Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

วอร์เรน บัฟเฟตต์ “พราน VI”

กระทู้แนะนำของพันทิปด็อทคอม ห้องสินธร

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตำนานนักลงทุนแนว VI (Value Investment) ระดับโลกเคยเปรียบเทียบสไตล์การลงทุนของตนเองว่าเป็นเหมือนสิงโตที่ซุ่มอยู่ในพงหญ้า (a lion in the tall grass) เพื่อรอตะครุบเหยื่อเมื่อมันเข้ามาใกล้ แต่ผมเองกลับคิดว่าบัฟเฟตต์มีความคล้ายคลึงกับนายพรานในนิทานต่อไปนี้เสียยิ่งกว่า…

พราน VI

บนภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ การหาของป่าหรือล่าสัตว์เป็นเรื่องยากสำหรับนายพรานทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือพรานหนุ่มแววดีผู้มีนามว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์

พรานบัฟเฟตต์เรียนรู้ศาสตร์แห่งการล่าสัตว์จากพรานเบนซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์ของเขา อาจารย์บอกบัฟเฟตต์ว่า “เจ้าเห็นพรานไร้ฝีมือพวกนั้นมั๊ย พวกเขาเสียเวลา เสียกระสุน แต่กลับล่าได้เพียงกระต่ายป่าตัวกระจ้อย”

เบนสอนบัฟเฟตต์ว่า กระต่ายตัวเล็กและว่องไว ยิงถูกยาก และต่อให้ยิงได้ พอเอาไปขายในเมืองก็ไม่ค่อยได้ราคา พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ แค่พอซื้อกระสุนล็อตใหม่กับเงินติดตัวอีกหน่อย จากนั้นก็ขึ้นเขามาล่ากระต่ายอีก นายพรานพวกนี้ไม่ยิงกวาง เพราะกวางหายาก ขณะที่กระต่ายมีเยอะกว่ามาก และพวกเขาไม่อดทนพอที่จะรอให้กวางผ่านมา

“เราต้องล่ากวาง” พรานเบนย้ำ “และกวางต้องตัวไม่ใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องใช้กระสุนหลายนัดเพื่อหยุดมัน”

คำสอนนี้บัฟเฟตต์ปฏิบัติตามมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อเรียนรู้เพิ่มจากพรานฟิลซึ่งเป็นนายพรานที่มีชื่อเสียง บัฟเฟตต์ก็พบว่าหากเขายอมเสียกระสุนหลายนัดล่ากวางตัวโต เมื่อเอาไปขายจะได้ราคากว่ากวางผอมๆ ตัวเล็กมากมายนัก

“เราพบหนทางรวยแล้ว!” พรานบัฟเฟตต์กล่าวกับตัวเองด้วยความเชื่อมั่น

Circle of Competence

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พรานต่างๆ เดินผ่านไปพร้อมกับลังบรรจุกระต่ายป่า บัฟเฟตต์ยังคงซุ่มรอให้กวางผ่านมา บางครั้งเขาซุ่มรออยู่ทั้งวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนไปล่ากระต่ายป่า

วันหนึ่งมีม้าป่าหลุดเข้ามาในบริเวณที่พรานบัฟเฟตต์และเพื่อนซุ่มอยู่ เพื่อนสะกิดเขาบอกว่า “เราล่ากวางยังไม่ได้ ตอนนี้จับม้าป่านี่ไปขายเสียก่อนดีกว่า น่าจะได้เงินดีเหมือนกัน” บัฟเฟตต์ตอบโดยทันที “ไม่มีทาง เราชำนาญแต่การล่าสัตว์ ตอนนี้จะให้โดดออกไปจับม้าป่า เดี๋ยวโดนม้าเตะคางเหลืองไปจะว่าไง” ว่าแล้วพรานบัฟเฟตต์ก็ซุ่มอยู่ในพุ่มไม้เช่นเดิม ขณะที่เพื่อนไม่ฟังเสียวิ่งออกไปพร้อมเชือก กะว่าจะจับม้าไปขาย ทันไดนั้นเขาก็โดนม้าดีดเข้าให้ โครม! แล้วมันก็วิ่งหนีเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว

“บอกแล้วไม่ฟัง” บัฟเฟตต์ส่ายหัวอย่างระอา

นายพรานผู้ร่ำรวย

พรานบัฟเฟตต์ล่ากวางไปขาย ได้เงินมาก็เอาไว้ใช้สอยเพียงเล็กน้อย ที่เหลือก็เอาไปซื้อกระสุนล็อตใหม่ แล้วก็กลับมาล่ากวางไปขายอีก วนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาไปซื้อกระสุนในเมือง มิตรสหายที่เจอต่างพร่ำบอกให้เขาซื้อเสื้อใหม่บ้าง รองเท้าใหม่บ้าง นาฬิกาใหม่บ้าง

“มีเงินแล้วแต่งตัวให้มันสมฐานะหน่อย” ใครบางคนพูด แต่บัฟเฟตต์ตอบว่า “ของพวกนั้นมันช่วยให้ผมล่าสัตว์ได้มากขึ้นหรือเปล่าล่ะ เสื้อผ้าและรองเท้าของเดิมก็อุ่นดี นาฬิกาก็ยังเดินตรง ตอนนี้ผมแฮปปี้มากพออยู่แล้ว” ก่อนจะวางกระป๋องเชอร์รี่โค้กของโปรดลงและหยิบวอชิงตันโพสต์ขึ้นมาอ่าน

การใช้ชีวิตของเขาแตกต่างกับพรานคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง พรานส่วนมากได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามาซื้อกระสุนส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็เอาไปซื้อรองเท้าใหม่ เสื้อคลุมใหม่ หรือไม่ก็เอาไปกินไปเที่ยวจนหมด พวกเขาจึงไม่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างแท้จริง

วิธีล่าสัตว์ระดับเทพ

แม้วิธีล่าสัตว์ในช่วงต้นของพรานบัฟเฟตต์จะเน้นไปที่กวางตัวผอมๆ ตามแบบฉบับของพรานเบนผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งสอนให้เขากะประมาณขนาดเขากวางเทียบกับส่วนสูง สัดส่วนระหว่างหัวกับลำตัว ฯลฯ เพราะพรานเบนให้ความสำคัญกับเชิงปริมาณอยู่ค่อนข้างมาก แต่เมื่อชำนาญมากขึ้นบัฟเฟตต์กลับเลือกที่จะให้ความสำคัญกับเชิงคุณภาพมากกว่า ตามแนวทางของพรานฟิล ผู้เป็นเสมือนอาจารย์อีกคนหนึ่งของเขา

เคล็ดลับของพรานบัฟเฟตต์ คือ

1. ล่ากวางเท่านั้น ไม่ล่ากระต่ายป่า
2. กวางต้องตัวโต ขายได้ราคาดี
3. ใช้กระสุนอย่างคุ้มค่า
4. ไม่ซื้อข้าวของไร้สาระ
5. อดทนเฝ้ารออย่างใจเย็น ถ้าไม่มีกวางที่ตรงตามเกณฑ์ก็จะไม่ยิงเด็ดขาด และไม่ทำนอกแผน (เช่น จับม้าป่ามาขาย) เป็นอันขาด

และที่สำคัญ ต้องแยกแยะให้เป็นว่าตัวไหนเป็นกวาง ตัวไหนเป็นกระต่าย …แล้วเราล่ะ แยกแยะเป็นไหมครับ?

