Unknown's avatar

About CheeChud

Founder and CEO of Club VI, Thailand's Investment Academy, Bestselling Author, Fanpantae Samkok

เล่าเรื่อง ทิวลิปเมเนีย (จบ)

800px-Flora's_Malle-wagen_van_Hendrik_Pot_1640

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

เมื่อ “ฟองสบู่ทิวลิป” แตกออก ผู้คนจำนวนมากแทบต้องสิ้นเนื้อประดาตัว บางคนถือ “สัญญาซื้อทิวลิป” ที่แลกมาด้วยราคาสูงกว่าตอนเปิดตลาดถึง 10 เท่า ขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งได้ดอกทิวลิปจริงๆ มาครอบครอง แต่ดอกไม้ในมือของพวกเขากลับเหลือมูลค่าเพียงเศษเสี้ยวของเงินที่ลงทุนไป

ฝ่ายผู้ขายเองก็เดือดร้อนไม่แพ้กัน เพราะพวกเขาลงทุนไปแล้วแต่ผู้ซื้อไม่ยอมมารับของ จะไปหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรม ศาลก็ไม่ยอมบังคับคดีให้ผู้ซื้อจ่ายเงินตามสัญญา เพราะถือว่าหนี้สินเหล่านั้นเป็น “หนี้สินจากการพนัน” จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

การล่มสลายของทิวลิปเมเนีย ส่งผลให้เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ เข้าสู่ภาวะซบเซาเป็นเวลานาน

และนั่นคือเรื่องราวของ “ทิวลิปเมเนีย” จากจุดเริ่มต้น ถึงจุดล่มสลาย .. ทีนี้ มาช่วยกันวิเคราะห์ว่า เรื่องนี้สอนอะไรเราบ้าง…

ทิวลิปเมเนีย คือปรากฏการณ์ที่ผู้คนแห่แหนคลั่งไคล้ไปกับอะไรบางสิ่ง เป็นความคลั่งไคล้ที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ ต้องการจะทำกำไรให้ได้มากๆ ยิ่งราคาถูกปั่นจนสูงขึ้นไป ยิ่งดึงดูดให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ กระโดดเข้ามาในตลาดมากขึ้น เพราะทุกคนต่างก็กลัวที่จะ “ตกรถไฟ”

ภาวะ “ฟองสบู่ด็อทคอม” (Dot-com Bubble) ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1995-2000 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับทิวลิปเมเนียเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคือการที่ราคาของสินทรัพย์ ถูกลากขึ้นไปจนสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันแบบสุดกู่

บางบริษัทยังไม่ได้มีตัวตนอะไรขึ้นมาเลย กลับถูกตลาดตีมูลค่าไว้หลายล้านเหรียญสหรัฐฯ และคนจำนวนมากก็แห่กันเข้าไปจองซื้อแบบไม่กลัวตาย

Hans_Bollongier_-_Stilleven_met_bloemen

สำหรับเมืองไทยเรา หลายคนคงจำปรากฏการณ์ “จตุคามรามเทพ” ได้ดี นั่นอาจถือเป็น “ทิวลิปเมเนีย” แบบไทยๆ ได้เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่า “จตุคาม” นั้น ใครๆ ก็สร้างขึ้นมาได้ แต่ดอกทิวลิปมีความหายาก (Scarcity) ตามธรรมชาติ ซึ่งยิ่งช่วยส่งเสริมให้ราคาของมัน “เฟ้อ” (Inflate) เร็วมาก

สำหรับ “หุ้นบางตัว” ในตลาดหลักทรัพย์ ก็ถือว่ามีความคล้ายคลึงกับทิวลิปเมเนียไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว คือ “เติบโต – ตื่นตูม – แตกออก” เฉกเช่นเดียวกัน

(บางคนนึกถึงปรากฏการณ์ “ตื่นทอง” ในยุคนี้ ว่าพอจะเปรียบเทียบกับ “ทิวลิปเมเนีย” ได้หรือไม่ ในความเห็นของผู้เขียน การพุ่งสูงขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการในระดับมหภาค ทั้งราคาน้ำมัน ค่าเงิน สภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก นโยบายการคลังของประเทศมหาอำนาจ ฯลฯ ซึ่งถือว่าซับซ้อนยิ่งกว่าการสูงขึ้นของราคาของดอกทิวลิปมากมายนัก)

