มหัศจรรย์ “หุ้น 30 เด้ง” ของ บัฟเฟตต์ และ มังเกอร์

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อหลายปีก่อน บริษัท Berkshire Hathaway ภายใต้การนำของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้เข้าลงทุนใน BYD บริษัทผลิตรถยนต์ใช้ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของจีน

โดย Berkshire ทุ่มเงินก้อนแรก 232 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อหุ้น 225 ล้านหุ้นของ BYD เมื่อปี 2008 คิดเป็นราคาประมาณหุ้นละ 1 เหรียญ และผู้ที่แนะนำให้บัฟเฟตต์ซื้อ ก็คือ ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานบริษัท ซึ่งถนัดหาหุ้นต่างประเทศมากกว่าบัฟเฟตต์

ผมยังจำได้ว่าในเวลานั้นหลายคนมองว่า BYD เป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของ Berkshire ด้วยความที่ราคาหุ้นติดลบอยู่เป็นเวลานาน และเมื่อถูกถามเรื่อง BYD ในการประชุมผู้ถือหุ้น บัฟเฟตต์ก็จะโยนให้มังเกอร์เป็นผู้ตอบเพราะแกไม่ค่อยรู้เรื่อง 

ทว่าผ่านมา 13 ปี หุ้น BYD ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงกลับกลายเป็นหุ้น “30 เด้ง” โดยราคาล่าสุดอยู่ที่ประมาณ “33 เหรียญ” เอาเฉพาะปีที่แล้วก็พุ่งขึ้นถึงห้าเท่า ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัท จาก 3,000 ล้านเหรียญ กลายเป็น 95,000 ล้านเหรียญ เข้าไปแล้ว

และแน่นอนว่าทำให้เงินลงทุนของ 232 ล้านเหรียญของ Berkshire ทวีมูลค่ากลายเป็น 7,400 ล้านเหรียญ คิดเป็นกำไรเหนาะๆกว่า 7,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 3,000%!!

ทั้งหมดนี้เกิดจากการเติบโตของบริษัท โดยรายได้ของ BYD เพิ่มขึ้นจาก 26 ล้านหยวน (แค่ประมาณ 120 ล้านบาท) ในวันที่ Berkshire เข้าซื้อหุ้นกลายเป็น 122,000 ล้านหยวน (5.64 แสนล้านบาท) ในปี 2019 ขณะที่กำไรโตจากหนึ่งล้านหยวน (แค่สี่ล้านกว่าบาท คิดดูก็แล้วกันว่าจิ๊บจ๊อยขนาดไหน) กลายเป็น 1,600 ล้านหยวน (7,400 ล้านบาท) ในช่วงเวลาเดียวกัน

บัฟเฟตต์เคยให้สัมภาษณ์ CNBC ว่าดีลนี้มังเกอร์เป็นคนโทรหาเขาเองโดยบอกว่า “เราต้องซื้อ BYD ให้ได้นะ เจ้าคนที่บริหารมันเก่งยิ่งกว่าโธมัส เอดิสัน อีก” 

อันที่จริง มังเกอร์เคยพูดไว้ก่อนหน้านั้นแล้วเมื่อปี 2009 หลังจากซื้อ BYD ได้ไม่นาน บอกว่า หวังฉวนฝู ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ BYD คือส่วนผสมระหว่าง โธมัส เอดิสัน กับ แจ็ค เวลช์ กล่าวคือ มีทักษะของเอดิสันในการประดิษฐ์คิดค้น และมีทักษะของเวลช์ในการบริหารองค์กร ซึ่งเป็นอะไรที่หาได้ยากยิ่ง เพราะอัจฉริยะส่วนใหญ่จะมีอยู่เพียงหนึ่งในสองอย่างเท่านั้น 

“ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย” มังเกอร์อธิบายถึงความมหัศจรรย์ของอาหวัง

