การตากผ้า กับปรัชญาการเล่นหุ้น

โดย สุภศักดิ์ จุลละศร

“ฝนลงเม็ดแล้ว ซักเสื้อผ้าตัวที่บางๆ ดีกว่า”

หากคุณเอาผ้าไปซักในขณะที่ฝนเริ่มลงเม็ด ใครๆ ก็คงบอกว่าคุณบ้าไปแล้ว ถึงแม้คุณจะพยายามอ้างว่าผ้าที่เอามาซักนั้นเป็นผ้าเนื้อบางที่แห้งง่ายก็ตามที ซึ่งก็แหงล่ะ ต่อให้ผ้าเนื้อบางขนาดไหนแต่ถ้าเราเอาไป “ตากฝน” มันก็คงไม่แห้ง

ในบางโอกาสการไม่ทำอะไรเลยอาจจะดีกว่าการพยายามทำอะไรบางอย่าง ตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ คือการพยายามซื้อหรือแม้แต่ถือหุ้นในภาวะตลาดขาลง การซื้อหุ้นในตลาดขาลงไม่แตกต่างอะไรกับการออกไปตากผ้าในวันฝนตก แต่อย่าคิดว่าคนที่ตากผ้าในวันฝนตกไม่มีอยู่จริงนะครับ คุณอาจคาดไม่ถึงว่าในแวดวงการลงทุนก็มีคนที่ทำบ้าๆ อย่างนั้นอยู่เหมือนกัน และเขาก็คือ “ผู้จัดการกองทุน”

เพื่อความเป็นธรรมต่อวิชาชีพนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้จัดการกองทุนจำต้องบริหารเงินที่หลั่งไหลเข้ามาให้สอดคล้องกับกฏระเบียบและนโยบายของกองทุน บางครั้งเขาจึงต้องทำในสิ่งที่ไม่ค่อยฉลาดนัก เป็นต้นว่าเข้าซื้อหุ้นในขณะที่ภาวะตลาดขาลงเพิ่งเริ่มต้นขึ้นไม่นาน (ส่วนใหญ่พอหุ้นตกปุ๊บ พวกเราก็จะรีบวิ่งไปซื้อ LTF จริงมั๊ย) ผู้จัดการกองทุนไม่กล้าเก็บเงินไว้รอโอกาสที่เจ๋งสุดๆ แล้วเสี่ยงกับการต้องออกไปอธิบายกับนักลงทุนว่า เนี่ย หกเดือนที่ผ่านมาสภาพตลาดไม่อำนวย ผมจึงยังไม่ได้ซื้อหุ้นตัวไหนเลย… (แต่กองทุนก็เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ 1.75% เท่าเดิม)

ผู้จัดการกองทุนมีอาชีพและหน้าที่ที่จะต้อง “ออกไปทำงานและทำอะไรบางอย่าง” พร้อมกลับมารายงานให้พวกเราได้รับฟัง ดังนั้นไม่ว่าฝนจะตกอย่างไรเขาก็จะยังคงตากผ้าต่อไปด้วยการ “ซื้อหุ้นเชิงรับ” เช่น หุ้นค้าปลีก หุ้นสาธารณูปโภค ฯลฯ และทำให้เราเชื่อว่าเงินของเราถูกเอาไปลงทุนอย่างชาญฉลาด

ชาญฉลาดเหรอ? ถ้าผู้จัดการกองทุนของคุณบอกว่า เอ้า ฝนเริ่มจะตกแล้วนะ ผมจะซักผ้าให้คุณโดยเลือกซักเฉพาะเสื้อผ้าตัวบางๆ จะได้ชื้นและเหม็นอับน้อยหน่อย …ฟังดูไม่ค่อยโสภาใช่มั๊ยครับ ตลาดขาลงคราวหน้าคุณก็อย่าทำแบบนั้นเสียเองล่ะ

ลองพลิกผ้าดูสิ

สิ่งหนึ่งที่คนตากผ้าเกินกว่า 90% ทำกันก็คือ เอาผ้าที่ซักแล้วมาตากบนราว จากนั้นก็ไปทำกิจกรรมอื่นครึ่งค่อนวัน พอผ้าแห้งก็ค่อยมาเก็บ แต่นี่คือวิธีที่ดีที่สุดหรือเปล่า… ผมสังเกตว่าเสื้อผ้าด้านที่โดนแดดโดยตรงจะแห้งก่อน ดังนั้นหลังจากเริ่มตากผ้าไปแล้วชั่วโมงกว่าๆ หากเราพลิกผ้าอีกด้านให้โดนแดดบ้าง เสื้อผ้าหนาๆ ของผมก็จะแห้งเร็วขึ้นและมีเวลาที่จะกลายร่างเป็นผ้าหอมๆ นานขึ้น

