BH

บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)

ก่อตั้งมากว่า 30 ปี ปัจจุบันเติบโตกลายเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศและของทวีปเอเชีย ภายใต้แบรนด์ “บำรุงราษฏร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” มีความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยนอกได้ 3,900 คนต่อวัน มีเตียงสำหรับผู้ป่วยในทั้งหมด 512 เตียง อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างประเทศต่อผู้ป่วยในประเทศอยู่ที่ 60-40

ความแข็งแกร่ง

BH เป็นผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลระดับ High-End ชื่อ “บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ได้รับความเชื่อถือสูงมากจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ บริษัทฯ มีกระแสเงินสดดี หนี้สินต่ำ และเนื่องจากจับกลุ่มลูกค้าระดับบน จึงมีอัตราส่วนต่างกำไรสูง ส่งผลให้สามารถดึงดูดบุคลากรชั้นนำทางการแพทย์มาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโรงพยาบาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดผ่านการควบรวมกิจการ BH จึงถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากคู่แข่ง และต้องหาเงินทุนก้อนใหญ่มาขยายธุรกิจ

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

การเติบโต

รายได้และกำไรของบำรุงราษฎร์เพิ่มอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เป็นการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บริษัทฯ มีการเน้นคุณภาพและบริการ รวมทั้งทำการตลาดเชิงรุก เช่น เป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) เพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ถูก “บีบให้โต” บำรุงราษฎร์ก็ยังคงเสียเปรียบเครือ รพ.กรุงเทพ หรือ BGH ที่ทุนหนาและ Aggressive กว่า โดยถูกขยายขนาดแซงหน้าไปเรียบร้อย นอกจากนี้ การมี รพ.อยู่เพียงแห่งเดียว ก็เป็นข้อจำกัดในการเติบโตของฐานลูกค้าและรายได้ แม้จะเข้าซื้อหุ้น รพ.เกษมราษฎร์ (บมจ.บางกอกเชน ฮอสปิทอล) 24.99% แล้วก็ตาม

ค่าทดสอบ 72.9 เต็ม 100

ผู้บริหาร

ผู้บริหารต่างชาติของ BH เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับสูงมากในแวดวงการแพทย์ระดับนานาชาติ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ได้ธรรมาภิบาลระดับ 5 ดาว ไม่มีประเด็นในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนอันมีนัยสำคัญ

ค่าทดสอบ 100 เต็ม 100

 

รวมค่าทดสอบศักยภาพของ BH

32.8 เต็ม 100

[Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ ไม่ใช่การแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ผู้จัดทำไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำข้อมูลหรือความเห็นนี้ไปใช้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม]

โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ เศรษฐีชาวไร่


โดย ชัชวนันท์ สันธิเดช
http://www.ClubVI.com

เมื่อวันก่อน “60 Minutes” รายการโทรทัศน์ชื่อดังระดับตำนานทางสถานี CBS ได้นำเสนอเรื่องราวชีวิตของ “โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์” ลูกชายคนกลางของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งมีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย

โฮเวิร์ด (ที่จริงแล้ว พ่อของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ชื่อ “โฮเวิร์ด” เช่นกัน โดยวอร์เรนได้เอาชื่อของพ่อตัวเองมาตั้งเป็นชื่อลูก) ในวัย 57 ปี เป็นลูกคนที่สองของวอร์เรน ต่อจาก ซูซาน บัฟเฟตต์ พี่สาวของเขา และมีน้องชายหนึ่งคน คือ ปีเตอร์ บัฟเฟตต์

“โฮวี่” มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากวอร์เรนผู้พ่อ โดยสิ้นเชิง เขาใช้ชีวิตในฐานะ “ชาวไร่” ทำไร่ข้าวโพดและถั่วเหลือง ต่างจากวอร์เรน พ่อของเขา ซึ่งเป็นนักลงทุนหมายเลขหนึ่งของโลก หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด

สิ่งหนึ่งที่โฮเวิร์ดมีเหมือนกับพ่อก็คือ เขาเป็น “นักการกุศล” (Philanthropist) ตัวยงคนหนึ่ง โฮวี่มีมูลนิธิของตัวเอง ซึ่งขับเคลื่อนได้ด้วยเงินทุนจากหุ้นของ เบิร์คชัวร์ ฮาแธเวย์ ที่เขาได้จากบิดา

มูลนิธิของโฮเวิร์ดใช้เงินราว 50 ล้านเหรียญต่อปี เพื่อช่วยเหลือคนจนในการต่อสู้กับความอดอยากหิวโหย โดยตัวเขาเองได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ เพื่อคลุกคลีกับผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น

แม้โฮเวิร์ดจะเคยพูดว่า “ไม่ว่าผมจะทำอะไร ก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จเหมือนที่พ่อทำ” แต่ที่จริงแล้ว เขาหมายถึงความสำเร็จในสายตาของคนทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าตัวเขาไม่เก่ง ทว่าเขาเลือกเดินคนละทางกับพ่อ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับบิดา โฮวี่มองว่าเรื่องแบบนี้ ชีวิตใคร ชีวิตมัน

“พ่อเล่นเกมของพ่อ ผมเล่นเกมของผม” เขาบอกอย่างนั้น


เมื่อนักข่าวไปถามวอร์เรน บัฟเฟตต์ว่า คิดยังไงกับวิถีชีวิตของโฮเวิร์ด วอร์เรนบอกว่า ลูกของเขาคนนี้เป็น “ขาลุย” ชอบคลุกโคลน นอนกลางดินกินกลางทราย ทำไร่ไถนา ต่างจากตัวเขาลิบลับ เมื่อพิธีกรยิงมุขว่า ต่างกันคนละโลกขนาดนี้ แน่ใจหรือว่าโฮวี่คือลูกแท้ๆ ของคุณ วอร์เรนหัวเราะลั่น บอกว่า “นั่นสิ สงสัยผมต้องไปเช็คดูใหม่ซะแล้ว”

