แนะนำหนังสือใหม่ “สุดยอดนักลงทุนโลก”

ผลงานแปลล่าสุดของ Club VI “สุดยอดนักลงทุนโลก” แปลจากหนังสือ “The Great Investors” ของ Glen Arnold พิมพ์เสร็จเรียบร้อย พร้อมวางขายแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ดทุกสาขา และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

เนื้อหาเป็นเรื่องราวชีวิตและแนวคิดในการลงทุนของเซียน 9 คน ประกอบด้วย เบนจามิน เกรแฮม, ฟิลิป ฟิชเชอร์, วอร์เรน บัฟเฟตต์, ชาร์ลี มังเจอร์, เซอร์จอห์น เทมเพิลตัน, จอร์จ โซรอส, ปีเตอร์ ลินช์, จอห์น เนฟฟ์ และ แอนโธนี่ โบลตัน รับรองว่าสนุก ครบถ้วน และสมบูรณ์ที่สุด

ในภาวะตลาดหุ้นร้อนแรงแบบนี้ ยิ่งต้องระวังให้จงหนัก รับรอง เล่มนี้เล่มเดียว “เอาอยู่” ครับ

WORK

Image

WORK

บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

เป็นบริษัทผู้ผลิตเนื้อหาด้านบันเทิงชั้นนำของประเทศไทย ธุรกิจหลักคือผลิตรายการโทรทัศน์ มีความเชี่ยวชาญด้านวาไรตี้โชว์และเกมโชว์เป็นพิเศษ นอกจากนี้ เวิร์คพอยท์ยังผลิตภาพยนตร์ จัดคอนเสิร์ต ผลิตเอนิเมชั่น รับจัดอีเว้นท์ ฯลฯ โดยมีสำนักงานและสตูดิโอขนาดใหญ่อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเปิดให้บริษัทอื่นมาเช่าใช้ได้ด้วย

V-Strength

WORK เป็นบริษัทบันเทิงชั้นนำของประเทศไทยที่มีประสบการณ์มายาวนาน อุดมไปด้วยบุคลากรคุณภาพ แต่โดยธรรมชาติแล้ว ธุรกิจบันเทิงมีความผันผวนค่อนข้างมาก และได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจรุนแรงกว่าธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องแย่ง “แอร์ไทม์” กับผู้ผลิตคอนเท้นท์อื่นๆ ทุกครั้งที่มีการปรับผังรายการประจำปี อีกทั้ง การพึ่งพาคุณปัญญา นิรันดร์กุล CEO ของบริษัทฯ ให้เป็นพิธีกรหลัก และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครขึ้นมาทดแทนได้ ก็อาจมองได้ว่าเป็นความเสี่ยงในระยะยาว

ค่าทดสอบ 63 เต็ม 100

V-Growth

อุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศยังเติบโตได้อีกมากตามการขยายตัวของเทคโนโลยีสื่อ เวิร์คพอยท์เองได้ขยับขยายไปทำช่องโทรทัศน์ดาวเทียมของตัวเองอย่างจริงจัง ซึ่งเรตติ้งก็ออกมาดีเป็นที่น่าพอใจยิ่ง และน่าจะส่งผลบวกต่อการเติบโตของบริษัทฯ ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม รายได้และกำไรของ WORK มีความผันผวนอยู่ตลอดตามสภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งเวลาออกอากาศที่ไม่แน่ไม่นอน การคาดการณ์อนาคตของบริษัทฯ จึงทำได้ไม่ชัดเจนเท่าไรนัก แม้ว่าหุ้น WORK จะจ่ายปันผลสูงมาโดยตลอด

ค่าทดสอบ 66 เต็ม 100 

V-Management

ผู้บริหารสูงสุดของเวิร์คพอยท์ คือคุณปัญญา นิรันดร์กุล CEO และคุณประภาส ชลศรานนท์ Vice CEO เป็นคนบันเทิงชั้นนำของประเทศไทย ได้รับการยอมรับทั้งในด้านของความสามารถและความซื่อสัตย์ ทั้งยังมีความรักและผูกพันอย่างยิ่งกับธุรกิจที่ตัวเองสร้างมากับมือ ปัจจัยเรื่องผู้บริหารจึง “เป็นบวก” ค่อนข้างมาก สำหรับ WORK

ค่าทดสอบ 86 เต็ม 100

V-Potential

ณ วันที่ 3 เม.ย. 2555

ราคา 20.90 บาท PE 16 เท่า

ค่าทดสอบ 56.2 เต็ม 100

 