ด้านบัฟเฟตต์เองก็เห็นด้วยกับเพื่อนซี้ และเคยเสนอที่จะซื้อหุ้นของบริษัทถึง 25% ในทีแรก ทว่าหวังปฏิเสธ ซึ่งปู่ก็ไม่ว่า แต่กลับชอบใจ และตกลงซื้อเพียง 9.9%

“นี่คือคนที่ไม่อยากขายบริษัทของตัวเอง” เทพเจ้าแห่งโอมาฮาบอกกับนิตยสาร Fortune “มันคือสัญญาณที่ดีเลยล่ะ”

ฝ่ายมังเกอร์ก็เคยพูดถึง BYD ในการประชุมผู้ถือหุ้นปี 2009 (ซึ่งเวลานั้นหุ้น BYD ยังไม่ไปไหนเลย) ไว้อีกว่า BYD ไม่ใช่สตาร์ทอัพธรรมดาที่จับพลัดจับผลู ได้เงินก้อนโตจาก VC แล้วก็ใหญ่ขึ้นมา 

ตรงกันข้ามเลย ชาร์ลีบอกว่าอาหวังผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นคนที่เก่งมาก เขาสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปั้นบริษัทให้กลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมชาร์จซ้ำได้และผู้ผลิตชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือชั้นนำของโลก ทั้งๆ ที่มีเงินทุนจำกัดและเจอกับการแข่งขันที่รุนแรง ก่อนจะทำให้ BYD กลายเป็นโมเดลรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในประเทศจีนได้สำเร็จ

“นี่มันโคตรปาฏิหาริย์เลย” มังเกอร์ชี้ชัด 

ที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดก็คือ มังเกอร์บอกกับผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนในการประชุมผู้ถือหุ้นปี 2010 ว่า หากโอกาสลงทุนใน BYD มาถึงตั้งแต่ 5 หรือ 10 ปีก่อนหน้านั้นเขาคงจะไม่ลงทุน เพราะเวลานั้นเขายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้

มังเกอร์พูดติดตลกว่า คนแก่อย่างพวกเรายังคงเรียนรู้ต่อเนื่องอยู่เสมอ ตรงนี้แหละที่สำคัญสุดๆ

ผมมองว่าบทเรียนที่เราควรจะได้รับจากเรื่องนี้มีอยู่หลายประการด้วยกัน

หนึ่ง) คนเราควรเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บางเรื่องเราไม่รู้ในวันนี้ แต่ถ้าเราเริ่มต้นเรียนรู้มัน สักวันเราก็อาจเข้าใจและพบโอกาสดีๆ ได้ เหมือนที่มังเกอร์ขยันเรียนรู้ในวัยแปดสิบกว่าๆ จนได้หุ้น 30 เด้งมาครอบครอง (ปัจจุบัน ปู่มังก์อายุเก้าสิบกว่าแล้ว)

สอง) การกล้าลงทุนใน “คน” เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง มังเกอร์ชวนบัฟเฟตต์ลงทุนใน BYD เพราะเขาเชื่อมั่นในตัว หวังฉวนฝู มากกว่าที่เชื่อมั่นในรถยนต์หรือแบตเตอรี่ของบริษัทเสียอีก ถ้าเราเจอคนที่ยอดเยี่ยม การลงทุนกับเขาก็เป็นทางเลือกที่ควรทำ

คำถามสำคัญก็คือ “คุณอ่านคนออกเหมือนที่มังเกอร์มองอาหวังออกหรือเปล่า?” 

