“คำเดียว” สู่สุดยอดความสำเร็จ

สมัยนี้ มีหนังสือพวก Self-development ออกมามากมาย โดยมากก็แนะนำวิธีต่างๆ นานา ว่าจะประสบความสำเร็จได้ต้องทำเช่นโน้นเช่นนี้

ผมอ่านหนังสือเรื่อง “SNOWBALL” ซึ่งเป็นชีวประวัติของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ สุดยอดนักลงทุนเกือบจบแล้ว บังเอิญมาถึงตอนสำคัญที่สนุกและน่าสนใจมากๆ เลยอดไม่ได้ที่จะยกมาเล่าให้ฟังกัน

เป็นเรื่องราวการพบกันครั้งแรก ของสองมหาบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน คือ ตัวของปู่บัฟเฟตต์เอง ซึ่งในปี 2010 ความมั่งคั่งอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก (หลังจากครองอันดับ 2 มาหลายปีดีดัก) และ บิลล์ เกตส์ อภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์

คิดดูก็แล้วกันครับว่า จากประชากรทั่วพื้นพิภพ 5,000 ล้านคน เมื่อคนที่รวยที่สุดในโลก 2 คนมาเจอกัน มันจะน่าดูชมขนาดไหน !!

ทั้ง เกตส์ และ บัฟเฟตต์ มาพบกันในปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้านของพ่อแม่ บิลล์ เกตส์ ที่ตัว บิลล์ เป็นคนสร้างให้เอง โดยหนึ่งในคนที่ชักนำให้ทั้งคู่มารู้จักกันก็คือ แคเธอรีน เกรแฮม ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ นสพ.วอชิงตัน โพสต์ เพื่อนซี้ของบัฟเฟตต์

ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกัน ใครๆ ก็กังวลครับ เพราะบัฟเฟตต์นั้น ขึ้นชื่อเรื่องความ “เนิร์ด” คือเข้าสังคมได้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ในโลกของแก มีแต่ “การลงทุน” ล้วนๆ อะไรที่อยู่นอกเหนือจากนี้ แกไม่รับรู้ทั้งสิ้น ที่สำคัญ แกไม่เคยแตะต้องสิ่งที่เรียกว่า “คอมพิวเตอร์” เลย

ขณะที่ บิลล์ เกตส์ เอง ก็ไม่เบา คนใกล้ชิดจะรู้เลยว่า หากเกตส์คุยกับใครแค่ 1-2 นาที แล้วรู้สึกว่าคนๆนั้นน่าเบื่อ หรือพูดอะไรที่เขาไม่ได้สนใจ เขาจะหยุดคุยทันที โดยไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งนั้น

ก่อนที่ เกตส์ จะได้พบกับ บัฟเฟตต์ เกตส์บอกกับแม่ของตัวเองว่า “ผมไม่รู้จักหรอก ไอ้คนที่วันๆ เอาแต่ลงทุนกับเลือกหุ้นนั่นน่ะ” และเชื่อไหมครับ วันที่เกตส์ไปพบบัฟเฟตต์ เขาถึงกับนั่งเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวไป เผื่อว่าน่าเบื่อ จะได้หนีออกจากปาร์ตี้ได้ทันที ไม่ต้องรีรออะไร

ปรากฏว่า เมื่อ 2 มหาเศรษฐีได้มาเจอกัน เหตุการณ์กลับราบรื่นเกินคาด คนทั้งสองเริ่มสนทนากัน โดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่เรียกว่า “Small Talk” หรือ “อารัมภบท” ไม่ต้องถามว่า “อากาศดีไหม?” “ยุ่งไหม?”…

วอร์เรนเจอหน้าเศรษฐีรุ่นน้องก็ยิงหมัดตรงทันทีด้วยคำถามว่า…IBM เป็นไงบ้าง มีอนาคตไหม? เป็นคู่แข่งไมโครซอฟท์หรือเปล่า? บริษัทคอมพิวเตอร์ทำไมไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย?