มีข้อคิดบางประการ ที่เราน่าจะเรียนรู้ได้จาก “ทิวลิปเมเนีย”

1.      อย่า “เห่อ” อะไรตามคนอื่น อะไรที่ใครๆ ก็ปรารถนาอยากได้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้มันมาในราคาที่สมเหตุสมผล (Fair Price)

2.      พึงระวังสินทรัพย์ใดๆ ที่ราคาของมันสูงกว่ามูลค่าโดยเนื้อแท้ (Intrinsic Value) มากๆ

3.      ใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ อย่างระมัดระวัง จงใช้เมื่อเรารู้จักมันอย่างถ่องแท้เท่านั้น จำไว้ว่า อะไรที่ทำให้เรา “รวยแบบก้าวกระโดด” ได้ ก็ทำให้เรา “จนแบบดิ่งนรก” ได้เช่นกัน

สุดท้าย ที่ต้องทำให้เป็นนิสัย คือการ “ยึดโยงอยู่กับเหตุผล” ไม่ใช่ “ยึดโยงอยู่กับสิ่งแวดล้อม” การกล้าคิดต่าง กล้าที่จะคิดอย่างเป็นตัวเอง จักช่วยทำให้เรารอดพ้นจากหายนะทางการเงินใดๆ ได้เสมอ

และนั่นคือเรื่องราวของ “ทิวลิปเมเนีย” หายนะแห่งการแห่ตามกันของฝูงชน ที่เอามาสั่งสอนผู้คนในแวดวงการเงินและผู้คนทั่วโลกได้ตลอดกาลครับ

—————————-

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี่

ตอนที่ 1    https://clubvi.com/2012/05/24/tulipmania/

ตอนที่ 2    https://clubvi.com/2012/05/27/tulipmania2/

ตอนที่ 3    https://clubvi.com/2012/05/29/tulipmania3/

อ้างอิง

http://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/aconite/tulipomania.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_mania

บรรยายภาพ

ภาพบนสุด – ภาพวาดชื่อ Wagon of Fools หรือ “รถขนคนโง่” โดยจิตรกร เฮนริก พอต สะท้อนเหตุการณ์ทิวลิปเมเนีย , ภาพล่าง – ภาพวาดดอกทิวลิป ชื่อ Still Life with Flowers โดย Hans Bollongier จาก wikipedia

เล่าเรื่อง ทิวลิป เมเนีย (๓)

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ในปี 1634 ราคาของดอกทิวลิปที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ได้ดึงดูดให้บรรดานักเก็งกำไรหลั่งไหลกันเข้ามาในตลาด พอถึงปี 1636 ก็ได้เกิด “ตลาดฟิวเจอร์ส” สำหรับทิวลิปขึ้นโดยเฉพาะ มีการทำสัญญาซื้อขายทิวลิปล่วงหน้า โดยผู้ซื้อ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 2.5% ของราคาดอกทิวลิปที่จะซื้อ “ทันที”

ชาวดัตช์ในสมัยนั้นเรียกการทำสัญญาลักษณะนี้ว่า “windhandel” หรือภาษาอังกฤษคือ “wind trade” แปลตรงตัวก็คือการ “ซื้อขายลม” อันหมายถึงการทำสัญญากันโดยยังไม่เห็นตัวสินค้า ไม่มีสินค้าจริงๆ เปลี่ยนมือกัน มันคือการซื้อขาย “อากาศธาตุ” เท่านั้น

ชาร์ลส์ แม็คเคย์ ชาวสก็อตแลนด์ เขียนไว้ในหนังสือ Extraordinary Popular Delusions and the Madness of Crowds ตีพิมพ์ในปี 1841 ว่า “ทิวลิปเมเนีย” เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมบ้าคลั่งอย่างไร้เหตุผลของคน ว่ากันว่า

“ประชากรทั้งประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นที่ต่ำต้อยขนาดไหน ต่างอยากเข้ามามีส่วนร่วมในการซื้อขายทิวลิปกันทั้งสิ้น”