สาม) จงไว้ใจและให้เกียรติเพื่อนร่วมงานของคุณ แม้มังเกอร์จะพบเพชรเม็ดงามอย่างอาหวัง แต่ดีล BYD จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าบัฟเฟตต์ซึ่งไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเมืองจีนไม่อนุมัติ ที่มันเกิดขึ้นได้ เป็นเพราะบัฟเฟตต์ไว้ใจและเคารพในการตัดสินของมังเกอร์ เพื่อนผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามาค่อนชีวิต 

สี่) อย่าลงทุนในบริษัทที่เจ้าของเก่งแต่ผลาญเงิน สตาร์ทอัพบางรายทำอะไรใหญ่ๆ โตๆ ได้เพราะได้เงินจาก VC แล้วก็เอามาลองผิดลองถูก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเจ๊ง ลงทุนในบริษัทพวกนี้เหมือนเล่นไฮโล แต่ให้ลงทุนในบริษัทที่มีการพิสูจน์มาแล้วว่าเจ้าของรู้จริง เก่งจริง เหมือนที่มังเกอร์กล้าลงทุนกับบริษัทของหวังฉวนฝู เพราะเห็น “ปาฏิหาริย์เล็กๆ” ของเขามาก่อนแล้ว

ห้า) ลงทุนแล้วต้องมั่นใจและกล้าถือยาว ผมจำได้ว่าตอนที่ Berkshire เพิ่งลงทุนใน BYD ผมเพิ่งทำ Club VI ใหม่ๆ ตอนนั้นไม่ว่าจะแปลหนังสือหรืออ่านข้อมูลในเน็ต ใครๆก็บอกว่า BYD คือการลงทุนที่ล้มเหลว ถ้าวันนั้นมังเกอร์และบัฟเฟตต์ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง หรือหวั่นไหวไปตามคนส่วนใหญ่ เขาก็คงขายมันทิ้งตัดขาดทุนไปแล้ว

แต่เพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองทำอะไรอยู่ Berkshire จึงมีหุ้น 30 เด้งที่ชื่อ BYD อยู่ในมือทุกวันนี้

หก) ธุรกิจ EV และแบตเตอรี่ไฟฟ้าคือธุรกิจแห่งอนาคต บริษัทรถยนต์เก่าๆ กำลังล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ นี่คือโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม แต่เราจะได้กำไรก็ต่อเมื่อเรามีวิสัยทัศน์เหนือคนอื่นๆ และเข้าลงทุนก่อนที่มันจะ “มา” เท่านั้น

และนี่คือ success story “หุ้น 30 เด้ง” ของบัฟเฟตต์และมังเกอร์ที่เอามาเล่าสู่กันฟัง หวังว่าจะปรับไปใช้กับชีวิตการลงทุนของท่านได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ


ข้อมูลประกอบ : https://markets.businessinsider.com/news/stocks/warren-buffett-berkshire-hathaway-gain-byd-electric-vehicles-investment-2021-1-1029995920

ภาพประกอบ : Yahoo! Finance live streaming Berkshire AGM, Wikipedia: BYD

เข้าใจ Bitcoin ใน 3 นาที

เรียบเรียง โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(จากรายการ “ถามอีกกับอิก” โดย บรรพต ธนาเพิ่มสุข สัมภาษณ์ “พี่รัน”)

บิทคอยท์ทำหน้าที่เหมือนกับทองคำ

สมัยก่อนที่ทองคำมีค่าขึ้นมา ก็เพราะคนใช้มันเป็น “สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน”

คุณลักษณะของสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน คือต้องหายาก ปลอมยาก และได้รับความเชื่อมั่น

“ความเชื่อมั่น” ( trust) และ “จำนวนที่จำกัด” (limited supply) คือองค์ประกอบสำคัญที่สุด

นึกถึงภาพวาดของ แวนโก๊ะ ทั้งหมดมีอยู่ไม่กี่ร้อยภาพ

แต่ในสมัยที่แวนโก๊ะยังมีชีวิต มันกลับขายไม่ได้ เพราะคนไม่เชื่อมั่นในแวนโก๊ะ ไม่รู้ว่าเขาคือใคร

ตลอดชีวิตของแวนโก๊ะ เขาขายภาพได้แค่ภาพเดียว

ทว่าเมื่อเขาตายไปนานแล้ว ความเชื่อมั่นก็เกิดขึ้น ภาพของเขาจึงมีมูลค่าขึ้นมา

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า คนสมัยก่อนใช้ “ทองคำ” เป็นตัวกลาง แต่ด้วยความที่ทองคำพกพาได้ยาก เลยมีการพิมพ์ “กระดาษ” ออกมาเพื่อใช้แทนมูลค่าของทองคำ

