วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำ DCF อย่างไร

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลกพูดเสมอว่า ในการค้นหาธุรกิจเพื่อเข้าลงทุน เขามักใช้การ “คิดลดกระแสเงินสด” ภาษาอังกฤษคือ Discounted Cash Flow หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “DCF” เป็นเครื่องมือหลัก

ปู่กล่าวไว้เมื่อปี 1991 ขณะไปสอนนักศึกษาปริญญาตรีที่นอเทรอดาม โดยบอกว่า

“งานของผม คือการมองหาจักรวาลของสิ่งที่ผมเข้าใจ .. แล้วจึงหากระแสเงินสดที่เข้าและออก ว่าในระยะยาวมันจะเป็นอย่างไร .. จากนั้นจึงคิดลดกลับมา ณ อัตราที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นไปตามอัตราพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาล ผมจะพยายามซื้อมันในราคาที่ต่ำกว่านั้นมากๆ ทั้งหมดก็มีประมาณนี้ โดยทฤษฎีแล้ว ผมทำเช่นเดียวกันหมดกับทุกๆ ธุรกิจทั่วโลกที่ผมเข้าใจมันได้”

สิ่งที่ปู่พูดมา ก็คือขั้นตอนในการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี DCF นั่นเอง

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ปู่ใช้ DCF เพื่อเข้าลงทุน อันเป็น success story ที่เล่าขานกันต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ คือการซื้อหุ้นบริษัท วอชิงตัน โพสต์ หรือ WPC เจ้าของหนังสือพิมพ์เก่าแก่ของประเทศในปี 1973 หรือเมื่อ 45 ที่แล้ว

ในเวลานั้น บัฟเฟตต์บอกว่า เขาคำนวณ “มูลค่าโดยเนื้อแท้” หรือ intrinsic value ของบริษัทออกมาได้ 400-500 ล้านเหรียญ แต่ราคาตลาดของทั้งบริษัทเวลานั้นอยู่ที่ประมาณ 80-100 ล้านเหรียญ นั่นเท่ากับว่าตลาดหุ้นเอาบริษัทมาเสนอขายในราคาราวๆ “1 ใน 4” หรือ “1 ใน 5” ของมูลค่าแท้จริง

เมื่อรู้อย่างนี้ บัฟเฟตต์จึงกระโดดเข้าไปซื้อทันที โดยใช้เงินไป 10.6 ล้านเหรียญ เก็บหุ้นของบริษัทได้เกือบ 10%

หลังจากเข้าซื้อ ราคา WPC ก็ร่วงลงไปอีก จนปู่ขาดทุนไปกว่า 20% ทั้งๆ ที่กิจการยังคงเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คำกล่าวที่ว่า “คุณตลาดบ้าๆ บอๆ แต่เขาไม่ใช่คนโง่” ก็ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาจนได้ เพราะหลังจากรออยู่นานถึงหนึ่งปีครึ่ง ตลาดก็เริ่มรับรู้ถึงความผิดพลาดในการตั้งราคาสถาบันสื่อเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์จากคดีวอเตอร์เกทรายนี้ ราคาของมันจึงค่อยๆ ไต่ระดับกลับสู่มูลค่าแท้จริง

ในปี 1985 มูลค่าหุ้น WPC ในมือเบิร์คเชียร์ เพิ่มขึ้นจาก 10.6 ล้านเหรียญ เป็น 221 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 21 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การประเมินมูลค่ากิจการของปู่ด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดนั้น ถูกต้องทุกประการ

และนี่คือตัวอย่างการทำ DCF สไตล์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่คนอยากเป็น “วีไอพันธุ์แท้” ควรศึกษาไว้อย่างยิ่ง


** สนใจหลักสูตร Valuation & DCF สอนประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี DCF แบบเชิงลึกโดย Club VI คลิกที่นี่

“การคิดลด” มองอนาคตก่อนลงทุน

โดย Club VI

นักลงทุนแทบทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องของ “การคิดลดกระแสเงินสด” (Discounted Cash Flow) มาบ้างแล้ว ทว่าบางคนอาจไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร

แต่อย่างน้อยๆ ทุกคนน่าจะทราบว่า หากเอาเงินสด 100 บาท ฝากแบงก์ไว้ โดยได้ดอกเบี้ย 3% พอครบหนึ่งปี เงินนั้นจะกลายเป็น 103 บาท

ในทางกลับกัน ถ้าถามใหม่ว่า หาก ณ วันนี้เรามีเงิน 103 บาท โดยเงินนั้นอยู่ในแบงก์มาแล้ว 1 ปี ได้ดอกเบี้ยปีละ 3% ถามว่าเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เรามีเงินฝากแบงก์อยู่กี่บาท ถึงตรงนี้ ท่านคงตอบได้ง่ายๆ เลยใช่ไหมครับว่า ก็ “100 บาท” ไง

เชื่อไหมครับว่า แค่นี้แหล่ะคือ “การคิดลด” (Discounting) !!

