Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

สรุปคำสัมภาษณ์วันเกิดปู่ 87 ปี

12249651_1057991477586212_3387239749019485759_n
เรียบเรียงโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
ในโอกาสครบรอบวันเกิดปีที่ 87 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้บินมาถึงนิวยอร์ก เพื่อรับประทานอาหารกับผู้ชนะประมูลทาง ​EBay ที่ยอมจ่ายเงินเกือบ 2.7 ล้านเหรียญ แลกกับการกินข้าวกับแกหนึ่งมื้อ
โดยแกได้ให้สัมภาษณ์ช่อง CNBC ด้วย ผมเห็นว่าน่าสนใจ จึงขอแปลเป็นไทยให้ได้อ่านกันเป็นข้อๆ นะครับ
1. ปู่บอกว่า ที่แกจัดประมูลทาง ​EBay ให้คนมากินข้าวด้วยหนึ่งมื้อ แล้วเอาเงินที่ได้ไปบริจาคให้มูลนิธิ Glide (เป็นมูลนิธิในซานฟรานซิสโก เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ถูกกระทำ และคนติดยา) โดยทำมาแล้วหลายสิบปี บริจาคเงินไปแล้วกว่า 25 ล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่ตัวแกก็มี giving pledge จะบริจาคทรัพย์สิน 99% ให้การกุศลอยู่แล้ว เพราะภรรยาของแกคือ ซูซี่ แนะนำให้รู้จักมูลนิธินี้ และแกก็ชอบการทำงานของมูลนิธินี้
2. ความเสียหายจากเฮอรริเคนฮาร์วีสูงมาก น้ำ 14 ล้านล้านแกลลอน ร่วงหล่นจากฟ้า บริษัทประกันในเครือเบิร์คเชียร์จ่ายเงินค่าสินไหมไปเยอะ มีรถที่ทำประกันกับเราเสียหายอาจจะถึง 50,000 คัน แต่เราจะรับผิดชอบทุกอย่าง เวลาแบบนี้แหละที่จะตัดสินได้ว่าบริษัทประกันทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างถูกต้องหรือไม่
3. เกาหลีเหนือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้ ปัญหาอื่นยังแก้ไขได้ การที่เกาหลีเหนือเปลี่ยนผู้นำไปเรื่อยๆ ทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
4. GDP ไตรมาสสองของสหรัฐฯ โต 3% สูงกว่าที่คาด แต่ปู่บอกว่า ไม่รู้สึกเลยว่าโต 3% ปู่ชี้ว่า อย่าเพิ่งตัดสิน GDP จากผลไตรมาสเดียว ยังเชื่อว่าปีนี้จะจบที่ 2% อีกครั้ง ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ปี 2009 และอันที่จริง การโต 2% ถือว่าไม่แย่ ถ้าโต 2% 25 ปีติด จะเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ถึง 19,000 เหรียญ ซึ่งเยอะมาก
5. ตอนนี้เบิร์คเชียร์ถือหุ้น Apple 2.5% น่าจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ aapl ปู่บอกว่า แกมอง apple เป็นบวกมาตลอด ไม่เคยขายทิ้งเลย แต่ไม่ยอมบอกว่าปัจจุบันยังซื้อเพิ่มอยู่หรือไม่
6. ปู่บอกว่า แกวิเคราะห์ IBM ผิดตั้งแต่แรก ในตอนนั้นมองว่าอนาคตของ IBM จะดีกว่าที่เป็นวันนี้ ตอนนี้รู้แล้วว่าทำผิดพลาดไป แต่ไม่บอกว่ายังขายหุ้น IBM อยู่มั้ย
7. ปู่เพิ่งเปลี่ยน warrant ของ Bank Of America เป็นหุ้น ทำให้เบิร์คเชียร์กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของ BOA นั่นเท่ากับเบิร์คเชียร์ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ “สองในสามแบงก์ที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา”
ปู่บอกว่า แกชอบธุรกิจ, ชอบ Valuation, ชอบผู้บริหารของ BOA จึงตัดสินใจควักเงินก้อนโตเปลี่ยน warrant เป็นหุ้น
8. มีคนแย้มว่า เดี๋ยว เวลส์ ฟาร์โก้ จะมีข่าวไม่ดีออกมาอีก หลังจากเกิดคอร์รัปชั่นก่อนหน้านี้ ปู่บอกว่า แมลงสาบไม่เคยมีตัวเดียว ข่าวร้ายต้องมาอีกแน่ พอฉายไฟเข้าไปมันต้องเจออะไรใหม่ๆ แต่ตัวแบงก์ยังโอเค ในแง่ของการลงทุนระยะยาว มันยังเป็นแบงก์ที่ดี แม้จะมีคนทำสิ่งที่ผิดมากๆ ก็ตาม
9. amazon ซื้อกิจการ whole foods และ whole foods ก็เริ่มลดราคาสินค้า ทำให้หุ้นของห้างค้าปลีกเจ้าอื่นๆ ร่วงหนัก market cap หายไปเยอะ ห้างค้าปลีกเหล่านั้นจึงพยายามเพิ่มมาร์จิ้น โดยไปกดดันผู้ผลิตสินค้าให้ลดราคา หนึ่งในนั้นคือ kraft heinz (ผู้ผลิตซอสไฮน์ซ) ที่ปู่ถือหุ้นใหญ่
ปู่บอกว่า บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภค (ปู่เรียกว่า “แบรนด์”) ต่างๆ กับห้างค้าปลีก ก็สู้กันมาตลอด แต่ในอีกมุม พอมีห้างค้าปลีกที่แข็งแกร่ง เช่น วอลล์มาร์ท, costco และเจ้าตลาดปัจจุบันคือ amazon พวกแบรนด์ก็ได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น มันก็จะสู้กันไปยังงี้แหละ เพียงแต่ในยกนี้ ห้างค้าปลีกได้เปรียบมากกว่าเท่านั้น
10. ปิดท้ายว่า ทิม คุก ซีอีโอ Apple ออกมาด่า โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ทำไมปู่เงียบ ปู่บอกว่า แม้แกจะเชียร์ฮิลลารี่ และผิดหวังที่นางแพ้ แต่แกก็ไม่มีธุระที่จะไปด่าประธานาธิบดี ปัญหาใหญ่ๆ ยังมีอีกมากมาย และใครจะมาเป็น ปธน. แกก็ซื้อหุ้นอยู่เหมือนเดิม
และไม่ว่าจะอย่างไร ประเทศนี้ก็จะก้าวหน้าไป
ปิดท้าย แฮปปี้เบิร์ธเดย์ปู่ ส่งความสุขจากเมืองไทยนะครับ
—-

