หุ้นเหนือกว่าทองคำและพันธบัตรอย่างไร (1)

[บทความนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียนลงในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2012 ผมเห็นว่าดีมาก จึงถอดความออกมาเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันครับ]

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เขียน / แปลโดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ผู้คนมักกล่าวว่า การลงทุน คือการกระบวนการในการเอาเงินออกมาบริหาร โดยหวังว่าจะได้รับเงินมากขึ้นในอนาคต

แต่ที่เบิร์คไชร์ แฮธาเวย์ เราใช้หลักที่เข้มงวดกว่านั้นมาก เราให้คำจำกัดความของ การลงทุน ว่าเป็นการส่งต่ออำนาจซื้อไปสู่ผู้อื่น ด้วยความคาดหวังอย่างมีเหตุผลว่าจะเกิดเป็นอำนาจซื้อที่มากขึ้นในอนาคต หลังจากหักภาษีในอัตราที่น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ หากจะให้ชี้ชัดยิ่งขึ้น ต้องบอกว่า การลงทุนคือการผัดผ่อนการบริโภค ณ วันนี้ เพื่อให้มีความสามารถที่จะบริโภคได้มากขึ้นในวันข้างหน้า

ด้วยนิยามของเรา จึงก่อให้เกิดผลที่ตามมาอันสำคัญยิ่งประการหนึ่ง กล่าวคือ ความเสี่ยงจากการลงทุน มิอาจวัดได้โดยค่าเบต้า (อันเป็นค่าที่คนในวอลล์สตรีทชอบใช้กัน) หากแต่วัดได้โดยหลักความน่าจะเป็น แต่ต้องเป็น ความน่าจะเป็นอย่างมีเหตุผล ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินจะสูญเสียอำนาจซื้อหลังจากถือสินทรัพย์นั้นไประยะหนึ่ง

ทั้งนี้ ราคาของสินทรัพย์อาจผันผวนขึ้นลงอย่างรุนแรงได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใด หากว่ามันยังคงเพิ่มอำนาจซื้อให้กับผู้ถือสินทรัพย์นั้นอย่างมั่นคงและแน่นอน หลังจากถือมันไว้ระยะหนึ่ง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า แม้สินทรัพย์ที่ราคาไม่ผันผวนเลย ก็อาจเต็มไปด้วยความเสี่ยงได้

ความน่าจะเป็นในการลงทุนนั้นมีอยู่มากมายและหลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความน่าจะเป็นดังกล่าวสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจคุณลักษณะของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท เรามาดูกันเถอะครับ

(ต่อตอนหน้า)

หุ้นเติบโต

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

เชื่อว่าหลายคนคงมีประสบการณ์เวลาจะซื้อ “หุ้นเติบโตเร็ว” หรือ “Growth Stock” แต่แล้วก็ออกอาการ “จดๆ จ้องๆ” ไม่กล้าซื้อเสียที ใจหนึ่งก็อยากได้เพราะรู้ว่าหุ้นมันโต แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่านี่เราจะซื้อแพงไปรึเปล่า?!

สมมติหุ้นค้าปลีกตัวหนึ่ง ราคาของมันป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 11-12 บาท ต่อมามันก็พุ่งขึ้นไปเท่าตัว จนผู้คน (แม้กระทั่งกูรูในทีวี) บอกว่า 24 บาทเป็นราคาที่แพงมาก และหุ้นตัวนี้คงจะต้องตกกลับลงมาที่เดิม

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือราคาหุ้นกลับยังคงเพิ่มขึ้นวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ผ่าน 30 ผ่าน 40 ผ่าน 50 บาท … โดยไม่เหลียวกลับมามองอดีตของมันอีกเลย

ทำไมต้องแพงขึ้นทุกวัน? หากเราตัดเรื่องหุ้นออกไปเลย แล้วย้อนกลับมาดูที่ตัวกิจการ เราจะพบว่าในแต่ละวันที่ผ่านไป บริษัทเพิ่มยอดขายและทำกำไรได้อย่างไม่หยุดหย่อน

สมมติวันที่ 1 มกราคม บริษัทนี้มีมูลค่า 8,000 ล้านบาท และเติบโตได้ในอัตรา 30% ต่อปี ถามว่าถึงสิ้นปีมันควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่?

