สัมภาษณ์ เบ็คกี้ ควิก พิธีกรสาวในรายการ Squawk Box ช่อง CNBC ถึง Tesla บอกว่า 

“They are losing money the more cars they deliver” 

แปลเป็นไทยว่า ยิ่งนำส่งรถได้มากเท่าไร ยิ่งขาดทุนมากเท่านั้น”

ดังนั้น คนที่บอกว่า Tesla กำไรตั้งเยอะ มาบอกว่าขาดทุนได้ยังไง? ต้องดูให้ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง จึงจะเห็นภาพที่แม่นยำขึ้น

ทีนี้ มาดูส่วนธุรกิจอื่นๆ ที่ยังมีปัญหากันบ้าง …

ธุรกิจของ Tesla แบ่งเป็นสามส่วน คือ ยานยนต์ (Automotives) พลังงาน (Energy) และบริการและอื่นๆ (Services and Other) 

ในส่วนหลังสุด คือธุรกิจ “บริการและอื่นๆ” หรือที่หลายคนในแวดวงการเงินรวมทั้งพวก geek ในเว็บบอร์ด เรียกว่า “เอสโอ” (SO)  และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “บริการ” และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “รถใช้แล้ว” (used cars) และบ้างก็เรียกว่าธุรกิจ “รถและอื่นๆ” (cars and others) นั้น

เป็นการขาย “รถใช้แล้ว” หรือ “รถมือสอง” ของ Tesla ร่วมด้วยการให้บริการซ่อมบำรุง (maintenance) และบริการอื่นๆ แม้แต่การขายรถที่ไม่ใช่รถของ Tesla ก็รวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย

นี่คือส่วนธุรกิจที่เรียกได้ว่า เป็นตัว “เผาเงิน” ของ Tesla มาหลายปี และยังเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

เว็บไซต์เกี่ยวกับรถ รายงานผลประกอบการของ Tesla ว่ายิ่งผลิตรถ ยิ่งขาดทุน
ภาพจากรายการ Squawk Box ของ CNBC

กล่าวคือ gross margin ของธุรกิจนี้ ติดลบ 20% ในไตรมาสล่าสุด เทียบกับไตรมาสที่แล้วที่ติดลบอยู่ 8% แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก หากมองย้อนหลังไปถึงปี 2018 ซึ่งเคยติดลบถึง 45%

นั่นแปลว่า การขายรถยนต์ใช้แล้วของ Tesla และธุรกิจบริการอื่นๆ นั้น “ยิ่งขาย ยิ่งขาดทุน”

เว็บไซต์ stockdividendscreener. com สรุปว่า “Tesla เสียเงินไปกับทุกๆจุดทั้งชิ้นส่วนและยานยนต์ใช้แล้วซึ่งขายอยู่ในส่วนธุรกิจบริการ

ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนธุรกิจที่สอง คือ “ธุรกิจพลังงาน” Tesla ก็มี gross margin เป็นลบถึง 13 ไตรมาสติดกัน

ยังไม่นับกระแสเงินสดอิสระของบริษัท ที่ลดลงถึง 1,650 พันล้านเหรียญ

อัตราส่วนทางการเงินของ Tesla จาก Morningstar

กอร์ดอน จอห์นสัน นักวิเคราะห์ชื่อดังของสหรัฐฯ คนหนึ่งบอกว่า ธุรกิจที่ “ราคาต่อยอดขาย” สูงขนาดนี้ “ราคาต่อกำไรสุทธิ” สูงขนาดนี้ คุณควรจะเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นตรงกันข้าม

“การจะบอกว่าภาพรวมในระยะยาวมันดี แต่ตัวเลขมีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ เราไม่เข้าใจเลย … พอถึงจุดหนึ่ง คุณต้องหันมามองความเป็นจริงได้แล้ว” 