สตาร์บัคส์ดิ้นแก้ยอดตก รุก “จีน” เต็มตัว

sbux

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตอนนี้สตาร์บัคส์เริ่มเจอปัญหา หลังประกาศงบ Q3 ออกมา (Q3 ของ SBUX ตรงกับเดือน เม.ย – มิ.ย. ซึ่งเป็น Q2 ของ บ.ส่วนใหญ่) ปรากฏว่ากำไรสุทธิลดลงกว่า 8% YOY แม้ยอดขายรวมจะเพิ่ม 8% เช่นเดียวกับยอดขายร้านเดิมที่เพิ่ม 8% ด้วย พาให้หุ้นตกฮวบฮาบลงมามากที่สุดในรอบหลายปี

อย่างไรก็ตาม หากมองสามไตรมาสเทียบกับปีที่แล้ว (เทียบ 9 ด.ต่อ 9 ด.) กำไรของ SBUX ยังโตอยู่ 6%

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กำไรลดลง เพราะ traffic เริ่มชะลอลง และนักวิเคราะห์ยังมองด้วยว่า ร้านสตาร์บัคส์เริ่มเกิดการ “แย่งยอดขายกันเอง” ระหว่างสาขา หลังมีการเปิดสาขาใหม่เยอะมากในช่วง 2-3 ปีหลัง

จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีร้านสตาร์บัคส์เฉลี่ย 3.6 สาขาในทุกๆ รัศมีหนึ่งไมล์ของสหรัฐอเมริกา โดยสามในสี่ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองหลวงแห่งสตาร์บัคส์ (ทำรายได้ 20 เปอร์เซ็นต์ของร้านในอเมริกาทั้งหมด) มีร้านสตาร์บัคส์อยู่ทุกๆ รัศมี 1 ไมล์

ก่อนหน้านี้ บริษัทเพิ่งประกาศปิดร้านชา “ทีวาน่า” ทั้งหมด เพราะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาด อีกทั้งการเพิ่ม specialty เมนู (เมนูเฉพาะทาง) ก็เริ่มกระตุ้นยอดขายไม่ได้ โดยออเดอร์ลดลงเยอะเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า เมนูใหม่แค่ทำให้ลูกค้าสลับไปลองของใหม่ แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขาย

ด้วยเหตุนี้ เควิน จอห์นสัน ซีอีโอของกาแฟนางเงือก จึงประกาศว่าจะเน้น “จีน” เป็นตลาดหลัก โดยบอกว่า โอกาสเติบโตในจีนเป็นสิ่งที่ “ไม่มีอะไรเทียบได้”