BH

บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)

ก่อตั้งมากว่า 30 ปี ปัจจุบันเติบโตกลายเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศและของทวีปเอเชีย ภายใต้แบรนด์ “บำรุงราษฏร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” มีความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยนอกได้ 3,900 คนต่อวัน มีเตียงสำหรับผู้ป่วยในทั้งหมด 512 เตียง อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างประเทศต่อผู้ป่วยในประเทศอยู่ที่ 60-40

ความแข็งแกร่ง

BH เป็นผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลระดับ High-End ชื่อ “บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ได้รับความเชื่อถือสูงมากจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ บริษัทฯ มีกระแสเงินสดดี หนี้สินต่ำ และเนื่องจากจับกลุ่มลูกค้าระดับบน จึงมีอัตราส่วนต่างกำไรสูง ส่งผลให้สามารถดึงดูดบุคลากรชั้นนำทางการแพทย์มาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโรงพยาบาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดผ่านการควบรวมกิจการ BH จึงถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากคู่แข่ง และต้องหาเงินทุนก้อนใหญ่มาขยายธุรกิจ

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

การเติบโต

รายได้และกำไรของบำรุงราษฎร์เพิ่มอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เป็นการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บริษัทฯ มีการเน้นคุณภาพและบริการ รวมทั้งทำการตลาดเชิงรุก เช่น เป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) เพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ถูก “บีบให้โต” บำรุงราษฎร์ก็ยังคงเสียเปรียบเครือ รพ.กรุงเทพ หรือ BGH ที่ทุนหนาและ Aggressive กว่า โดยถูกขยายขนาดแซงหน้าไปเรียบร้อย นอกจากนี้ การมี รพ.อยู่เพียงแห่งเดียว ก็เป็นข้อจำกัดในการเติบโตของฐานลูกค้าและรายได้ แม้จะเข้าซื้อหุ้น รพ.เกษมราษฎร์ (บมจ.บางกอกเชน ฮอสปิทอล) 24.99% แล้วก็ตาม

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารต่างชาติของ BH เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับสูงมากในแวดวงการแพทย์ระดับนานาชาติ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ได้ธรรมาภิบาลระดับ 5 ดาว ไม่มีประเด็นในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนอันมีนัยสำคัญ

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

 

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ BH

32.8 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ เศรษฐีชาวไร่


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
http://www.ClubVI.com

เมื่อวันก่อน “60 Minutes” รายการโทรทัศน์ชื่อดังระดับตำนานทางสถานี CBS ได้นำเสนอเรื่องราวชีวิตของ “โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์” ลูกชายคนกลางของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย

โฮเวิร์ด (ที่จริงแล้ว พ่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ชื่อ “โฮเวิร์ด” เช่นกัน โดยวอร์เรนได้เอาชื่อของพ่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อลูก) ในวัย 57 ปี เป็นลูกคนที่สองของวอร์เรน ต่อจาก ซูซาน บัฟเฟตต์ พี่สาวของเขา และมีน้องชายหนึ่งคน คือ ปีเตอร์ บัฟเฟตต์

“โฮวี่” มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากวอร์เรนผู้พ่อ โดยสิ้นเชิง เขาใช้ชีวิตในฐานะ “ชาวไร่” ทำไร่ข้าวโพดและถั่วเหลือง ต่างจากวอร์เรน พ่อของเขา ซึ่งเป็นนักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด

สิ่งหนึ่งที่โฮเวิร์ดมีเหมือนกับพ่อก็คือ เขาเป็น “นักการกุศล” (Philanthropist) ตัวยงคนหนึ่ง โฮวี่มีมูลนิธิของตัวเอง ซึ่งขับเคลื่อนได้ด้วยเงินทุนจากหุ้นของ เบิร์คชัวร์ ฮาแธเวย์ ที่เขาได้จากบิดา

มูลนิธิของโฮเวิร์ดใช้เงินราว 50 ล้านเหรียญต่อปี เพื่อช่วยเหลือคนจนในการต่อสู้กับความอดอยากหิวโหย โดยตัวเขาเองได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ เพื่อคลุกคลีกับผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น

แม้โฮเวิร์ดจะเคยพูดว่า “ไม่ว่าผมจะทำอะไร ก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จเหมือนที่พ่อทำ” แต่ที่จริงแล้ว เขาหมายถึงความสำเร็จในสายตาของคนทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาไม่เก่ง ทว่าเขาเลือกเดินคนละทางกับพ่อ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบิดา โฮวี่มองว่าเรื่องแบบนี้ ชีวิตใคร ชีวิตมัน