วิถีชีวิตในวัยหนุ่มของโฮวี่อาจไม่ได้เลิศหรูนัก เขาเรียนไม่เก่ง ดร็อปเรียนจากมหาวิทยาลัยถึงสองแห่ง แต่วอร์เรนผู้พ่อก็ไม่ห่วง เขาบอกว่าตอนนั้นลูกของเขากำลังค้นหาตัวเอง หาว่าตัวเองอยากทำอะไร และอันที่จริง เด็กวัยรุ่นอีกมากมายก็ไม่จบมหาวิทยาลัย ไม่เห็นจะเป็นปัญหา

ทว่าสิ่งหนึ่งที่วอร์เรนเน้นกับลูกชายตลอดก็คือ ต้อง “ทำในสิ่งที่รัก” หาไม่แล้ว ชีวิตจะไม่มีความสุข ทำอะไรก็ไม่ได้ดี

ที่สำคัญคือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไม่อยากให้ลูกมองโลกนี้ด้วยเลนส์ของพวก “ซุปเปอร์ริช” คือมองอะไรแบบ “ลูกเศรษฐี” เขาอยากให้ลูกมีชีวิตแบบ “คนเดินดิน” ซึ่งจะทำให้เข้าใจโลกได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุที่คนในแวดวงการลงทุนอย่างเราๆ ควรรู้จักผู้ชายชื่อ โฮเวิร์ด บัฟเฟตต์ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นลูกชายของสุดยอดนักลงทุนระดับตำนาน แต่เป็นเพราะเขาได้รับมอบหมายให้สืบทอดตำแหน่งประธานของเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ หลังจากวอร์เรนตาย เนื่องจากปู่บัฟฟ์ต้องการให้โฮวี่รักษาวัฒนธรรมขององค์กรเอาไว้

ที่สำคัญกว่าและยังไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัดก็คือ ใครจะมาเป็น CEO และทำหน้าที่ “เลือกหุ้น” ให้กับเบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ ซึ่งเป็นหน้าที่ๆ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำได้ดีที่สุดในโลก

แม้ วอร์เรน ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะบริจาคทรัพย์สินกว่า 90% ของตัวเองให้การกุศล ซึ่งนั่นหมายความว่าโฮเวิร์ดจะได้รับการผ่องถ่ายความมั่งคั่งจากพ่อเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของบิดา แต่บัฟเฟตต์ผู้ลูกก็ไม่ได้ขัดข้องอันใด เพราะแม้จะไม่ได้รับการจัดอันดับเป็นคนรวยอันดับต้นๆ ของโลกเหมือนพ่อ แต่โฮวี่ก็ยัง “รวย” ยังมีเงินไปช่วยคนจนได้อีกมากมาย ซึ่งนั่นก็พอแล้วสำหรับ “เศรษฐีชาวไร่” ผู้นี้

อีกจุดหนึ่งที่ฟังแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ก็คือ แม้วอร์เรนจะบริจาคทรัพย์สินให้มูลนิธิของบิลล์ เกตส์มากมายมหาศาล แต่โฮเวิร์ดกลับบอกว่า

“บิลล์ เกตส์ เป็นคนฉลาดที่สุดในโลก รองจากพ่อของผม”

ข้อมูลจาก : http://www.cnbc.com/id/45639360

Buffett: Back to Low-tech


วอร์เรน บัฟเฟตต์ เอาอีกแล้วครับ หลังจากซื้อ “ไฮเทค” อย่าง IBM ไปหมาดๆ ก็กลับมาซื้อ “โลว์เทค” อีกครั้ง แถมเป็น “โลว์เทคใกล้บ้าน” เสียด้วยนั่นคือ “Omaha World-Herald” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของโอมาฮา

ใน News Release ของ เบิร์คชัวร์ แฮธาเวย์ บัฟเฟตต์บอกว่า World Herald “ทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่บริหารงานดีที่สุดในอเมริกา” โดยบอกด้วยว่า การเข้าซื้อครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหนังสือพิมพ์ (ดังนั้น จึงไม่ใช่ Hostile Takeover อย่างแน่นอน)

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ บัฟเฟตต์เองซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ วอชิงตัน โพสต์ (WPC) เคยยอมรับว่า ธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่เขารักมาตลอดไม่ได้มีอนาคตที่สดใสอีกต่อไปแล้ว ถึงขนาดบอกว่า สภาพแวดล้อมของการรับข่าวสารในปัจจุบัน อาจทำให้อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ต้องเจอกับ “การขาดทุนที่ไม่มีวันสิ้นสุด” แต่ก็ไม่วาย เข้าซื้อบริษัทหนังสือพิมพ์อีกจนได้

โดย เทอร์รี่ โครเกอร์ CEO ของ Omaha World Herald บอกว่า การเข้ามาของบัฟเฟตต์ จะทำให้บริษัทมีเงินเพื่อเอาไปซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น และสามารถรักษาไว้ซึ่งเจตนารมณ์ดั้งเดิมของสื่อรายนี้

เหมือนจะ “เปลี่ยนแนว” แต่ก็ยัง “ไม่เปลี่ยน” บอกว่าหนังสือพิมพ์ “ไม่ดีแล้ว” แต่ก็ยัง “เข้าไปซื้อ” …นี่ถ้าเป็นจอมยุทธ์ในหนังจีน ต้องถือว่าปู่บัฟฟ์เป็น “จอมยุทธ์ไร้กระบวนท่า” คือไม่ใช่ “มั่ว” แต่ “จับทางยาก” ที่สุดจริงๆ ครับ