นั่นเอง เป็นที่มาของเงินสกุลต่างๆ หรือ currency ภาษาไทยคือ “อัตราแลกเปลี่ยน”

เงินดอลล่าร์ เงินปอนด์ เงินเยน และเงินหลายสกุลทั่วโลก เหล่านี้ล้วนเป็น currency

เมื่อก่อน การที่ชาติหนึ่งๆ จะพิมพ์เงินออกมาได้ ต้องมีทองคำฝากไว้ที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยสามารถพิมพ์เงินได้ตามมูลค่าทองคำที่ตัวเองมีอยู่

แต่แล้ว พอสหรัฐอเมริกาบุกเวียดนาม สหรัฐฯ ต้องใช้เงินมหาศาล จึงพิมพ์เงินออกมามากกว่าทองคำที่ค้ำไว้ ซึ่งผิดข้อตกลง

ด้วยเหตุนี้ในปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ดนิกสันจึงประกาศเลิกผูกเงินดอลล่าร์กับทองคำและสหรัฐฯก็พิมพ์เงินออกมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้ (มูลค่าทองคำต่อดอลล่าร์สหรัฐฯจึงสูงขึ้นตลอดมา)

ปัจจุบัน หลายชาติ รวมทั้งญี่ปุ่น มีการพิมพ์เงินออกมาเอง โดยไม่ผูกกับทองคำ แบบที่สหรัฐฯ ทำ และเมื่อไม่นานมานี้ ญี่ปุ่นก็เพิ่งทำ QE โดยใส่เงินเพิ่มเข้าไปในระบบ ตามรอยอเมริกา

นั่นทำให้ในโลกยุคปัจจุบันเงินที่เราใช้กันอยู่เหลือแต่ “trust” แต่ความเป็น “limited supply” นั้นหมดไปแล้ว

เหตุที่สกุลเงินต่างๆยังรักษาคุณค่าของมันอยู่ได้เพราะผู้คนมีความเชื่อถือในประเทศนั้นๆไม่ใช่เพราะความมีอยู่จำกัดของเงินอีกต่อไป

ดู “ซิมบับเว” เป็นตัวอย่าง ซิมบับเวเป็นประเทศที่ไม่มี “trust” พอพิมพ์แบงก์ออกมามากๆ จึงเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ปัจจุบัน เพดานหนี้ภาครัฐของหลายประเทศ ยกระดับขึ้นไปสูงมาก และหากรัฐบาลหนึ่งเกิดไม่ชำระหนี้ (default) ก็อาจส่งผลเป็นโดมิโนไปทั่วโลก

(ขอเสริมว่าเพราะโลกทุกวันนี้มีความเชื่อมโยงทางการเงินสูง มีการให้กู้ ให้เงินช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากชาติหนึ่งหยุดชำระหนี้ ชาติเจ้าหนี้ย่อมได้รับผลกระทบ ดังกรณีของกรีซ หากกรีซหยุดชำระหนี้ เยอรมนีและอีกหลายๆ ชาติเจ้าหนี้จะเจ็บหนักที่สุด- ผู้เรียบเรียง)

และผู้คนอาจไม่เชื่อถือใน “เงินตรา” แบบดั้งเดิมอีก

จากปัญหาทั้งหมดข้างต้นทำให้มีคนๆหนึ่งใช้ชื่อว่าซาโตชิ นากาโมโต้คิดค้นส่ิงที่เรียกว่าบิทคอยน์” (bitcoin) ขึ้นมา

บิทคอยน์เป็น “อัตราแลกเปลี่ยน” ชนิดหนึ่งทำหน้าที่เหมือนกับ “ทองคำ” ในสมัยก่อนโดยซาโตชิได้ทำให้มันมีจำนวนจำกัด (limited supply) เพื่อให้มีคุณค่าในการแลกเปลี่ยน