“พ่อเล่นเกมของพ่อ ผมเล่นเกมของผม” เขาบอกอย่างนั้น


เมื่อนักข่าวไปถามวอร์เรน บัฟเฟตต์ว่า คิดยังไงกับวิถีชีวิตของโฮเวิร์ด วอร์เรนบอกว่า ลูกของเขาคนนี้เป็น “ขาลุย” ชอบคลุกโคลน นอนกลางดินกินกลางทราย ทำไร่ไถนา ต่างจากตัวเขาลิบลับ เมื่อพิธีกรยิงมุขว่า ต่างกันคนละโลกขนาดนี้ แน่ใจหรือว่าโฮวี่คือลูกแท้ๆ ของคุณ วอร์เรนหัวเราะลั่น บอกว่า “นั่นสิ สงสัยผมต้องไปเช็คดูใหม่ซะแล้ว”

วิถีชีวิตในวัยหนุ่มของโฮวี่อาจไม่ได้เลิศหรูนัก เขาเรียนไม่เก่ง ดร็อปเรียนจากมหาวิทยาลัยถึงสองแห่ง แต่วอร์เรนผู้พ่อก็ไม่ห่วง เขาบอกว่าตอนนั้นลูกของเขากำลังค้นหาตัวเอง หาว่าตัวเองอยากทำอะไร และอันที่จริง เด็กวัยรุ่นอีกมากมายก็ไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่เห็นจะเป็นปัญหา

ทว่าสิ่งหนึ่งที่วอร์เรนเน้นกับลูกชายตลอดก็คือ ต้อง “ทำในสิ่งที่รัก” หาไม่แล้ว ชีวิตจะไม่มีความสุข ทำอะไรก็ไม่ได้ดี

ที่สำคัญคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่อยากให้ลูกมองโลกนี้ด้วยเลนส์ของพวก “ซุปเปอร์ริช” คือมองอะไรแบบ “ลูกเศรษฐี” เขาอยากให้ลูกมีชีวิตแบบ “คนเดินดิน” ซึ่งจะทำให้เข้าใจโลกได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุที่คนในแวดวงการลงทุนอย่างเราๆ ควรรู้จักผู้ชายชื่อ โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นลูกชายของสุดยอดนักลงทุนระดับตำนาน แต่เป็นเพราะเขาได้รับมอบหมายให้สืบทอดตำแหน่งประธานของเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ หลังจากวอร์เรนตาย เนื่องจากปู่บัฟฟ์ต้องการให้โฮวี่รักษาวัฒนธรรมขององค์กรเอาไว้

ที่สำคัญกว่าและยังไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัดก็คือ ใครจะมาเป็น CEO และทำหน้าที่ “เลือกหุ้น” ให้กับเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ๆ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำได้ดีที่สุดในโลก

แม้ วอร์เรน ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะบริจาคทรัพย์สินกว่า 90% ของตัวเองให้การกุศล ซึ่งนั่นหมายความว่าโฮเวิร์ดจะได้รับการผ่องถ่ายความมั่งคั่งจากพ่อเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของบิดา แต่บัฟเฟตต์ผู้ลูกก็ไม่ได้ขัดข้องอันใด เพราะแม้จะไม่ได้รับการจัดอันดับเป็นคนรวยอันดับต้นๆ ของโลกเหมือนพ่อ แต่โฮวี่ก็ยัง “รวย” ยังมีเงินไปช่วยคนจนได้อีกมากมาย ซึ่งนั่นก็พอแล้วสำหรับ “เศรษฐีชาวไร่” ผู้นี้

อีกจุดหนึ่งที่ฟังแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ก็คือ แม้วอร์เรนจะบริจาคทรัพย์สินให้มูลนิธิของบิลล์ เกตส์มากมายมหาศาล แต่โฮเวิร์ดกลับบอกว่า

“บิลล์ เกตส์ เป็นคนฉลาดที่สุดในโลก รองจากพ่อของผม”

ข้อมูลจาก : http://www.cnbc.com/id/45639360