แม็คเคย์ระบุไว้ในหนังสือของเขาว่า ในปี 1635 “ทิวลิป 40 ดอก” ขายกันที่ราคา “100,000 ฟลอริน” ในขณะที่ “เนยหนึ่งตัน” มีราคาแค่ “100 ฟลอริน” แรงงานชั้นดี มีค่าจ้างแรงงานทั้งปีแค่ “150 ฟลอริน” และ “หมูอ้วนพีแปดตัว” มีราคาแค่ “240 ฟลอริน”

บอกแค่นี้ ทุกท่านคงจะสงสัยว่า ไอ้ “1 ฟลอริน” ค่าของมันอยู่ที่ประมาณไหนกันแน่ อธิบายอย่างนี้ครับว่า “ฟลอริน” (Florin) คือ หน่วยเงินของดัตช์ในสมัยนั้น มีค่าเท่ากับ ” กิลเดอร์” (Guilder) คือเท่ากับ “100 เซนต์” (1 Florin = 1 Guilder = 100 Cents)

สถาบัน International Institute of Social History เปรียบเทียบให้เห็นว่า 1 ฟลอริน มีอำนาจซื้อเท่ากับเงิน “10.28 ยูโร” ในปี 2002 หรือคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ “411.20 บาท” (คำนวณโดยอัตรา 1 ยูโร = 40 บาท)

ดังนั้น “ทิวลิป 40 ดอก” ในยุคฟองสบู่ จึงมีราคาถึง 41.12 ล้านบาท ในสมัยนี้!!

นี่ยังไม่นับข้อเสนออื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เป็นต้นว่า มีหลักฐานว่าบางคนยอมแลกที่ดิน 12 เอเคอร์ (49,000 ตรม.) เพื่อทิวลิปพันธุ์ Semper Augustus เพียง 2 ดอก หรือยอมแลกหมู แกะ อีกทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ มูลค่ารวม 2,500 ฟลอริน (หนึ่งล้านกว่าบาทสมัยนี้) เพื่อทิวลิปพันธุ์ Viceroy เพียงดอกเดียว

ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรหยุดความร้อนแรงของราคาดอกทิวลิปในเนเธอร์แลนด์ได้เสียแล้ว

แต่อยู่ๆ ในฤดูหนาวของปี 1636-37 ในขณะที่การเก็งกำไรทวีความรุนแรงถึงขีดสุด ทิวลิปบางดอกเปลี่ยนมือกันนับสิบๆ รอบภายในวันเดียว ได้ปรากฏเหตุการณ์ว่า ดอกทิวลิปบางส่วนไม่สามารถนำส่งให้กับผู้ซื้อได้ตามสัญญาที่เซ็นกันไว้ จนเกิดเป็นความตื่นตระหนกไปทั่ว

ส่งผลให้ราคาค่าสัญญาของดอกทิวลิปพังทลายลงในชั่วพริบตา!!

การล่มสลายของราคาสัญญาดอกทิวลิป เริ่มต้นขึ้นในฮาร์เล็ม (ไม่ใช่ย่านฮาร์เล็มในนิวยอร์คนะครับ) เมื่อผู้ที่ทำสัญญาซื้อดอกทิวลิปไว้ไม่ยอมมารับของเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีแต่คนขายเท่านั้นที่ “มาตามนัด” แต่กลับต้อง “รอเก้อ” ไปเสียฉิบ

เท่านั้นเอง ข่าวนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏการณ์ในฮาร์เล็มได้สร้างความ “ตระหนกตกใจ” ไปทั้งแผ่นดิน คนที่ถือสัญญาซื้ออยู่ ต่างกลัวว่าตนเองจะไม่ได้รับของ จึงตัดใจรีบขายสัญญานั้นทิ้งแบบไม่ห่วงราคา ฝ่ายคนที่คิดจะซื้อก็ไม่กล้าซื้อ ด้วยความกลัวว่าซื้อไปเดี๋ยวจะได้แค่ “กระดาษเปล่าๆ”

ด้วยเหตุนี้ ราคาของดอกทิวลิปจึงลดลงอย่างฮวบฮาบร่วม “100 เท่า” ซึ่งอาจพูดได้เต็มปากว่า “ฟองสบู่ทิวลิป” ได้ “แตกออก” เรียบร้อยแล้ว !!