ขอแสดงให้เห็นง่ายๆ อย่างนี้นะครับ ด้วยอัตราดอกเบี้ย r … พอผ่านไป 1 ปี เงินต้น A จะกลายเป็น A(1+r) ในที่นี้ เงินต้น 100 บาท จึงกลายเป็น 100 x (1+0.03) = 103 บาท นี่คือ “ขาไป”

ส่วนการ “คิดย้อนกลับ” แทนที่เราจะเอา 1+r ไปคูณ เราก็เอาไปหารแทน เงิน ณ ปัจจุบัน A บาท จะมาจากเงินต้น A/ (1+r) เงิน 103 บาท ในวันนี้ จึงมีที่มาจาก 103 / 1.03 = 100 บาท เมื่อ 1 ปีก่อนหน้านั่นเอง

ประโยชน์ของการคิดลดก็คือ มันทำให้เราสามารถเปรียบเทียบ “เงินในวันนี้” กับ “เงินในอนาคต” ได้

เช่น สมมุติเพื่อนยืมเงินเราไป 100 บาท เราก็จะรู้ว่า พอสิ้นปีที่ 1 อย่างน้อยเพื่อนควรจะคืนเงินเรา 103 บาท (เพื่อไม่ให้น้อยกว่าดอกเบี้ยที่จะได้รับจากการเอาเงินไปฝากธนาคาร) แต่ถ้าเพื่อนยืมไป 2 ปี เขาก็ควรจะเอามาคืนเรา 103 x 1.03 = 106.09 บาท

ดังนั้น 106.09 บาท ที่เราจะได้คืนในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อคิดลดกลับมาที่เวลาปัจจุบัน ก็จะเทียบเท่ากับ 100 บาท ที่เราให้ยืมไปตั้งแต่ทีแรก (อันนี้คิดจากอัตราดอกเบี้ย 3% นะครับ)

เมื่อประยุกต์มาใช้กับการลงทุนในหุ้น คนส่วนใหญ่มักคาดหวังอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากแบงก์ เช่น 10% ต่อปี เพราะฉะนั้น อัตราดอกเบี้ยที่เอาไปคิด ย่อมเท่ากับ 10% ไม่ใช่ 3% เหมือนกับการฝากแบงก์

“อัตราคิดลด” (Discount Rate) จึงขึ้นอยู่กับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง ยิ่งหวังสูง ก็ยิ่งต้องใช้อัตราคิดลดที่สูงตามไปด้วย

ถ้าเราวิเคราะห์หุ้นของบริษัทกิเลนผยอง โดยคาดการณ์ว่า จะได้รับเงินปันผลเป็นจำนวน 5 บาท ต่อหุ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า เม็ดเงินนี้จะมีค่าเทียบเท่า 4.55 บาท ในปัจจุบัน โดยคำนวณจาก 5 / (1+0.10)

หากเราสามารถคาดการณ์เงินปันผลที่บริษัทจะจ่ายในปีต่อๆ ไป เราก็จะรู้มูลค่าของเม็ดเงินทุกเม็ดที่จะได้รับจากหุ้นตัวนี้ และเนื่องจาก “เงินปันผล” ก็คือ “เงินสด” ซึ่งจะทยอยหลั่งไหลเข้ามาสู่กระเป๋าของเราทุกๆ ปี นี่จึงถือเป็นการ “คิดลดกระแสเงินสด” วิธีหนึ่ง โดยใช้เงินปันผลเป็นเครื่องมือ

การคิดลดกระแสเงินสด ยังมีอีกหลายวิธี ซึ่งล้วนเป็นรากฐานอันจะนำไปสู่ “การหามูลค่าหุ้น” เดี๋ยวเอาไว้ตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อนะครับ

ก่อนจบ เพื่อให้แน่ใจว่าท่านเข้าใจ เราขอฝากการบ้านไว้เล่นๆ สักข้อหนึ่ง โจทย์มีดังนี้

“บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ชื่อ DTAK (อ่านว่า “ดีแตก”) คาดว่าจะจ่ายปันผลพิเศษในอีก 2 ปีข้างหน้า เป็นเงิน 16 บาท ถ้าใช้อัตราคิดลด 10% เงินปันผลก้อนนี้ จะมีมูลค่า ณ ปัจจุบันเท่ากับเท่าไร”

ลองคำนวณดูนะครับ … คราวหน้าจะมาเฉลย