ฝ่ายเจ้าพ่อไมโครซอฟท์ก็สวนทันที ด้วยคำถามว่า ธุรกิจหนังสือพิมพ์เป็นอย่างไรบ้าง? (เกตส์เป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ขณะที่เบิร์กไชร์ของบัฟเฟตต์เป็นเจ้าของ นสพ.วอชิงตัน โพสต์)

เชื่อไหมครับ คนสองคนที่เหมือนอยู่กันคนละโลก คนหนึ่งรวยขึ้นมาจาก “ไฮเทค” อีกคนรวยขึ้นมาจาก “โลว์เทค” ล้วนๆ ปรากฏว่าทั้งคู่กลับเข้ากันได้อย่างรวดเร็วในเวลาแค่ “2 นาที” บัฟเฟตต์บอกว่า เขาและเกตส์ “คุย คุย และก็คุย” โดยไม่สนใจโลกรอบข้างอีกต่อไป

ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ เกตส์ และ บัฟเฟตต์ กลายเป็น “แฝดสยาม” (บัฟเฟตต์ใช้คำว่า Siamese Twin จริงๆนะครับ ผมไม่ได้พูดเอง) ครอบครัวของคนทั้งสองกลายเป็นมิตรที่แนบแน่น และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บัฟเฟตต์ตัดสินใจผ่องถ่ายขุมทรัพย์หลายหมื่นล้านเหรียญ ให้กับ “มูลนิธิบิลล์แอนด์เมลิดา เกตส์” เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ยากไร้ ถือว่าเป็นการบริจาคมูลค่ามหาศาลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว

นี่เป็นเรื่องราวของคนสองคนที่ประสบความสำเร็จ ที่แม้จะมีวิถีชีวิตต่างกันสุดขั้ว อายุห่างกันคราวพ่อกับลูก แต่กลับเป็นมหามิตรที่แนบแน่น ไร้อุปสรรค และเมื่อเศรษฐีใจบุญสองคนมาจับมือกัน จึงช่วยเหลือโลกนี้ได้อย่างมากมายเหลือคณานับ

เมื่อมีคนไปสัมภาษณ์เขาทั้งสอง ว่ามีเคล็ดลับอย่างไร จึงได้กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 1 และ 2 ของโลก เชื่อไหมครับ ทั้งสองคนพูดมาคำเดียว และเป็นคำตอบเดียวกันเสียด้วย ลองทายสิครับ ว่าคำๆ นั้นคืออะไร….

“FOCUS” ครับ!!

มุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำให้ดีที่สุด อย่าเสียสมาธิกับสิ่งรอบตัว อย่าเสียสมาธิกับคำคน ที่มาบอกว่าคุณต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้

เกตส์ อยู่กับคอมพิวเตอร์ เขาไม่เคยเล่นที่ดิน ไม่เคยสร้างคอนโดฯ บัฟเฟตต์อยู่กับการลงทุน เขาเลือกแต่ธุรกิจที่ตัวเองรู้จัก ขนาดบิลล์ เกตส์ บอกแล้วบอกอีกให้เขาซื้อหุ้นเด็ด 2 ตัว คือ Microsoft กับ Intel ยังไงๆ เขาก็ไม่ยอมซื้อ ไม่ใช่เขาไม่เชื่อเกตส์นะครับ แต่เขาเชื่อตัวเองมากกว่า ไม่ทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัด นี่แหล่ะครับ “Focus” ของจริง

ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ หาเงินจนเหนื่อย มีเวลาเมื่อไร ลองหยุดถามตัวเองบ้างนะครับว่า ท่าน “Focus” พอหรือยัง ทุกวันนี้ งานการที่ทำอยู่ เป็นสิ่งที่ชอบจริงหรือไม่ “มุ่งเน้น” พอหรือไม่ เรากำลังเสียเวลากับสิ่งที่ไม่รัก กับสิ่งที่ไม่ถนัดไปมากเท่าไร

ถ้ายังเน้นไม่พอ ค่อยๆ ตัดออกไปทีละอย่าง คนอื่นพูดมากนักก็หาสำลีอุดหูเสียบ้าง ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งครับว่า หูของคนเรา หาก “ฟัง” อยู่ตลอดเวลา สมองจะ “คิด” ได้ไม่ดีเท่าหูที่ไม่ได้ยินเสียง