(ทองคำทั้งโลกมีแค่ 2 แสนตัน ส่วนบิทคอยน์ ถูกทำขึ้นมาเพียง  21 ล้านเหรียญบิทคอยน์ และจะไม่เพิ่มมากไปกว่านี้)

ในเรื่องของความปลอดภัย ถามว่า มีโอกาสหรือไม่ที่บิทคอยน์จะถูกแฮ็ค? ก็ต้องตอบว่า กลไกของบิทคอยน์ คือการเก็บข้อมูล transaction ไว้ในคอมพิวเตอร์ทั่วโลก จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะโดนแฮ็ค เพราะนั่นหมายถึงต้องแฮ็คคอมฯ ที่กระจายกันอยู่ทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ บิทคอยน์ จึงเป็นธนาคารที่ไม่มีวันถูกปล้น แต่เหตุที่มีข่าวว่ามีการ “แฮ็คบิทคอยน์” กันอยู่บ่อยๆ นั้น เป็นเพราะคนที่มีบิทคอยน์ เอาบิทคอยน์ไปฝากไว้กับ exchange agent แล้วตัว agent โดนแฮ็ค บิทคอยน์จึงถูกขโมยไป

ถามว่าบิทคอยน์จะเข้ามาหมุนเวียนในระบบได้อย่างไร?

คำตอบก็คือก็เหมือนกับ “ทองคำ” คือต้องมีคนไป “ขุด” มันขึ้นมา

ถามต่อว่าการ “ขุด” บิทคอยน์ทำอย่างไร?

ต้องอธิบายถึงระบบของบิทคอยน์ก่อนว่า ในการโอนเงินให้กันและกันของบิทคอยน์ ข้อมูลจะถูกส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ ซึ่งจะทำให้มีคนรับรู้มากมาย และโกงกันไม่ได้

พูดอีกอย่างคือ จะมี “พยาน” ที่รับรู้การโอนเงินดังกล่าว

คนที่เป็น “พยาน” ในที่นี้ เรียกว่า miner หรือ “นักขุด” แต่ไม่ใช่ใคร อยู่ๆ จะมาขุดก็ได้ โดยคนที่จะมาเป็น miner ต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า “เครื่องขุด” ซึ่งก็คือ “การ์ดจอ” (เป็นอุปกรณ์ที่มีขายในท้องตลาด โดยราคาของมันมักจะขึ้นลงตามตัวบิทคอยน์)

และค่าตอบแทนของการเป็น miner ก็คือตัวบิทคอยน์นั่นเอง

สำหรับกระบวนการขุดนั้น เมื่อมีอุปกรณ์แล้ว ก็แค่เปิดเครื่อง ลงโปรแกรม แล้วเริ่มขุดได้ โดยซีพียูจะถอดสมการคณิตศาสตร์ไปเรื่อยๆ (เป็นสมการที่ ซาโตชิ เป็นคนคิด ซึ่งผู้ขุดไม่ต้องคิดเลขแก้สมการเอง เพียงเปิดคอมฯ ทิ้งไว้เฉยๆ ให้ซีพียูของการ์ดจอคิดให้) เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ขุดก็จะได้บิทคอยน์ออกมา

อาจกล่าวได้ว่าผู้คิดค้นบิทคอยท์สร้างระบบที่ดึงดูดคนมาทำงานให้แล้วจ่ายค่าตอบแทนเป็น product ของระบบนั้นเองเหมือนเจ้าของบริษัทปลากระป๋องจ้างคนมาทำงานในโรงงานแล้วให้ปลากระป๋องเป็นค่าตอบแทนซึ่งถือว่าฉลาดมากๆผู้เรียบเรียง