โดยส่วนตัว เวลาเขียนถึง Tesla หรือกองทุนในเครือ ARK ที่นักลงทุนรุ่นใหม่ รวมทั้งนักลงทุนไทยกำลังชื่นชอบกัน ผมมักจะเตือนให้ “ระวัง” 

ผมไม่อยากใช้คำว่า “แพงเกินไป” แต่ขอใช้คำที่เป็นกลางที่สุดว่า

ราคา ณ ปัจจุบันนี้ เป็นระดับที่ “หาเหตุผลมารองรับไม่ทัน” 

แม้รู้ดีว่าเตือนไปแล้วจะ “โดนด่า” ก็ตาม

ผมขอเลือกเขียนในสิ่งที่ผมเชื่อ จากตำราที่ร่ำเรียนมา จากกูรูที่เคยฟัง จากหนังสือที่เคยอ่าน เป็นการเขียนเพื่อเตือนอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีเจตนาแอบแฝงอื่นใด

เพราะแม้จะมีมุมมองที่แตกต่าง หรือเหตุผลมาคัดง้างอย่างไร

แต่ผมมั่นใจว่า คำว่า “ระวัง” ที่บอกไป คงไม่ทำร้ายใครอย่างแน่นอน


12 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ “ซุปเปอร์ลีก” ดีลช็อควงการลูกหนังโลก

เขียนและเรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

  1. ซุปเปอร์ลีก (Super League) เป็นการจัดแข่งขันฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลชั้นนำ 15 สโมสรในยุโรป ได้แก่ มิลาน อาร์เซนอล แอตมาดริด เชลซี บาร์เซโลน่า อินเตอร์ ยูเวนตุส ลิเวอร์พูล แมนซิตี้ แมนยู รีลมาดริด ท็อตแน่มฮ็อทสเปอร์ และสโมสรที่ยังไม่เปิดเผยชื่ออีก 3 สโมสร โดยไม่มีสโมสรจากเยอรมนีและฝรั่งเศส (จึงไม่มีทีมอย่าง PSG หรือ บาเยิร์น มิวนิค)
  2. ผู้ที่เสียประโยชน์เต็มๆ ย่อมจะเป็น “ยูฟ่า” องค์กรฟุตบอล ซึ่งเป็นผู้จัดแข่ง ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก (UCL) รวมถึงยูฟ่ายูโรป้าลีก (UEL) ที่ทีมเหล่านี้ร่วมแข่งขันอยู่ แต่แถลงการณ์ของซุปเปอร์ลีกก็บอกว่า ต้องการจะเจรจากับทั้งฟีฟ่าและยูฟ่า เพื่อให้ลีกที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และเป็นผลบวกต่อโลกฟุตบอลโดยรวม (ประเด็นนี้ผมมองว่าน่าจะเป็นการแสดงออกในเชิงการทูตมากกว่าการแสดงท่าทีอย่างจริงจัง – แอดมิน)
  3. แถลงการณ์ระบุว่า เหตุที่ต้องตั้ง ซุปเปอร์ลีก ขึ้นมา ก็เพราะการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลให้ “ความไร้เสถียรภาพ” ของ “โมเดลทางเศรษฐกิจ” ของฟุตบอลยุโรปถูกเร่งขึ้นอย่างรุนแรง (แปลเป็นภาษาชาวบ้านคือ ทำให้รายได้หดหาย การจัดแข่งขันบอลยุโรปแบบเดิมๆ ของยูฟ่า ทำเงินให้สโมสรชั้นนำต่างๆ ไม่ได้เหมือนแต่ก่อน – แอดมิน)
  4. แถลงการณ์ระบุด้วยว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องตั้งซุปเปอร์ลีก ก็เพราะสโมสรที่จะร่วมกันก่อตั้งนี้ มีความพยายามมานานแล้ว ที่จะหาทางเพิ่มคุณภาพและความเข้มข้นของการแข่งขันฟุตบอลยุโรป ด้วยการสร้างรูปแบบที่จะทำให้ทีมชั้นนำได้มาฟาดแข้งกันเป็นประจำ 
  5. เมื่อเกิดโควิดขึ้น จึงต้องอาศัยวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และวิธีทางการค้าใหม่ เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุนประโยชน์ของ “พีรามิดฟุตบอลยุโรป” (ผมมองว่าน่าสนใจมากๆ ที่ใช้วลี “พีระมิดฟุตบอล” แต่ในแถลงการณ์ไม่ได้มีการขยายความวลีนี้ – แอดมิน)
  6. แถลงการณ์อ้างด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามในการพูดคุยหาทางออกกันมาแล้วหลายรอบ แต่ทางผู้ก่อตั้งซุปเปอร์ลีกไม่เชื่อว่าทางออกที่มีการเสนอกันออกมา จะสามารถแก้ปัญหาเชิงพื้นฐาน โดยจัดให้มีการแข่งขันฟุตบอลคุณภาพสูง และเป็นแหล่งทรัพยากรทางการเงินอันน่าพอใจสำหรับบรรดาสโมสรต่างๆ ได้
  7. การแข่งขันซุปเปอร์ลีก จะประกอบไปด้วย 20 สโมสร โดยนอกจากสโมสรผู้ก่อตั้ง 15 สโมสร จะมีกลจักรในการสรรหาอีก 5 สโมสรมาร่วมแข่งขันกันในแต่ละฤดูกาล โดยพิจารณาจากความสำเร็จและผลงานในฤดูกาลก่อนหน้า (แถลงการณ์ไม่ได้ระบุถึงทีมที่จะถูกคัดออกหรือตกชั้น ว่ามีระบบอย่างไร – แอดมิน)
  8. การแข่งขันจะมีขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ ซึ่งหมายความว่าแต่ละสโมสรจะสามารถเตะตามโปรแกรมลีกในประเทศของตนเอง ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของตารางการแข่งขันของสโมสรต่างๆ ไปได้ตามปกติ (แต่ก็อย่างที่ตั้งข้อสังเกตไปแล้วว่า ที่กระทบเต็มๆ ย่อมจะเป็น UCL และ UEL ของยูฟ่า หรือถ้าจะพูดให้ชัด นี่อาจเป็นรายการที่จะมาทดแทน UCL เลยก็ว่าได้ – แอดมิน) 
  9. การแข่งขันจะเริ่มต้นในเดือน ส.ค. (ช่วงเริ่มต้นลีกในประเทศของฟุตบอลยุโรป) โดยจะแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 10 ทีม เล่นเหย้าเยือนกัน สามทีมแรกของแต่ละกลุ่มจะได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบก่อนรองชนะเลิศโดยอัตโนมัติ ทีมอันดับ 4 และ 5 จะเล่นสองเลกแบบเหย้าเยือน เพื่อชิงตั๋วใบสุดท้ายของแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะทำให้ได้ทีมที่จะเล่นรอบก่อนรองฯ ครบ 8 ทีม ส่วนรองรองชนะเลิศก็จะเล่นสองเลกเช่นกัน แล้วไปชิงชนะเลิศแบบเลกเดียวที่สนามเป็นกลาง
  10. ประเด็นนี้สำคัญมาก แถลงการณ์ระบุว่า ทัวร์นาเม้นท์ใหม่นี้จะช่วยสร้างการเติบโตและการสนับสนุนทางเศรษฐกิจให้กับฟุตบอลยุโรปในระยะยาว ด้วย “uncapped solidarity payment” หรือเงินสนับสนุนที่จะแบ่งให้แต่ละสโมสรโดยแปรผันตามรายได้ที่ทำได้ โดย “ไม่มีการกำหนดเพดาน” (พูดง่ายๆ คือ ถ้าซุปเปอร์ลีกทำเงินได้มาก แต่ละสโมสรก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ) ซึ่งคาดว่าจะสูงกว่าส่วนแบ่งที่ได้จากการแข่งขันฟุตบอลยุโรปในปัจจุบัน และคาดว่าจะสูงกว่า 10,000 ล้านยูโร ตลอดช่วงระยะเวลาที่ตกลงร่วมกันแข่งขัน (ไม่ได้ระบุว่าระยะเวลาเบื้องต้นคือจะแข่งกันกี่ฤดูกาล – แอดมิน)
  11. ที่สำคัญมากๆ เช่นกัน คือสโมสรที่ตกลงปลงใจมาร่วมกันก่อตั้งลีก จะได้รับเงินทันที สโมสรละ 3,500 ล้านยูโร เพื่อเอาไปใช้เป็นทุนสำหรับลงทุนและบำรุง facility ต่างๆ รวมทั้งชดเชยความเสียหายจากผลกระทบของโควิด-19 (แถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่า เงิน 3,500 ล้านยูโรต่อสโมสร รวม 15 สโมสรก็เท่ากับ 5.25 หมื่นล้านยูโรนี้ จะมาจากแหล่งใด แต่ผมเดาเอาเองว่าน่าจะมาจากเงินกู้ ที่ทางนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการแข่งขัน จะกู้จากสถาบันการเงินระดับโลก แล้วเอามาจ่ายให้สโมสรผู้ร่วมก่อตั้ง – แอดมิน)
  12. ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรรีล มาดริด และประธานคนแรกของซุปเปอร์ลีก บอกว่า “เราจะช่วยฟุตบอลในทุกๆ ระดับ โดยช่วยให้มันได้อยู่ในจุดที่เหมาะสมของโลก”