จอห์นสันบอกว่า สตาร์บัคส์จะเร่งการเติบโตในจีน และบริษัทก็เพิ่งจะทุ่มเงิน 1,300 ล้านเหรียญ เพื่อซื้อหุ้นส่วนที่เหลือของบริษัท East China JV ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนกับฝั่งจีน อันจะทำให้บริษัทเป็นเจ้าของร้านสตาร์บัคส์ถึง 1,300 สาขาในจีนแต่เพียงผู้เดียว

ที่สำคัญ นี่ยังเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทอีกด้วย

ล่าสุด แนวโน้มของสตาร์บัคส์ในจีนยังดีขึ้นเรื่อยๆ โดยไตรมาสล่าสุดทำยอดขายร้านเดิมเพิ่มขึ้น 7% YOY  (เฉพาะในจีน) และเปิดสาขาเพิ่ม 41 สาขา (รวมเอเชียแปซิฟิกด้วย) รวมแล้วตอนนี้มีร้านสตาร์บัคส์ในจีนประมาณ 2,800 สาขา โดยตั้งเป้าจะให้ถึง “5,000” ให้ได้ในปี 2021

ได้อ่านทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดว่าสตาร์บัคส์จริงจังแค่ไหนกับตลาดแดนมังกร ถามใจเธอดูก็แล้วกัน!!

————-

ข้อมูลประกอบจาก Fortune.com, investors.starbucks.com, finance.yahoo.com

 

 

 

เพราะเหตุใดในอเมริกาจึงฟ้องคดีบ้าๆ กันเสมอ?

benton-county-1731516_960_720

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ได้ยินเรื่องราวการฟ้องคดีแปลกๆ ในสหรัฐอเมริกาอยู่เสมอ บางเรื่องไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เช่น แม็คโดนัลด์ถูกลูกค้าฟ้องเพราะ “ทำกาแฟลวกใส่ตัวเอง” จนร้านเบอร์เกอร์ชื่อก้องโลกเสียเงินไปหลายล้านเหรียญ (และล่าสุด สตาร์บัคส์ก็โดนฟ้องในทำนองเดียวกัน) ยังไม่นับเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งอีกมากมาย

คดีพวกนี้แต่ละครั้งมักเรียกค่าเสียหายกันแพงหูฉี่ เรียกได้ว่าถ้าธุรกิจไม่มั่นคงจริงอาจถึงกับล้มละลายได้ ทั้งที่บางเรื่อง เราคนไทยเห็นข่าวแล้วยังงงว่า “มันฟ้องกันได้ยังไง”

เคน ฟิชเชอร์ มหาเศรษฐีนักลงทุน เขียนไว้ในหนังสือ Ten Road to Riches ของเขาว่า “การฟ้องคดีแพ่ง” ถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากของสหรัฐอเมริกา สืบเนื่องจากกฏหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เอื้อให้ฝ่ายโจทก์ทุกอย่าง

ทว่าผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากอุตสาหกรรมนี้ หาใช่ตัวโจทก์ซึ่งเป็น “ผู้เสียหาย” ไม่ หากแต่เป็นทนายที่มาทำคดี ทนายประเภทนี้ เรียกว่า plaintiff lawyer หรือ PL ภาษาไทยคือ “ทนายโจทก์” ซึ่งว่ากันว่าเป็นทนายสายที่รวยที่สุดในสหรัฐอเมริกา

กระบวนการก็คือ เมื่อมีลูกค้ามาให้ทำคดี ทนายโจทก์ก็จะรวบรวมหลักฐาน เชื่อมโยงเป็นเรื่องราว แล้วไปเจรจากับบริษัทให้ชดใช้ค่าเสียหาย เพื่อแลกกับการไม่ต้องขึ้นศาล โดยมักจะขู่เรียกเงินแพงๆ ก่อนจะลดหย่อนกันลงมาตามลำดับ หากคุยไม่รู้เรื่องจึงค่อยไปขึ้นศาลกัน

อย่างไรก็ตาม ฟิชเชอร์บอกว่า การขึ้นศาลเป็นสิ่งที่ทนายโจทก์ “เกลียด” ที่สุด เพราะสิ่งที่ต้องการคือ “เงิน” โดยไม่ต้องการทำคดีให้เหนื่อย

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของทนายโจทก์ คือเลือกบริษัทใหญ่ๆ ที่มีเงินมากๆ และมีชื่อเสียงที่ “ไม่พร้อมจะเสีย” บริษัทเหล่านี้แม้จะมีอิทธิพลมากก็จริง แต่โดยมากมักไม่อยากเสียเวลา เพราะแม้จะสู้คดีไปจนชนะก็ไม่คุ้ม เนื่องจากระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี บริษัทจะ “เสียชื่อ” ไปเรื่อยๆ หุ้นก็ตกไปเรื่อยๆ แถมเวลาชนะมักไม่เป็นข่าวเหมือนตอนที่ถูกฟ้อง