สำหรับการลงทุน สิ่งที่เราต้องทำก็คือการใส่ใจ และการพลิกผ้าก็คือการใส่ใจ

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ให้ความสำคัญกับ margin of safety หรือ ส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับมูลค่าหุ้น การซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในขณะที่ราคาตลาดอยู่ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นมากๆ ช่วยให้เงินของเรามีความปลอดภัยในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ถ้าหลังจากซื้อหุ้นแล้วราคามีการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจน margin of safety ค่อยๆ หดหายไป VI ที่มีความใส่ใจย่อมมองหาหุ้นตัวใหม่ที่ให้ margin of safety สูงกว่า และนี่ก็คือการพลิกผ้าเพื่อให้มันแห้งเร็วนั่นเอง

เรื่องนี้อาจขัดกับความคิดดั้งเดิมของหลายๆ คนที่เข้าใจว่า VI ต้องซื้อแล้วถือยาวโดยไม่สนใจราคาตลาด แต่ถ้าเราเข้าใจ margin of safety ซึ่งเป็นแก่นแท้ของการเป็น VI ก็จะนึกออกว่าการถือหุ้น “นานๆ” นั้นเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยมาก แต่แก่นจริงๆ มันอยู่ที่ margin of safety ครับ

10 เรื่องน่ารู้ของปู่บัฟฟ์

ได้อ่านนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด มีเรื่องเด่นเป็นบทสัมภาษณ์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นอกจากประเด็นหลักๆ อันเกี่ยวโยงกับนโยบายการคลังของชาติแล้ว ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับชีวิตของเขาซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง ผมจึงเอามาเรียบเรียงไว้ ณ ที่นี้สัก 10 ข้อนะครับ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์

  1. หนังเรื่องโปรดของเขาคือภาพยนตร์อังกฤษที่ชื่อว่า The Bridge on the River Kwai หรือ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” เป็นเรื่องราวของเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดขึ้นในประเทศไทย
  2. โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ พ่อของวอร์เรนเป็นพวกอนุรักษ์นิยม และเป็น ส.ส. 4 สมัยของพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีฐานเสียงเป็นผู้มีอันจะกิน แต่วอร์เรนกลับสนับสนุนพรรคเดโมแครต อันเป็นพรรคขวัญใจคนชั้นล่าง ทว่าความแตกต่างทางการเมืองนี้ไม่เคยทำให้ทั้งสองพ่อลูกต้องขัดแย้งกันเลย
  3. วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีรสนิยมแบบโบราณ ผู้หญิงสวยในอุดมคติของเขา คือ โซเฟีย ลอเรน
  4. สมัยหนุ่ม บัฟเฟตต์กลัวการพูดต่อหน้าสาธารณชนมาก เขาจึงไปเข้าคอร์สของ เดล คาร์เนกี้ กูรูด้านจิตวิทยาระดับโลก เป็นหลักสูตรที่มีชื่อว่า “How to Win Friends and Influence People หลังจากนั้นจึงไปสมัครเป็นอาจารย์ เพื่อหวังที่จะเอาชนะความกลัวในการพูดต่อหน้าคนมากๆ และในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ
  5. ซูซี่ บัฟเฟตต์ ภรรยาของวอร์เรน เป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวยง เธอมีส่วนอย่างมากในการทำให้วอร์เรนเริ่มหันมาสนใจคนจน คนด้อยโอกาส และผู้ถูกกดขี่ทั้งปวง และทำให้วอร์เรนกลายเป็น “ผู้ให้” จนถึงทุกวันนี้
  6. บัฟเฟตต์ซื้อบ้านของเขามาด้วยราคา 31,500 เหรียญ ในปี 1958 และยังคงอยู่ในบ้านหลังเดิมจนถึงปัจจุบัน ไม่คิดจะย้ายไปสร้างคฤหาสน์ที่ไหน เขาบอกว่า บ้านคือการลงทุนครั้งใหญ่อันดับที่สามในชีวิตของเขา ต่อจากแหวนแต่งงาน 2 วง ที่ให้กับภรรยา 2 คน
  7. บัฟเฟตต์ดื่มโค้กวันละเกือบ 2 ลิตร และถือหุ้นบริษัท โคคาโคล่า อยู่ 8.6%
  8. บัฟเฟตต์ขับรถ คาดิลแล็ค DTS ปี 2006 เขาบอกว่า มันเป็น “การลงทุนคุ้มค่า และดูดีเป็นบ้าเลย”
  9. บัฟเฟตต์มีเครื่องบินส่วนตัว ที่เขาตั้งชื่อว่า “Indefensible” และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศประมาณ 1 ล้านเหรียญต่อปี
  10. ค่าใช้จ่ายต่อปีของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ถ้าไม่นับเรื่องของเครื่องบินส่วนตัวและการเดินทางทางอากาศ อยู่ที่ราวๆ 150,000 เหรียญเท่านั้น เป็นเงินที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับทรัพย์สิน 45,000 ล้านเหรียญของเขา