(เรื่องราวกำลังชุลมุนชุลเกถึงขีดสุด เดี๋ยวในตอนหน้า ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย เราจะมาตามกันต่อนะครับว่า คนในยุคหลัง ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากปรากฏการณ์ครั้งนั้น อย่าพลาดครับ)

อ้างอิง

http://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/aconite/tulipomania.html http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_mania

เล่าเรื่อง ทิวลิป เมเนีย (๒)

(ต่อจากตอนที่แล้ว- ย้อนกลับไปอ่านตอนแรกได้ที่นี่ https://clubvi.com/2012/05/24/tulipmania/ )

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

อันที่จริง ด้วยตัวของมันเอง ทิวลิปถือว่ามีคุณสมบัติที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเก็งกำไรอยู่แล้ว กล่าวคือ ทิวลิปเป็นดอกไม้ที่ปลูกได้ช้า ต้องใช้เวลาถึง 7-12 ปี กว่าที่เมล็ดพันธุ์จะเติบโตขึ้นมาเป็นดอกงามสะพรั่ง โดยทิวลิปแต่ละดอกนั้น สามารถให้เมล็ดพันธุ์สำหรับเอาไปปลูกเป็นทิวลิปที่เหมือนกับตัวมันเองได้อีก 2-3 ดอก

พูดง่ายๆ ก็คือ “แม่” หนึ่งดอก “ออกลูก” ได้ 2-3 ดอก แต่ “ดอกแม่” เองกลับมีอายุอยู่ได้เพียง 1-2 ปี แล้วก็ตายไป (เกิดก็ยาก ตายก็เร็ว)

ที่สำคัญคือ เมล็ดพันธุ์ที่จะปลูกเป็นดอกทิวลิปได้ ต้องมาจากดอกแม่เท่านั้น (เหมือนคนออกลูก) จะเพาะขึ้นมาเองไม่ได้ อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ดอกไม้ชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้ยากที่สุด

ด้วยธรรมชาติที่เป็นดอกไม้ปลูกยาก เมื่อบวกกับการเกิด “ไวรัสทิวลิป” (Tulip-breaking Virus หรือชื่อทางการคือ Mosaic Virus) ระบาด ส่งผลให้ดอกทิวลิปล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งยิ่งทำให้ทิวลิปบางพันธุ์ที่หายากอยู่แล้วมีราคาแพงสุดกู่

อาจกล่าวได้ว่า ณ เวลานั้น ทิวลิปกลายเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ที่มีความขาดแคลนที่สุดในยุโรป

ทิวลิปจะออกดอกเฉพาะในเดือนเมษายนกับพฤษภาคม เดือนละหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น และสามารถเด็ดออกมาขายได้ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ดังนั้น ในสองเดือนดังกล่าว จึงเป็นเวลาที่ตลาดซื้อขายทิวลิปคึกคักมาก

จุดที่น่าสนใจก็คือ เมื่อมีความต้องการมากเข้า “นวัตกรรมทางการเงิน” ก็เริ่มเข้ามามีบทบาททันที

โดยในเดือนที่ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยวนั้น นักค้าทิวลิปจะใช้วิธี “เซ็นสัญญาล่วงหน้า” เพื่อสิทธิ์ในการซื้อทิวลิป รอจนทิวลิปออกดอก ผู้ที่ถือสัญญาอยู่ก็จะได้สิทธิ์ในการซื้อดอกทิวลิปตามที่ระบุไว้ในสัญญา

นอกจากนี้ ชาวดัตช์ยังนำเอาเทคนิคทางการเงินอื่นๆ เช่น การ “ชอร์ตเซลล์” (Short) กลับมาใช้ใหม่ทั้งๆ ที่เคยถูกแบนไปแล้ว (โปรดสังเกตว่าการชอร์ตเซลล์มีมากว่าสามร้อยปีแล้วนะครับ ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น)

โดยในเวลานั้น “ตลาดซื้อขายทิวลิป” ร้อนแรงไม่แพ้ “ตลาดทองคำ” หรือ “ตลาดน้ำมัน” ในสมัยนี้เลยทีเดียว !!

(ติดตามต่อตอนหน้า)

อ้างอิง

http://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/aconite/tulipomania.html  http://en.wikipedia.org/wiki/Tulip_mania