และนี่คือรายละเอียดเกี่ยวกับซุปเปอร์ลีก initiative ช็อคโลกที่ประกาศออกมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ซึ่งดูจากท่าทีแล้ว คงไม่ใช่แค่ลีลาการต่อรองกับยูฟ่า แต่น่าจะเป็นเรื่องจริง แต่ทางยูฟ่ารวมถึงองคาพยพอื่นๆ ของโลกฟุตบอลจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป คงต้องรอดูกันต่อไปครับ

——–

Credit : ภาพและข้อมูลประกอบจากแถลงการณ์ของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ https://www.tottenhamhotspur.com/news/2021/april/leading-european-football-clubs-announce-new-super-league-competition/?fbclid=IwAR2H_vucoDcSutkpIRdGe6XW0EHIDAmVlypX2coI-jxZQm4IKwpTdwCVTd0

เตือนให้ระวัง !! นักวิเคราะห์ชี้ “ARK” อันตราย – ช่องโหว่เพียบ

เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

บทความนี้ เขียนโดย Robby Greengold, CFA, ในคอลัมน์ Fund Spy ของ Morningstar เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2021 โดยกล่าวถึง ARK Invest บริษัทลงทุนของ เคธี วูด และกองทุนในเครือ ผมเห็นว่าน่าสนใจมากๆ ในเวลาที่ ARK เป็นที่นิยมอย่างสูงในหมู่นักลงทุนทั่วโลกรวมทั้งคนไทย จึงขอเรียบเรียงมาให้ได้อ่านกันเป็นข้อๆ

อาจจะยาวสักนิดแต่น่าจะมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่คิดจะลงทุนใน ETF ของ ARK หรือ feeder fund ของไทยที่ลงทุนใน ARK

ขอออกตัวก่อนว่า นี่เป็นเพียงการเรียบเรียง โดยสรุปออกมาเป็นข้อๆ ไม่ใช่การแปลแบบคำต่อคำ และไอเดียทั้งหมดในข้อเขียนนี้เป็นของผู้เขียน ไม่ใช่ของผม จะเห็นด้วยหรือไม่ขอให้เป็นวิจารณญาณของท่านเองครับ