(อย่างไรก็ตาม สมการที่ว่าน้ีจะยากขึ้นเรื่อยๆ พอถึงจุดนึง นักขุดจึงต้องซื้อการ์ดจอที่สเปคสูงกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการลงทุนเพิ่ม เหตุที่ซาโตชิเขียนระบบเช่นนี้ก็เพื่อสร้างบาลานซ์ไม่ให้บิทคอยน์ถูกขุดกันได้ง่ายเกิน ซึ่งจะส่งผลให้ตัวของมันสูญเสียมูลค่า)

เมื่อได้บิทคอยน์มา ผู้ขุดก็มีทางเลือก คือจะขายต่อเอาเงิน หรือเก็บมันไว้ก็ได้ โดยทุกวันนี้ มีคนมากมายเข้ามา “ซื้อๆ ขายๆ” (trade) บิทคอยน์ เพื่อทำกำไร

จะเห็นได้ว่าผู้เล่นในตลาดบิทคอยน์มีอยู่สองกลุ่มคือนักขุด” (miner) และนักเทรด” (trader) 

ว่ากันว่า ถึงวันหนึ่ง เมื่อบิทคอยน์ถูกขุดขึ้นมาหมดแล้ว สภาพคล่องของมันจะหมดไป แต่มูลค่าของมันจะเริ่มมีเสถียรภาพ ไม่เหวี่ยงไปมาเหมือนทุกวันนี้

นั่นจะทำให้บิทคอยน์สามารถเอาไปใช้งานได้จริง และกลายเป็นอีกหนึ่งสกุลเงินทางเลือก โดยการที่มันจะถูกหรือแพง ก็ขึ้นอยู่กับ trust ของคน เหมือนสกุลเงินทั่วไปในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ที่รัฐบาลของหลายประเทศจะไม่ยอมรับบิทคอยน์ เพราะกลัวว่าจะทำให้เงินของประเทศตนด้อยค่าลง แต่ในบางประเทศอย่าง เวเนซูล่า ที่คนไม่เชื่อถือในเงินตรา ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล ธุรกิจบิทคอยน์กลับเฟื่องฟูมาก

ทุกวันนี้ในประเทศอย่างญี่ปุ่นและอเมริกาบิทคอยน์สามารถใช้ซื้อของได้บ้างแล้วและวันหนึ่งเมื่อความเชื่อมั่นเกิดขึ้นบิทคอยน์จะทำหน้าที่เป็น medium of exchange ได้อย่างสมบูรณ์

คำถามยอดฮิตก็คือ บิทคอยน์เวลานี้เป็น “ฟองสบู่” หรือยัง?

ก็ต้องบอกว่า ปัญหาของบิทคอยน์คือคนไม่ได้มองมันในฐานะอัตราแลกเปลี่ยนจริงๆแต่สนใจเพราะอยากเข้าไปเก็งกำไร

และเหตุที่ราคาบิทคอยน์ผันผวนมาก ก็เพราะมันอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “เงินฝืดรุนแรง” จากปริมาณที่มีอยู่น้อย นี่แหละ ทำให้ราคาของมันพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วและขึ้นลงหวือหวา

จึงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสักวันจะมีปัจจัยมาทำให้ราคาบิทคอยน์ลดฮวบลงมาหรือเปล่า? และอนาคตของบิทคอยน์จะเป็นอย่างไร? จะมีวันที่มันพัฒนาขึ้นมาเป็นอัตราแลกเปลี่ยนมาตรฐานของโลกหรือไม่

แม้จะไม่มีใครชี้ชัดได้ในเวลานี้แต่เชื่อว่าคำตอบนั้นคงมาถึงในอีกไม่นาน!!

