จากแดเนียล ถึงไกด์แอน ถ้าวิธีมันใช่ อะไรๆ ก็ถูก

money-2696229_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

แดเนียล ทาวน์ เป็นทนายความสาวประจำสำนักงานกฏหมายชาวอเมริกันวัย 36 ปี เธอทำงานมาระยะหนึ่งจนเริ่มรู้สึกเบื่องาน และอยากหาทางสร้างรายได้เพื่อที่จะได้เกษียณตัวเองเร็วๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินเดือน

ด้วยความที่พ่อของเธอเป็นนักเขียนหนังสือลงทุน เธอจึงได้ยินเรื่องราวของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะกฏสองข้อของปู่ที่ก้องอยู่ในหู คือ ข้อ 1 อย่าเสียเงิน และข้อ 2 อย่าลืมกฏข้อ 1

ทีแรก แดเนียลเน้นที่การออมเงิน ก่อนจะพบว่ายิ่งเก็บเงินสดไว้มูลค่าของมันยิ่งลดลง เธอจึงคิดได้ว่า เธอควรเริ่มลงทุนอย่างจริงจังเสียที แดเนียลจึงโทรหาพ่อเพื่อขอคำปรึกษา ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า “การลงทุนเน้นมูลค่า” เท่านั้น คือคำตอบของชีวิตเธอ

“พ่อบอกฉันว่า ให้ซื้อบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาลด ซึ่งแม้ราคาหุ้นจะต่ำลง ฉันก็ไม่ต้องกังวล แค่ถือไปเรื่อยๆ จนมันกลับมา และอย่าขายทิ้งเป็นพอ”

แดเนียลรู้ดีว่า การเลือกหุ้นส่งๆ นั้นไม่เพียงพอ เธอจึงใช้เวลาหนึ่งปีเต็มในการศึกษา “หลักการวีไอ” จากพ่อ และสุดท้ายก็ได้ชื่อบริษัทที่ต้องการซื้อหุ้น

หุ้นที่แดเนียลตัดสินใจซื้อ คือ โฮลฟู้ดส์  (Whole Foods) เครือซุเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังของสหรัฐฯ ก่อนจะตัดสินใจขายทิ้งเมื่อบริษัทถูกเอมะซอนเข้าซื้อ โดยทำกำไรได้ 41 เปอร์เซ็นต์ แม้แดเนียลจะเรียนรู้มาว่าหุ้นดีไม่ควรขาย แต่เธอก็บอกว่า บางครั้งการขายก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แดเนียลบอกเล่าประสบการณ์ของเธอเอาไว้ว่า การลงทุนเน้นมูลค่าต้องอาศัยการฝึกฝน ไม่ต่างจากการเล่นเทนนิสหรือโยคะ และควรจะทำด้วยใจรัก ยิ่งทำก็จะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ และไม่ต้องคิดว่าจะหยุดเมื่อไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำไปได้ตลอดชีวิตไม่มีกำหนด

นอกจากนี้ เธอยังย้ำกับทุกคนในสิ่งที่บัฟเฟตต์พูดบ่อยมากในช่วงหลังๆ ก็คือ ถ้าไม่มีเวลาทำการบ้านก็ให้ซื้อกองทุนอิงดัชนี หรือ index fund ที่มีต้นทุนต่ำๆ ซะ

เรื่องนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเล่าธรรมด๊าธรรมดาที่ได้ยินกันอยู่เสมอ และอาจจะเป็นชีวิตจริงของคนอีกนับพัน ผมเองก็เคยเล่าเรื่อง “ไกด์แอน” มัคคุเทศก์วีไอ ที่เคยมาขอคำปรึกษาจากผม ก่อนจะเริ่มต้นลงทุนในแนววีไอและทำผลตอบแทนได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ในปีแรก มากกว่าตัวผมเองในช่วงเริ่มต้นเมื่อสิบห้าปีก่อนเสียด้วยซ้ำ (อ่านเรื่องราวของไกด์แอนได้ ที่นี่)

แต่ที่อยากเอามาถ่ายทอดไว้ในที่นี้ก็เพื่อเป็นกำลังใจในเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังลูกผีลูกคน จนหลายท่านไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีกับชีวิต

ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะบอกท่านว่า คนเราถ้าเลือก “วิถีทางที่ถูกต้อง” ไว้ก่อน สภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร เราจะหาทางไปของเราได้เสมอ แต่ถ้าวิธีผิด แม้วันนี้จะได้เงิน เดี๋ยววันข้างหน้าก็เจ๊ง ตัวอย่างมีให้เห็นกันอยู่มากมาย

เราก็เลือกเอาตัวอย่างที่ดี อย่าไปทำตามสิ่งที่แย่ก็แล้วกัน

—————————-

ข้อมูลประกอบจากบทความของ CNBC โดย Emmie Martin อ่านได้ ที่นี่

 

 

Advertisements

ตำนานนักลงทุนเปิดใจ “ไม่เคยเห็นตลาดผันผวนขนาดนี้”

housebogle

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

เมื่อวันที่ 6  เม.ย. ขณะที่คนไทยจำนวนมากกำลังเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนหรือสนุกสนานในวันหยุดยาว ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐฯ หาได้หยุดด้วยไม่ ยังคงทำการต่อไปตามปกติ ทว่าตัวเลขดัชนีที่ออกมามิใช่เรื่องดี กลับกลายเป็นเรื่องร้ายอีกครั้งหนึ่ง

กล่าวคือ หุ้นอเมริกา “ลงหนักมาก” สามดัชนีหลักร่วงพร้อมกันกว่าสองเปอร์เซ็นต์ โดย S&P 500 ลบ 2.19% ดาวโจนส์ ลบถึง 2.34% และแนสแด็ค ลบ 2.28% เรียกได้ว่าลงวินาศสันตะโรเลยทีเดียว

นี่อาจถือเป็นโชคดีเล็กๆ ของตลาดหุ้นไทยหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ที่ตลาดปิดทำการ มิเช่นนั้น หากเทียบเคียงกับเหตุการณ์ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นไปได้เหมือนกันว่าหุ้นอาจลงไปอีก 40-50 จุด จนหลุด 1,700

ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ได้มีหนึ่ง “ความคิดเห็นสำคัญ” จาก แจ็ค โบเกิล ผู้ริเริ่ม index fund หรือ “กองทุนอิงดัชนี” ซึ่งเป็นผู้ที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า อาจจะสร้างคุณูปการแก่นักลงทุนอเมริกันมากกว่าใครทั้งหมดในประวัติศาสตร์

โดยปู่แจ็คในวัย “ขึ้นเลข 9” ผู้อยู่ในแวดวงการลงทุนมาเกือบ 70 ปีบอกว่า “ผมไม่เคยเห็นตลาดผันผวนขนาดนี้ ตลอดอาชีพของผม”

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในหอเกียรติยศผู้นี้เน้นย้ำว่า ไม่ว่าความผันผวนจะมากมายขนาดไหน มันก็เป็นเพียง “เสียงรบกวน” (noise) เท่านั้น

“เมื่อทุกคนมองการพยากรณ์อนาคตต่างๆ เช่น เรื่องอัตราดอกเบี้ยหรือเงินเฟ้อแล้วก็ขาย ก็แปลว่าต้องมีคนซื้ออยู่เช่นกัน”

โบเกิลยังแนะด้วยว่า “หุ้นมันเปลี่ยนมือจากนาย A ไปสู่นาย B จากคนซื้อไปยังคนขาย จากคนขายไปยังคนซื้อ และผมคิดว่าบางครั้งมันอาจจะทำให้นักลงทุนระยะยาวหวั่นไหว”

แต่ปู่แจ็คก็กล่าวเช่นกันว่า “มันทำให้นักลงทุนเสียสมาธิ เพราะพวกเขาเห็นมัน แล้วพวกเขาก็คิดว่านี่เรื่องใหญ่นะ แล้วพอตลาดลงหนักๆ ก็เริ่มตื่นตระหนกแล้วก็ขายซะ สุดท้ายจึงเจ๊ง”

พูดง่ายๆ ก็คือ ให้มองยาวเข้าไว้ อย่าบ้าไปตามตลาด แล้วจะอยู่รอดปลอดภัยนั่นเอง

ช่วงหลังๆ ที่ตลาดร่วงเอาๆ คนหลายรุ่นหลายวัยอาจตกอยู่ในอาการใจฝ่อ ผมจึงเอาคำแนะนำจากนักลงทุนชั้นเซียน-ชั้นครู มาให้ได้อ่านกันบ่อยๆ เผื่อจะช่วยให้นิ่งและมีกำลังใจมากขึ้น จนกว่าจะผ่านมันไปได้นะครับ