1. ผู้เขียนเกริ่นนำ โดยรวบยอดว่า ARK  Invest มีจุดอ่อนสามประการหลัก หนึ่งคือ การอาศัยผู้จัดการกองทุนที่ชอบฉายเดี่ยว สองคือทีมที่มีประสบการณ์น้อย และสามคือการขาดความพร้อมรับมือ หากตลาดเกิดการหักมุมขึ้นมาอย่างรุนแรง (major twist)

2. กองทุนของ ARK กระจายการลงทุนไปในหุ้นของห้าอุตสาหกรรม คือ AI, Blockchain, การจัดลำดับ DNA, การจัดเก็บพลังงาน และ Robotics ซึ่งบริษัทคิดว่าเป็นกลุ่มที่จะดิสรัปโลก

3. กองทุนในเครือของ ARK แทบไม่เหมือนกับดัชนีใดๆ โดยกล้าทุ่มเงินลงทุนไปกับหุ้นทุกขนาด เป็นการเดิมพันแบบหนักๆ แม้กับบริษัทที่ยังขาดทุน ขอเพียงมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง

4. จุดที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ARK ไม่ได้วัดความสำเร็จของตัวเองเหมือนกองทุนที่เน้นลงทุนระยะยาวทั่วไป กล่าวคือ แทนที่จะตั้งเป้าเอาชนะดัชนี บริษัทกลับให้ความสำคัญกับการเติบโตในระยะสั้นเยอะมาก และลงทุนเฉพาะในบริษัทที่มองว่าจะเติบโตเฉลี่ยทบต้น 15% หรือมากกว่านั้นในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเป้าที่เกินกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของ Russell Mid Cap Growth Index (ดัชนีการเติบโตของหุ้นขนาดกลาง) ที่ ARK ใช้เป็น benchmark เกือบสองเท่า

5. ที่ผ่านมา ETF ของ ARK ทำได้ดีกว่านั้นมาก กลยุทธ์ของบริษัทช่วยสร้างผลตอบแทนให้กองทุนในเครือได้ถึง 150% ในปี 2020 ส่งผลให้เงินหลั่งไหลกันเข้ามา โดย 12 เดือนหลังสุด นับถึง ก.พ. 2021 สินทรัพย์ใต้การจัดการของ ARK เพิ่มจาก 12,000 ล้านเป็น 80,000 ล้านเหรียญ

6. ARK มีลักษณะที่ค่อนข้าง shareholder-friendly คือคิดค่าธรรมเนียมไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง กองทุนแต่ละกอง ลงทุนในแพลตฟอร์มไฮเทคไม่กี่แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีจำนวนไม่มาก ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

7. เคธี วูด ผู้ก่อตั้ง ได้เอากระบวนการที่เคยใช้สมัยทำงานอยู่กับ AllianceBernstein ระหว่างปี 2001 ถึง 2013 มาใช้กับ ARK กล่าวคือ ใช้กลยุทธ์ที่มีความผันผวนสูง ดาวน์ไซด์ต่ำ และให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว 

8. เมื่อย้อนไปดูกองทุนหลักที่เคธีบริหารสมัยทำงานอยู่กับ AB แม้ผลตอบแทนจะชนะ Russell 100 ได้พอสมควร แต่มีจุดอ่อนในแง่ของการจัดการความเสี่ยง ขณะที่กองทุนรวมอีกสองกองภายใต้การบริหารของเธอกลับทำผลตอบแทนได้ไม่ดีนัก ทั้งยังไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีอีกด้วย

9. และเมื่อพิจารณาทีมของเคธีที่ ARK ไล่ตั้งแต่ เบรตต์ วินตัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ซึ่งเป็นคนที่น่าจะขึ้นมาแทนเคธีหากเธอวางมือ เบรตต์มีประสบการณ์ 15 ปี แต่ไม่เคยบริหารกองทุนมาก่อนเลย นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คนอื่นๆ ในทีมยังเข้าๆ ออกๆ ตลอดเวลา และเก้าคนที่ยังอยู่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์เชิงลึกมากนัก