 [Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

วิเคราะห์หุ้น 2 แบบ

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร
 
ใครวิเคราะห์หุ้นก่อนซื้อถือได้ว่าเป็น “นักลงทุน” ใครไม่วิเคราะห์หุ้นก่อนซื้อถือได้ว่าเป็น “นักเสี่ยงโชค” ไม่อยากให้ใครครหาว่าเล่นหุ้นเป็นการพนันก็ต้องรู้จักวิเคราะห์หุ้น

เป็นที่ทราบกันว่าแนวทางการวิเคราะห์หุ้นมีอยู่ 2 แบบ คือ การวิเคราะห์แบบ top-down และการวิเคราะห์แบบ bottom-up ผมจะขอเล่าให้ฟังว่าแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร นักวิเคราะห์ส่วนมากใช้วิธีไหน แล้วมันเป็นวิธีที่ดีกว่าจริงหรือไม่! ลองติดตามดูนะครับ

การวิเคราะห์แบบ top-down

การวิเคราะห์แบบ top-down เป็นการมองจากบนลงล่าง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการมองจากภาพใหญ่ไล่ลงมาสู่ภาพเล็ก โดยอาศัยการตัดตัวเลือกออกไปทีละขั้น ตัวอย่างเช่น เราเป็นผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนไปทั่วโลก เราอาจจะเริ่มจากการวิเคราะห์ภูมิภาคที่เราสนใจ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย เป็นต้น สมมติว่าเราวิเคราะห์แล้วเศรษฐกิจยุโรปยังย่ำแย่ อเมริกาก็ยังไม่แน่ว่าจะฟื้น พิจารณาดูแล้วเอเชียมีภาษีกว่าเพื่อน เราก็วิเคราะห์ย่อยลงมาในระดับประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย ฯลฯ โดยพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจ การเมือง และโครงสร้างพื้นฐานประกอบกัน

จากตัวอย่างนี้สมมติว่าเราชอบประเทศไทย เราก็วิเคราะห์ต่อไปโดยอาจมองว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงขยายตัวได้ดี อัตราดอกเบี้ยยังน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง กำลังซื้อของประชาชนโดยรวมน่าจะสูงขึ้นจากมาตรการปรับขึ้นค่าแรงของรัฐบาล รวมทั้งเหตุการณ์อุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไปน่าจะส่งผลให้ผู้คนจำเป็นต้องจับจ่าย ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามที ภาพนี้ทำให้เราพอจะมองเห็นได้ว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะสูงขึ้น เป็นต้น เมื่อวิเคราะห์ได้ดังนี้แล้ว เราก็มองต่อว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อได้กลุ่มอุตสาหกรรมแล้วก็ค่อยมาดูว่ามีบริษัทอะไรในนั้น แล้วก็ขุดงบการเงินมาดูต่อไป …จนเมื่อได้ตัวบริษัทที่เราพอใจก็เริ่มลงเม็ดเงินซื้อหุ้นได้

การวิเคราะห์หุ้นแบบ top-down เป็นที่นิยมกันในหมู่นักวิเคราะห์ หากเราเปิดทีวีช่องเศรษฐกิจอย่าง Money Channel หรือ TNN24 เราจะพบว่าผู้ดำเนินรายการมักถามนักวิเคราะห์ที่เชิญมาว่า “ลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนดี?” ซึ่งมองให้ลึกๆ แล้วนี่คือการบอกเราทางอ้อมว่าเขาใช้การวิเคราะห์แบบ top-down นั่นเอง

การวิเคราะห์แบบ bottom-up

นอกจากการวิเคราะห์จากบนลงล่างแล้ว เรายังวิเคราะห์หุ้นจากล่างขึ้นบนได้ด้วย ความแตกต่างอยู่ที่การวิเคราะห์แบบ top-down เราไล่มองในภาพใหญ่ก่อนแล้วค่อยไล่เรียงเจาะไปทีละขั้นๆ กว่าจะมาถึงตัวหุ้น ในขณะที่การวิเคราะห์แบบ bottom-up นั้น เราโผล่มาถึงก็ตัวหุ้นเลย จากนั้นค่อยวิเคราะห์ออกไปที่คู่แข่งและอุตสาหกรรม แล้วเลยต่อไปถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและดูว่าบริษัทจะได้รับผลดีหรือผลเสียอย่างไร พูดแบบชาวบ้านๆ ก็คือมีปัญญาที่จะอยู่รอดและเติบโตต่อไปหรือไม่ เมื่อวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้วก็ลงมือซื้อหุ้นได้