ลองฟังเสียงคนอื่นให้น้อยลง ฟังเสียงในใจตัวเองให้มากขึ้น ชอบอะไรก็ทำ และทำให้ “เนื้อๆ” “เน้นๆ” ไปเลย

หากจะถามว่าทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ ก็ในเมื่อคนรวยที่สุดสองคนในโลกพูดออกมาคำเดียวกัน “Focus” ถ้าไม่เชื่อก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว คงไม่มีอะไรบังเอิญขนาดนี้หรอกครับ

หนังสือแปลเล่มใหม่โดย Club VI

ขอแนะนำหนังสือแปลเล่มใหม่ของทีมงาน คลับวีไอ “บัฟเฟตต์-โซรอส ลงทุนถูกนิสัย ยังไงก็ชนะ” และกราบขอบพระคุณ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” วีไอหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย ที่กรุณาเขียนคำนิยมให้ด้วยครับ

หนังสือเล่มนี้ แปลมาจากหนังสือขายดีระดับโลก “The Winning Investment habits of Warren Buffett and George Soros” ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์ซีเอ็ด

เนื้อหาเป็นเรื่องราวของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” และ “จอร์จ โซรอส” สองสุดยอดนักลงทุนโลกที่อยู่คนละขั้ว คนหนึ่งเย็นยะเยือก ดุจน้ำแข็ง ซื้อหุ้นแต่ละตัวถือไว้ตลอดชีวิต อีกคนร้อนแรงดั่งไฟ เข้าเร็ว ออกเร็ว ปั๊มเงินเร็ว

แต่เชื่อไหมว่าทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด

อ่านแล้วท่านจะพบว่า เรื่องของการลงทุนนั้น “สมอง” เป็นรอง “นิสัย” และ “ใจ” ต่างหาก ที่สำคัญที่สุด

รับประกันว่าสนุกมากๆๆ วางแผง ก.ย.นี้ ที่ซีเอ็ดทุกสาขาและร้านทั่วไปครับ 🙂

หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที

หยุดเอาใจมหาเศรษฐีเสียที
สารจาก “วอร์เรน บัฟเฟตต์” วันที่ 14 สิงหาคม 2011

แปลเป็นไทยโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผู้นำประเทศของเรา ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “เสียสละร่วมกัน” แต่ในคำขอนั้น พวกเขากลับยกเว้นตัวผมเอาไว้ ผมได้สอบถามไปยังเพื่อนมหาเศรษฐีหลายคนว่าพวกเขาคิดว่าตัวเองจะต้องเสียอะไรบ้างจากคำขอดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ไม่มีใครไปแตะต้องพวกเขาเช่นกัน

ในขณะที่คนจนและคนชั้นกลางออกไปสู้รบในอัฟกานิสถาน และคนอเมริกันส่วนใหญ่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มหาเศรษฐีอย่างพวกเรากลับได้รับยกเว้นภาษีเป็นกรณีพิเศษ

พวกเราบางคนเป็นผู้จัดการกองทุนซึ่งทำรายได้หลายพันล้านเหรียญจากหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานมากมาย แต่กลับได้รับอนุญาตให้จัดประเภทรายได้ของเราเป็น “รายได้ที่ได้รับการยกเว้น” ซึ่งช่วยให้ลดภาษีได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ พวกเราหลายคนถือหุ้นไว้เพียง 10 นาที และทำกำไรได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โดยเสียภาษีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ ราวกับเป็นนักลงทุนระยะยาว

สิ่งเหล่านี้คือพรที่เราได้รับ จากพวกที่ออกกฎหมายในวอชิงตัน ซึ่งรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปกป้องเรา ราวกับพวกเราเป็นนกฮูกที่กำลังถูกไล่ล่าหรือสัตว์อะไรบางอย่างที่กำลังจะสูญพันธุ์