10. ผู้เขียนให้ข้อสังเกตไว้ว่า ทีมวิจัยของ ARK ต่างจากทีมวิจัยของผู้บริหารกองทุนแบบดั้งเดิม ทว่าไม่ใช่ความแตกต่างในแง่ดี เพราะกองทุนส่วนใหญ่จะมีทีมนักวิเคราะห์ที่จบจากสถาบันดังๆ มีประสบการณ์หลายปี บ้างก็จบ MBA หรืออย่างน้อยก็มีเครดิตในสายการลงทุนมาไม่น้อย เช่นได้ CFA แล้ว แต่นักวิเคราะห์ของ ARK กลับไม่มีอะไรเลยนอกจากวุฒิปริญญาตรี

11. ผู้เขียนยังบอกด้วยว่า ในการรับสมัครงานของ ARK ทางบริษัทไม่ได้กำหนดว่าต้องมีเครดิตอะไรบ้าง ซึ่งดูเผินๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะจะทำให้ได้บุคลากรที่มีประสบการณ์และทักษะความสามารถอันหลากหลาย และอาจจะช่วยเพิ่มความสร้างสรรค์และมุมมองที่แตกต่างให้กับทีม ทว่าทีมของ ARK ที่มีอยู่ ดูเหมือนจะมีประสบการณ์ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับคนของบริษัทอื่นๆ และไม่น่าเชื่อว่า บุคลากรเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เคยทำงานฟูลไทม์มาก่อน

12. เป้าหมายที่ตั้งไว้สูงลิบของ ARK Innovation หรือ ARKK ทำให้ทางกองต้องจัดพอร์ตบนความเสี่ยง โดยใช้สัญชาตญาณของ เคธี วูด มากกว่าข้อมูลหรือกฏเกณฑ์ใดๆ ทั้งนี้ ARK ซึ่งไม่มีบุคลากรด้านการจัดการความเสี่ยงเลยแม้แต่คนเดียว มองความเสี่ยงผ่านระบบให้คะแนนของตนเอง โดยจำแนกบริษัทต่างๆ ผ่านเกณฑ์หกข้อ ที่ไม่ได้ช่วยให้เห็นภาพรวมของความเสี่ยงได้อย่างชัดเจนนัก

13. เคธี วูด เลือกหุ้นเข้าพอร์ตทีละตัว โดยใช้คะแนนรวมเพื่อเป็นแนวทางว่าจะมี position มากน้อยขนาดไหน แต่คะแนนที่เธอใช้ไม่ได้บ่งบอกถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนของหุ้นแต่ละตัว ซึ่งอาจเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญก็เป็นได้ (พูดง่ายๆ ก็คือ หุ้นที่เคธีมองว่ามีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงสุดๆ ก็อาจจะเสี่ยงสุดๆ ตามไปด้วย ทว่าระบบคะแนนที่เคธีใช้ไม่ได้บอกในเรื่องนี้เลย)

14. แม้จะมีการกระจายการลงทุนไปในหุ้นของหลายๆ แพลตฟอร์ม แต่การจัดหมวดหมู่หุ้นที่เข้าลงทุนของ ARK ไม่ได้บ่งชี้เลยว่าหุ้นเหล่านั้นจะขึ้น ตก ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวพร้อมๆ กันหรือไม่ (หมายความว่า ด้วยการกระจายการลงทุนเช่นนี้ หากตลาดแย่ หุ้นก็อาจจะลงพร้อมกัน ซึ่งไม่น่าจะเป็นการกระจายการลงทุนที่ดี) 

15.  ผู้เขียนบอกว่า ARK ไม่ได้กระจายการลงทุนด้วยการคาดการณ์ไปข้างหน้า โดยใช้ค่าสหสัมพันธ์และค่าความแปรปรวนของหุ้นเหล่านั้นเป็นตัววัด โดยให้ทีมบริหารอิสระที่แยกออกจากฝ่ายบริหารกองทุนเป็นผู้คิดคำนวณ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีมากกว่า