ในมุมมองของคนใส่สูทผูกไทด์นั่งทำงานวิเคราะห์อยู่ในออฟฟิศ แน่นอนว่าการวิเคราะห์แบบ bottom-up ย่อมจะเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มวิเคราะห์หุ้นตัวไหนดีในเมื่อหุ้นในตลาดมีอยู่ร่วมๆ 500 ตัว ต่างจากนักลงทุนทั่วไปที่สามารถเอาชีวิตประจำวันมาใช้ในการคัดเลือกหุ้นที่ตนเองสนใจ

 
เช่น ผมอาจจะเดินผ่านโฮมโปรทุกสัปดาห์และสังเกตเห็นว่ามีคนซื้อของเยอะทุกที ทำให้ผมรู้สึกสนใจกิจการของเขาและเริ่มค้นคว้า ซึ่งอาจจะลงท้ายด้วยการซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นก็ได้ ลักษณะแบบนี้แหละครับที่เรียกว่าการวิเคราะห์แบบ bottom-up

มืออาชีพใช้ top-down โคตรเศรษฐีใช้ bottom-up

เมื่อผมเรียนเรื่องการวิเคราะห์หุ้น ผมรู้สึกว่าตำราค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางชื่นชอบวิธี top-down มากกว่าวิธี bottom-up ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าตำราหรือหลักสูตรนั้นเขาฝึกคนให้ไปเป็นนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุน อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวผมกลับชื่นชอบวิธี bottom-up มากกว่าครับ

ประการแรก วิธี bottom-up เริ่มจากเรารู้จักตัวหุ้นหรือตัวบริษัทมาก่อนเป็นเบื้องต้น นั่นแปลว่าขอแค่เรารู้จักบริษัทเจ๋งๆ ซัก 2-3 บริษัทอย่างลึกซึ้งก็เพียงพอแล้วที่เราจะถือหุ้นเหล่านั้นและทำกำไร ส่วนหุ้นอีก 400-500 ตัวในตลาดเราไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือใส่ใจเลยก็ได้ เพราะเราไม่ใช่นักวิเคราะห์ชื่อดังที่จะต้องคอยตอบนักข่าวว่า “ลงทุนหุ้นกลุ่มไหนดี?”

ประการที่สอง วิธี top-down ค่อนข้างขึ้นกับทิศทางและสภาวะเศรษฐกิจ เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน ข้อสรุปก็เปลี่ยน ดังนั้นตัวหุ้นที่แนะนำก็เปลี่ยนได้เรื่อยๆ และอาจจะบ่อยด้วย การเปลี่ยนตัวหุ้นบ่อยๆ ทำให้เราไม่สามารถทำความรู้จักหุ้นได้อย่างลึกซึ้งและทำให้เราก้าวข้าม “ขอบข่ายแห่งความชำนาญ” หรือ circle of competence ของเราเอง

ประการที่สาม อย่าลืมว่านักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์, ฟิลลิป ฟิชเชอร์ หรือแม้แต่ ปีเตอร์ ลินช์ ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน ต่างก็ใช้วิธี bottom-up ในการเลือกหุ้น พวกเขามีความเชื่อร่วมกันว่ากิจการชั้นเยี่ยมนั้นจะดูแลตัวเองได้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดำเนินไปอย่างไร ดังนั้นหากหุ้นตัวใดมีความโดดเด่นจน “เตะตา” เราได้ มันย่อมมีดีพอที่เราจะลงทุนลงแรงและศึกษามัน

ประการสุดท้าย การอ่านสภาวะเศรษฐกิจเป็นเรื่องยาก 2-3 เดือนผ่านไป แนวโน้มก็เปลี่ยนไปแล้ว การพยายามคาดการณ์เศรษฐกิจอาจเป็นความพยายามที่สูญเปล่า อีกทั้งภาพที่เราเห็น คนอื่นๆ เขาก็เห็น ในจังหวะที่เราวิเคราะห์แบบ top-down แล้วไล่ตามหุ้นกลุ่มแบงก์ คนจำนวนมากก็กำลังวิ่งไล่ตามอยู่เช่นกัน จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะได้ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำและมี margin of safety

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัว แต่ก็อาจมีประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่กำลังเลือกแนวทางการวิเคราะห์หุ้น ถึงอย่างไรผมก็เชื่อว่า ไม่ว่าเราใช้วิธีใด อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนที่ไม่วิเคราะห์ครับ