ปีที่แล้ว ใบเสร็จภาษีทั้งหมดของผม ประกอบด้วยภาษีเงินได้ และภาษีอื่นๆ ที่เสียในนามของผม รวมแล้วเป็นจำนวน 6,938,744 ดอลล่าร์ ฟังดูเหมือนเป็นเงินมากมาย แต่อัตราภาษีที่ผมจ่ายไปนั้นอยู่ในระดับ 17.4 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับลูกน้องอีก 20 คนที่นั่งอยู่ในสำนักงานของผม ซึ่งเสียภาษีในอัตรา 33 ถึง 41 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยแล้ว 36 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ถ้าคุณใช้เงินทำเงิน แบบที่เพื่อนมหาเศรษฐีของผมทำ อัตราภาษีที่คุณต้องจ่ายจะยิ่งน้อยกว่านี้เสียอีก แต่ถ้าคุณทำงานเป็นลูกจ้าง คุณกลับต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าผม โดยมากแล้วจะสูงกว่ามากทีเดียว

การจะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ คุณต้องวิเคราะห์ที่มาของรายได้ของรัฐบาลเสียก่อน ในปีที่แล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินประกันสังคม เหล่ามหาเศรษฐีจ่ายภาษีแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด แต่แทบไม่ต้องจ่ายประกันสังคมเลย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคนชั้นกลาง ที่โดยส่วนใหญ่แล้ว อยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังต้องรับกรรมด้วยการเสียภาษี ประกันสังคมจำนวนมาก

ย้อนหลังกลับไปในทศวรรษที่ 1980 และ 1990 อัตราภาษีสำหรับคนรวยยังสูงกว่านี้มาก เปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ผมต้องเสียถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับคนทั้งหมด บางทฤษฎีถึงกับบอกว่าผมควรเลิกลงทุน เพราะยิ่งลงทุนมากก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากขึ้นในอัตราก้าวหน้า ทั้งภาษีจากกำไรในการขายหุ้น และภาษีเงินปันผล

ผมอยู่ในแวดวงการลงทุนมามากกว่า 60 ปี ไม่ว่าตัวผมเองหรือใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พวกเรายังไม่เคยเห็นใคร แม้แต่ในช่วงที่กำไรจากการขายหุ้นถูกหักภาษีถึง 39.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 1976-77 เลิกลงทุนเพียงเพราะต้องจ่ายภาษีจากกำไรที่ทำได้ คนเราลงทุนเพื่อให้ได้เงิน และภาษีก็ไม่เคยทำให้พวกเขาถอยหนี

พวกที่เถียงว่าภาษีที่สูงขึ้นจะทำให้การจ้างงานลดลง ผมจะบอกให้ว่า มีตำแหน่งงานเกือบ 40 ล้านตำแหน่ง ถูกว่าจ้างระหว่างปี 1980 ถึงปี 2000 ซึ่งคุณก็คงรู้ดีว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อัตราภาษีที่ต่ำลง และการจ้างงานที่ลดลง

ตั้งแต่ปี 1992 กรมสรรพากรได้รวบรวมข้อมูลของคนอเมริกัน 400 คนที่เสียภาษีสูงสุด ในปี 1992 ปีเดียว คน 400 คนนี้มีรายได้รวมกัน 16,900 ล้านเหรียญ และจ่ายภาษีคิดเป็น 29.2 เปอร์เซ็นต์ของเงินจำนวนดังกล่าว ในปี 2008 รายได้รวมของ 400 คนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 90,900 ล้านเหรียญ เฉลี่ยแล้ว 227.4 ล้านเหรียญต่อคน แต่อัตราภาษีที่พวกเขาต้องเสียกลับลดลงเหลือ 21.5 เปอร์เซ็นต์