วิธีเลือก “โจทก์” ที่ได้ผลที่สุด คือต้องเลือกคนที่น่าสงสาร และสามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจของบริษัทได้ เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด บ้านอยู่ใกล้โรงงานของบริษัทใหญ่ๆ ยิ่งถ้าเป็นเด็กที่ป่วย จะเรียกคะแนนสงสารจากได้มากขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ ทนายโจทก์มักได้ส่วนแบ่งอยู่ที่ประมาณ 30-40% จากค่าเสียหายที่เรียกร้องได้ แต่ถ้าแพ้คดีก็ไม่ได้อะไร พวกเขาจึงต้องเลือกคดีความอย่างระมัดระวัง เลือกเป้าหมายให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เหนื่อยฟรี และหนึ่งในเป้าหมายยอดฮิตของทนายโจทก์ คือ บริษัทยา บริษัทผลิตสารเคมี เพราะมีทั้งชื่อเสียงและเงิน และมีจุดให้ฟ้องได้มาก

สำหรับแวดวงการลงทุน มีการฟ้องคดีประเภทหนึ่งซึ่งทำกันเยอะมาก คือฟ้องบริษัทเวลา “หุ้นตก” โดยมากแล้วข้อกล่าวหามักเป็นไปในทำนองว่า บริษัทมีการปกปิดข้อมูลบางอย่าง ซึ่งถ้าเปิดเผยออกมา จะช่วยให้หุ้นไม่ตกลงไปขนาดนั้น ซึ่งบางครั้ง บริษัทก็ยอมเจรจาชดใช้ค่าเสียหายตาม market cap ที่หายไป เช่น market cap หายไป 20 ล้าน ก็จ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้นที่ (อ้างว่า) เสียหาย เป็นเงิน 20 ล้าน

ทว่าสิ่งที่จะลืมเสียไม่ได้ก็คือ เงินของผู้เสียหาย แท้จริงแล้วคือเงินของผู้ถือหุ้นนั่นเอง นั่นจึงหมายความว่า บริษัทเอาเงิน “ของ” ผู้ถือหุ้น “จ่ายให้”​ ผู้ถือหุ้น แต่ที่แย่คือ เงินจำนวนนั้น ถูกทนายโจทก์แบ่งเอาไปอย่างน้อย 30% อีกทั้งหุ้นในมือยังสูญเสียมูลค่าหนักเข้าไปอีกจากการถูกฟ้อง

ที่เหนือชั้นยิ่งกว่านั้น คือการใช้ “โจทก์ตุ๊กตา” โดยทนายโจทก์จะให้คนของตัวเองไปไล่ซื้อหุ้นบริษัทต่างๆ ไว้ล่วงหน้า จากนั้นก็รอ พอหุ้นบริษัทไหนลงมาก็รีบไปยื่นฟ้องในนามของคนๆ นั้น บางคนถูกใช้เป็น “โจทก์รีไซเคิล” คือใช้ฟ้องซ้ำแล้วซ้ำอีกถึง 40 รอบ พอได้เงินมาจึงแบ่งเงินให้โจทก์เป็นค่าใช้ชื่อ (ซึ่งที่จริงแล้วผิดกฏหมาย เพราะเป็นการติดสินบทโจทก์ และเคยมีทนายโจทก์โดนจำคุกมาแล้วจากการกระทำเช่นนี้)

ที่เล่าให้ฟังทั้งหมดก็เพื่อตอบคำถามว่า เพราะเหตุใดเราจึงได้ยินเรื่องการฟ้องคดีพิสดารในอเมริกาอยู่เสมอ ก็เนื่องจากผลประโยชน์นั้นมโหฬารเหลือเกิน ทว่าโดยส่วนตัว ผมมองว่าเหรียญทุกเหรียญมีสองด้าน กฏหมายและกระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ ปกป้องประชาชนค่อนข้างมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แม้จะมีคนบางกลุ่มฉวยเอาเรื่องนี้ไปหาประโยชน์ก็ตาม

ในทางตรงข้าม ในอีกหลายๆ ประเทศ ประชาชนตัวเล็กๆ มักตกเป็นเบี้ยล่างของธุรกิจใหญ่ๆ เสมอ และแม้จะเสียหายจริงก็ไม่มีโอกาสไปต่อกรท้าทาย บางครั้งไปแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจยังไม่รับเลยด้วยซ้ำเพราะไม่อยากเดือดร้อน นี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ และไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนแปลงไปง่ายๆ แต่อย่างใดครับ

——————–

ข้อมูลประกอบจากหนังสือ Ten Road to Riches โดย เคน ฟิชเชอร์