เรียบเรียงจากนิตยสาร TIME ฉบับวันที่ 23 ม.ค. 2012

ปู่บัฟฟ์สวนหมัด

Club VI – หลังจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้กฏหมายเพื่อเก็บภาษีคนรวยให้มากขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และประธานาธิบดีบารัค โอบามา เอาไปผลักดันต่อ จนแทบจะกลายเป็นวาระแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาไปแล้วนั้น

ล่าสุด ปู่บัฟฟ์ของเราได้ถูก ส.ว. มิตช์ แม็คคอนเนลล์ จากรีพับลิกันออกมาโต้ โดยบอกว่า ถ้ารู้สึก ผิดนักหนาว่าตัวเองจ่ายภาษีน้อยไป ก็ “เขียนเช็ค” ให้รัฐเสียเลยสิ สิ้นเรื่องสิ้นราว อันเป็นการตอบโต้ที่ทำให้พวกหมั่นไส้บัฟเฟตต์สะใจกันนักหนา

แต่แล้ว เมื่อนิตยสาร Time ไปสัมภาษณ์ปู่บัฟฟ์ ปู่แกก็ไม่รอช้า สวนหมัดกลับไปยัง แม็คคอนเนลล์ โดยพลัน โดยบอกว่า ถ้าจะท้าทายกันเรื่อง “การบริจาค” นี่ ไม่เคยกลัวอยู่แล้ว

แถมยังท้ากลับอีกว่า หากสมาชิกสภาคองเกรสของรีพับลิกันทุกคนยอมควักเงินส่วนตัวบริจาคเป็นยอดรวมกันเท่าไร แกจะ “เบิ้ล” ให้ คือยอมจ่ายเป็นจำนวนเท่ากัน!!

และสำหรับแม็คคอนเนลล์ เขาจะยอม “จ่ายสามเท่า” คือถ้าแม็คคอนเนลล์ให้ 1 เหรียญ เขาจะยอมให้ถึง 3 เหรียญเลยทีเดียว

โดยก่อนหน้านี้ แม็คคอนเนลล์เคยกล่าวว่า คนอเมริกันมีสปิริตพอที่จะยอมบริจาคเงินเพื่อใช้หนี้ของประเทศ 1.2 ล้านล้านเหรียญ โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษีแต่อย่างใด ซึ่งทำให้บัฟเฟตต์บอกว่า เขารู้สึก “ซาบซึ้ง” (ใช้คำว่า Touched) ที่แม็คคอนเนลล์คิดเช่นนั้น แถมยังแซวอีกว่า “ไอ้นโยบายแบบนี้ คงมีแต่รีพับลิกันเท่านั้นกระมังจึงจะคิดได้”

ท้าบัฟเฟตต์ ท้าอะไรท้าได้ ดันมาท้าเรื่องบริจาคเงิน มารูปนี้ ท่าจะต้องซัดกันอีกหลายยกครับ

อ้อ … สุดท้าย ปู่บัฟฟ์ยังย้ำอีกว่า

“ที่เสนอไปนั่น ผมเอาจริงนะ”

แสบไหมเล่า อิอิ

เรียบเรียงจาก http://www.cnbc.com/id/45961945 และนิตยสาร Time