ถ้าคำนวณแบบง่ายๆ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นในระหว่างปีเท่ากับ 8,000 x 30% = 2,400 ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่งบริษัทนี้ควรมีมูลค่า 10,400 ล้านบาท ณ สิ้นปี

ย้อนกลับมาที่ตัวหุ้นกันบ้าง หากต้นปีราคาหุ้นอยู่ที่ 80 บาทต่อหุ้น เทียบกับค่า P/E เท่าเดิม ถึงสิ้นปีหุ้นตัวนี้ “น่าจะ” มีราคา 104 บาทได้ไม่ยาก เราจึงมีโอกาสเห็นราคาหุ้นวิ่งจาก 80 ไป 85 ไป 90 ไป 95 แล้วก็คิดว่านี่มันบ้าไปแล้ว …

เพียงเพราะเรามัวแต่เทียบกับราคาตั้งต้น 80 บาท?!

ที่จริงถ้าเราเอามูลค่าที่เพิ่มขึ้นทั้งปี 24 บาทต่อหุ้น หารด้วย 12 จะพบว่ามูลค่าของมันสมควรอย่างยิ่งที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 2 บาท ดังนั้นเมื่อเรามองมันในเดือนมิถุนายน เราต้องเทียบราคาขณะนั้นกับ 92 บาท ไม่ใช่ 80 บาท แต่ด้วยกลไกของสมอง เราจะเทียบมันกับจุดอ้างอิงอันใดอันหนึ่ง เช่น ราคาตอนต้นปี ราคา high หรือ low ล่าสุด ฯลฯ แทนที่จะปรับมูลค่าให้กับหุ้นตลอดเวลาที่ผ่านไป

ถ้าหุ้นเติบโตไม่แพงขึ้น ผมมักเห็นนักลงทุนบ่นเวลาที่ราคาหุ้นไม่ไปไหน ทั้งที่จริงแล้วการที่ราคาของหุ้นเติบโตยังอยู่ที่เดิมน่าจะถือเป็นข่าวดีเสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นโอกาสในการซื้อที่ดีเยี่ยม ในขณะที่มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้นทุกวัน การที่ราคาหุ้นย่ำอยู่กับที่เท่ากับว่า “มันถูกลง” ส่อให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดละเลยผลของการเติบโตและเปิดช่องให้เราซื้อของดีในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ

ผมไม่อาจการันตีได้ว่านั่นคือราคาที่ถูกแล้วหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็ถูกลง จากตัวอย่างที่ผ่านมา หากคุณมองว่าราคาหุ้น 80 บาทตอนต้นปีเป็น fair price ผมก็คงต้องบอกว่าราคา 80 บาทตอนเดือนมิถุนายนถือได้ว่าเป็นราคา “on sale” และยิ่งผู้คนเบื่อหน่ายขายหุ้นทิ้งก็ยิ่งดี เพราะมันจะได้ลดราคาหนักขึ้นไปอีก

การซื้อหุ้นเติบโตมีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ แม้คุณจะเข้าซื้อผิดจังหวะและซื้อแพงไปบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป (ไม่นาน) มูลค่าหุ้นจะเติบโตขึ้นมาจนทันราคาที่คุณซื้อในที่สุด

สำหรับหุ้นเติบโตแล้วยิ่งถือนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น การพยายาม “เล่นรอบ” กับหุ้นเติบโตจึงมักจบลงด้วยการต้องไล่ซื้อกลับมาในราคาที่แพงกว่าเดิม หรือไม่ก็ยืนมองมันพุ่งทะลุฟ้าตาปริบๆ