———————–

ข้อมูลประกอบ : CNBC

ภาพประกอบ : ปกหนังสือ The House That Bogle Built

ปู่ชนะขาด! เดิมพันแห่งทศวรรษ

Warren_Buffett_at_the_2015_SelectUSA_Investment_Summit

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

หลังจากวัดกันมาสิบปีเต็ม ก็จบลงแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับการท้าเดิมพันแห่งทศวรรษ ระหว่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ ผจก.เฮดจ์ฟันด์ คนหนึ่ง ว่า “index fund” ค่าธรรมเนียมต่ำๆ กับ “เฮดจ์ฟันด์” ที่บริหารโดยฟันด์เมเนเจอร์ค่าตัวแพงนั้น อะไรจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากัน

ซึ่งผลก็ออกมาตามคาด โดยกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ที่ปู่เลือกมา ทำผลตอบแทนทบต้นได้ปีละ 7.1% ขณะที่เฮดจ์ฟันด์ของฝ่ายผู้ท้าชิง ทำได้เพียงปีละ 2.2%

เรียกได้ว่า ปู่ชนะขาดลอยกระจุยกระจายไม่เห็นฝุ่น!!

ทั้งนี้ กองทุนที่ปู่เลือก ทำให้เงินต้นเมื่อสิบปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่กองเฮดจ์ที่ผู้ท้าชิงเลือก ทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

และตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ “ผู้แพ้” จะต้องมอบเงิน 1 ล้านเหรียญให้การกุศล ตามมูลนิธิที่ “ผู้ชนะ” เป็นผู้เลือก ซึ่งปู่ก็เลือก Girl Inc. of Omaha มูลนิธิเพื่อเด็กผู้หญิงแห่งโอมาฮา เรียกได้ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ได้บุญกันทั้งคู่ (แต่ไม่รู้ผู้แพ้จะเต็มใจแค่ไหน)

การเดิมพันครั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่ปู่เคยวิพากษ์วิจารณ์พวก ผจก.เฮดจ์ฟันด์ว่า ไม่สมควรที่จะได้รับค่าธรรมเนียมแพงๆ เพราะทำผลตอบแทนชนะกองทุนอิงดัชนีธรรมดาๆ ยังไม่ได้เสียด้วยซ้ำ แถมยังประกาศท้าใครที่ข้องใจให้มาเดิมพันกัน โดยตนเองจะเลือก index fund มากองนึง (ปู่เลือก กองทุน S&P 500) ให้ผู้ท้าชิงเลือกเฮดจ์ฟันด์ที่ต้องการมาได้เลย

และก็เป็น ทอม เซเดส ผู้จัดการบริษัท โพรเทเจ พาร์ทเนอร์ส LLC ที่ออกมารับคำท้า โดยเซเดสได้เลือกกองทุนของบริษัทตัวเองจำนวนห้ากอง ก่อนจะแพ้ย่อยยับดังกล่าว

ในสหรัฐฯ Index Fund ที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำสุด อยู่ที่ราวๆ 0.03% ขณะที่เฮดจ์ฟันด์ มักใช้ระบบ “2- 20” คือ เก็บ 2% เป็นค่าบริหาร ไม่ว่าผลตอบแทนออกมาเป็นเช่นไร และหักอีก 20% จากกำไรที่ทำได้ ตรงนี้เองที่ปู่บอกว่า “แพงเว่อร์” ไม่สมเหตุสมผล

ผมเคยเขียนถึง index fund ไปแล้วหลายครั้ง รวมทั้งเทียบกับเมืองไทยให้เห็นกันด้วย จึงไม่ขอเพิ่มเติมในที่นี้ แค่อยากสรุปว่า …

ผลที่ออกมาครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์คำสอนของปู่ที่ว่า ในโลกแห่งการลงทุน การทำอะไรที่ “เรียบง่าย” และ “น่าเบื่อ” สามารถเอาชนะการเล่นท่ายากท่าพิสดารได้เสมอครับ


ข้อมูลประกอบ :  ข้อมูลหลักจาก Yahoo Finance! ร่วมด้วย Forbes.com, Bloomberg.com