16. บรรดากองทุนคู่แข่งของ ARK อาจไม่จำเป็นต้องใช้วิธีวิเคราะห์ความเสี่ยงซึ่งซับซ้อนเช่นนี้ (ดังที่กล่าวไว้ในข้อ 15) เพราะกลยุทธ์ “ถือยาว” ของพวกเขาเป็นการช่วยจำกัดความเสี่ยงในตัวอยู่แล้ว เช่น จะไม่มีการทุ่มลงทุนในเซคเตอร์ใดเซคเตอร์หนึ่งเป็นจำนวนมาก ทว่า ARK กลับมีตัววัดเพื่อป้องกันการทุ่มลงทุน (concentration) น้อยมาก บริษัทเพียงบอกภาพกว้างๆ ว่าจะถือหุ้นไม่เกิน 10% ในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง และจะไม่เอาสินทรัพย์เกินครึ่งของบริษัทลงทุนในเทคโนโลยีเดียว

17. นอกจากนี้ ARK ไม่เคยให้คำมั่นว่าจะกระจายความเสี่ยงในพอร์ตต่างๆ ของตนเอง แต่บอกให้นักลงทุนพร้อมรับความผันผวน และแม้กระนั้น พอร์ตที่ใช้กลยุทธ์ในลักษณะเดียวกับ ARK ก็ควรจะแสดงถึงการรู้เท่าทันความเสี่ยงที่พ่วงมาด้วย และควรกลั่นมันออกมาเป็นระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (risk tolerance) ทว่าดูเหมือน ARK จะไม่ได้ทำเช่นนั้น

18. สิ่งที่ ARK ทำ กลับกลายเป็นการตัดทิ้งข้อความที่ระบุว่าจะจำกัดปริมาณการถือครองหุ้นตัวหลักๆ และจำกัดเปอร์เซ็นต์การถือหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วในแต่ละบริษัทออกไป

19. ก่อนจบ ผู้เขียนใช้วลีสรุปสถานการณ์ของ ARK ว่า “มองไม่เห็นอนาคต” (Blind to the Future) เพราะพอร์ตของบริษัทมีสภาพคล่องน้อยลงเรื่อยๆ และเปราะบางต่อการขาดทุนก้อนโต จากการที่ขนาดของพอร์ต “บวม” ขึ้นมาขนาดนี้ 

20. ระหว่างช่วง 12 เดือน นับถึง ก.พ. 2021 ที่สินทรัพย์ของ ETF ของบริษัทเติบโตขึ้นถึงสิบเด้ง กลายเป็นมากกว่า 23,000 ล้านเหรียญนั้น บริษัทยังคงถือและเพิ่มจำนวนการถือครองหุ้นในบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งยิ่งทำให้การขายหุ้นตัวนั้นๆ โดยไม่กระทบราคาทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยกองทุนในเครือ ARK เป็นอันดับต้นๆ ของกองทุนที่มีการทุ่มลงทุน (concentration) ในหุ้นรายตัวอย่างชัดเจน

21. บริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญกับการที่ดาวน์ไซด์ของกองทุนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังคงใช้อดีตมานำทางอนาคต ทว่าเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่เหมือนเดิม และวิกฤตในอนาคตย่อมจะแตกต่างจากอดีต หากไม่มีมืออาชีพด้านการบริหารความเสี่ยงมาทำ stress-test, มาจัดการการเปิดรับความเสี่ยงของพอร์ต, มาคาดการณ์โอกาสขาดทุนตามสมมุติฐานตลาดในลักษณะต่างๆ และตามสภาวะตลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยหา worst-case scenario ออกมา ทีมของ ARK ก็ย่อมตกอยู่ในตำแหน่งที่ย่ำแย่ ในการเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อการหักมุมหรือวิกฤตตลาดที่อาจเกิดขึ้น