——-

แหล่งที่มา : คลิปรายการ ถามอีกกับอิก คลิกที่นี่

กองทุนที่ เรย์ ดาลิโอ ถือไว้มากที่สุด

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วันนี้จะชวนคุยถึงกองทุนที่ เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับโลก และผู้เขียนหนังสือ PRINCIPLES ถืออยู่มากที่สุด ว่ามันคือกองอะไร และมีดีอย่างไร ทำไมป๋าถึงซื้อมากมายขนาดนั้น

กองทุนซึ่งบริษัท Bridgewater Associates ของป๋าถืออยู่เป็นสัดส่วนอันดับหนึ่งของพอร์ต คือ SPDR S&P 500 ETF Trust (ชื่อย่อว่า SPY) โดยถือครองเป็นจำนวน 5 ล้านหน่วย คิดเป็น 26.1 เปอร์เซ็นต์ ของพอร์ตรวมของ Bridgewater 

SPY เป็นกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ก่อตั้งมาตั้งแต่เดือนมกราคมปี 1993 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ที่สำคัญคือ มันเป็น ETF (กองทุนที่เอาหน่วยลงทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เสมือนหุ้น) กองแรกของสหรัฐอเมริกา โดยจะลอกดัชนี S&P 500 ซึ่งประกอบไปด้วยหุ้นหลัก 500 ตัว

ณ วันที่ 7 ก.ค. 2020 สินทรัพย์รวมของ SPDR S&P 500 ETF อยู่ที่ 278,946.125 ล้านเหรียญ กองทุนกองนี้คิดค่าธรรมเนียม 0.095 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำมาก (ด้วยความที่เป็น passive fund คือไม่ต้องมี fund manager เก่งๆ มาเลือกหุ้นให้) โดยหุ้นที่ถือ ก็ลอกจากหุ้นใน S&P 500

และเป็นไปตามธรรมชาติของ S&P 500 อีกเช่นกัน คือสามเซคเตอร์ที่ถ่วงน้ำหนักมากที่สุดของกอง ได้แก่ หุ้นเทค หุ้น healthcare และหุ้น communication services รวมแล้วมีน้ำหนักถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต 

หุ้นสามตัวแรกที่ใหญ่ที่สุดของ S&P 500 ก็ได้แก่ Microsoft, Apple และ Amazon ตามมาด้วย Facebook, Berkshire Hathaway, VISA และอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ลงทุนใน SPY ก็จะได้ลงทุนในหุ้นเหล่านี้ด้วย

ผลตอบแทนที่ผ่านมาของ SPY ถือว่าน่าประทับใจมากๆ โดยย้อนหลังสิบปี ETF นี้ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยทบต้นปีละเกือบ 13 เปอร์เซ็นต์ และถ้านับแบบสามและห้าปี ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 11.15 และ 10.75  เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ซึ่งก็ยังดีมากอยู่

ขนาดผลตอบแทนย้อนหลังหนึ่งปีและผลตอบแทนนับจากต้นปี ซึ่งรวมเอาผลกระทบจากโควิด-19 เมื่อเดือนมีนาคม ที่ทำให้หุ้นร่วงลงอย่างหนักเอาไว้ด้วยแล้ว ก็ยังอยู่ที่ 7.26 เปอร์เซ็นต์และ -1.48 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ถือว่าไม่ขี้เหร่

เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ แนะไว้ คือให้นักลงทุนทั่วไปลงทุนในกองทุนอิงดัชนีง่ายๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ ยังเป็นจริงอยู่เสมอ

ผู้ที่อยากลงทุนใน ETF กองนี้ ต้องมีพอร์ตอยู่ที่สหรัฐฯ หรือไม่ก็ซื้อผ่านโบรกไทยที่เปิดให้ลงทุนหุ้นต่างประเทศ ที่จริงกองนี้มี feeder fund ในไทยอยู่เหมือนกัน แต่ค่าธรรมเนียมสูงกว่ากันเยอะ ซึ่งแน่นอนว่าให้ผลตอบแทนน้อยกว่านี้ อันนี้ก็แล้วแต่จะตัดสินใจกันเอาเอง ผมไม่ได้บอกว่าน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อ ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ ทั้งสิ้น

และนี่คือกองทุนกองแรกที่ป๋าเรย์ถืออยู่มากที่สุด เอาไว้ตอนหน้าจะมาว่ากันต่อถึงกองต่อไปนะครับ


ข้อมูลประกอบ Financialexpress .com , Investopedia