เหตุผลเดียวที่คุณจะขายหุ้นเติบโตก็คือ มันกำลังจะหยุดโต หรือโตน้อยลงกว่าเดิม ส่วนเหตุผลที่คุณจะซื้อหุ้นเติบโตก็คือ มันจะยังเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และมีราคาไม่สูงจนเกินไป

การบ้านของนักลงทุนก็คือ วิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าการเติบโตที่คุณเห็นนั้นมันจะยืนยาวได้สักกี่ปี ถ้าการเติบโตเกิดจากกลยุทธ์หรือความสามารถของกิจการ จะจัดเป็นการเติบโตระยะยาว ทำให้เรามีแต้มต่อในการถือหุ้นได้อย่างสบายใจ

และนี่คือสิ่งที่เราควรมองหามากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ระยะสั้น พอจบข่าวก็ต้องย้ายหาหุ้นตัวใหม่เรื่อยไป อย่างนั้นไม่ใช่แต้มต่อและไม่ใช่หุ้นเติบโตครับ

รักแท้ของวอร์เรน

โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช

ภรรยาคนแรกของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ ซูซาน ธอมป์สัน บัฟเฟตต์ หรือ “ซูซี่” เธอเป็นสุภาพสตรีคนเดียวที่วอร์เรนรักและนับถือ เป็นผู้หญิงที่เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ซูซี่ เสียชีวิตลงในปี 2004 ขณะอายุได้ 72 ปี ซึ่งทำให้วอร์เรนเศร้าโศกเสียใจมาก

ทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี เมื่อใดก็ตามที่มีคนถามถึงอดีตภรรยาผู้เป็นที่รัก เขาจะร้องไห้ทุกครั้ง วอร์เรนบอกว่าการตายของเธอเป็นสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของเขา เป็นเหตุการณ์ที่เขาไม่มีวันลืมได้ลง

ซูซี่รู้จักกับวอร์เรนในปี 1950 โดยเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเบอร์ตี้ น้องสาวของวอร์เรน ก่อนที่ทั้งคู่จะพบรักและแต่งงานกันสองปีหลังจากนั้น

อย่างที่ได้บอกแล้วว่า วอร์เรนเป็นคนเนิร์ดๆ เป็นผู้ชายที่สนใจแต่เรื่องการลงทุน ชอบแต่เรื่องของตัวเลข ไม่ค่อยดูแลตัวเอง จนเมื่อซูซี่ก้าวเข้ามาในชีวิต เธอได้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ทั้งเรื่องการแต่งตัว เรื่องบ้าน และเลี้ยงลูกทั้งสามคน คือ ซูซี่จูเนียร์ โฮเวิร์ด และปีเตอร์ จนเติบโตขึ้นมาเป็นคนดี

แม้แต่ “เลล่า” แม่ของวอร์เรน ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย ก็ถูกซูซี่จัดการเสียอยู่หมัด ทำให้วอร์เรนมุ่งเน้นความสนใจของเขาไปในการ “การลงทุน” ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียสมาธิกับสิ่งรบกวนรอบตัว สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่งคั่งได้มากมายมหาศาล

วอร์เรนบอกว่า “ซูซี่ทำให้ชีวิตผมเข้าที่เข้าทาง”

ปัญหาก็คือ โลกของวอร์เรนกับซูซี่จะเป็นคนละโลกกัน ซูซี่เป็นคนชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือสังคม เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยงคนหนึ่ง ชอบศึกษาประวัติศาสตร์และสนใจศิลปะอย่างลึกซึ้ง ส่วนวอร์เรนไม่ทำอย่างอื่นเลย นอกจากนั่งอยู่ในห้องที่บ้าน และ “หาหุ้น” อย่างเดียวเท่านั้น