22. และต่อให้มีทีมเช่นนั้นจริง ก็ไม่ได้มีสัญญาณใดๆ เลยที่บ่งบอกว่าเคธีจะทำตามคำแนะนำของทีม กระบวนการลงทุนที่เธอใช้อยู่ โดยแก่นของมันเป็นการทวีการเปิดรับความเสี่ยงให้กับกลุ่มหุ้นที่เสี่ยงมากที่สุดในพอร์ต ณ เวลาที่ตลาดอยู่ในจุดที่ความไม่แน่นอนสูงมากเช่นเวลานี้

23. หากเกิดวิกฤตขึ้น แผนของเธอคือขายหุ้นที่มีสภาพ “เหมือนเงินสด” กล่าวคือมีที่มาของรายได้จากหลายๆ แหล่ง ซึ่งโดยมากมักเป็นหุ้น large cap และมีสภาพคล่องสูง และหันไปซื้อหุ้น “pure play” จำนวนไม่กี่ตัว (น้อยสุดที่เป็นไปได้คือ 32 ตัว) ซึ่งมักเป็นหุ้นตัวเล็กที่ไม่มีกำไร สภาพคล่องต่ำ และผันผวนสูงมาก

24. เมื่อเทียบกับสมัยปี 2008 เคธีไม่ได้สุดขั้วขนาดนี้ ในยุคนั้น เธอถือหุ้นอยู่ 47 ตัว และเน้นหุ้นที่สภาพคล่องสูง ซึ่งแทบไม่ได้มีอะไรเหมือนกับสิ่งที่เธอทำอยู่ ณ วันนี้กับ ARK เลย โดยในปี 2008 บัญชี (ที่มีหุ้น 47 ตัว) ดังกล่าว ซึ่งเป็นบัญชีที่เน้นหุ้นขนาดใหญ่ มีผลติดลบถึง 45% ก่อนหักค่าธรรมเนียม แย่ยิ่งกว่าดัชนี Russel 1000 Growth Index ที่ติดลบเพียง 38% ด้วยซ้ำ

25. หากจะลดผลกระทบจากสภาวะตลาด วิธีแก้ก็คือ ARK ต้องสร้าง position ขึ้นมาใหม่และทยอยออกจาก position เดิม ทว่าการทำเช่นนั้น คนในตลาดย่อมจะเห็น เพราะ ETF จำเป็นต้องเปิดเผยพอร์ตต่อสาธารณะทุกวัน ซึ่งจะทำให้คนแห่ซื้อหุ้นที่ ARK กำลังเก็บ (ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น) และจะทำให้คนแห่ขายหุ้นที่ ARK กำลังทิ้ง (ส่งผลให้ราคาร่วงลงอย่างรวดเร็ว) จะเห็นได้ว่าภารกิจนี้ไม่ง่ายเลย

โดยสรุป การไล่ล่าหุ้นนวัตกรรมที่เข้ามาดิสรัปโลกและให้ผลตอบแทนในระดับสูงของ ARK อาจน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนที่พร้อมรับความเสี่ยงจากการขาดทุนหนักๆ 

ทว่าทีมของ ARK ซึ่งเต็มไปด้วยนักวิเคราะห์ประสบการณ์น้อย ประกอบกับวิธีบริหารความเสี่ยงแบบ “เดินหน้าลุย” (go-with-your-gut) บวกกับสินทรัพย์ที่บวมโตขึ้นมาขนาดนี้

ทำให้ต้องเขียนเครื่องหมายคำถามไว้ตัวโตๆ ว่า ผลการลงทุนที่โดดเด่นในอดีต จะคงอยู่ต่อไปได้อีกนานเท่าไร


ที่มา : https://www.morningstar.com/articles/1031702/ark-innovations-thematic-approach-is-ill-prepared-for-a-major-twist

ภาพประกอบ : twitter @CathieDWood