ภาษีที่ผมอ้างถึงในที่นี้ หมายถึงภาษีที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาลกลาง แต่เชื่อได้เลยว่าภาษีประกันสังคมของ 400 คนนี้ ไม่ได้มากเหมือนกับรายได้ของพวกเขาอย่างแน่นอน ที่จริงแล้ว 88 จาก 400 คนที่ว่า ไม่ได้รับค่าจ้างเลย แต่พวกเขามีรายได้จากกำไรในการลงทุน พี่ๆ น้องๆ ของผมบางคน อาจไม่ชอบทำงาน แต่พวกเขาชอบที่จะลงทุน (ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ผมรู้จักมหาเศรษฐีจำนวนมาก พวกเขาส่วนใหญ่ เป็นคนที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย พวกเขารักอเมริกา และซาบซึ้งในโอกาสที่ประเทศนี้ให้กับเขา หลายคนได้มาร่วมโครงการ “สัญญาว่าจะให้” ของผม โดยรับปากว่าจะบริจาคเงินส่วนใหญ่ของพวกเขาให้กับการกุศล พวกเขาส่วนใหญ่แทบไม่สนใจหากจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เพื่อนร่วมชาติกำลังเดือดร้อน

สมาชิกสภาคองเกรส 12 คน กำลังจะทำหน้าที่อันสำคัญยิ่ง คือจัดระเบียบการเงินของประเทศนี้เสียใหม่ พวกเขาได้รับคำแนะนำให้เขียนแผนระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดภาระการใช้จ่ายของชาติเราใน 10 ปีข้างหน้า ให้เหลือ 1.5 ล้านล้านเหรียญ แต่พวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแผนลดภาษีให้ได้มากกว่านั้น

คนอเมริกันกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของคองเกรสในการจัดการกับปัญหาการใช้จ่ายของชาติ มีแต่การกระทำที่เร่งด่วน จริงแท้ และยั่งยืนเท่านั้น ที่จะขจัดความระแวงสงสัยหรือความสิ้นหวังออกไปจากจิตใจของอเมริกันชน ความรู้สึกเชื่อมั่นเท่านั้น ที่จะสร้างความจริงขึ้นมาได้

งานแรกของสมาชิกสภาฯ 12 คน คือให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่แม้แต่คนรวยก็ทำไม่ได้ คือสัญญากว่าจะประหยัดเงินให้ได้มากๆ จากนั้น สมาชิกสภาฯ ทั้ง 12 คน จึงควรหันไปพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับรายได้ ผมอยากให้ อัตราภาษีที่คนอเมริกัน 99.7 เปอร์เซ็นต์ ต้องจ่ายยังคงเดิม แต่ควรลดเปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ลูกจ้างต้องจ่ายเป็นภาษีประกันสังคมลง 2 เปอร์เซ็นต์ การลดลงนี้จะเป็นการช่วยเหลือคนจนและคนชั้นกลาง ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง

แต่สำหรับคนที่รายได้เกิน 1 ล้านเหรียญ ซึ่งมีอยู่ 236,883 ครัวเรือนในปี 2009 ผมเสนอให้ขึ้นภาษีทันที ในส่วนของรายได้ที่เกิน 1 ล้านเหรียญ ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวมภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นและเงินปันผลด้วย และสำหรับคนที่รายได้เกิน 10 ล้านเหรียญ ซึ่งมีอยู่ 8,274 คนในปี 2009 ผมแนะนำให้ขึ้นอัตราภาษีขึ้นไปอีก

เพื่อนๆ ของผมและตัวผมได้รับการเอาอกเอาใจมากพอแล้วจากสภาคองเกรสที่แสนจะเป็นมิตรกับมหาเศรษฐีมาโดยตลอด ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลของเราจะต้องทำให้เกิดการ “เสียสละร่วมกัน” อย่างแท้จริงเสียที

วอร์เรน อี บัฟเฟตต์ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของ เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์

[เนื้อหาข้างต้น เป็นสารของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2011 ผมได้อ่านในเช้าวันที่ 15 ส.ค. แล้วถึงกับขนลุก ชอบมากๆ จึงรีบแปลจากเว็บไซต์ของ New York Times อยากให้คนไทยได้อ่านเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วเอาลงบล็อกโดยพลัน ….มีใครคิดเหมือนผมบ้าง ผู้ชายคนนี้ ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยายจริงๆ ครับ]