แม้ซูซี่จะพยายามเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับสามี โดยบอกวอร์เรนว่า “ในโลกนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ไม่ใช่แค่นั่งหาเงินอยู่ในห้อง” แต่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนเขาได้ยาก จนทั้งสองเริ่มจะ “จูน” กันไม่ติด เพราะต่างคนต่างมีความปรารถนาของตัวเอง มีโลกที่ต้องแสวงหา

ด้วยความแตกต่างกันอย่างมากนี้ ทำให้ในที่สุด ซูซี่จำต้องขอแยกทางเดินกับวอร์เรน และนั่นเป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสในชีวิตของเขา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนที่ดี มีความห่วงใย ให้กัน

ที่น่าแปลกคือ เชื่อไหมครับว่าก่อนจะหย่าร้างกัน ซูซี่ถึงขนาดพา “เอสทริด เมิงส์” เพื่อนของเธอมาแนะนำให้วอร์เรนรู้จัก โดยขอให้เอสทริดอยู่ร่วมชายคา ทำหน้าที่เสมือนภรรยาคนใหม่ ช่วยดูแลอดีตสามีแทนเธอด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่หลายคนมองว่า “ใจกว้าง” จนไม่น่าเชื่อ และทั้งสามก็ยังคงติดต่อกันด้วยความรักและผูกพันตลอดมา

แต่แล้ว เหมือนโชคชะตาฟ้ากลั่นแกล้ง ในปี 2003 ซูซี่ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในช่องปาก และป่วยหนักอยู่หนึ่งปีเต็ม ก่อนจะเสียชีวิตลงเมื่อปี 2004 โดยวอร์เรนดูแลเธออยู่ข้างเตียงแทบจะทุกนาที ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

เรื่องราวความรักของวอร์เรนและซูซี่ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดที่ว่า “เบื้องหลังผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ มีผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่” อันเป็นคำกล่าวที่เป็นความจริงอยู่เสมอ

วอร์เรน บอกว่า เขาจะไม่มีวันมีทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในวันนี้ ถ้าไม่มีซูซี่ ความรักของทั้งคู่ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ใช่เส้นทางที่ราบเรียบ ทั้งคู่สร้างครอบครัวขึ้นมาจากความ “แตกต่าง” อย่างสุดขั้ว แม้ในที่สุดจะต้องแยกทางกันเดิน แต่พวกเขาก็ยังคง “รัก” กัน

จะมีผู้ชายคนไหนเล่า ที่แม้จะมีเงินล้นฟ้า แต่ยังคิดถึงภรรยาเก่าทุกเช้าค่ำเป็นเวลาหลายสิบปี แม้เธอตายไปแล้วก็ยังน้ำตานองหน้าทุกครั้งเมื่อมีใครถามถึง

จะมีผู้หญิงคนไหนเล่า ที่เป็นคนขอแยกทางกับสามีผู้เป็นอภิมหาเศรษฐี แต่กลับอุตส่าห์หาผู้หญิงคนใหม่มาดูแลเขา เพราะกลัวเขาจะลำบาก โดยไม่ห่วงเลยว่าทรัพย์สินมหาศาลของผู้เป็นสามีจะถูกแบ่งสรรปันส่วนไป

ชีวิตรักของวอร์เรนและซูซี่ ไม่ได้สวยงามเพียบพร้อมดุจนิยาย แต่เป็นความรักที่แท้จริง ประจักษ์แก่สายตา ไม่ต้องสร้างภาพ ความรักอาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่มันจะเติบโตขึ้นได้ ย่อมต้องผ่านการเดินทางร่วมกัน ต่อสู้ฝ่าฟันผ่านพ้นสิ่งต่างๆ ด้วยกันตามกาลเวลา

ตรงกันข้ามกับความรักที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “เงิน” ย่อมพร้อมจะหายไปพร้อมๆ กับ “เงิน” เช่นเดียวกัน

เรื่องของปู่บัฟฟ์นี่ ไม่ใช่เฉพาะการลงทุน แม้แต่ความรักก็ยังน่าศึกษา น่านับถือ และสมควรเอาเป็นแบบอย่างจริงๆ ครับ